มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำถาม-คำตอบ วิปัสสนากรรมฐาน (๔)







คำถาม-คำตอบ วิปัสสนากรรมฐาน (๔)

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔



แล้วกำหนดอย่างไรเล่า?

ท่านบอกว่า อาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดในอาการนั้น

เมื่อเราเข้าไปใหม่ ๆ จึงต้องรู้สึกตามอาการทีละอย่าง ๆ เหมือนหัดเริ่มต้น จึงต้องทำงานทีละอย่าง ท่านบอกให้ไปดูอิริยาบถเพราะเป็นของใหญ่และเห็นง่าย แต่ในอาการนี้มันมีทั้ง ๒ อย่างคือรุปนามอยู่แล้ว แต่แรก ๆ ที่หัดทำนี่ถึงจะเก่งกาจสามารถรู้ปริยัติขนาดไหน เข้าไปปุ๊บจะไปเห็นอาการรูปนามเลยไม่มี เป็นไปไม่ได้ 9ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแม้กระทั่งพระสารีบุตรก็ไม่ได้กำหนดรูปนามเกิดขึ้นทันที แต่มีรูปก่อนหรือมีนามก่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง การเข้าไปกำหนดคือการที่เราเอาปริยัติไปใช้ เหมือนกับว่าเราเรียนมาแล้วพอเราจะเขียนว่า “การบ้าน” อย่างไร ก.ไก่ ก็มาก่อน

ท่านบอกว่า อาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใดให้กำหนดในอาการนั้น และให้ทฤษฎีแรกไปเลยว่า เมื่อรู้จักนามรูปแล้ว ให้ลงมือกำหนดรูปนามทันทีด้วยการ “พิจารณา” “กำหนด” หรือ “ดู” ก็ได้ และการใช้อิริยาบถใด แล้วก็มีข้อห้ามเอาไว้ว่า ในรูปนี้ ในอาการนี้ ดูไป ถ้าเผื่อมันเป็นทุกข์ ก็ต้องโยนิโสรู้ว่ารูปนี้หรือนามนี้เป็นทุกข์จึง “จำเป็น” ต้องแก้ไข อันเป็นการกั้นอยู่ ๒ อย่าง กั้นตัณหาและอวิชชา คืออย่าอยากและอย่าโง่ นี่คือทฤษฎีที่เราต้องหอบไปยังสำนักปฏิบัติ หรือไปทำที่บ้าน

เมื่อถึงตรงทฤษฎีนี้แล้ว เราได้เขียนไว้แล้วว่า นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นที่อิริยาบถใหญ่ ฉะนั้น ณ วันนี้ท่านทั้งหลายควรให้ความสำคัญกับการกำหนดนามให้น้อยลงบ้างนะ เพราะการที่เราไปกำหนดนามโน่น นามนี่ มันจึงทำให้พลาดนามรูปไม่เกิดสักที

ต้องกำหนดอย่างนี้แหละไปจนกระทั่งญาณปัญญาแก่กล้า ญาณปัญญานี้เขาคูณด้วยพลัง ๓ ที่มาทำงานด้วยกันคือ สติมา สัมปชาโน อาตาปี ก็จะเกิดเข้าไปรู้นามรูป เมื่อเรากำหนดนามรูปไปเรื่อย ๆ ถ้าโยนิโสได้ดี ๆ เรียกว่าเหตุที่เราสร้างพรั่งพร้อม มีปัจจัยอุดหนุนมา มีอดีตเหตุส่งผลมา เรียกว่า ปัจจุบันดี อดีตเหตุส่งผลเลย แน่นอนนามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้น แล้วก็เกิดขึ้นที่อิริยาบถใหญ่ อันนี้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ขอเพียงโยนิโสเป็นก็ไม่เกิน ๗ วัน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [21 ก.ย. 2554 , 10:56:08 น.] ( IP = 125.25.124.0 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


แต่ที่เราบอกว่าทำมาตั้งนานแล้ว ก็เพราะเราโยนิโสผิด แต่เรานึกว่าเราถูก พอมีนามมาเราก็ดูนาม รู้สึกไปที่นาม ท่านบอกว่ารู้สึกได้แต่กลับให้มาที่รูป เพราะรูปเป็นของใหญ่ที่เห็นได้ง่าย ฉะนั้น เหมือนเราจับปลาสองมือ มันดิ้นหมดมันไม่อยู่กับที่ เมื่อญาณที่ ๑ ผ่านไปแล้ว ญาณที่ ๒ ก็เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเกิดขึ้นที่อิริยาบถใหญ่เหมือนกัน

ปัจจยปริคหญาณ หมายถึง ปัญญาที่เข้าไปรู้ปัจจัยของนามรูป ให้นึกถึงทฤษฎีของหลวงพ่อเสือที่บอกว่า รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น ถ้าเรากำลังเดินอยู่แล้วมันเกิดความคิดนึกไป ท่านถึงเรียกที่ไปคิดนั้นว่า “ฟุ้ง” เพราะจิตไม่ได้อยู่กับการเดิน ทั้ง ๆที่จริง ๆ ถึงเราไม่ได้คิด

เรื่องของการเดินนี้ถ้าย้อนไปในปริยัติก็จะรู้ว่า เดินเองไม่ได้ แต่จะต้องมีจิตคิดจะเดิน มีจิตตชวาโยธาตุ เป็นต้น คือ มีความพร้อมที่จะเดิน มีจิตคิดจะเดินก่อน โลกนี้ไม่มีใครทำให้ใครเดินได้ ถ้าจิตไม่ได้สั่ง

พิสูจน์ก็ได้ว่า ตอนนี้เรากำหนดรูปเดินแล้วก็คุยไปด้วย จะเห็นว่าเราเดินไปคุยไปได้ เพราะถึงเราจะคุยแต่ก็มีจิตควบคุมการเดินอยู่ มีอำนาจจิตที่มาควบคุมเพราะจิตเกิดไวมาก เรานึกว่าเราคุยแล้วจิตไม่ได้สั่งให้เดิน แต่จิตสั่งให้เดินอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อจิตที่สั่งให้เดิน ดับ ดับ ดับ ดับ จิตที่สั่งให้พูดก็เกิดขึ้น แล้วก็ต้องมีจิตสั่งให้เดินอีก แต่พอเราหยุดเดินก็เพราะจิตสั่งให้หยุดเดิน หยุดในขณะที่เรามองว่าไปทางไหนแน่ แล้วพออ้อ! ทางนี้ เราเดินไปต่อ นี่ก็คือจิตสั่งให้เดินอีกแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2554 , 10:56:33 น.] ( IP = 125.25.124.0 : : )


  สลักธรรม 2


ในภูมิของเรานั้นรูปกับนามอยู่เป็นคู่กัน เหมือนจิตกับเจตสิกที่พรากจากกันไม่ได้ ผู้ที่เห็นปัจจัยก็คือเห็นในขณะนั้นๆ ในรูปนั้นๆ เช่น รูปเดิน ก็เห็นปัจจัยคือ มีจิตอยู่ในนี้ที่เกื้อหนุนว่า จิตคิดจะเดิน มีจิตที่ทำงานรู้ว่าเดินอยู่ จิตที่สั่งเดินให้รูปนี้เกิดขึ้น รูปที่เดินได้เพราะมีจิตทำงาน ปัจจัยเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าในรูปเดินเห็นปัจจัยก็คือว่า “ครูสั่ง” ครูสั่งไม่ได้หรือใครก็สั่งไม่ได้ แต่เกิดจากการทำงานคู่กันของนามกับรูปที่อิริยาบถใหญ่

ในรูปเดิน ... ท่านบอกให้กำหนดรูป และเราก็เห็นอาการของรูป บางครั้งนามรูปปริจเฉทญาณกับปัจจยปริคหญาณนั้นคล้ายคลึงกันมาก แต่ปัญญาเข้าไปเข้าใจต่างกัน ในนามรูปปริจเฉทญาณ คือ รูปเดินมีนามด้วย ให้รู้เลยว่านามกับรูปมันคนละส่วนกัน เพราะบางคนเกิดนามรูปแล้วเกิดแต่นามรูปไม่เกิดปัจจัยไปอีกหนึ่งอสงไขยยังได้เลย แต่เมื่อใดผู้ที่ไม่ได้อธิษฐาน มาถึงอุทธยัพพยญาณแล่นเลย

ส่วนสัมมสนญาณจะเกิดที่อิริยาบถย่อย ถ้าเอารูปเดินเข้ามาพูดอีกก็จะเข้าใจง่าย สัมมสนญาณคือ ปัญญาญาณที่เห็นพระไตรลักษณ์ปรากฏขึ้นมาแล้ว ถ้ายังไม่ถึงสัมมสนญาณก็ไม่มีหรอกที่เราจะเห็นไตรลักษณ์ แต่แค่รู้จักเท่านั้นเอง

เมื่อเราได้รูปเดิน.. นามรูปเกิดขึ้นแล้ว เกิดปัจจัย.. เห็นปัจจัยในนามรูปก็คือจิตที่สั่งเดินนั่นแหละ หรือจิตที่กำลังทำหน้าที่เดิน รู้ด้วยปัญญาว่าเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ที่เรารู้ว่าอาการเดินนี้ นอกจากไม่ใช่เราแล้ว ยังมีการทำงานของนามที่ทำให้เกิดการเดิน คือรู้เข้าไปถึงนามว่า นามเป็นปัจจัยให้รูปเดิน หรือ รูปที่เดินอยู่นี่ มีปัจจัยมาจากนาม ญาณปัญญานั้นเรียกว่า ปัจจยปริคหญาณ

และเมื่อขณะที่ปัจจัยที่เกิดขึ้น การก้าวไปหรือการนั่งอยู่ ตรงนี้แหละ ความรู้สึกของนามรูปที่มันชัดอยู่ หรือเห็นรูปอยู่นี่ กำหนดรู้ชัดอยู่ที่รูปนี่แหละ แล้วรูปนี้บางทีปัจจัยไม่ได้ไปอุดหนุนนะ แต่ได้เอื้อมาจากอันแรกก็คือรูปนี่เห็นว่าอาการที่ของรูป มันดับต่อหน้าต่อตา เหมือนเราดูอะไรอยู่ แล้วดับไป และไม่ได้ดับนาน ดับแล้วมีโผล่ขึ้นมา ดับแล้วมีโผล่ขึ้นมา มีความเกิดดับอย่างอ่อนๆ อ่อนๆ ในที่นี้คือ ดับที่รูปมากกว่าหรือที่นามมากกว่า ถ้าดับแบบอุทธยัพพยญาณทั้งรูปทั้งนามตลอดเวลา นี่คือสัมมสนญาณ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2554 , 10:56:48 น.] ( IP = 125.25.124.0 : : )


  สลักธรรม 3


ก็ก้าวเข้าไปตอบในนี้ได้เลยว่า ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร? อธิบายโดยคำพูดก็คือ “เห็นการเกิด การดับของนามและรูป” ด้วยปัญญาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ไม่ใช่คิดเอา

เราต้องยอมรับว่าตรงนี้ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ บางคนทำเป็นหนึ่งอสงไขยถึงจะเกิดนามรูปปริจเฉทญาณ ฉะนั้น อย่าท้อ อยู่ที่ทำบ่อยๆ เกื้อหนุนให้เกิด เป็นการเกิดดับของนามรูปที่ปรากฏขึ้นอย่างชัดๆ ขณะนั้นเป็นผู้ดูไม่ใช่ผู้กำกับ และไม่ใช่ผู้เล่น เขาหยุดเล่น เขาหายไป เขาเล่นอีก ผู้ดู ก็อ๋อ คือดูเฉยๆ เห็นแต่ความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

และความเปลี่ยนแปลงที่เห็นด้วยการรู้เช่นนั้นเขาเรียกว่า อนิจจังก็ได้ หรือทุกขังก็ได้ หรืออนัตตาก็ได้

ละครที่ปรากฏขึ้นนี่มันดับ ลักษณะของเขาเป็นการบ่งบอกเลยว่า สิ่งที่เรากำลังดูเพลินๆ มันหยุด สภาพที่หยุดนี้เขาว่าไม่เที่ยงก็ได้ สภาพที่หยุดนั้นเขาเรียกว่า ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เช่น จิตสั่งดับ จิตสั่งให้เดิน ธรรมชาติของจิตที่สั่งให้เดิน ธรรมชาติของรูปเดินก็ดับ มันเอื้อกัน และจิตมันเกิดดับ ธรรมชาติของจิตที่เกิดขึ้นมาอีก จากดับแล้วก็เห็นอีก เห็นจิตเกิดขึ้น แล้วธรรมชาติของรูปก็เกิดขึ้น ธรรมชาติของจิตก็ดับลง และธรรมชาติของรูปก็ดับลง เห็นความเป็นไปของตัวละครตัวนี้ สภาพอันนี้เหมือนมันเหนืออำนาจแล้ว เรามีอำนาจในการเดิน เหตุปัจจัยที่ทำให้เดิน มีเหตุปัจจัยซึ่ง เกื้อหนุนกันตลอดสาย แต่เราไปรู้ความขาดของสายธารที่เกื้อหนุนกันนั้น

สภาพนั้นเองจิตที่กล้าด้วยปัญญานั้นท่านบอกว่า นั่นแหละสภาพไตรลักษณ์ นั่นแหละมันโผล่มาแล้ว อันนี้คือสมมุติเอาสภาพธรรมมาพูด นี่คือชื่อสมมุติทั้งสิ้น แต่อาการที่ปรากฏเป็นปรมัตถ์ ฉะนั้น เวลาที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสสอนจึงต้องบัญญัติออกมาว่า อารมณ์เช่นนั้นเป็นอารมณ์ของไตรลักษณ์

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2554 , 10:57:04 น.] ( IP = 125.25.124.0 : : )


  สลักธรรม 4


และความเข้าใจของเราในไตรลักษณ์นี้ก็เป็นไปตามจริตของเรา เช่น การใช้คำอุทาน สมมติว่าให้อุทาน ๓ คำ คือ ว๊าย=อนิจจัง ทุกข์จัง=ทุกข์ขัง คุณพระช่วย=อนัตตา พอเวลามีอะไรเกิดขึ้นเราก็อุทานว่า “ทุกข์จัง” บ่อยๆ หรืออุทาน “ว๊าย” บ่อยๆ หรืออุทาน “คุณพระช่วย” บ่อยๆ นี่ก็คืออดีตเหตุที่มีมา เมื่อปัจจุบันเหตุใหม่เกิดขึ้น ของเก่าที่มาสภาพนี้นี้ก็จะรู้โดยอนิจจัง หรือนี่ไง ทุกขัง เพราะมันมีเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยของเรา

ฉะนั้น ก็อย่าไปคิดตรงนั้นว่ามันจะเป็นอย่างไร ต่างกันหรือไม่? เพราะเมื่อท่านเกิดญาณปัญญาตรงนั้นแล้วรับรองเลยว่าท่านรู้เอง ตอนนี้ท่านถามในสิ่งที่ท่านยังไม่รู้ไง แต่เมื่อถึงตรงนั้นแล้วท่านรู้เองได้เลยอย่างมั่นใจ

เหมือนกับการดูน้ำที่ปล่อยออกจากปลายหลอดทีละหยดๆ เมื่อเรามองน้ำที่หยด ถ้าพิจารณาว่ามันอนิจจัง เพราะมันหยดแล้วมันก็หายไปๆ หรือมันหายไปเพราะเป็นทุกข์ขังก็ได้ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ก็เพราะมันต้องตกลงไป หรือพิจารณาว่ามันเป็นอนัตตาก็ได้เพราะบังคับบัญชาไม่ได้เกินการคาดหมายเรา เพราะตัวบังคับอยู่ที่ปลายนิ้วของคนอื่นที่เขาทำให้น้ำหยดหรืออยู่ที่ก๊อกน้ำที่เปิดอยู่ .. แค่นั้นเอง

เราเรียนรู้มาว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ แต่เรามาได้แค่ชื่อ แล้วเราก็ควานหาว่าสภาพนั้นมันเป็นอย่างไร ถึงจะให้อธิบายอย่างไรเราก็ไม่รู้เพราะไม่ได้เป็นผู้ที่ประจักษ์ แต่ผู้ที่ได้เข้าไปประจักษ์แล้วก็จะเข้าใจได้ชัดจริง และสำหรับ “อนัตตา” คำนี้ท่านบอกว่าเป็นธรรมที่สูง ผู้ที่แตกฉานปริยัติจะได้โดยอนัตตา อาจจะเห็นปถวี เตโช วาโย วรรณะ คันถะ รสะ โอชะ ทำงานกันเกิดดับๆ คนที่ทะลุปรุโปร่งในมหาปัฏฐานจะเกิดอนัตตา แต่ของเราก็แค่เห็นขันธ์โตๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2554 , 10:57:19 น.] ( IP = 125.25.124.0 : : )


  สลักธรรม 5



และการเห็นนี้ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่บอกว่า ไม่เอา ทุกข์พอแล้ว เพราะชีวิตทุกข์เหลือเกิน รู้สึกไปว่าอะไรเกิดกับเราง่าย ความรู้สึกของเราเป็นอะไรง่าย แล้วก็คิดเหมือนกับว่า อันนี้เกิดขึ้นกับเราแล้วชื่ออย่างนี้ๆ นี่ไง อย่าไปคิดว่าอันนั้นคืออนิจจัง อย่าไปคิดว่าอันนั้นคือทุกขัง อันนั้นคืออนัตตา เพราะพวกนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อญาณปัญญาที่ ๓ เกิดขึ้นมาแล้ว

และก่อนที่จะเกิดนามรูปปริจเฉทญาณ ก็มีรูปปริจเฉทญาณ นามปริจเฉทญาณ เหตุผลก็คือว่า ในข้อกำหนดการปฏิบัติว่า อาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใดให้กำหนดในอาการนั้น อาการก็คือ ของรูปของนามแล้วต้องรู้ด้วยว่า รูปอะไร นามอะไร เพราะว่าถ้าเผื่อไม่กำหนดรูปอะไร นามอะไร เพราะรูปไม่ใช่รูปเดียวกัน นั่งจึงต้องกำหนดรูปนั่ง นอนจึงต้องกำหนดรูปนอน รูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นในอาการนั่งได้ง่ายแป๊บเดียวก็เกิด เช่น เราปฏิบัตินั่งอยู่ ความรู้สึกตัวทั่ว

ขอความสุขความเจริญความมีสติความมีปัญญา ความสวัสดีในชีวิตจงบังเกิดขึ้นกับชีวิตของทุกท่าน และสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากคือกุศล โดยเฉพาะมหากุศลทั้งหลาย ที่เราปรารถนา ที่เราพึงพอใจว่าจะนำชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น จงเกิดได้คล่องได้ง่ายกับพระคุณเจ้าทั้งสองรูปและท่านสาธุชนทุกคน

ขอความคล่องแคล่วด้วยสติปัญญาที่สามารถนำปริยัติศาสนานำมาปฏิบัติที่ชีวิตของตนเองได้ตลอดไป ขอให้วันและเวลาจงมีค่าขึ้นกว่าเดิม จงสามารถย้ายชีวิตจากผู้ย้ำคิดย้ำทำ มาเป็นผู้คิดถูกได้โดยไว และสามารถเป็นไปเพื่อความเจริญในภพชาติ มีภพชาติที่สูงขึ้น ทั้งภพและฐานะของจิตใจทุกท่าน อนุโทนาค่ะ.




ขออนุโมทนากับน้องฟูและนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ก.ย. 2554 , 10:57:37 น.] ( IP = 125.25.124.0 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ก.ย. 2554 , 18:56:26 น.] ( IP = 124.122.236.81 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org