มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ วิปัสสนากรรมฐาน (๑)








คำถาม-คำตอบ วิปัสสนากรรมฐาน (๑)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔



สัพเพ สัตตา อเวรา อัพยาปชา อนีฆา สุขี อัตตานัง ปริห รันตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย ขอจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตน ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

ด้วยกุศลกายกรรม ด้วยกุศลวจีกรรม ด้วยกุศลมโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้เพียรกระทำมา ตลอดจนเช้าวันนี้ ข้าพเจ้ามีความศรัทธาในการปลูกฝังตนเองให้มีจริตอัธยาศัยเห็นชอบประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ มีการสวดมนต์ มีการรักษาระเบียบวินัย ตลอดจนการกระทำใจของตนเอง ให้มีความสงบ และสามารถสังเกต ดูอาการของชีวิตในเช้าวันนี้

ข้าพเจ้าขอกราบทูลถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ทรงปรินิพพานไปนานแล้ว ข้าพเจ้าก็ขอกราบน้อมนำเอากุศลเหล่านี้มากล่าวถวายต่อหน้าองค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อเป็นเครื่องระลึกรู้ ว่าข้าพเจ้าได้ตั้งตนไว้ชอบด้วยความศรัทธา ขอความตั้งใจครั้งนี้ จงเป็นการดำเนินทำให้ข้าพเจ้าสร้างความสันทัดในการสร้างคุณงามความดีได้ เพื่อจะได้มีเหตุอันเป็นกุศลมากราบทูลถวาย องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้นพระโพธิสัตว์ที่จะเสด็จมาตรัสรู้ก็ขอโปรดรับทราบว่าข้าพเจ้าขอมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งแห่งชีวิต

สวัสดีและอนุโมทนาทุกท่านค่ะ สัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกัน เรื่อง กิริยาจิตเป็นอย่างไร สัปดาห์นี้มีใครจะถามอะไรหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเวลาไม่ได้เป็นของที่เรามีโอกาสกันเสมอ เพราะแต่ละคนเสื่อมและแก่ลงๆ อาทิตย์ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าแก่มากเพราะมีอาการหน้ามืดล้มลง ก็ไม่รู้ว่าวิบากที่ร้ายๆ จะมาส่งผลให้เมื่อใด กรรมจะมาตัดรอนชีวิตเมื่อใดก็ไม่รู้แน่ ในขณะนี้ยังสามารถถ่ายทอดอะไรได้ก็จะให้เท่าที่ให้ได้ เราไม่รู้ว่าเราจะจากกันเมื่อใด ฉะนั้น ในแต่ละสัปดาห์ก็ตั้งใจว่าจะขอลาท่านทุกครั้งว่า ถ้าหากสัปดาห์หน้ามาไม่ได้แล้วตายไปก็ขอลาไปก่อน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [12 ก.ย. 2554 , 10:43:23 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ได้มีผู้ถามธรรมะทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการปฏิบัติ คือ อ.ธัญนันทน์ ครูผู้สอนพระอภิธรรม และได้ตอบกับครูสอนพระอภิธรรมไปอย่างแจ่มแจ้ง ก็ขอทราบว่า อ.ธัญนันทน์มีความรู้สึกยังไงกับการที่เป็นครูพระอภิธรรมได้สนทนากับครูวิปัสสนา

อ. ธัญนันทน์ : กราบสวัสดีอาจารย์และกราบสวัสดีทุกท่าน จากการที่ได้สนทนากับท่านอาจารย์ คือต้องบอกว่าการแม้เป็นผู้ที่สอนพระอภิธรรมก็จริงแต่ว่า เวลาปฏิบัติแล้ว ถ้าเราเอาแต่สอนแต่เรียน แต่เราไม่ปฏิบัติ เราจะไม่รู้ปัญหาที่เกิดขึ้น และปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าไม่มีประสบการณ์ เราก็ไม่สามารถตอบตัวเองได้ ไปเอาทฤษฏีมาตอบไม่ได้ แม้อย่างอาจารย์ไม่ได้มีความสันทัดในการได้มาเป็นผู้ที่สอนพระอภิธรรมโดยตรง แต่อาจารย์มีความสันทัดในการปฏิบัติวิปัสสนา แม้กระทั่งบางครั้งเราจะถามอย่างไร ภาษามันไม่รู้จะพูดไปอย่างไร แต่เราก็พยายามจะพูด อาจารย์ก็สามารถตีความได้ว่า ที่เราสงสัยนั้นเป็นยังไง

เพราะฉะนั้น เมื่ออาจารย์อธิบายมา เพราะเรามีพื้นทางด้านปริยัติอยู่แล้ว มันก็ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น จริงๆ แล้ว การปฏิบัติจะช่วยทำให้เราสามารถเข้าใจในทฤษฏีที่เราเรียนมาได้มากขึ้น ไม่ใช่เข้าใจเฉพาะตามตัวหนังสือที่มีอยู่ ที่เราเรียนมา เราก็เข้าใจเอาเอง แต่จริงๆ แล้ว ภาคปฏิบัติกับภาคทฤษฏีนั้นไม่เหมือนกัน

เวลามีอะไรแล้วคุยกับอาจารย์ อาจารย์จะชี้ได้แบบทะลุปรุโปร่งได้ตลอดว่า ที่เราติดขัดบางทีเราอธิบายไม่ได้ อาจารย์ก็จะชี้แล้วว่า มันเป็นแบบนี้ใช่ไหมๆ ที่เราสงสัย บางครั้งภาษาที่เราพูดออกมาไม่เป็น แต่อาจารย์ก็สามารถตีความออกมาให้เราได้ ก็เลยเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ ทำให้เราเข้าใจในด้านปริยัติมากขึ้น และก็ได้รู้ว่าอาจารย์เป็นผู้ทิ่วิปัสสนาจารย์จริงๆ ไม่ว่าจะในแง่ไหน อาจารย์สามารถเข้าใจเราได้หมดว่าเราไม่ได้เอาจากทฤษฏีมาถาม จากการที่เราปฏิบัติแล้วเราสงสัยจริงๆ แม้ว่าเราสื่อไม่ได้อาจารย์ก็สามารถอธิบายให้เราได้


โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:48:17 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 2


คำถาม : เวลาเราเดิน เรารู้ว่า เรากำลังเดินอยู่ ก็เลยถามว่า ขณะที่เรารู้ว่าเรากำลังเดินอยู่นี่ มันไม่ใช่หมายความว่า เรามีความระลึกรู้สึกตัวในอาการเดินใช่หรือเปล่า เพราะบางครั้งในขณะที่เรารู้ในอาการ มิได้หมายความว่า เรามีความรู้สึกตัวในอาการนั้น ทุกครั้งใช่ไหม? ในการเดินความรู้สึกตัวไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม?

อ.บุษกร : ตรงไหนเรียกว่า ต้องมีความระลึกรู้สึกตัวตลอดเวลา ตรงไหนไม่ใช่ สองคำนี้ใครฟังแล้วไม่เข้าใจบ้างยกมือ และใครฟังแล้วเข้าใจบ้าง ถ้าเข้าใจแล้วก็ลองอธิบายว่า ความระลึกรู้สึกตัวในอาการเดิน เราไม่ได้ระลึกรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นอย่างไร

ลูกศิษย์ : ในขณะที่เราปฏิบัติวิปัสสนาเรากำลังพิจารณารูปเดิน ไม่ได้มีความรู้สึกตัวอยู่ตลอด บางทีใจเราก็ไปจับกับภาพที่เราไปเห็นในระหว่างที่เดินไป มันก็เปลี่ยนความรู้สึกไปนิด เป็นนามเห็น และเราก็เดินไปรูปเดินไปอีก ทำความรู้สึกตัวเดิน อ้าว! เสียงเข้ามา เราก็เอาใจไปจับเสียง ก็นามรู้ว่า ตัวอะไรร้อง ก็เป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกตัวอยู่ตลอด มันมีอะไรผ่านเข้ามา

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:49:06 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 3


อาจารย์บุษกร : คำว่าความระลึกรู้สึกตัว ตรงที่อธิบายมาคือการตามดู ตามสังเกต เท่านั้นเอง จากคำถามที่ถามว่า “เวลาเราเดิน เรารู้ว่า เรากำลังเดินอยู่ ก็เลยถามว่า ขณะที่เรารู้ว่าเรากำลังเดินอยู่นี่ มันไม่ใช่หมายความว่า เรามีความระลึกรู้สึกตัวในอาการเดินใช่หรือเปล่า เพราะบางครั้งในขณะที่เรารู้ในอาการ มิได้หมายความว่า เรามีความรู้สึกตัวในอาการนั้น ทุกครั้งใช่ไหม?”

ขณะที่เรารู้สึกตัว ไม่ใช่หมายความว่า ตัวเรารู้สึกตัวในอาการตลอดเวลาใช่ไหม? “ความระลึกรู้สึกตัว” ตอนนี้ไม่ได้พูดถึงปริยัติแล้ว เพราะคนที่จะปฏิบัติจะต้องรู้แล้วว่าชีวิตคืออะไร มีอะไรเกิดขึ้น คือต้องรู้ในเรื่องทวารที่รับอารมณ์ ฉะนั้น การตอบในขณะนี้เป็นการโต้ตอบระหว่างผู้ที่รู้จักแล้วว่าวิปลาสเกิดขึ้นที่ไหนแล้วนำมาปฏิบัติ เป็นการตอบแบบครูสอบอารมณ์เหมือนกับการซักถามที่สำนักปฏิบัติฯ ไม่ได้เป็นการซักถามในห้องเรียนปริยัติ

ท่านบอกว่าเมื่อไปปฏิบัติต้องความระลึกรู้สึกตัว คือต้องคอยสังเกตอาการ มีอาการอะไรเกิดขึ้นก็ให้รู้สึกในอาการนั้น หรือใช้คำอีกอย่างหนึ่งว่า มีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นี่คือข้อมูลที่เราต้องมีแล้วนำไปปฏิบัติ และข้อมูลที่มีนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ารูปกับนาม

ผู้ที่จะไปปฏิบัติ ต้องรู้ไปก่อนแล้วว่า สิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีอะไรนอกจากรูปและนามเท่านั้น ผู้ที่จะรู้ตรงนี้ก็คือ ผู้ที่เรียนอย่างนี้ตามห้อง เขาเรียกว่าเรียนปริยัติ โดยครูสอนพระอภิธรรม แต่ถ้าไปเข้าอ้อมน้อยก็คือ ได้เอาความรู้ไปทำ ผู้ที่สามารถตัดสินได้ก็คือ ครูสอนวิปัสสนา

คณาจารย์วิปัสสนาทั้งหลายมีคำแนะนำและคำสั่งว่า “ เมื่ออาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดในอาการนั้น” หน้าที่ของเราก็ต้องทำความเห็นหรือคอยสังเกตตรง “อาการ” ฉะนั้น เรามาดูตรงคำถามว่า เรากำลังเดินอยู่ ในอาการเดิน เราไม่ใช่ระลึกรู้สึกตัวในอาการได้ตลอดใช่ไหม? ตอบว่า “ใช่”

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:49:25 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 4


แต่ถ้าตอบว่า “ใช่” โดยไม่อธิบาย ก็ขอบอกตรงๆว่า ไม่เชื่อว่าจะเข้าใจ เพราะที่ตอบมาเมื่อสักครู่นี้ฟังแล้วก็ยังไม่ตรงกับเป้าหมายแห่งวิปัสสนา ฉะนั้น ทำไมบอกว่า “ใช่” เพราะว่าความระลึกรู้สึกตัวในอาการโดยตลอดนี้ จะมีกับบุคคลที่ได้นามรูปปัจจยปริคหญาณ เท่านั้น เพราะว่า “ปัจจยปริคหญาณ” คือญาณที่เห็นทั้งรูปทั้งนามเป็นปัจจัยกันตลอดเวลา

คำนี้เมื่อแปลออกมาแล้วคือ อาการของรูปของนามที่ต่อเนื่องกันตลอดเวลาซึ่งเป็นเหมือนกับเส้นตรง ผู้ที่ได้นามรูปปริจเฉทญาณ คือญาณที่ ๑ จะเห็นนามหรือรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนที่ตอบมาเมื่อสักครู่นี้ว่า เดี๋ยวรู้ที่นามบ้าง เดี๋ยวรู้ที่รูปบ้าง หรือบางครั้งก็รู้ที่นามๆๆๆ หรือเวลาเดินก็รู้แต่รูปเดิน

นามรูปปริจเฉทญาณ คือรู้สึกในรูปบ้าง รู้สึกในนามบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีความระลึกรู้สึกตัวในอาการนี้คือ อาการของนาม อาการของรูป หรืออาการของนามและรูป ความระลึกรู้สึกตัวนี้จะเกิดได้ต้องอาศัยการหมั่นไปกำหนด ว่านี่คือรูป นี่คือนาม นี่คือรูป นี่คือนาม นี่คือรูป นี่คือนาม จนสติมีกำลัง ปัญญาที่บ่มเพาะแก่กล้าขึ้น ก็จะสามารถเข้าใจเห็นได้ว่าในอาการที่เราเดินมีทั้งรูปและทั้งนาม

แต่ถ้าเรายังเดินอยู่ก็รู้แต่รูป มีความใส่ใจในรูป พอนกมันร้องเราก็กำหนดนามได้ยิน ก็ถูก แต่มันเป็นการเอาใจไปใส่สิ่งนั้น แต่สิ่งนั้นไม่ได้เกิดที่ใจ นี่จึงต่างกัน

เราเอาใจไปใส่ในเรื่องนั้นและกำหนดถูกต้องด้วย แต่สิ่งที่จะเกิดด้วยปัญญามัน “เกิดขึ้นในใจ” ไม่ใช่ “เอาใจไปใส่” สองคำนี้ต่างกัน ผู้ที่เคยปฏิบัติก็จะฟังเข้าใจ อย่าลืมว่า พุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ให้เราเก่ง

ขอเล่าสักนิดก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่อไป ขอยกหลวงพ่อเสือขึ้นมาตั้ง ท่านไปเรียนที่พม่าแล้วท่านก็กลับมาด้วยความสามารถเฉพาะตน คำว่า “ลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์” เป็นคำบัญญัติขึ้นมาจากปากของพระวิรุณหผล เป็นคนแรก เป็นคำที่บัญญัติในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ท่านเก่งมากและก็สอบตามลำดับจนสำเร็จได้ฉัตรขาวซึ่งเป็นฉัตรที่สูงสุดสำหรับผู้ที่ได้ประกาศนียบัตร ซึ่งเขาจะมีการแห่แต่หลวงพ่อไม่ขึ้นนั่งบนแคร่ ท่านเดินข้างล่าง แต่ในแคร่นั้นวางคัมภีร์พระธรรม ท่านยกเศวตฉัตรให้เป็นของพระพุทธเจ้า

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:49:43 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 5


หลังจากที่ท่านสำเร็จ ท่านได้เดินข้ามไปประเทศลาว แล้วก็เดินข้ามแม่น้ำย้อนมาที่อุบลราชธานี ท่านไปนั่งพิงต้นไทรอยู่ ๑ ราตรี มองใบประกาศเกียรติคุณที่ท่านสำเร็จมา ท่านมีความรู้สึกว่าท่านควรจะทำอย่างไร ท่านไปที่แม่น้ำ ท่านรู้ตัวเลยว่า ท่านยังไม่มีความสามารถที่จะลอยถาด แต่ท่านขอลอยใบธรรมเพื่ออธิษฐานบอกพระพุทธเจ้าว่าข้าพเจ้าขอเดินตามเพื่อไปลอยถาด แล้วท่านก็กลับบ้านมือเปล่า กลับวัดมือเปล่าๆ

เมื่อกลับมาถึงแล้วเจ้าคณะจังหวัดถามท่านว่า ท่านได้อะไรกลับมาบ้าง หลวงพ่อท่านตอบว่า ท่านไม่ได้อะไรเลย ถ้าเผื่อไปแล้วได้ เท่ากับไปแล้วไม่ได้ เพราะท่านไปทำลาย และเมื่อท่านกลับมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็มีหน้าที่ทำลายต่อไป คือทำลายความเห็นผิด หลักในการเรียนจึงไม่ใช่เรียนแล้วให้ได้อะไร แต่ เรียนแล้วให้ทำลายความเห็นผิด ฉะนั้น ที่เราอยากได้มากๆ ไม่ว่าตำรับตำราอะไรก็ตาม ตรงข้ามกับพ่อเราเลย

ฉะนั้น ขั้นนามรูปปริจเฉทญาณเป็นความรู้สึกตัวในรูปบ้างในนามบ้าง แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมคือ พร้อมด้วยความจริง
เรามีแต่รูปได้ไหม? ไม่ได้ เพราะท่านไม่ใช่อสัญญสัตตพรหม
เรามีแต่นามได้ไหม? ไม่ได้ เพราะท่านไม่ใช่ อรูปพรหม
ฉะนั้น ที่เรารู้สึกว่ามีแต่รูปหรือมีแต่นาม อย่างนี้เรามีถูกภูมิของเราไหม? ไม่ถูก เพราะเรายังไม่ได้กำหนดในภูมิของตนเอง ยังไม่สามารถรู้ไปในขันธ์ ๕ ที่มีทั้งรูป มีทั้งนาม

การที่เรารู้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นดังที่กล่าวมาแล้วจึงยังไม่ใช่การรู้สึกตัวทั่วพร้อม แต่เมื่อใดที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม คือ รูปอยู่ตรงไหนนามต้องอยู่ตรงนั้น เช่นเดิน ต้องมีจิตคิดจะเดิน ถ้าเผื่อจิตไม่คิดจะเดิน การเดินมีไม่ได้ แม้กระทั่งในขณะที่เดิน จิตต้องอยู่กับการใส่ใจคือสั่งงานให้เดิน แต่เมื่อปัจจยปริคหญาณเกิดขึ้น จึงมีความรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งรูปและนาม

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:50:01 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 6


นี่คือคำตอบว่า เราไม่มีความระลึกรู้สึกตัวในอาการตลอดเวลา และต้องบอกว่านี่คือคำตอบว่า “ใช่” ที่เฉลยให้ อ.ธัญนันทน์ฟังผู้ที่เป็นครูสอนพระอภิธรรม ซึ่งเถียงไม่ได้เลยในเหตุผลและหลักการตามหนังสือนี้ เพราะสามารถตรวจสอบกลับมาได้ว่า ผิดสภาวะหรือไม่ ไม่ว่าจเป็นสภาวะของปริยัติหรือสภาวะของปัจจุบันก็จะไม่แตกต่างกัน

ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะเกิดขึ้นที่ญาญที่ ๒ เท่านั้น และเกิดในขณะที่ปัจจุบันธรรมที่มีปัจจุบันอารมณ์เห็นรูปนามเป็นปัจจัยกันในอาการเดียว เช่นขณะเดิน หรือขณะนอน หรือขณะนั่ง ในอิริยาบถต่างๆ ท่านบอกว่าอันนี้ ญานที่ ๒ นี่จะเห็นในอิริยาบถใหญ่ และญาณที่ ๑ ก็กำหนดที่อิริยาบถใหญ่ ส่วนญาณที่ ๓ รู้เข้าไปถึงในอิริยาบถย่อย

ตรงความระลึกรู้สึกตัวนี้ เราจึงต้องหมั่นกำหนด และนี่ก็คือคำตอบว่า “ไม่ใช่” เพราะแม้ในขณะที่เราเดิน เราก็รู้สึกตัวในอาการเดินตลอดเวลาไม่ได้ คำว่าตลอดเวลานี้ก็คือ รู้ในอาการนี้ตลอดของรูปและนามที่ทำงานกัน จึงให้เราเข้าใจตรงนี้ก่อน เหมือนกับข้อสอบที่ถามว่า เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นผู้ค้นพบอะไร? เราตอบได้ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบคลื่นไฟฟ้า เรื่องฟ้าผ่า และถ้าถามต่อว่า เกิดเมื่อวันที่เท่าไหร่ ค.ศ. อะไร? เราก็ไม่รู้ เลยไม่ได้คะแนนเต็ม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่เป็นเพราะเรายังมีความรู้ไม่มากนั่นเอง

ฉะนั้น ในขณะนี้เรามีหน้าที่กำหนดรู้สึกเดิน แต่เราไม่ได้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมตรงนั้นหรอก และก็ไม่แปลกที่ไม่ได้ เพราะว่าเรายังไม่ได้ญาณที่หนึ่งเลย แต่เรากำลังเก็บคะแนนอยู่ คือรู้สึกในอาการใดอาการหนึ่งให้ชัดลงไป ตรงนี้นี่แหละ จึงเป็นข้อสังเกตให้เราเห็นว่า การที่เราจะปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่ว่าจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องทำจนได้ ไม่ใช่ทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องทำทุกวันจนได้ เพราะอันนี้เป็นกิจ กิจคือหน้าที่ คำว่า กิจเป็นเรื่องส่วนตัว เหมือนที่เราเรียนกิจ ๑๔ แต่ละกิจล่วงเกินกันไม่ได้ จุติกิจบอกว่าวันนี้เบื่อหน้าที่ของจุติกิจแล้วจะไปทำหน้าที่ปฏิสนธิก็ไม่ได้ ฉะนั้น กิจใครกิจมัน เป็นส่วนตัว

ในเวลาปฏิบัติจึงต้องเพียรพยายามกำหนดรูป ท่านถึงบอกให้ดูรูปก็ดูไป พอจะดูนามก็ไปกำหนดนั่ง มาที่ฐานใหญ่ เพราะว่านามรูปปริจเฉทญาณ จะเกิดขึ้นจากอิริยาบถใหญ่ ถ้าเราไปคอยดูอิริยาบถย่อยมันก็เกิดขึ้นยาก ในปัจจยปริคหญาณก็เกิดกับอิริยาบถใหญ่ๆ เช่นกัน แต่ถ้าเป็นสัมมาสนญาณ ญาณที่ ๓ คือ ความเห็นความเกิดดับรูปหรือนามที่มาปรากฏ

ตอนมาปฏิบัติใหม่ๆ พอรูปนามมาปรากฏแป๊บๆ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นรูปกับนามจริง จะรู้ว่ารูปนามจริงๆ นั้นเกิดขึ้นตรงปัจจยปริคหญาณ เพราะว่ารูปอยู่ตรงไหนนามอยู่ตรงนั้น ฉะนั้น ในอิริยาบถใหญ่ ที่มันเดินเมื่อมันเห็นเป็นปัจจัยแล้ว เดินอยู่นี่ การเดินของเรามันมีการก้าวเดิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารูปอยู่รูปเดียว ยากที่จะเห็นการเกิดดับ เพราะมันเป็นของใหญ่ เห็นได้ยาก แต่อาการก้าวไป เปลี่ยนแปลงไป มันมีความเกิดดับ มีการก้าว จะเกิดขึ้นที่สัมมาสนญาณ


โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:50:23 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 7


ถาม บางทีในขณะที่กำลังเดินอยู่ ก็มีความรู้สึกภายในทางใจเกิดขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็ดับไป แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่เรา อย่างนี้คืออะไร?

ตอบ คำว่า “ดับไป” ของเรา พูดได้เลยว่า ในที่นี้ไม่เคยมีใครเคยเห็นดับกันเลยสักคน มีแต่ว่าความรู้สึกนั้นมันหายไป เหมือนเราตอนนี้ ใช้คำว่า “กิน” เราอย่าเอาของสูงเช่นคำว่า “เสวย” มาใช้กับตัวเราเอง ฉะนั้น อย่าเพิ่งไปพูดว่า “ดับ” แต่ถ้าจะพูดว่า “บางทีขณะกำลังเดินอยู่ ก็มีความรู้สึกทางใจเกิดขึ้น แล้วความรู้สึกนั้นก็หายไป” แบบนี้ก็จะไม่ได้เอาของพิเศษมาพูดพร่ำเพรื่อ ซึ่งถ้าในวันหนึ่งรู้ในเกิดความดับขึ้นมาจริงๆแล้วก็จะเข้าใจเลยว่าที่เคยพูดมานั้นไม่ถูกต้อง

และคำว่า “มีความรู้สึกภายในเกิดขึ้น” ก็เช่นเดียวกันใช้แค่คำว่า “ความรู้สึก” ก็พอ เพราะความรู้สึกนั้นเกิดภายในอยู่แล้ว จึงไม่ต้องไปต่อท้ายว่าความรู้สึกภายใน แต่ถ้าถามเกี่ยวกับอารมณ์ภายนอก จึงจะใช้คำพูดอารมณ์ภายในได้ ฉะนั้น อย่าให้ทฤษฎีมีอิทธิพลกับเรามาก เพราะมีมากแล้วเราไปไหนไม่ได้ พวกทฤษฏีจัด ๑๐๐% ไม่มีวันเป็นพระโสดาบันเพราะมันขาดจากปัจจุบัน เวลากำหนดอยู่ก็จะคิดว่า อันนี้ใช่ไหมก็จะตัดจากความรู้สึกไปแล้ว เพราะการปฏิบัติต้องรู้สึกตัว ไม่ใช่คิด คิดเป็นบัญญัติ แต่ปฏิบัติใช้ปรมัตถ์

ตอนปฏิบัติมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกทางใจได้ เช่น ตอนเดิน จะรู้สึกแต่รูปเดินๆๆๆๆๆ มันก็คือนามฟุ้ง แต่เราก็รู้สึกว่านาม เช่น เราเห็นผึ้ง หรือเห็นงู แล้วเราจะเดินๆๆ แต่ให้รู้จริง พอเราเห็นงู ความกลัวก็เกิดขึ้น เราก็หลบ เพราะเรารู้ไงความกลัว นามรู้สึก ขอให้มีรู้สึก แต่รู้สึกนั้นให้รู้สึกแบบปรมัตถ์ อย่ารู้สึกแบบเราๆ คือ ถ้าทันปุ๊บ นามกลัว เหตุอันนี้ทำให้เราต้องเดินหนี พอเดินหนีไป ตาที่เราเห็นรูปเมื่อสักครู่นี้คืองู พอเราเดินไป คำบอกจริงๆ ก็คือ ไม่เห็น ถูกต้องไหม?

อย่าไปบอกว่า พอเราเดินจากไปรูปนั้นดับ แต่ถ้าหันไปดูรูปงูนั้นยังอยู่เลย อย่านำเกิด-ดับ มาใช้กันพร่ำเพรื่อจนกระทั่งไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง เพราะความเกิดดับมันเกิดดับที่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ แต่ถ้าผู้ถามได้สัมมสนญาณแล้วก็ต้องขอโทษด้วยเพราะไม่ทราบ แต่ถ้ายังไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งใช้ เพราะตัวเองจะรู้เลยว่าตัวเองได้อะไร ยิ่งเรียนทฤษฏีด้วย จะรู้เลยว่าตัวเอง ไปถึงไหนแล้วจะรู้จริงๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:50:56 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 8


ถาม รู้สึกไปในการหายใจ สั้นก็รู้ ยาวก็รู้ ออกก็รู้ เข้าก็รู้ รู้อย่างนี้เป็นเพราะอะไร

ตอบ สติแรง สมาธิแรง จึงรู้ว่า รู้สึกไปในการหายใจ สั้นก็รู้ ยาวก็รู้ ออกก็รู้ เข้าก็รู้ ต้องหายใจก็รู้ เป็นเรื่องของสติก็ได้ หรือสมาธิก็ได้ แต่ไม่ใช่สติปัฏฐาน

พระพุทธเจ้าได้วางหลักไว้ว่า ทุกอย่างต้องมีระเบียบวินัย ถ้าอยู่ในระเบียบวินัยแล้วทำไปเรื่อยถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง แม้ว่าช้ามันก็จะไปถึงที่สุดคือเป้าหมายได้ จึงต้องอาศัยความเข้าใจพาเราไปถึงเป้าหมายนั้น ส่วนระหว่างทางจะมีอะไรเกิดขึ้น ท่านบอกอย่าไปใส่ใจ เพียงแต่ว่าอย่าให้ตกไปจากปัจจุบัน คือรูปและนาม ถ้าตกไปแล้วก็ยกขึ้นตั้งใหม่ เหมือนที่ท่านบอกว่า รถจักรยานมันล้มไปแล้ว อย่าไปดูว่ามันล้มเพราะอะไร ลุกขึ้นตั้งใหม่ ถีบอีก หาความชำนาญ หน้าที่เรามีหาความชำนาญ

เทคนิคอีกอย่างหนึ่งที่จะพิสูจน์ว่าเรามาถูกทางแล้วหรือไม่คือในญานที่ ๓ และ ๔ นี่ บุคคลผู้ที่ได้ญาณนี้จะมีกรรมเป็นใหญ่ หยุดเสก หยุดหาหมอเดาหมอดูแล้ว เพราะรู้ว่าไม่มีใครเก่งเกินกรรม แต่นี่เรายังไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น

ฉะนั้น จะบอกว่า อำนาจสมาธิมากก็ได้ อำนาจสติมากก็ได้ แต่ผู้ที่เห็นการเกิดดับแล้วจะตอบได้เลยว่าอะไรดับ รูปหรือนามดับ เพราะมันมีอยู่สองอย่าง สิ่งที่เรากำลังดูอยู่นั้นคือ รูปและนาม ถ้าเผื่อสิ่งที่ปรากฏขึ้นที่รูปที่นาม เราต้องรู้เลย เหมือนว่าเรานั่งอยู่ และยิ้ม เราจะถามว่า เอ๊ะใครยิ้ม ถามว่าถูกต้องไหม ไม่ถูก


โปรดติดตามตอนต่อไป



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.ย. 2554 , 10:51:21 น.] ( IP = 58.9.192.26 : : )


  สลักธรรม 9


ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.ย. 2554 , 13:36:00 น.] ( IP = 124.122.254.78 : : )


  สลักธรรม 10

ได้เข้ามาอ่านแล้ว มีคุณค่ามาก ๆ เลยครับ จะได้นำมาฝึกปฏิบัติได้ถูกต้อง กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ คุณน้องกิ๊ฟ และ คุณนวล อย่างสูง และจะตามมาอ่านตอนต่อไปครับ...อนุโมทนาสาธุ...สวัสดีครับ
(เปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เป็นสีแดง)

โดย ประทีป นพรัตน์ (Prateep) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [12 ก.ย. 2554 , 15:05:33 น.] ( IP = 223.205.7.58 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org