สลักธรรม 2
จิตในพระพุทธศาสนาเถรวาท
ที่ปรากฏในพระสูตรและพระอภิธรรม
4.ปัณฑระ แปลว่าธรรมชาติที่ผ่องใส ในที่นี้หมายถึงจิตเหตุที่ใช้คำว่า ปัณฑระเป็นชื่อของจิต ก็เพื่อต้องการแสดงให้ทราบว่า จิตนี้สามารถทำให้ผ่องใส ดังพุทธพจน์ที่ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสได้ แต่ที่เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา (องฺ. เอก.20/50/11)
อุปกิเลสหมายถึง อวิชา (ความรู้เท่าไม่ทันความเป็นจริง) ตัณหา (ความยาก) อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ซึ่งเป็นสิ่งที่หมักหมมอยู่ในจิตใจของเรา และเป็นต้นเหตุให้จิตไปเกาะอยู่กับอารมณ์ต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ดี ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ที่น่าปรารถนาก็ก่อให้เกิดความกำหนด ที่ไม่น่าปรารถนาก็ก่อให้เกิดความขุ่นเคือง ซึ่งทั้งความกำหนัด และความขุ่นเคือง ที่เกิดจากความได้สัมผัสอารมณ์ต่างๆนี้เองที่ทำให้จิตต้องเศร้าหมองไป ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรจะเป็นลักษณะของจิตที่ผ่องใสยอ่มเป็นจิตที่ปราศจากอุปกิเลส มีความบริสุทธิ์แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ภายนอก อ่อนโยนเหมาะแก่การงาน คือบังคับควบคุมให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของเราได้ (ที.สี.9/132/102)จากความหมายของปัณฑระนี้ ทำให้เห็นได้ว่า จิตนั้นเป็นสภาวะเดิมเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส ซึ่งปราศจากอุปกิเลสต่างๆ และจิตนี้มีธรรมชาติที่เป็นอาการซึ่งหมายถึความคิดต่างๆคิดดีก็มีคิดไม่ดีก็มีตัวความคิดนี้เป็นจิตที่เป็นอาการไม่ใช่สภาวะเดิม จิตที่เป็นอาการนี้เกิดดับอยู่ในอารมณ์ทุกขณะจิต อาการที่ปรากฏเป็นอารมณ์ของจิตก็คือเรื่องราวที่ปรากฏเป็นกิเลส เป็นความคิดปรุงแต่งต่างๆ (สมเด็ดพระญาณสังวร สมเด็ดพพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก 2539 :194)
5 มนายตนะ มาจากธาตุ มนุ + อายตนะ (ที่ติดต่อหรือที่เชื่อมต่อเพื่อรับรู้อารมณ์) มนายตนะจึงแปลว่าใจที่เชื่อมต่อของความนึกคิด (ที . ปา. 11/304/225;อภิ . วิ . 35/99/85).ในประเด็นนี้จึงมุ่งกล่าวถึงจิตในฐานะที่เป็นอายตนะหนึ่งในบรรดาอายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ
6 มนินทรีย์ มาจากธาตุ มนฺ+อินทรีย์ (สิ่งที่เป็นใหญ่ของการทำหน้าที่ของตนแต่ละอย่าง ) มินนทรีย์ แปลว่า อินทรีย์ คือใจ (อภิ. วิ .35/236/161 )ซึ่งเป็นความหมาย
7 วิญญาณ มาจากอุปสรรค วิ แปลว่าต่าง , หลากหลาย + ธาตุ ญา แปลว่า รู้ ดังนั้น คำว่า วิญญาณ จึงหมายถึงรู้ความต่างจำเพาะ หรือรู้อย่างหลากหลาย รู้ในที่นี้คือรู้อารมณ์นั่นเอง บางแห่งท่านให้ความหมายว่า ความรู้แจ้งอารมณ์ หมายถึงความรู้ประเภทยืนพื้น หรือความรู้ที่เป็นตัวยืน เป็นฐานและเป็นทางเดินให้กับขันธ์อื่นๆ ทั้งหมด (พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตโต) 2538 : 17 - 1 ความรู้แจ้งอารมณ์นี้เป็นการรับรู้โดย ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางใจด้วย คือการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ
จากความหมายข้างต้นจึงทำให้เห็นลักษณะพิเศษของวิญญาณ คือเป็นการรู้ความต่างจำเพาะ รู้ความหมายจำเพาะ หรือรู้แยกต่าง เช่น เมื่อเห็นผืนผ้าลาย ที่ว่าเห็นนั้น ไม่เพียงแต่เห็นเท่านั้น แต่รู้ลักษณะอาการ เช่น สีสัน เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันเป็นพื้นอยู่ด้วย ที่เป็นความรู้ขั้นวิญญาณ(consciousness) เพราะวิญญาณรู้เห็นความแตกต่างนั้นอยู่ แม้จะไม่ได้กำหนดหมายว่าอะไรเป็นอะไรก็ตาม อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น เมื่อรับประทานผลไม้ แม้จะไม่ได้กำหนดหมายว่าเป็นรสเปรี้ยว รสหวาน ก็รู้รสหวาน ที่เปรี้ยวนั้นซึ่งแตกต่างกัน และแม้ในรสที่เปรี้ยวหรือหวานด้วยกัน แม้จะไม่ได้กำหนดหมายรู้ว่าเป็นรสเปรี้ยวมะม่วง เปรี้ยวมะปราง หรือเปรี้ยวสับปะรด หรือหวานกล้วยหอม หวานกล้วยไข่ หรือหวานแอปเปิ้ล แต่เมื่อลิ้มก็ย่อมรู้รสที่ต่างจำเพาะนั้น ความรู้อย่างนี้คือวิญญาณ เป้นความรู้ยืนพื้น เมื่อรู้แล้วนามขันธ์อื่นๆก็จะปฏิบัติตามมา เช่น หมายรู้ว่ารสหวานคืออะไร รสเปรี้ยวอะไร(สัญญา) รู้สึกอร่อยหรือไม่อร่อย(เวทนา) เป็นต้น การรู้อารมณ์ของวิญญาณนี้เป็นกิจกรรมประจำของจิต ดังนั้นวิญญาณจึงแสดงความหมายของจิต ในแง่ที่เป็นความรู้นั่นเอง และเป็นความรู้ที่แยกความหลากหลายของสิ่งต่างๆด้วย
|