| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หยุดกิเลส หยุดกรรม
สลักธรรม 1
นี่คือความน่ากลัว เพราะเราไม่รู้เลยว่า เราจะไปโดนตรงไหน เมื่อใด เพราะตอนนี้วิกฤตการณ์ของโลกกำลังปั่นป่วน ความวิบัติและเรื่องราวต่างๆ มันเกิดขึ้นเพราะกรรม หากท่านศึกษาก็จะรู้ว่า ถ้าเผื่อโลภมาก โกรธมาก อำนาจของดินไฟนั้นปั่นป่วนหมด และทุกวันนี้เราก็จะได้ยินเลยว่ากระแสโลก โลภมาก โกรธมาก พยาบาทมาก ภัยพิบัติของกรรมนี่แหละก็สร้างอำนาจขึ้นมา อำนาจที่เกิดขึ้นจากกรรมเหล่านั้นทำให้ภัยต่างๆ ปรากฏขึ้น แล้วเราเห็นกันในชาตินี้ด้วย แต่เราไม่รู้เพราะเราไม่ได้คิดถึงคำว่า ธรณีสูบ เราไปคิดถึงแต่คำว่า สึนามิ หรือ ดินถล่ม หรือ เขื่อนแตก น้ำพาพัดไป
แต่ถ้าเราทำความดี แบบธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง เราก็ เดินเข้ามาที่นี่อย่างสง่าผ่าเผยเย้ยฟ้าท้าดินได้ เพราะแต่ละคนมาทำความดี มาสอนธรรมะ มาช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ พวกเราเข้ามาที่นี่ล้วนเบิกบานสบายใจ เพราะโดยส่วนมากเรามาทำความดี
พวกครูที่มาสอนกายก็ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้มีลุกรี้ลุกรน กายก็สุจริต วาจาที่พูดไปก็พุทธพจน์ ใจหวังจะให้คนอื่นเข้าใจในอรรถะและพยัญชนะ ฉะนั้น กาย วาจา ใจ เป็นไปโดยชอบธรรม และพวกนักศึกษาพอถึงเวลาต้อนตัวเองหรือไม่ก็ถูกต้อนเข้าห้องเรียน พอไปเข้าห้องแล้วกายก็สุจริต มีเก้าอี้ให้นั่ง วจีไม่ต้องพูดเพราะต้องฟัง ฉะนั้น กาย วาจา ใจ ก็สุจริต
ฉะนั้น บอกได้เลยว่า พอก้าวเข้ามาที่นี่ ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง อาจารย์ของเราคือใคร? อาจารย์ใหญ่ของเราก็คือ พระพุทธเจ้า ที่ท่านบอกว่า จงละชั่วทำความดี นี่แหละเราก็มาเพื่อหยุดกิเลส หยุดกรรมชั่ว เราอยากจะได้ ๒ อันนี้ เพราะอยากจะหยุดเกิด
ทุกวันนี้ก็คงมีปริมาณมากขึ้นแล้วละ ที่เห็นว่าความเกิดไม่ดี วันก่อนก็ได้อุปมาอุปไมยไว้หลายอย่าง เช่น ถ้าเผื่อเราทำทาน ผลของการทำทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งปวง ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข มีเสน่ห์หน้าตาดี บัณฑิตสรรเสริญ เทวดายกย่อง คือทำให้เรามีความพร้อมนั่นเอง เป็นผู้ที่เกิดมากับคำว่าพร้อม เพราะผลของทานทำให้มีความรวย อยู่เย็นเป็นสุข
แต่ไม่ว่าใครทั้งสิ้นทั้งรวยและจนก็มีผลเหมือนกัน คือ ภาราหะเว ปัญจักขันธา ฯ ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ ทั้งคนรวยและจนนั่นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป ก็ลองคิดดูว่า สิ่งที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก คนขอทาน ผู้ดี หรือไพร่ ที่ต้องทำเองไม่ว่าเกิดมาอย่างไรใครก็ทำให้ไม่ได้ เช่น อุจจาระ ใครก็ไปทำแทนไม่ได้ หรือปัสสาวะแทนไม่ได้ หรือกินแทนไม่ได้ หรือหลับแทนก็ไม่ได้ ขอยกมาแค่ ๔ อย่างนี้ก็เป็นของหนักเน้อแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:21:06 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 2
ทำไมเป็นของหนัก....เพราะมีทุกวัน ต้องหลับทุกวัน ต้องกินทุกวัน ต้องถ่ายทุกวัน ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ จะมั่งมีศรีสุข ต้องทำเองทั้ง ๔ อย่างนี้แน่ๆ และสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำครั้งเดียวจบ บางเรื่องก็ทำวันละหลายๆ ครั้ง และแก้ไม่มีวันหมด นี่แหละจึงเป็นของหนักเน้อ
และไม่ว่าเราจะไปไหนเราก็ต้องแบกไป ต้องกิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย เป็นผู้แบกของหนักพาไป แต่พระอริยะเจ้าสลัดเหตุที่ทำให้เกิด เพราะการเกิดทำให้มีสิ่งเหล่านี้ เราจึงพยายามเพื่อหยุดเกิด และการจะหยุดเกิดได้ก็จะต้องเข้าใจว่า ตัววงล้อที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดนั้นหรือ วัฏฏะสงสาร มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งพระพุทธเจ้าได้สอนไว้หมดทุกอย่าง
และเราก็ศึกษาว่าเราจะต้องหมดจากกิเลส แต่เราก็รู้ว่า เรานี่แหละคือปุถุชนเต็มขั้น เพราะยังมีมูลรากแห่งความเกิดที่ทำให้เจริญเติบโต เราจึงต้องพยายามหาเวลาวันละนิดสะกิดกิเลสให้ไปจากชีวิต ถ้าวันนี้เรายังมีโง่อยู่ทำให้เกิดวัฏฏะกรรม เขาเรียกว่า วิปลาส และพุทธวิธีง่ายๆ ที่หลวงพ่อเคยสอนก็คือ หลีก ละ ลด และเลิก
การคบหาสมาคมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล นี่คือคำพังเพย และที่ไม่ใช่คำพังเพยแต่เป็น มงคลสูตร คือ ไม่คบคนพาลเป็นมงคลแก่ชีวิต และเราก็ต้องรู้ว่าคนพาล คืออะไร คนพาล คือ คนที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย เช่น เราเป็นต้น
เราต้องยอมรับว่าเรายังเป็นคนพาล เราไม่ต้องไปมองคนอื่น เพราะคนที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัยก็คือเขาด้วยเราด้วย แต่ทีนี้ในขณะที่อยู่คนเดียวเราสำรวจตัวเองเลยว่า เราหงุดหงิดง่ายหรือไม่? ง่าย นี่แหละคนพาล เราน่าคบหรือไม่? ไม่น่าคบ เราจะต้องสลัดพาลออกไป
นี่ไงสิ่งที่เราแบกอยู่ คือ ความขุ่นมัวเป็นปกติวิสัย ฝนตกแล้วไฟดับเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่เราก็โกรธและบ่นไฟที่ดับ เพราะนึกอยู่แล้วว่าต้องดับ หลวงพ่อท่านแนะนำว่าพอมองเห็นอะไรปุ๊บ ของเคยๆ คือ เคยมีมาแล้วจะไปตื่นเต้นทำไม จะไปเสียใจทำไม ของเคยๆ เดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ อะไรที่เราเคยแล้ว ใจเราก็เฉยได้ ทางออกของความพ้นทุกข์ คือทางสายเดียวและเป็นทางสายเอกของสติปัฏฐาน ๔ โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:21:24 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 3
สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางหลุดพ้น เพราะสติปัฏฐาน ๔ เป็นเครื่องมือขจัดวิปลาสธรรมทั้ง ๔
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นทางออกเป็นทางหลุดพ้น เพราะทั้ง ๔ ตัวนี้ขจัดวิปลาสธรรม ๔ คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส
สุภวิปลาส เราหลงผิดคิดว่าชีวิตนั้นดี สุภ แปลว่า ดี หรือ งาม ชีวิตนั้นเป็นของสวยงาม เป็นของดี จึงต้องดูที่กาย ท่านให้พิจารณากาย เหมือนเรียกว่าคล้ายๆ ปลงอสุภะ นั่นเอง เป็นเรื่องของหมวดกาย
สุขวิปลาส หลงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสุข แท้ที่จริงเป็นสุขเวทนา เพราะสุขจริงๆ ไม่มี หรืออีกอย่างหนึ่ง สุขของพวกเรานี่ ใช้คำว่า สุโข วิเวโก คือ สุขแบบเกาขี้กลากอย่างหลวงพ่อแสวงยกตัวอย่างว่า ถ้าเผื่อเคยเห็นหมา ที่มันเป็นขี้เรื้อน มันไม่อยู่นอนนิ่งหรอก นอนเกายิ่งเลือดออก ยิ่งมัน เกาหูเกาแรงๆ สุขแบบเกาขี้กลากก็เหมือนกับเรา อย่างเราไปสระผม ก็ชอบให้ช่างเกาแรงๆ ยิ่งเกายิ่งมัน คือเจ็บแต่เราไม่รู้
สุขไม่มี มีแต่สุขวิปลาส สุขที่มีอยู่ก็คือ สุขเวทนา สุขที่รูปารมณ์ กระทบกับจักขุประสาท มีจักขุวิญญาณ เฝ้ารับรู้แล้วเราตัดสินด้วยตัวเองว่า สวย ชอบเป็นสุข เป็นสุขส่วนตัว และสุขเวทนานั้นก็ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้
สุขไม่มี มีแต่ทุกข์ทั้งสิ้น เพราะสภาพการเห็นนั้นถ้าขาดอันใดอันหนึ่งในเหตุเช่น มนสิการ ก็เห็นไม่ได้แล้ว สุขก็จะดับไปด้วย ฉะนั้น มันก็คือการเชื่อมต่อระหว่างผัสสะกับผัสสะ อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกเท่านั้น แล้วเราโง่หลงว่ามันเป็นสุข แท้ที่จริงสุขไม่มี จึงต้องพิจารณาเวทนา
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:21:44 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 4
นิจจวิปลาส คือ หลงโง่ คลาดเคลื่อนว่าเที่ยง หลงผิดว่ามีอยู่เป็นอยู่ แท้ที่จริงไม่มีอยู่ ไม่เป็นอยู่ ที่ยืนนั้นเรายืนอยู่ตลอดเวลาก็ไม่มี ก็มีจิตคิดจะยืน มีจิตต่างๆ ทำให้เกิดการยืนนี้เกิดขึ้น ความต่อเนื่องของรูปและนามมีการสืบต่อกันไม่ขาดสาย ท่านอุปมาง่ายๆ เหมือนกับไฟที่ติดอยู่ ใครจะเถียงว่าไฟไม่ติดไม่ได้ แต่ถ้าเผื่อรู้แบบผู้ที่มีปัญญารู้ก็คือว่า มันมีการเกิดดับ และมีการเกิดขึ้นแทนการดับต่อเนื่องโดยไม่ขาดสาย จึงทำให้สิ่งที่ปรากฏเหมือนมีอยู่ตลอดเวลาเป็นนิจจัง แท้ที่จริงอนิจจัง แท้ที่จริงคือความวิปลาสหลงผิดคิดว่าเที่ยง ความหลงผิดเกิดขึ้นที่ไหน? ที่จิต ฉะนั้น ต้องพิจารณาจิต เพราะสภาพจิตมีการเกิดดับ
อัตตวิปลาส อัตตะหรืออัตตา คือ ตัวตน เราหลงคิดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เราเห็น เราเดิน เราได้ยิน เราสารพัดเลย ความเป็นเรา เมื่อถูกกระจายออกมาเป็นธาตุทั้งสิ้น ปถวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ หรือเรียกว่า มหาภูตรูป หรืออวินิโภครูป ๘ ที่ประชุมกันเกาะกลุ่มกัน ด้วยการทำงานของธรรมชาติ มีกลไกเครื่องจักรที่สั่งให้ทำงานคือกรรม ผู้บงการนั้นคือกรรม แต่เซลล์ของพ่อเซลล์ของแม่พวกนี้ ยีนพวกนี้ มีส่วนเข้าไปอุดหนุนให้ลักษณะเหมือนกันเท่านั้นเอง แต่จิตใจไม่เหมือนกัน
ฉะนั้น เราก็จะเห็นได้ว่าอัตตะนี้คือ ตัวตน เป็นกลุ่มเป็นก้อน ท่านจึงให้พิจารณาธรรม เพราะธรรมะกระจายตัวตน พอพูดถึงเรื่องใครเห็น? นามเห็น ธรรมะบอกว่า นามเห็น ใครเปรี้ยว? รูปเปรี้ยว ใครหวาน? ใครได้ยิน? ต้องพิจารณาธรรม ธรรมชาติท่านให้มีคือทางออก และคราวนี้มันมีมากกว่านั้น
ถ้าเราศึกษาไปก็จะเห็นว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในตำราบอกว่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีตัณหาจริตและปัญญาน้อย ท่านจึงบอกให้เราทุกคน เริ่มด้วยอิริยาบถเสียก่อน เพราะใครจะบอกว่าตัวเองมีตัณหาไม่มากบ้าง เพราะต่างก็ อยาก ทั้งวัน อยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากสารพัด อยากโน้น อยากนี่ แม้กระทั่งเรียนธรรมะก็อยากให้จบ อยากพัก ฯลฯ เรามีความอยากฉาบอยู่ตลอดเวลา เราต้องยอมรับว่า เรามีตัณหามาก พวกที่ดูกายานุปัสสนานี้คือ ตัณหามาก ปัญญาน้อย ให้เรายอมรับและพิจารณาไป
ส่วนสุขวิปลาส หรือเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องเป็นพวกปัญญามากและตัณหาก็มาก เพราะเวทนาต้องดูละเอียดเข้าไป คือ ต้องมีปัญญามาก ปัญญาที่มากขึ้นแล้วจากผู้ที่ทำมีบุพเพกตบุญญตา อัตตสัมมาปณิธิในอดีต ทำดีตั้งตนดี มีวาสนาดี ผลักดันมาแล้วดูเวทนา เพราะเวทนานี้ ปัญญามากด้วย ตัณหามากด้วย
เมื่อปัญหามากปัญญาก็น้อย จึงต้องมีความเพียรมาก เราต้องเติมความเพียรด้วยการเรียนให้เข้าใจ เพราะแค่เข้าใจก็เท่ากับปัญญาเริ่มมากขึ้น และเมื่อเรานำไปฝึกฝน เรียนเข้าใจแล้วปฏิบัติถูกต้อง ปัญญาก็มากเอง ฉะนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เที่ยง ทุกอย่างนั้นถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้คนเราหัดอะไรก็ไม่สำเร็จเลย พวกท่านเองก็ยังเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย คือ เปลี่ยนจากคนไม่รู้มาเป็นคนรู้
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:22:14 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 5
ตัวอย่างที่ยกมานี้เพื่อจะได้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านรู้แจ้งแทงตลอดจริงๆ แทงตลอดเข้าไปในจริตอัชฌาสัยอ่อนแก่หย่อนตึงของเวไนยสัตว์ แล้วพระอนุรุทธาจารย์ท่านก็รจนาคัมภีร์พระอภิธรรมขึ้นมาสุดยอดแห่งความแหลมคมที่จะทำให้เรานี้เห็นทางออก ให้เรายอมรับว่า เราคือใคร เราคือพวกที่ปัญญาน้อย ตัณหามาก จึงต้องเพิ่มปัญญาเข้าไป แล้วก็พยายามลดตัณหาลงมา เราก็จะได้ดีของเราเอง
ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเราเอง
กิเลสเกิดขึ้นที่กายหรือใจ ? ใจ
การหยุดกิเลสเพื่อจะหยุดกรรม
กรรมมี ๓ คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
สมาธิ คือ การควบคุมกาย วาจา ใจ
วิปัสสนา คือ การควบคุมใจโดยตรง
ควบคุมอย่างไร? วิปัสสนานี่เป็นการกระทำโดยตรงที่ฆ่ากิเลส กิเลสคือโรคร้ายทางใจ ท่านให้หยุดสร้างกรรมทางกาย วาจา ใจ ท่านให้งานไปแก้ไขที่ใจเลย เพราะใจเป็นที่เกิดของกิเลส เราไปแก้โลภะ โทสะ โมหะ อันนั้นแก้ได้ทั้งวัน แต่มันไม่สามารถไปตัดอนุสัยกิเลสได้ สิ่งที่ทำให้เรามีวัฏฏะสงสารเพราะมีตัณหา เราต้องค่อย ๆ หลีก ละ ลด และ เลิก แล้วหยุดให้ได้ที่ใจ ใจของเรานั้นมันมีมูลรากคือ ตัณหาและอวิชชา อย่าทำอะไรเพราะ อยาก โดยเด็ดขาด
เราต้องรู้เสียก่อนว่า ตัณหาและอวิชชามันทำร้ายเราอย่างไร? ตัณหามันเป็นตัวบงการชีวิตให้เราเดิน ให้เรากิน ให้เราอยาก ให้เราไปเที่ยว ให้เราฟังเพลง ให้เราดูทีวี ให้เรากิน มันใช้ให้เราทำสารพัด
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:22:33 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 6
ส่วนอวิชชา เหมือนหมวกควบคุมให้เราอยู่กับที่อย่าไปไหน อยู่ภายใต้ความโง่ต่อไป ยอมรับว่าเป็นทาส ที่เราบอกว่า นตฺถิ เม สะระณํง อญฺญํ ธมฺโม เม สะระณํ วรํ เราไม่เป็นทาสคนอื่น เรามีพระธรรมเป็นนาย นายอื่นของเราไม่มี แต่ที่จริงแล้วพวกเรามีตัณหาอวิชชาเป็นนาย แต่เราก็สวดมนต์ว่า พุทธํ สะระณํ คจฺฉามิ พวกเราต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แต่ชีวิตเราก็เนื่องด้วยผู้อื่นจนเป็นทุกข์ ฉะนั้น ท่านบอกว่าอวิชชาเหมือนหมวก
อวิชชามันมืดบอด มันทำให้เราไม่เห็นอะไรถูก อะไรผิด ตามนาย ทุกวันนี้ ถ้าเผื่อจะเปรียบเทียบ อวิชชาเปรียบกับเราถูกคลุมถุงชนโดยไม่มีอิสรภาพเลย ห่อเราไว้ คลุมเราไว้ โดยโมหะอวิชชา และนายเราก็คือตัณหา ทำให้เราอยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากทำอะไรสารพัด ฉะนั้น ตัณหา เป็นนาย อวิชชา เป็นเจ้าของชีวิต เราเกิดมา แล้วเราบอกว่าอย่าเชียวนะ ฉันเป็นตัวของฉันเอง เปล่าหรอก ฉันเป็นทาส เราเป็นทาสตัณหาและอวิชชา เข้าใจไหม? ยอมรับได้ไหมคะ? ยอมรับได้ ฉะนั้น จึงต้องแก้ตรงตัณหาและอวิชชา แล้วใส่พระสัทธรรมแท้ ๆ เข้าไป คือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก
นั่งก็มีเหตุให้นั่ง อย่าอยากนั่งนะ เราก็ต้องหัดเริ่มต้นไปทุกวันทีละนิด อย่าอยากนั่ง อยากเดิน อยากยืน อยากนอน อย่าอยากทำอะไรทั้งสิ้น แต่ทำได้เมื่อมีความจำเป็นคือมีทุกข์มาบีบคั้นให้ทำ เมื่อผู้ใดเห็นทุกข์ผู้นั้นจะพ้นทุกข์ ผู้ใดเห็นสุขผู้นั้นก็ทุกข์ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เมื่อ ๕๐๐ ปีที่แล้วหรืออาจารย์สอนธรรมะในวันนี้ก็จะต้องพูดเหมือนกันคือ ทางที่จะต้องพ้นทุกข์ก็คือต้องออกจากตัณหา
ตัณหาหรือโลภะนี้มันบงการใจ ให้มีกายกรรมทำไป ให้มีวจีกรรมพูดออกไป เมื่อควบคุมตรงนี้เสียได้เป็นดีเอง ถ้าเผื่อเราจะทำหมันก็ทำหมันใจ อย่าอยากนั่งนะ อย่าอยากเดินนะ อย่าอยากยืนนะ อย่าอยากกินนะ อย่าอยู่อย่างอยาก แล้วก็อย่าโง่นะ แต่ทำเพราะจำเป็น ที่ทำก็คือรูปหรือนามทำงาน ขอให้ได้แค่นี้ยืนยันเป็นพระอรหันต์ได้สิ้นชาติได้เมื่อทำลาย ๒ ตัวนี้ ถ้าไปทำที่อื่นมรรคจิตก็ไม่เกิด
ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หลวงพ่อท่านบอกว่า ย่น ย่อ ยาก ง่าย เหลือ ๔ คำ คือ ใครทำใครได้ ใครพบใครพ้น ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว เรามามากด้วยความดี กายต้องดี วาจาต้องดี ใจต้องดี เมื่อกายดี เอากายไปใส่บาตร ทำบุญ แต่บุญนั้น เป็นบุญวัฏฏะสงสาร ทำให้เกิดมารวย เกิดมาดี มีลูก ๖ คน มี ๖ ห่วง ขึ้นชื่อว่าลูกแล้วก็คือห่วง แม้จะเกิดมาเป็นเศรษฐีก็ต้องทำอะไรๆ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ กิน นอน แม้คนขอทานก็เหมือนกัน แต่เมื่อไม่เกิดเสียอย่างหนึ่ง ทุกอย่างจบ
ตัวการทำให้เกิดคือ ตัณหา เปรียบเหมือนผ้า ๒ ผืนที่มาเย็บต่อกัน ด้านหน้าเหมือนอดีตชาติ จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ทำให้เราเดินได้ ยืนได้ มีนิสัยได้ แต่เมื่อตายไปก็เหมือนกับเย็บติดเข้าไปอีกผืนหนึ่ง มันเป็นตัวต่อจิ๊กซอว์ที่ไม่มีวันจบ ตัณหาคือการเย็บภพต่อภพโดยมีอวิชชาเป็นเพื่อน ทำไมเรายังเย็บอยู่ก็เพราะโง่ หลงว่าดี หลงว่าชีวิตเป็นสุข คิดว่าทุกอย่างเที่ยง หลงว่าเป็นตัวตน เราจึงเย็บภพเย็บชาติของเราอยู่ตลอดเวลา
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:22:52 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 7
ตัณหาอวิชชา แก้ตรงนี้ คือ อย่าอยาก อย่าอยากนั่ง อย่าอยากยืน อย่าอยากเดิน อย่าอยากนอน แล้วก็อย่าเห็นผิด โง่ เราทำทุกวันและถ้าอยู่บ้านจะเริ่มต้นอย่างไรเมื่อไม่ให้นั่ง? ก็พอละครจบแล้ว ก็รู้ว่าได้เวลาทำกุศล เดินไปที่ห้อง สวดมนต์ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้า ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าไหว้พระธรรม สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์ มาตา ปิตุรัง วันทามิ ข้าพเจ้าไหว้มารดาและบิดา อุปการะ คุณะวันทัง วันทามิ ข้าพเจ้าไหว้ผู้มีอุปการคุณ รู้สึกในอาการที่นั่งไหว้ วิปัสสนาก็เกิดขึ้นแล้ว กายกรรมสร้างขึ้นมาแล้วในนั่งท่าที่เรียบร้อย ไหว้พระสวดมนต์กราบไปแล้ว อาการรู้สึกไปว่านี่คือรูป
ถ้านั่งไปอย่างนี้ เรามีอายุมาก น้ำหนักมาก น่องก็เจ็บ รู้สึกเลย นามรู้สึก นั่งไม่ได้แล้วเพราะทุกข์มันบีบคั้น ก็เปลี่ยนท่านั่งดูแล้วดูไป อย่ามีลีลา อย่าไปสร้างภาพ อย่าไปสร้างกายกรรม อย่าไปสร้างวจีกรรมแต่ควบคุม มโนกรรมให้เป็น อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ เพราะอิริยาบถที่ผิดปกตินั้นตัณหาเขาหนุนให้ทำ ถ้าเรานั่งสวดมนต์ในท่านี้ ก็ปฏิบัติวิปัสสนาต่อท่านี้ต่อเลย
ต้องหัดมีชีวิตเป็นไปตามความจริง ความจริงของเราก็คือ รูปจะนั่งท่านี้ก็รูป จะนั่งท่าไหนก็รูป แต่ขอจริงๆ ว่าท่าของเราขอให้เป็นท่าธรรมชาติ นั่งไปแต่สุขุมเรียบร้อย นั่งให้ดูดี แต่ไม่ต้องถึงกับนั่งตรง เอวตรง หน้าตรง คอตั้ง อย่างนี้เกินไป อย่างนั้นไว้ฝึกขันติ อดทน ว่าเราจะทำสมาธิอดทนต่อความลำบาก เพื่อจะได้ข่มกิเลสตนเอง กิเลสเราชอบสบาย นั่งเลยสมาธิ มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง คางให้ได้คืบ มือวางเหนือสะดือ อย่างนี้ท่าสมาธิจริงๆ อดทนเมื่อยก็ต้องทน ทนต่อความลำบาก เพื่อจะสู้กิเลสที่เมื่อสักครู่นี้มันอยาก นี่คือเรื่องสมาธิ
แต่วิปัสสนา เริ่มต้นจากคุณงามความดีไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณพ่อคุณแม่ คุณครูบาอาจารย์ แล้วไหว้คุณทั้ง ๕ แล้วกลับมาอภิบาลตนเองอยู่ท่านี้ก็คือ ดูรูปไป ดูรูปนั่งไป ท่านบอกไม่จำเป็นไม่ต้องเดิน ก็ไม่ต้องไปเดิน เมื่อยแล้วขยับเพียงนิดเดียวก็หาย เมื่อก่อนโน้นนักปฏิบัติส่วนมากพอบอกเมื่อยปุ๊บ ก็ลุกขึ้นเดินกันไปเดินกันมาเพ่นพ่าน
นั่นคือการเราทำผิดปกติ นั่งดูไป พอเมื่อยหลัง ก็เปลี่ยนหาที่นั่งใหม่ ไม่ต้องมีใครถาม แต่รู้สึกตัวว่าทำเพื่ออะไร เพราะนั่งอยู่อย่างนั้นมันไม่มีที่พิง อายุเรามากแล้วขอมีที่พึ่งบ้างก็หาที่นั่งพิงแล้วก็ดูไป พอพิงแล้วเรารู้สึกกระทบ นามรู้สึก แล้วก็กลับมาดูรูปนั่งต่อไป สมมุติว่าเมื่อยแก้ไขแค่นี้ก็หายเมื่อย เดินอยู่ เมื่อยคือหยุดเดินใช่ไหม ไม่ใช่เมื่อยต้องนั่ง ยืนก็หายเมื่อย เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเราทำเพื่ออะไร เพื่อแก้ไขทุกข์ ไม่ใช่อยาก ถ้าเผื่อเรามีท่าทางเฉพาะอยู่ก็ยังเป็นตัณหาอยู่นั่นเอง ตัณหามันหนุนอยู่ตลอดเวลา
คราวนี้มาถึงอวิชชา อวิชชาที่เป็นหมวกของชีวิต ยศที่ยิ่งใหญ่ที่ปิดไม่ได้ที่เรามี เราจะถอดหมวกใบนี้ได้ก็ต่อเมื่อมียศใหม่ คือ โสดาปัตติยศ แต่เราจะต้องหัดถอดเสียตั้งแต่วันนี้ก็จะถอดได้ถาวร อวิชชาคือความไม่รู้ ตอนนี้เราไม่ต้องไปพูดถึง ไม่รู้เรื่องอะไร? แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว มันเป็นอะไร เพราะจริงๆ นั้นเป็นรูป เป็นนาม อยู่ ๒ อย่างแค่นี้ในโลก โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:23:12 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 8
ถ้าท่านเข้าใจอันนี้ท่านปฏิบัติวิปัสสนาได้ แล้วถ้ามีความเพียร สติมา สัมปชาโน อาตาปี อยู่บ่อยๆ มรรคจิต ผลจิตเกิดขึ้นได้แต่ต้องอาศัยเวลาเท่านั้นเอง ต้องคุมใจ อย่าทำโดยไม่จำเป็น อย่าทำโดยโง่ ทำโดยมีข้อมูลปัญญาแล้วก็มีโยนิโสมนสิการ กายของเราจะทำอะไร เคลื่อนไหวเพราะอะไร มีทุกข์ทำให้ต้องเปลี่ยน วจีนี่น้อยลงเลย มีแต่กายกับใจ ที่เข้าไปทำงานคือรูปกับนาม ฉะนั้น ให้มีปัญญาคุมเสีย
ณ วันนี้คงแจ่มแจ้งแล้วว่าต้องแก้ไขที่ตัณหากับอวิชชา ตัณหาก็แก้ตรงที่ว่าอย่าทำอะไรโดยไม่จำเป็น ความจำเป็นที่ต้องทำก็คือ ทุกข์มาบีบคั้น และทุกข์นั้นเราต้องเข้าใจ เช่น ปิ่นโตมาวางแล้วแต่เรายังไม่หิว แต่ถ้าเผื่อเราไม่กิน เขาส่งเป็นเวลา เดี๋ยวเขามาเก็บ ถึงเวลาอาหาร จำเป็นต้องกิน อาบน้ำอาบทำไม สบายดี อาบน้ำน่าเบื่อที่สุดเลย สบายดีที่ไหน กว่าจะถึงน้ำได้ ต้องถอดเสื้อผ้า ถอดกระดุม ใครถอดให้ ถอดเอง กางเกงแต่ละคนมีซิบไหม ผ้าถุงมีเข็มขัดไหม แต่ละคนมีเสื้อผ้าหลายชิ้น กว่าจะปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการ
ลองคิดดูซิว่า กว่าจะเดินไปแก้ไข มีอะไรบ้างเครื่องรุงรังสังโยชน์ทั้งสิ้นเลย มันร้อยรัดชีวิต และอาบน้ำโดยฝักบัว แต่ถ้าเป็นขัน ขันเดียวล้างสบู่ออกไหม ไม่ สมมุติว่าลองไปทำให้กับคนที่เราเกลียดซิ จำเป็นต้องอาบน้ำให้ อาบให้ ๒ ขัน ก็เบื่อแล้ว นี่เรารักตัวเองจริงๆ เราจึงถูสะอาด จะเป็นหลานเราก็รัก ลองคนที่เราไม่ชอบ และเราลองไม่ชอบตัวเราเอง เพราะไม่ชอบเกิด เอาความไม่ชอบใส่เข้าไป
การเกิดเป็นทุกข์ ไม่ดี เราก็จะเห็นการงานที่มันซ้ำๆ ซากๆ มันเป็นทุกข์ ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เดินก็ต้องเดินเอง กินก็ต้องกินเอง ถ่ายก็ต้องถ่ายเอง กระบวนการเหล่านี้ มีมาได้เพราะมีเกิดขึ้นมาก่อน ฉะนั้น เกิดจึงเป็นทุกข์ ภารา หะเว ปัญจัก ขันธา ภาราหาโร จะ ปุคคะโล ภาราทานัง ทุกขัง โลเก ภาระนิกเขปะนัง สุขขัง นิกขิปตวา คะรุง ภารัง อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ สะมูลัง ตัณหัง อัพพุฬหะ นิจฉาโต ปะรินิพพุโตฯ
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติมีปัญญา จงบังเกิดแก่ทุกคน ขอให้ทุกคนนั้นสามารถ รื้อถ่ายถอนปัญหาและทำลายอวิชชาได้เบาบางจางหายและหมดไปจากชีวิตได้โดยไว ขอให้ทุกคนถึงเป้าหมายความเป็นพระอริยบุคคลได้โดยง่ายโดยไวชาติ ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน กราบอนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.ย. 2554 , 09:23:37 น.] ( IP = 125.27.176.233 : : )
สลักธรรม 9
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา (พี่ดา) [30 ก.ย. 2554 , 11:04:57 น.] ( IP = 124.122.213.5 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |