มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สร้างความพร้อมให้ชีวิต







สร้างความพร้อมให้ชีวิต

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร

๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


“จากเมล็ดเล็กๆที่จริงจังในการงอกงาม
ในที่สุดก่อกำเนิดป่าที่กว้างใหญ่ได้
ชีวิตเราก็เช่นกัน เริ่มทำอะไรเล็กๆน้อยๆแล้ว
วันหนึ่งข้างหน้าเราจะพบว่า..เรามีความสามารถเกินคาด

ด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆเรายังไม่สามารถตัดสินอะไรได้
ด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆเรายังไม่ควรท้อแท้
ให้เวลาแก่ชีวิตสักนิด เราจะพบความภูมิในในตนเองได้”


เราจะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรเติบโตขึ้นทันที ถ้าดูจากสารคดีที่เขาถ่ายวิดีโอก็จะเห็นใบอ่อนค่อยๆ แย้มคลี่ออกมา หรือดูจากโฆษณาต้นไม้ของพ่อ ก็จะเห็นว่าจากต้นกล้าเล็กๆ ค่อยๆ แทงใบอ่อน ค่อยๆ เจริญเติบโต จึงเป็นที่มาของข้อความดังกล่าว

อาศัยเวลาคือการสั่งสมให้มีความพร้อม และความพร้อมนี้ก็คือมี “เหตุ” เหมือนเมล็ดมะม่วงพร้อมที่ด้วยเหตุและด้วยปัจจัย จึงงอกออกจากเมล็ดพร้อมที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นกล้า

ที่เราเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ก็เพราะมาจากของเล็กๆ ที่มีการเจริญเติบโตขึ้นทีละเล็กๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งในป่าใหญ่ก็คือเกิดจากต้นไม้เล็กๆ ที่ค่อยๆ เจริญเติบโตพร้อมที่จะดำเนินไปข้างหน้าในที่สุดมันก็เป็นป่าใหญ่ขึ้นมาได้ การกระทำอะไรเพียงเล็กๆ อย่างตั้งใจ ในที่สุดจะทำให้เรารู้สึกภูมิใจ ได้อย่างคาดไม่ถึง

ขอยกตัวอย่างตัวเอง ตอนแรกที่เปิดเฟสบุ๊คขึ้นมาไม่ได้นึกเลยว่าจะทำอะไรมากนัก คิดว่าจะเข้าไปอ่านของคนเขาเท่านั้นเองว่าโลกออนไลน์ในรูปแบบนี้เป็นอย่างไร และก็เห็นคนที่รู้จักที่มีเฟสบุ๊คคนแรกก็คือลูกศิษย์คนหนึ่ง ก็อยากจะรู้ว่าเขานำรูปอะไรไปลง นี่คือเจตนาในตอนแรกมีอยู่เท่านี้เอง และก็เข้าไปอ่านของแต่ละคนๆ ว่าเขาลงอะไรกัน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [2 ก.ย. 2554 , 20:15:31 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


จากการเห็นความต่อเนื่องของสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ เพราะแต่ละคนก็จะเอาแต่รูปตัวเองมาลง และบอกว่าไปเที่ยวที่นี่มา แต่ละคนก็จะเอาความรู้สึกตัวเองมาบอก ก็เลยคิดว่า เราคงจะต้องทำอะไรสักนิดหนึ่ง เพื่อให้โลกของเฟสบุ๊คคือคนที่ออนไลน์ผ่านสายตาแล้วได้อะไรไปบ้าง

ตอนแรกก็คิดจะทำเล็กๆ ด้วยการเอาข้อคิดไปลงและหาดอกไม้สวยๆ มาประกอบเท่านั้น แต่เกือบหนึ่งปีมานี้ก็มีคนสมัครมาสมัครเป็นเพื่อนหลายร้อยคน จากการกระทำเล็กๆ ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยการนำกลอนไปลงที่ละท่อนๆ ทีละเรื่อง ลงทุกวันและก็เข้าไปตอบทุกวัน ตอนแรกก็ตอบเล็กๆ ว่า ขอบคุณมากค่ะ ต่อจากนั้นก็ตอบมากขึ้นไปว่า ขอบคุณมากเพราะอย่างนี้ๆ และก็มากขึ้นๆ เรื่อยๆ คือให้ข้อคิดไปพร้อมกับคำตอบ

ตอนนี้เกิดความภูมิใจว่าสิ่งที่ตั้งใจจะให้นั้น มีผลแล้วก็คือเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก ปฏิกิริยาที่ตอบสนองกลับเข้ามา ทำให้เกิดความภูมิใจอย่างที่คาดไม่ถึงในสิ่งที่เราให้ไปด้วยความรู้สึกว่าต้องการให้กระดานนี้มีประโยชน์กับพวกเขาบ้าง ฉะนั้น การกระทำอะไรเพียงเล็กๆอย่างตั้งใจ ในที่สุดก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจได้อย่างคาดไม่ถึงได้

เริ่มต้นทีละน้อยแต่อาศัยกาลเวลาและความเพียร เราจะสามารถเจริญเติบโตได้ในที่สุด เพราะทุกอย่างนั้น ไม่มีอะไรทำครั้งเดียวสำเร็จ หอไอเฟลก็ไม่ได้สร้างวันเดียวสำเร็จ เทพีเสรีภาพก็ไ ม่ได้สร้างวันเดียวสำเร็จวันพระแก้วที่สวยที่สุดของวัดทั้งหมด ก็ไม่ได้สร้างวันเดียวสำเร็จ แต่ทุกอย่างต้องอาศัยความตั้งใจ กำแพงสูงใหญ่ก็มาจากการที่แต่ละคนถืออิฐมอญก้อนเล็กๆ มาทีละก้อนเล็กๆ แล้วนำมาเรียงต่อกันจึงเป็นกำแพงขึ้นมาได้

ฉะนั้น ทุกอย่างต้องทำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะเรื่องความดี ความดีเพียงเล็กๆ น้อยๆ ทำบ่อยๆ แล้วก็จะมากเอง เราทำความดีไม่ว่าจะเป็นอะไร เช่น การช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบทั้งที่นี่หรือบ้าน ก็อย่าคิดว่ามันเป็นหน้าที่ แต่ควรคิดว่าเรากำลังหยิบอิฐดีๆ ก้อนหนึ่งขึ้นมาตั้งเรียงไว้ วันนี้อาจจะสูงไม่มาก แต่อาทิตย์หน้าเราก็หยิบอิฐมาอีก มาก่อกำแพงต่อไปให้สูงขึ้น นั่นก็คือกำแพงบุญของชีวิตนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2554 , 20:16:07 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : )


  สลักธรรม 2


เราทุกคนทำได้ด้วยการเริ่มต้นทีละน้อย อย่างในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ได้คุยกับลูกศิษย์หลายคนเมื่อวานนี้ว่า ควรจะฝึกหัดทำวิปัสสนากันบ้าง ก็มีคำพูดตอบออกมาว่า “ทำไม่ได้ต้องไปเข้าอ้อมน้อย” ซึ่งก็พูดอยู่บ่อยๆ ว่าไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น เพราะที่อ้อมน้อยเหมือนเป็นสถานที่เราเข้าสู่สนามสอบ แต่การทำที่บ้านนี่เหมือนเราทำการบ้าน ตอนเราเรียนเราก็ต้องกลับไปทำการบ้าน แต่ละอาทิตย์ๆ เราไม่ทำการบ้านเราไม่อ่านหนังสือเราต้องสอบตก เข้าอ้อมน้อยไปแล้วตกแน่นอน

อย่างบางคนบอก ไม่ลองไม่รู้ ว่าแล้วก็ไปเข้าเลย ๗วัน เลยรู้สึกเหมือนติดคุกเพราะกิเลสมันไม่ชอบ กิเลสที่เราเคยกินตามอำเภอใจ เดินตามอำเภอใจ นอนตามอยาก ไปตามสถานที่ชอบ สิ่งเหล่านี้ห้ามทำทั้งหมดในห้องปฏิบัติ ฉะนั้น จึงเหมือนกับกิเลสมันถูกบีบ มันจึงดิ้นรนที่อยากจะออกมา

วันแรกตัณหาหรือธรรมฉันทะทำให้เราโลดแล่นกระโดดเข้าไป ...บ้านเรามีเครื่องปรับอากาศ บ้านเราเปิดพัดลม ที่อ้อมน้อยเรือนปฏิบัติเขาก็มีพัดลมให้เหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนที่บ้าน ก่อนเปิดพัดลมที่นั่น ต้องรู้ว่าเปิดทำไม อยู่ที่บ้านไม่ต้องรู้ก็ได้ ฉะนั้น เมื่อกิเลสไม่อนุญาตแล้วมันก็ทรมาน

ถ้าหากเราไม่ทำการบ้านส่งเรื่อยๆ แล้ว การเข้าห้องสอบเลยทีเดียวมันก็อึดอัด เพราะทำไม่ได้ แต่ถ้าเราทำการบ้านบ่อยๆ เหมือนเราท่องสูตรคูณเป็น พอเข้าห้องสอบปุ๊บก็ทำข้อสอบได้สบายเลย ดังนั้น การเริ่มต้นทีละน้อย แต่อาศัยกาลเวลา เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆ เจริญเติบโต และก็มีความเพียรอย่างสม่ำเสมอ เราจะสามารถเจริญเติบโตได้ ในที่สุด

ข้อคิดต่างๆ ที่เขียนขึ้นมาได้นี้ ก็เริ่มต้นทีละน้อย ประโยคต่างๆ ล้วนเริ่มมาจาก ก.ไก่ จากสระ อะ สระ อา ตอนนี้เราทุกคนที่นี่เริ่มที่จะรู้ว่าชีวิตคืออะไร? ชีวิต คือ รูป กับ นาม เมื่อเรารู้แล้วทำไมไม่นำสิ่งที่รู้ไปใช้? ตอบกันมาแต่ว่า “ทำไม่ได้” ที่ยังทำไม่ได้เพราะไม่ได้ทำนั่นเอง

มีภาพอยู่ภาพหนึ่ง เป็นเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นตรงในแนวนอน มีคำถามว่า เส้นไหนยากกว่ากัน ผู้ที่มองดูส่วนใหญ่ตอบว่า เส้นตรงที่ตั้งฉากยาวกว่า แต่คำเฉลยคือทั้งสองเส้นยาวเท่ากัน ฉะนั้น ภาพนี้เป็นภาพลวงตา เราจึงต้องรู้ว่าสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เรื่องจริงไปหมด

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2554 , 20:16:30 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : )


  สลักธรรม 3


คำถาม : กิริยาอาการของเรากับกิริยาอาการของพระอรหันต์ต่างกันอย่างไร?

คำตอบ : พระอรหันต์ท่านเป็นผู้ละกิเลสเป็นสมุจเฉท ละอกุศลจิตได้ทั้ง ๑๒ ดวง สังโยชน์ ๑๐ ถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว การกระทำของท่านจึงไม่เป็นบุญไม่ป็นบาปเรียกว่า กิริยาจิต คือ จิตที่ขึ้นมาทำงานด้วยมีเหตุให้ทำและก็ดับลงโดยไม่มีกิเลสเข้าไปหนุนอีกแล้ว

พระอรหันต์มาจากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนได้มรรคจิตเกิดขึ้น ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ตัดสังโยชน์ทิ้งหมด แต่บุคคลอื่นที่ไม่เคยมีมรรคจิตเกิดขึ้นก็ต้องบอกว่ายังมีทิฏฐิอยู่แน่นอนตลอดเวลา ในขณะรับอารมณ์ ไม่ได้ไปค้างอยู่ตรงไหนๆ มีอยู่ตลอดเพราะในขณะรับอารมณ์และอารมณ์มีอยู่ตลอดเวลา

สักกายทิกฐิมีอยู่ใน “เรา” ตลอดเวลา เมื่อ “เรา” รู้อารมณ์ตอนไหน สักกายทิฏฐิก็ร่วมรู้ตอนนั้น ยกเว้นในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นการปฏิเสธไม่ให้สักกายทิฏฐิเข้ามา เพราะมีการกำหนดรูปกำหนดนาม ถ้าไม่มีรูปมีนามเป็นอารมณ์ การรับรู้อารมณ์การดำเนินชีวิตฉาบไปด้วยสักกายทิฏฐิ

เหมือนต้นมะม่วงที่ถึงฤดูกาลก็จะออกผล ถามว่าตอนนี้ไม่ใช่หน้ามะม่วง แล้วลูกมะม่วงไปอยู่ตรงไหน มันซ่อนในราก ลำต้น ใบหรือ? คำตอบก็คือ ลูกมะม่วงไม่ได้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน แต่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมทั้งฤดูกาลและอาหารก็จะออกผลมา

เช่นเดียวกัน อนุสัยกิเลสอยู่ที่ไหน? นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน มีอยู่กับเราตลอดเวลา เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม คือมีรูปารมณ์ มีจักขุวิญญาณ มีผัสสะเข้ามาร่วมด้วยเสมอ อนุสัยกิเลสที่อยู่ในขันธสันดานก็มีอำนาจเขาเรียกว่า สัตติ อำนาจที่เราบ่มเพาะไว้กิเลสเป็นพืชเชื้อบ่มเพาะเอาไว้ และอำนาจนี้ยังอยู่ มันก็พร้อมจะแสดงอำนาจ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2554 , 20:16:51 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : )


  สลักธรรม 4


ถ้าจะเปรียบให้ง่ายขึ้นไปอีก กิเลสขันธสันดาน ท่านเปรียบเหมือนดินโคนบัว เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ถ้านำสายยางเปิดน้ำเข้าไป น้ำก็จะขุ่นขึ้นมาให้เห็นเป็นรูปธรรม อารมณ์ที่มากระทบทางทวารต่างๆ มันทำให้กิเลสสะเทือนขุ่นขึ้นมา เราจึงต้องเข้าใจสภาพเสียก่อน เวลาพูดจะได้อ๋อไม่เอ๋อ

สมัยก่อนนั้นหลวงพ่อแสวงท่านจะถามว่า กิเลสอยู่ที่ไหน? ครั้งแรกตอบว่า อยู่ที่อารมณ์ ท่านตอบว่า อยู่ที่ทวาร วันต่อมาท่านถามใหม่ว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? ตอบว่า กิเลสเกิดขึ้นตามทวาร ท่านบอกว่า ผิด ต้องตอบว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน พอสักอาทิตย์หนึ่งผ่านไปท่านก็ถามใหม่ว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? ตอบไปว่า เกิดขึ้นที่ปัจจุบัน ท่านบอกว่า ผิด … แต่ที่ท่านบอกอย่างนี้ก็เพื่อให้เรารู้ทั่วและรู้จริง ไม่ใช่เอาปริยัติไปแบบด้วนๆ

การสอนของพระมหาแสวง โชติปาโล นั้นทำให้เราได้ความรู้กว้างขวางมากมายจากการจด จำ และนำมาพูด อย่างการเรียนอกุศลจิตดวงแรกนั้น พอท่านอธิบายแล้วก็จะบอกว่า เมื่อกี้นี้เข้าใจใช่ไหม อย่างนั้นก็เขียนซิ เขียนอกุศลตัวที่ ๑ แล้วแยกให้พ่อเห็นซิว่าอันไหนคือ ธรรมที่เป็นเหตุ ธรรมที่มีเหตุ

ซึ่งก็ต้องบอกท่านด้วยว่าที่บอกว่าเข้าใจนั้นเข้าใจอย่างไร เช่น จิตดวงนี้ชื่อ โสมนสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปปยุตตัง อสังขาริกกัง จิตที่เกิดพร้อมขึ้นด้วยความยินดี ประกอบไปด้วยความเห็นผิด โดยไม่มีใครชักชวน มีเจตสิกประกอบ ๑๙ ดวง เป็นธรรมที่มีเหตุ แยกออกมาเป็นได้ ๒ เหตุ ( ๖ เหตุ คือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ โมหะเหตุ อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อุโหมะเหตุ ) ในนี้มี ๒ เหตุ ก็เพราะว่า มีโลภะเหตุ แล้วโลภะเกิดขึ้นต้องมีโมหะร่วมด้วย โลภะก็เป็นเหตุ โมหะก็เป็นเหตุ ….อย่างนี้เป็นต้น

เราจึงต้องทำทีละน้อยและทำบ่อยๆ เพื่อที่จะได้มีผลที่มาก อย่างในเรื่องของการดำรงชีวิตนั้น ก็จะเป็นข้อพิสูจน์ได้เลยว่า พวกเราไม่มีใครเคยทำทาอย่างสม่ำเสมอกันมาเลย เราจึงมีความเป็นอยู่อย่างกระพร่องกระแพร่ง แต่วรรณะกษัตริย์ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะทานบารมีสมบูรณ์ ทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2554 , 20:17:11 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : )


  สลักธรรม 5

เราต้องย้อนดูตนเองว่า ละครชีวิตที่เราเล่นไว้ในฉากที่แล้วเป็นอย่างไร แล้วฉากนี้เราจะเล่นอย่างไรต่อ เขียนสคริปต์ชีวิตให้ดีเพื่อเดินทางเสียเถิด ชีวิตแก้ไขได้ด้วยการทำกรรมใหม่ ใช้ต้องลิควิดเปเปอร์ขวดใหญ่กว่าตัวเราลบกรรมชั่ว และต้องเป็นยี่ห้อ “อย่าอยาก” ด้วยนะ เช่น อย่าอยากกิน กินเพราะจำเป็นต้องกิน อย่าอยากนอน นอนเพราะจำเป็นต้องนอน เราต้องลบมันออกไปเสียบ้าง พอเปิดตู้เสื้อผ้า..ชอบเสื้อตัวนี้หยิบ ..ชั่วหรือดีที่เกิดขึ้น? ชั่ว จะหวีผมเกล้าให้มันสวย ชั่วหรือดี? ชั่ว ถ้าเผื่อเราทำได้ เท่ากับเรากำลังลบกรรมชั่ว

ทำทีละเล็กๆ ให้เวลากับตัวเอง ว่าแบ่งเวลาให้เป็น ก่อนนอนสักนิดหนึ่ง หรืออย่างตอนกินข้าวนี่แหละเป็นการที่ฝึกได้หมดเลย การกินข้าวนี่ กินเวลา ๑๕ นาที ใน ๑๕ นาที ตรงนี้แหละกองกิเลสเต็มที่เลย มาเริ่มต้นกันถ้าเราต้องการทำดีจริงๆ ลองฝึกสันโดษคือ กินคนเดียว แม้จะมีหลายคนนั่งอยู่ด้วยก็ให้เขานั่งไป แต่เราไม่คุย ตักอาหารใส่ปากแล้วก็วางช้อน จากนั้นก็ค่อยๆ เคี้ยวจนละเอียดแล้วก็กลืนจนหมด แล้วก็ค่อยหยิบช้อนตักคำใหม่ใส่ปาก

แต่ก่อนนั้นชมรมละกิเลสก็มีการฝึกให้ทำ ให้ตักอาหารพอประมาณเหมาะกับท้องของเรา หรือไม่พอก็เติมได้ แต่อย่าอยาก และอย่าโลภมาก เราต้องมีคำว่า “พอดี” เอามาวางไว้ มีสติสักนิดหนึ่ง ตักใส่ปาก วางช้อน ไม่ต้องถือไว้แล้วตักต่อเพราะนั่นคือกิเลส ตั้งใจเคี้ยว กลืน เสร็จแล้วตักใหม่ใส่ปาก วางช้อน เคี้ยว รู้สึกว่าละเอียดพอแล้วต้องกลืนก็กลืน

ถ้าเรารู้จักฝึกโดยเฉพาะในเรื่องของอาหาร ก็เท่ากับเป็นการใช้ลิควิดเปเปอร์ไม่อยาก เพราะดูได้เลยว่า “อยาก” มันเกิดขึ้นได้กับการกินมากมาย ที่สำนักปฏิบัติอ้อมน้อยถึงจะส่งปิ่นโตแค่เถาละสามชั้น หรือว่าเราไปบุฟเฟต์ ก็ดูเถอะ สำรับกับข้าวที่เราชอบอยู่ด้านไหน มือเราจะไปทางนั้นบ่อยด้วยความสันทัด ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบก็จะตักมานิดหนึ่ง และความสันทัดที่ชอบๆของเรานั้นจะพาเราไปที่ไหน? ก็ไปชั่วๆ ในชาติหน้า

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2554 , 20:17:33 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : )


  สลักธรรม 6


เราจึงต้องพยายามทำ วันนี้เราต้องปวารณาว่า เรามาเพื่อสร้างสรรค์ความดี เราอยู่ที่บ้าน “ง่วงแล้วอยากนอน” ชั่วหรือดี? ชั่ว อยากกวาดบ้าน ชั่วหรือดี? ชั่ว ฉะนั้น อยู่ที่บ้านแล้วเราชั่วง่าย วันนี้เราไม่อยากชั่วแล้ว เราจึงมาเรียนพระอภิธรรม แล้วให้วันนี้เป็นวันดีของเรา ปวารณาตนเองเลยว่า วันนี้ทั้งวัน เมื่อเราเสียเวลาโดดออกจากกองกิเลสจากความเป็นของเรามาได้ แล้วทำไมเราจึงหากิเลสใหม่มาเพิ่ม ทำไมต้องหาสังคมใหม่เพื่อคลุกคลีอีก

ใครเคยได้อ่านหนังสือพิมพ์แล้วพบข่าวว่า ไม่คุยแล้วตายไหม? ไม่มี ฉะนั้น แต่ตอนรับประทานข้าวก็อย่าคุย ลองทำดูด่านแรกตอนกินข้าว ไม่คุยไม่ตาย ถ้าคุยอาจตาย เพราะข้าวติดคอหรือข้าวลงหลอดลมตาย สิ่งต่างๆ ที่เป็นของดี เราต้องเริ่มนำมาใช้ ก่อนออกจากบ้านเราถามตัวเองเลย เรามาเพื่ออะไร ? ใครมาเพื่อเรียนยกมือขึ้น? ใครมาเพื่อสร้างบารมียกมือขึ้น? ใครมาเพื่อมาหาสังคมยกมือขึ้น? ใครมาเพื่อมาหามิตรยกมือขึ้น? ใครมาเพื่อมาหาคนนั้นคนนี้ยกมือขึ้น? เราลองอยู่อย่างคนดีบ้าง ลองมีชีวิตเป็นคนดีสักวันให้ได้ เริ่มต้นเมล็ดพันธุ์เล็กๆ แล้ววันข้างหน้าก็จะดี

พระอรหันต์ท่านสิ้นสุดจากกิเลสทั้งปวงคือ อกุศล ๑๒ ทำสิ่งใดแล้วก็ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น มันไม่มีของที่มาปรุงแต่ง เหมือนแก้วน้ำใสๆ ที่ไม่มีอะไรหยดลงไปแล้ว เพราะหมึกก็หมด น้ำก็หมดไม่มีของที่จะเอาไปเทอีกแล้ว เพราะตัดกิเลสได้หมดจึงไม่มีสิ่งที่เข้าไปปรุงแต่งจิต แต่จิตอย่างเราไม่เป็นอย่างนั้น

ขอโทษนะ เช่น หิวน้ำเพราะพูดมากๆ คอแห้ง อยากกินน้ำ น้ำอยู่ตรงโน้น เราจะไปกินน้ำ ถามว่าที่ก้าวเดินไปนี่คือกิริยาอาการไหม? ใช่ การดื่มน้ำโดยใช้หลอดดูดนี่เป็นกิริยาอาการไหม? เป็นกิริยาเหมือนกัน แต่กิริยาอาการ มันเริ่มต้นจาก หิวน้ำ...อยากกินน้ำ มีความอยากผลักดันให้เกิด ฉะนั้น จึงมีตัณหาหนุนหลัง แม้กระทั่งดูดน้ำ กิริยานี้จึงมีตัณหาหนุนหลังหรือบอกว่ามีโลภะก็ได้ หรือเราบอกให้เด็กเคี้ยว เคี้ยวเป็นกิริยาไหม? เป็น แต่เด็กเคี้ยวด้วยโทสะ เพราะถูกเราผลักดันให้เคี้ยว จึงมีกิเลสเป็นตัวหนุนหลัง แต่พระอรหันต์ เป็นกิริยาที่ไม่มีกิเลสได้อีกแล้ว จึงเป็นความพิเศษเรียกว่า กิริยาจิต

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติความมีปัญญาความตั้งมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบังเกิดขึ้นแก่ทุกท่าน ขอให้การรับปากในวันนี้ ว่าเรามาเพื่อศึกษาธรรมะ มาเพื่อสร้างบารมี ออกจากบ้านมา เพื่อสลัดเครื่องพันธนาการที่เคยมีแต่ความชั่วทั้งสิ้นในบ้าน ก็คืออกุศลเต็มไปหมด มาสร้างบารมีคือกุศลขอให้ทุกคนเด็ดเดี่ยว และทำวันนี้เป็นวันเริ่มต้น ได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน และขอให้มีต้นกล้าแห่งชีวิตเกิดขึ้นได้โดยไว อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [2 ก.ย. 2554 , 20:17:57 น.] ( IP = 58.9.187.141 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org