มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ วิปัสสนากรรมฐาน (๓)







คำถาม-คำตอบ วิปัสสนากรรมฐาน (๓)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔



ก็น่ายินดีที่ทุกคนมีขันติอดกลั้นต่อความลำบากเพราะฝนตก และแต่ละคนก็อายุมากสุขภาพก็อ่อนแอลงไปตามวัย แต่เราก็สามารถอดทนต่อความลำบากนั้นเพื่อมาตั้งตนไว้ชอบ ประกอบไปด้วยความเพียรที่จะศึกษาเล่าเรียนให้รู้ เรียนให้เข้าใจเพื่อจะได้นำไปปฏิบัติ

ขณะนี้อาจารย์เพ็ญภัทร์ ไม่สบายนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระ อาจารย์เพ็ญภัทร์จัดว่าเป็นผู้มีคุณท่านหนึ่งต่อมูลนิธิเพราะมีความเสียสละมาช่วยสอนพระอภิธรรม และมีคุณแก่ลูกศิษย์ที่ได้นำพระธรรมออกมาเผยแพร่ ขณะนี้เรามารวมกันอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้สามารถไปเยี่ยมได้ แต่เราสามารถเจริญใจด้วยความเมตตาและกรุณาได้

ก็ขอให้ทุกคนระลึกถึงคุณงามความดีในคาถาโพชฌงค์ และระลึกถึงคุณของอาจารย์เพ็ญภัทร์ พร้อมสำรวมกาย วาจา ใจ นึกถึงใบหน้าและตั้งเจตนาขอให้อาจารย์เพ็ญภัทร์หายป่วยโดยไว และขอให้ยาที่แพทย์จัดให้สามารถบำบัดได้ถูกกับโรคและ คลายจากโรคาพาธ

(สวดโพชฌงค์) พวกเราทั้งหลาย ขอตั้งใจนำคาถาโพชฌงค์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในคาถา พร้อมเจตนาที่เกิดขึ้นจากความเมตตา และกรุณา ต่ออาจารย์เพ็ญภัทร์ ผู้เป็นอาจารย์สอนพระอภิธรรม ขออำนาจกุศล จงคุ้มครองรักษาปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ให้อาจารย์เพ็ญภัทร์เบาบางจางหายและสามารถกลับมากระทำกิจอันเป็นกุศลได้โดยเร็วเทอญ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [20 ก.ย. 2554 , 15:50:37 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สิ่งที่เกิดขึ้นง่ายในชีวิตของเรา คือ อกุศลจิต ๑๒

สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในชีวิตของเรา คือ มหากุศลจิต ๘


วิถีจิตแรกตั้งแต่ปฏิสนธิของเราคือ นิกันติโลภะชวนะ เราจึงต้องเพียรพยายามบอกตนเองเสมอว่า สิ่งที่เกิดได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องเชื้อเชิญเพราะทำมาจนชินก็คือ อกุศลจิต ๑๒ และสิ่งที่เกิดได้ยากยิ่งคือ มหากุศลจิต ๘ เพราะราเกิดมาด้วยอำนาจของตัณหา และโดยทั่วไปชวนะในวิถีจิตของเราจะเป็นกุศลบ้างหรืออกุศลบ้างอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องรู้จักกระตุ้นตัวเองให้เกิดกุศลชวนะ เพราะถ้าเราไม่มีแรงกระตุ้นชีวิตเลยชีวิตก็จะมีแต่อกุศลชวนะ บางคนกระตุ้นตนเองด้วยการ “กลัวการเกิด” แล้วก็เร่งทำดี บางคนก็กระตุ้นตนเองว่า “หลวงพ่อเห็น ไม่เอา ไม่ทำ” บางคนก็กระตุ้นตนเองว่า “อายุมากแล้ว เหลือเวลาน้อยแล้วที่จะทำดี”

ถ้าเราไม่กระตุ้นตนเอง โอกาสที่จะเกิดกุศลก็ยาก เพราะวันทำงาน ๕ วัน ในหนึ่งสัปดาห์ มีโอกาสยากที่จะเกิดกุศล เพราะจะเกิดอกุศลเสียมากกว่า เราทุกคนจึงโชคดีที่มีการเดินทางมายังในสถานที่ที่เป็นหมู่คณะที่พร้อมเหมือนกับเรา เมื่อต่างคนต่างพร้อมก็จะเป็นการกระตุ้นซึ่งกันและกันให้ทำดี

การทำดีก็ต้องเริ่มต้นที่คิดดีก่อน เมื่อความคิดของเราดีเสียอย่าง สิ่งดีๆทุกอย่างก็ตามมา ถ้าเรามัวแต่คิดแต่ไม่มีดีมาบวก แต่มีอย่างอื่นมาบวก คือ คิดมาก คิดแค้น คิดว่า เช่น คิดว่าจะทำอะไร หรือคิดว่าจะตำหนิผู้อื่นตลอดเวลา โอกาสที่เป็นกุศลจึงไม่มีเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:51:13 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 2


เราจะดูได้เลยว่าชีวิตของเราราบเรียบ แต่ราบเรียบเป็นไปด้วยโมหะอวิชชา หลายท่านอาจจะคิดว่าตอนเราป่วยทำไมอาจารย์ไม่พูดถึงบ้าง วันนี้ทำไมจึงพูดถึงครูเล็ก ก็เพราะคิดดี จึงชวนท่านทำดี แต่ถ้าท่านคิดไม่ดีการทำของท่านก็ไม่ดี และถ้าเราคิดเองไม่ได้ เมื่อใครนำเราทำดี เราก็ควรจะดีใจ เหมือนกับวันนี้มีเรือมารับเราไปในเรื่องที่ดี ซึ่งต่างกับวันเวลาที่ผ่านมาของเรามีแต่เรือมารับไปในเรื่องที่ไม่ดีทั้งสิ้น ทุกอย่างจึงอยู่ที่เราทั้งสิ้น

เราก็เรียนรู้กันอยู่ทุกคนแล้วว่าปกติตรงปฐมชวนะ (ชวนะดวงที่ ๑) ไม่เป็นบาปก็เป็นบุญแล้วมันก็แล่นไป เรามีกุศลเกิดได้ยาก เรามีแต่อกุศล มีแต่โลภะหรือโทสะเกิดขึ้นตลอดเวลา จึงยากที่เราจะเป็นคนดี แล้วเราก็เรียนอีกว่า ชวนะดวงที่ ๑ ให้ผลในชาตินี้

เมื่อดวงที่ ๑ ที่เกิดขึ้นจากการเห็น การได้ยิน หรือการนึกคิดทางใจของเรา มันมักเป็นการคิดมาก คิดแค้น คิดว่า สารพัดที่จะคิด แต่ไม่ใช่คิดดี ดวงที่ ๑ ของเราก็บาป แล้วมันก็ให้ผลในชาตินี้แล้วด้วยคือไม่สบายใจ ไม่มีความสุข หน้าตาไม่เบิกบาน ไม่แช่มชื่น ฉะนั้น ธรรมะตอบท่านได้ทุกอย่าง ธรรมะนำมาสอนได้ทุกคน และธรรมะสอนตนเองได้

ที่บอกว่าปฐมชวนะให้ผลชาตินี้ เราก็ดูได้เลยว่า ถ้าเผื่อเรามีลักษณะเช่น ชอบค้อนผู้อื่น หรือมองคนอื่นด้วยหางตา เป็นต้น ถ้าเรามองอย่างนั้นปุ๊บ อกุศลชวนะดวงแรกก็เกิดขึ้น พอถูกครูตำหนิก็คิดขุ่นเคืองในใจ ก็เกิดอกุศลจิตชวนะอีกแล้วนะเนี่ย พอถูกครูตำหนิแล้วเราก็เลิกฟังหรือไม่เข้ามาในห้อง มันก็เกิดอกุศลจิตชวนะดวงที่ ๑ อีก ก็ขอให้เอาตรงนี้ไปคิดให้มากๆว่า มันก็ให้ผลในชาตินี้ ฉะนั้น ไม่มีใครทำเราเลย จริง ๆ เราทำตัวเองอยู่ตลอดเวลา

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:51:31 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 3


ส่วนชวนะดวงที่ ๗ นั้นให้ผลในชาติหน้า ถ้าเผื่อเราสะสมความคิดมากจนมีปริมาณ มันก็ตกตะกอน พอเราทิ้งของลงไป อันนี้ไม่ได้เปรียบชวนะดวงที่ ๗ เป็นของกระทบแรกนะ แต่เปรียบว่าของที่ทิ้งลงไปมันต้องผ่านผิวหน้าแล้วก็ลงข้างล่าง ให้เปรียบชีวิตของเราเหมือนแก้วน้ำใบหนึ่ง ตื่นเช้าขึ้นมาก็ฉี่ใส่ น้ำเต็มอยู่ พอเจออะไรปุ๊บฉี่ใส่ พอฟังอะไรปุ๊บก็ฉี่ใส่

น้ำในแก้วใบนี้มันจะเป็นน้ำบริสุทธิ์ได้ไหม? แล้วฉี่มันก็ข้นกว่าน้ำใช่ไหม? มันก็ตกตะกอนอยู่ข้างล่าง ฉะนั้น ทุกวันนี้เราไม่ต่างอะไรกับแก้วน้ำใบนี้หรอก

เราอาจจะปิดบังใครได้หมดเลย แต่เราจะปิดบังตัวเองไม่ได้ว่าความรู้สึกตอนนี้เราเป็นอย่างไร เช่น สมมติจะค้อนใครคนหนึ่ง เราก็ไม่เห็นหรอกว่ามีหลวงพ่อยืนอยู่ตรงหน้า เพราะเรามีกัน ๒ คนพ่อลูกเท่านั้น เราเลยค้อนไปไม่ถึงคนคนนั้นเพราะหลวงพ่อยืนขวางอยู่ข้างหน้า

ฉะนั้น ถ้าเรามีชีวิตอย่างนี้ คือเติมอกุศลลงไปทุกวันตรงใจ เติมดวงที่ ๑ เป็นฉี่ลงไป พอเติมแล้วดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้าจึงไม่ได้ไปด้วยน้ำเปล่าแต่ไปด้วยน้ำฉี่ และดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ให้ผลในชาติที่ ๓ จนกระทั่งอโหสิกรรม ตรงนี้แหละน้ำเปล่าก็มี น้ำฉี่ก็มาก “ก็มี” กับ “ก็มาก” อันไหนมีปริมาณมากกว่ากัน? “ก็มาก” มันก็บอกอยู่แล้ว ฉะนั้น สิ่งที่จะส่งให้ท่านในชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป “ก็มาก” ก็คือน้ำฉี่

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:51:48 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 4


นี่ไง พวกเราเป็นพวกเรียนธรรมะ แต่เราไม่สามารถเป็นผู้รู้ธรรมะ ถ้าเรารู้ เช่น เราเห็นอุจจาระเราจะไม่เหยียบ ทุกวันนี้เราเหมือนเห็นอะไรก้อนหนึ่งแต่เราไม่รู้เราจึงเหยียบ นักศึกษาพระอภิธรรมกับผู้รู้พระอภิธรรมต่างกัน เราไม่เคยเลยที่จะเอาสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่เกิดขึ้นจากพระสัพพัญญุตาญาณมาใช้กับชีวิต แล้วท่านจะไปพบกับพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้สร้างทางสายเดียวกับท่าน

ประวัติพระพุทธเจ้าที่มีมานั้น พระโพธิสัตว์ไม่ค้อนใคร พระโพธิสัตว์ไม่แลบลิ้นปลิ้นตา พระโพธิสัตว์ไม่กระแนะกระแหน แล้วเราล่ะ ? ผู้พูดเองก็หมั่นคิด ก็ยังทำไม่ได้ดีหรอก ยังไม่ได้ดีจริง ๆ แต่มีครูคอยเอากระจกมาส่องให้เห็นว่า หน้าตาเป็นอย่างนี้นะ จิตใจเป็นอย่างนี้นะตอนดูตัวเธอเสีย วันนี้ก็เอากระจกบานนั้นมาเป็นครูแทน บอกให้ท่านทราบว่าท่านเป็นอย่างนี้ เราจึงต้องฝึกหัด

หลวงพ่อท่านมีการบ้านมากโดยท่านให้หยิบกระดาษขึ้นมาคนละ ๑ แผ่น แล้วให้เขียนลงไปว่า..เวลาใกล้ตายอยากเจอใครที่สุด ก็จะขอถามในห้องนี้บ้างว่า อยากเจอใครมากที่สุด ส่วนใหญ่ตอบว่า “อยากพบอาจารย์บุษกร เพราะคิดว่า สิ่งที่อาจารย์มาพูดจะทำให้เรารู้สึกในเรื่องดี ๆ มากกว่า”

แต่สำหรับตัวเอง ถ้ายังมีญาติอยู่ ผู้ที่อยากเจอหลวงพ่อแสวงมากที่สุด เพราะอบอุ่นที่สุด ทำให้เรารู้สึกดี และนั่นคือคนที่เรารักที่สุด เราต้องอยากเจอคนที่เรารักมากที่สุด คนเราอยากได้รับความสบายใจ คนที่เราอยากเจอก็คือคนที่ทำให้เราสบายใจได้ ทำให้เราปลอดภัย คนที่ทำให้เราเหมือนหมดห่วงได้

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:52:04 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 5


บางคนตอบว่า “มีพระธรรมเป็นเพื่อนเดินทางที่ดีที่สุด” บางคนตอบว่า “อยากเจอลูกทั้ง ๓ คน อยากจะบอกคำพูดสุดท้ายก่อนตายว่าจะให้มาสนใจพระธรรมบ้าง” บางคนตอบว่า “ไม่อยากเจอใครเลยครับ เพราะถ้าเจอแล้วทำให้เราเป็นห่วงเป็นใย” บางคนตอบว่า “อยากเจอหลวงพ่อเสือ และอาจารย์”

ฉะนั้น คนเราต้องการปลอดภัย ต้องการความสบายใจ ต้องการทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ตัวเองยังค้างคาอยู่ หรือมีคนที่นำทางชีวิตของเราได้ หรือคนที่เรามองแล้วเราสงบ เราจึงไปอย่างสงบ สำหรับพวกที่อยากเจออาจารย์ก็หมั่นดูแลและรักษาดวงใจกันไว้นะ

คนเราต้องการสิ่งที่ดีที่สุดหรับชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น และที่ตอบมาก็เป็นสิ่งที่เราเลือกแล้ว อย่างลูกศิษย์คนที่เลือกให้ลูกทั้ง ๓ คน ก็เพราะมีลูกเป็นที่รัก ก็จะบอกให้ลูกหันเข้าหาพระธรรมนะ ทุกวันนี้พี่คนหนึ่งก็กำลังทำอยู่พี่คนนั้นเขาจะเจอกับลูกสาวทุกอาทิตย์ เขาก็จะบอกกับลูกว่าพ่อปลูกต้นลั่นทมไว้ต้นหนึ่ง มองมันตั้งแต่ใบอ่อนพ่อดู แล้วมันก็แตกดอกขึ้นมา แล้วอีกวันหนึ่งดอกมันก็ร่วงแล้ว ชีวิตคนเราก็เหมือนต้นไม้อย่างนี้แหละ นี่คือความสนใจลูกศิษย์ ไม่ว่าพี่เขาจะเขียนอะไรไว้ที่ไหนก็จะเข้าไปดูแล เข้าไปดูข้อมูลชีวิตว่าเขามีสิทธิ์จะไปดีไหม?

ฉะนั้น เราต้องทำดี เพราะอกุศลจิตเกิดขึ้นได้ง่าย แต่กุศลจิตเกิดขึ้นได้ยาก จึงต้องเริ่มต้นที่การคิดดี เมื่อมีการคิดดี มองอะไรดี ๆ แล้วเราจะเห็นอะไรดีๆ แต่ถ้าเผื่อเราคิดไม่ดีมองไม่ดีมันจะเห็นข้อบกพร่องสารพัด วันนี้นำเรื่องนี้มาพูดพร้อมกับวิถีจิต ก็จะเห็นได้ว่าชวนะดวงที่ ๑ ของเรา สำรวจได้เลยว่าเราทำอะไรอยู่ ชวนะดวงที่ ๗ ที่จะเป็นที่ไปของเรามีอะไรอยู่

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:52:20 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 6


คำถาม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามที่เขากล่าว จริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร?

คำตอบ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้อธิบายไปถึงสัมมสนญาณ และก็ได้พูดไปแล้วด้วยว่า เมื่อใดก็แล้วแต่เมื่อสัมมสนญาณเกิดขึ้นแล้ว มั่นใจตนเองได้เลยว่าเรากำลังดำเนินตามครรลองคลองธรรม เดินตามทางที่พระพุทธเจ้าให้เดิน ถามว่าพระไตรลักษณ์เป็นอย่างไร ถ้าจากที่เรียนหรือจากคำแปลก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่อเรียนเข้าไปต่ออีก อนิจจัง- ไม่เที่ยง ทุกขัง-ทนในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตา- ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ แต่เรียนปริยัติเรียนก็แล้ว รู้คำแปลก็แล้วแต่ก็ยังไม่รู้จัก แล้วก็คิดว่าอย่างนั้นอย่างนี้มันเป็นไตรลักษณ์ เช่น หิว - พอกินอิ่มแล้วหิวก็ไม่เที่ยง นี่คิดเอา อกุศลชวนะดวงที่ ๑ เกิดขึ้นแล้วคือคิดมาก หรือภาษาธรรมะคือฟุ้งมาก แต่คราวนี้ถามพระไตรลักษณ์แบบผู้ปฏิบัติ ก็จะต้องย้อนไปในญาณปัญญา ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ๒. ปัจจยปริคหญาณ ๓. สัมมสนญาณ

ขณะนี้ก็อุปโลกน์ห้องนี้เป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อยอีกครั้ง ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของปริยัติแล้ว เพราะในปริยัติทั้งหมดรวมสรุปแล้วก็เรียนเรื่องรูปกับนามเท่านั้นเอง ในชีวิตของเรานอกเหนือจากรูปและนามไม่มีอย่างอื่นเลย อาการที่ปรากฏที่เห็นได้ทั้งที่คนอื่นเห็นด้วยก็คืออาการของรูป แม้กระทั่งที่เราเดินอยู่ ก็เป็นอาการที่เคลื่อนไปของรูป ซึ่งภายใต้รูปนี้ก็มีนามเป็นตัวควบคุม

ญาณปัญญาที่จะเกิดนามรูปปริจเฉทญาณขึ้นนี้ จะเกิดขึ้นที่อิริยาบถใหญ่ คือการที่มีสติสัมปชัญญะที่เข้าไปรู้ว่าเป็นรูปเป็นนามจริง ๆ ไปเห็นลักษณะ เพราะการปฏิบัตินั้น เราจะเรียนมาเท่าไรก็แล้วแต่ ถืออาวุธไปอย่างเดียวคือ ปัญญา หรือจะเรียกว่าถือโยนิโสมนสิการไปอย่างเดียว เพื่อจะได้โยนิโสถูกต้องว่าตรงไหนรูป ตรงไหนนาม ฉะนั้น ก่อนที่จะปฏิบัติได้ผู้นั้นจะต้องเข้าใจแล้วว่า อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม วิปลาสเกิดตรงไหน แก้อย่างไร เช่น จะไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนาที่อ้อมน้อย ต้องรู้อะไรบ้าง


โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:52:36 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 7


ยกตัวอย่างว่ามีผู้มาขอสมัครเข้าอ้อมน้อยหน่อย เมื่อถูกถามว่า “รู้อะไรมาบ้างคะ”

ถ้ามีคำตอบว่า “ก็เคยได้ศึกษาพระอภิธรรมมา รู้ว่าชีวิตนั้นไม่มีอะไรนอกจากรูปจากนาม การที่เรามาปฏิบัตินี้ก็มาคอยสังเกต หรือมาเพื่อเอาสิ่งที่เรียนมาลองกำหนดดู เพราะเรียนรู้แล้วว่า ที่เดินไม่ใช่คนเดิน เป็นรูปเดิน ที่ยืนไม่ใช่คนเป็นรูปยืน ที่ได้ยินไม่ใช่คนได้ยิน เป็นนามได้ยิน แต่เรียนมากกว่านั้น เข้าใจมากกว่านั้น เข้าใจตามทวารว่ารู้แต่รูปแต่นามเท่านั้นไม่ได้ ต้องรู้ด้วยว่าวิปลาสเกิดขึ้นที่ไหน โดยเฉพาะทางตาเรามีความเห็นผิด เข้าใจเลยว่า เราเห็นผิดว่า เราเห็น แท้ที่จริงความเป็นจริงลักษณะของจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น

ฉะนั้น ในปริยัติเรียกตามทวารก็คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ไม่ต้องไปเรียกมากรวมเรียกว่านามค่ะ ฉะนั้น เวลาได้ยิน ก็ต้องมีโยนิโส สำนึกระลึกเหมือนกับระลึกว่านามได้ยิน เพื่อกันวิปลาสว่าเป็นเราได้ยินออก เข้าใจทั้งทวาร ๖ ด้วยค่ะ อนุญาตให้เข้าไหมคะ”

ถ้าตอบอย่างนี้ก็รับให้เข้าปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่ามาจากไหนก็ไม่รู้ เข้าไปทำไมก็ไม่รู้ ฉะนั้น เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้วก็เอารูปเอานามไปกำหนด

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:52:52 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 8


แล้วกำหนดอย่างไรเล่า?

ท่านบอกว่า อาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดในอาการนั้น

เมื่อเราเข้าไปใหม่ ๆ จึงต้องรู้สึกตามอาการทีละอย่าง ๆ เหมือนหัดเริ่มต้น จึงต้องทำงานทีละอย่าง ท่านบอกให้ไปดูอิริยาบถเพราะเป็นของใหญ่และเห็นง่าย แต่ในอาการนี้มันมีทั้ง ๒ อย่างคือรุปนามอยู่แล้ว แต่แรก ๆ ที่หัดทำนี่ถึงจะเก่งกาจสามารถรู้ปริยัติขนาดไหน เข้าไปปุ๊บจะไปเห็นอาการรูปนามเลยไม่มี เป็นไปไม่ได้ 9ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแม้กระทั่งพระสารีบุตรก็ไม่ได้กำหนดรูปนามเกิดขึ้นทันที แต่มีรูปก่อนหรือมีนามก่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง การเข้าไปกำหนดคือการที่เราเอาปริยัติไปใช้ เหมือนกับว่าเราเรียนมาแล้วพอเราจะเขียนว่า “การบ้าน” อย่างไร ก.ไก่ ก็มาก่อน

ท่านบอกว่า อาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใดให้กำหนดในอาการนั้น และให้ทฤษฎีแรกไปเลยว่า เมื่อรู้จักนามรูปแล้ว ให้ลงมือกำหนดรูปนามทันทีด้วยการ “พิจารณา” “กำหนด” หรือ “ดู” ก็ได้ และการใช้อิริยาบถใด แล้วก็มีข้อห้ามเอาไว้ว่า ในรูปนี้ ในอาการนี้ ดูไป ถ้าเผื่อมันเป็นทุกข์ ก็ต้องโยนิโสรู้ว่ารูปนี้หรือนามนี้เป็นทุกข์จึง “จำเป็น” ต้องแก้ไข อันเป็นการกั้นอยู่ ๒ อย่าง กั้นตัณหาและอวิชชา คืออย่าอยากและอย่าโง่ นี่คือทฤษฎีที่เราต้องหอบไปยังสำนักปฏิบัติ หรือไปทำที่บ้าน

เมื่อถึงตรงทฤษฎีนี้แล้ว เราได้เขียนไว้แล้วว่า นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นที่อิริยาบถใหญ่ ฉะนั้น ณ วันนี้ท่านทั้งหลายควรให้ความสำคัญกับการกำหนดนามให้น้อยลงบ้างนะ เพราะการที่เราไปกำหนดนามโน่น นามนี่ มันจึงทำให้พลาดนามรูปไม่เกิดสักที

ต้องกำหนดอย่างนี้แหละไปจนกระทั่งญาณปัญญาแก่กล้า ญาณปัญญานี้เขาคูณด้วยพลัง ๓ ที่มาทำงานด้วยกันคือ สติมา สัมปชาโน อาตาปี ก็จะเกิดเข้าไปรู้นามรูป เมื่อเรากำหนดนามรูปไปเรื่อย ๆ ถ้าโยนิโสได้ดี ๆ เรียกว่าเหตุที่เราสร้างพรั่งพร้อม มีปัจจัยอุดหนุนมา มีอดีตเหตุส่งผลมา เรียกว่า ปัจจุบันดี อดีตเหตุส่งผลเลย แน่นอนนามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้น แล้วก็เกิดขึ้นที่อิริยาบถใหญ่ อันนี้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ขอเพียงโยนิโสเป็นก็ไม่เกิน ๗ วัน

โปรดติดตามตอนต่อไป



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ย. 2554 , 15:53:11 น.] ( IP = 125.27.166.123 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ก.ย. 2554 , 18:55:35 น.] ( IP = 124.122.236.81 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org