| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สุปินวิถี (๑)
สลักธรรม 1
สุปินวิถี ที่เป็น ตทาลัมพนวาระ และชวนวาระ คือ ความฝันที่ผู้ฝันสามารถรู้เรื่องราวได้ชัดมาก และชัดเจนน้อยตามลำดับ คือ เข้าถึงการเสพอารมณ์นั้นย่อมเป็นไปได้ทั้งกุศลชวนะและอกุศลชวนะ ได้ทั้งบุญและบาป เรียกสุปินวิถีทั้ง ๒ วาระนี้ว่า กุสลากุสลสุปินวิถี
แต่กุศล อกุศล คือ บุญหรือบาปที่เกิดในขณะเวลาฝันได้ก็จริง แต่เจตนามีกำลังน้อย ไม่แรงกล้าเหมือนเวลาที่เสพอารมณ์ในขณะที่ตื่นอยู่ ฉะนั้น กุสลากุสลสุปินวิถี จึงไม่สามารถนำปฏิสนธิ คือ นำเกิดในสุคติหรือทุคติได้ กำลังอำนาจของบุญหรือบาปส่งให้ปฏิสนธิ คือ เกิดในชาติหน้าไม่เพียงพอ คงให้ผลได้บ้างในปวัตติกาล เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเสียก่อน เราก็ถือว่าไม่ล่วงกรรมบถ เพราะเจตนาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดในขณะที่อารมณ์ไม่เป็นปรกติ หรือจิตที่รับอารมณ์ไม่เป็นปรกติ ดังนั้นจึงไม่ถึงความเป็นกรรมบถ
ส่วนสุปินวิถีที่เป็น โวฏฐัพพนวาระ และโมฆวาระนั้น คือ ความฝันที่ไม่เข้าถึงการเสพอารมณ์ คือ จิตที่ทำการงานไม่ถึงชวนะ ไม่มีการเสพอารมณ์ในวิถีนี้ เพราะกำลังของการกระทบอ่อนเกินไปจึงไม่เกิดจนสุดวิถี ผู้มีอารมณ์ไม่อาจรู้นิมิตในฝันของตนได้ ตื่นขึ้นมาแล้วก็นึกถึงเรื่องของความฝันไม่ออก เพียงแต่รู้สึกว่านอนหลับไม่สนิทเท่านั้น จึงจัดไว้เป็น อพยากตสุปินวิถี ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป
เหตุให้เกิดสุปินวิถี คือ ตัวการที่ทำให้เกิดความฝันนั้นมี ๔ ประการ ผมจะกลับมาอธิบายถึงเรื่องดังกล่าวนี้ภายหลัง
โดย ศาลาธรรม [26 ต.ค. 2554 , 12:15:31 น.] ( IP = 125.27.173.111 : : )
สลักธรรม 2
ผมขอแสดงคำว่า สุปิน กับ วิถี เสียก่อน
ท่านทั้งหลายคงจะได้พบในหนังสือต่างๆ ที่ใช้คำว่า สุปิน (สุปินะ) ก็คือที่เราพูดกันในภาษาไทยว่า สุบิน นั่นเอง ความจริง สุบิน นี้แปลว่าฝัน แต่ว่าวิถี แปลว่า หนทาง คือ การงาน ได้แก่การงานของจิตในขณะที่กำลังฝัน
สุปินวิถีนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออาศัยเหตุอะไร จึงทำให้ความฝันเกิดขึ้นได้ แล้วในขณะฝันจิตใจทำงานอะไรกันบ้าง ความฝันนี้เป็นบาปเป็นบุญได้หรือไม่ ด้วยเหตุผลประการใด และความฝันนั้นบางทีก็เป็นความจริง จะจริงขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลกลใด
เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่บรรดานักวิชาการในด้านต่างๆในโลกนี้มีความสนใจเป็นอันมาก แต่ไม่มีใครมีความสามารถจะอธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ได้
แน่นอน ในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่จะเรียนรู้เรื่องของความฝัน ว่าความฝันที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุอะไรบ้าง ในขณะที่กำลังฝันนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจมันทำอะไรกันและเป็นความจริงได้เพราะอะไร เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทำไมจึงได้เกิดขึ้น และเป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
โดย ศาลาธรรม [26 ต.ค. 2554 , 12:15:47 น.] ( IP = 125.27.173.111 : : )
สลักธรรม 3
เมื่อเข้ามาศึกษาเรื่องความฝันจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะได้เข้าถึงความจริงที่เรียกว่า ปรมัตถสัจธรรม คือ ความจริงอันแท้ จะได้เข้าใจว่า ความฝันคืออะไร เหตุใดจึงได้เกิดความฝันขึ้น แล้วในขณะฝันจิตใจทำงานอะไรกัน และเมื่อฝันแล้วกลายเป็นความจริงได้ เพราะเหตุใด แล้วยังได้เข้าถึงประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย
ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ได้มีท่านผู้หนึ่งที่สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษได้มาแสดงปาฐกถา ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เล่าเรื่องต่างให้ฟังว่า ในมหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ ซึ่งท่านนักศึกษาก็คงจะได้ยินชื่อนี้กันมานานแล้วเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงมาก มีนักศึกษาเกือบทั่วโลกนิยมไปศึกษากันที่นั่น เขามีหลักฐานการศึกษาดี
บรรดาท่านอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านด้วยกัน ได้ช่วยกันค้นคว้าสิ่งเร้นลับมหัศจรรย์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของชีวิตหลายเรื่องด้วยกัน โดยบรรดาอาจารย์เหล่านั้นได้รวบรวมกันตั้งเป็นกลุ่ม เป็นสมาคม สมาคมนี้เป็นเป็นภาษาไทยว่า สมาคมอำนาจเหนือจิต สมาคมนี้ตั้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัย
เขาเล่าต่อไปว่า บรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย Oxford ได้ไปเชิญอาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย Cambridge เข้ามาร่วมมือด้วย เพื่อค้นคว้าเรื่องอำนาจเหนือจิต ซึ่งมีรวมหลายประเภทด้วยกัน
เมื่อสมาคมตั้งขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการก็ได้วางหลักการเป็นข้อๆ สำหรับจะได้ค้นคว้าข้อเท็จจริง ผมจำได้ว่ามีถึงสิบกว่าข้อ แต่ผมก็จำมาไม่หมดเพราะล่วงเลยมาหลายปี จำมาได้เพียงบางข้อเท่านั้น เช่น
โดย ศาลาธรรม [26 ต.ค. 2554 , 12:16:03 น.] ( IP = 125.27.173.111 : : )
สลักธรรม 4
๑. เรื่อง ผีสางเทวดา บรรดาอาจารย์เหล่านั้นบางคนมีประสบการณ์ในเรื่องผีสางเทวดามาแล้ว เพราะมีนักศึกษาหรือใครๆ ที่เขาเชื่อถือ ได้ประสบการณ์เรื่องผีสางเทวดา เมื่อเหตุเกิดขึ้น เขาก็พากันไปพิสูจน์หาหลักฐานในที่ต่างๆ
เช่น สมมติว่าบ้านนี้มีผีสางมาสิงอยู่แล้วมาแกล้งมาทำอะไรต่างๆแปลกๆ ทางคณะกรรมการของสมาคมก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปหาความจริง เช่นว่าไปโรยๆแป้งไว้ให้ทั่วห้อง แล้วห้ามไม่ให้ใครเข้าไป ถ้าใครเข้าไปในห้องก็คงจะมีรอยเท้า ทั้งนี้ก็เพื่อกันคนหลอก เพราะปรากฏว่าในห้องนี้ผีชอบขว้างแก้วลงมาจากชั้นที่ไว้แก้ว แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังถูกขว้างอยู่ต่อไป ทั้งๆที่ไม่มีใครเดินเข้าไปในห้องเลย ผมเชื่อว่าเวลานี้เขาก็คงจะกำลังค้นคว้าในเรื่องนี้อยู่ แต่คงจะยังไม่บรรลุผลสมความมุ่งหมายเป็นแน่
๒. เรื่อง ลางบอกเหตุ บางทีเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ทั้งหลายก่อนที่จะเกิดขึ้นมา มันมีลางบอกล่วงหน้า เขาเรียกว่า มีความรู้สึก ชาวอังกฤษบางท่านก็มีความรู้สึกเช่นนั้น แล้วประกาศออกมาเหมือนกับคนไทยว่า ก่อนจะมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น เขามีความรู้เอาไว้ก่อนแล้ว เขาก็เลยตั้งหัวข้ออีกหัวข้อหนึ่งว่า จะต้องค้นคว้าเรื่องรางบอกเหตุ ซึ่งพวกสมาชิกของสมาคมต้องเล่าเรื่องที่ได้ประสบมา เขียนเก็บเป็นหลักฐานไว้แล้วคอยดูต่อไปว่าจะเป็นความจริงหรือไม่
๓. เรื่อง เกี่ยวกับอำนาจจิตบางประการ เช่น โทรจิต
๔. อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ความฝัน เขาเล่าให้ฟังว่า ในเวลานั้นบรรดาผู้ที่เป็นสมาชิกทุกท่าน ใครมีความฝันอะไรจะต้องมาเล่า โดยเขียนรายละเอียดส่งมา แล้วเก็บความฝันนั้นเอาไว้เพื่อคอยดูว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ คอยจนกว่าจะมีผู้ใดมาอธิบายว่า ความฝันคืออะไรต่อไป
โดย ศาลาธรรม [26 ต.ค. 2554 , 12:16:30 น.] ( IP = 125.27.173.111 : : )
สลักธรรม 5
ท่านผู้แสดงได้ยกตัวอย่างขึ้นมา เช่น มีสมาชิกผู้หนึ่งเป็นสุภาพบุรุษ เขาฝันไปว่าเขาได้โดยสารเครื่องบินเดินทางจากกรุงลอนดอนไปยังฝรั่งเศส ครั้งไปถึงฝรั่งเศส เมื่อเครื่องบินจอดเทียบท่าอากาศยานเรียบร้อยแล้ว เขาก็เห็นเครื่องบินอีกลำหนึ่งซึ่งกำลังจะจอดลง แต่เรือบินลำนั้นเกิดพลิกคว่ำลง เขาก็วิ่งไปดูเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ก็ได้เห็นเพื่อนของเขาที่อยู่อังกฤษเดินทางมาโดยเรือบินลำนี้ ตายลงไปต่อหน้าต่อตาของเขา
ตามที่เขาเห็นอย่างนี้ในความฝัน เขาเขียนเรื่องราวส่งให้กรรมการของสมาคมเอาไว้ แต่ยังไม่ได้เดินทางไปฝรั่งเศส คณะกรรมการก็เก็บเรื่องราวของเขาเอาไว้
หลังจากนั้นมาเป็นเวลาปีเศษ เขาก็เกิดเดินทางไปฝรั่งเศสจริงๆ เหมือนกับความฝัน และเมื่อถึงฝรั่งเศสแล้ว เขาก็เห็นเรือบินลำหนึ่งกำลังจะลง แต่แล้วก็พลิกคว่ำ เขาก็วิ่งลงไปดู เมื่อไปดูก็เห็นเพื่อนของเขาตายอยู่ในเรือบินลำนั้น ตรงกับความฝันเมื่อปีกลาย
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทางคณะกรรมการของสมาคมก็หาบทพิสูจน์กันว่า เพราะเหตุใดเล่า และคำที่ว่าเพราะเหตุใดนั้น ผมก็คิดว่ามาจนถึงเดี๋ยวนี้คงจะยังไม่ทราบ ผมจึงได้พูดว่า ถ้าไม่เข้ามาอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะพากันพูดว่า เพราะเหตุใด ? อยู่นั่นเอง แต่จะเข้าไปไม่ถึงสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน
เมื่อได้พิจารณาถึงวิถีจิตแล้ว จะเห็นได้ว่าการงานของจิตที่เกิดขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นทางปัญจทวารวิถี คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะเห็นมี อดีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะเป็นลำดับไปจนถึงตทาลัมพนะ เมื่อเป็นอารมณ์ที่แรง
แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่มากระทบไม่แรง ก็ไม่มีตทาลัมพนะ ถ้าเป็นมโนทวาร หมายถึงทางใจ ก็จะเกิดอารมณ์ตั้งแต่ภวังคจลนะเป็นต้นไปจนถึงตถาลัมพนะเหมือนกัน โดย ศาลาธรรม [26 ต.ค. 2554 , 12:16:45 น.] ( IP = 125.27.173.111 : : )
สลักธรรม 6
ด้วยเหตุนี้ ถ้าท่านนักศึกษาจะสังเกตดูให้ดีๆ ก็จะเห็นภวังคจิตในวิถีทางปัญจทวาร และทางมโนทวารก็ตาม ล้วนแต่มีภวังค์คั่นอยู่ทั้งนั้น แปลว่า มีจิตเป็นภวังค์ ซึ่งจะไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวคั่นอยู่ตลอด จิตของบุคคลเกิดขึ้นแล้ว สิ้นวิถีจะต้องเป็นภวังค์เสมอ
เช่น ขึ้นต้นก็เป็นภวังค์แล้ว ตั้งแต่อดีตภวังค์ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ ทั้ง ๓ ตัวนี้ได้ชื่อว่าเป็นภวังค์ทั้งหมด เพียงแต่ชื่อต่างกัน ก็แปลว่ามันได้รับการกระทบกระเทือนไปตามลำดับแต่ยังไม่ได้ออกมาทำความรู้สึก หรือยังไม่ขึ้นวิถีทำการงานจริงๆ และสุดท้ายคือเมื่อสิ้นสุดวิถีแล้วก็มีภวังค์อีก
ดังนั้นก็จะเห็นว่าคนเรานี้มีภวังค์มากเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตายไปจนนับไม่ไหว ชั่วขณะที่ท่านทั้งหลายฟังผมนี้ภวังคจิตก็เกิดขึ้นไม่ทราบว่าเท่าใดแล้ว เพราะว่าเมื่อฟังแล้วคำหนึ่งหรือเสียงสิ้นสุดลงครั้งหนึ่งก็เป็นภวังค์ตั้งมากมาย จิตที่เป็นภวังค์นี้หมายความว่าจิตที่ไม่มีความสำนึกรู้สึกตัวเลยแม้แต่เล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นทางปัญจทวาร หรือทางมโนทวาร
ด้วยเหตุนี้เอง การที่เรานั่งฟังธรรมะก็ดี ดูภาพยนตร์ก็ดี คิดว่ากำลังสนุกสนาน กำลังร่าเริงใจ ก็ไม่ได้แสดงว่าเราตื่นอยู่ตลอดเวลา หากแต่มีการนอนหลับคั่นอยู่ระหว่างทาง เป็นการนอนหลับสั้นๆ ชนิดที่เรารู้สึกตัวไม่ได้เลย คือว่าเราไม่ได้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ท่านนักศึกษาเคยสังเกตบ้างหรือเปล่า บางทีท่านนักศึกษาคุยกับญาติมิตร คุยไปคุยมาในขณะนั้นเรามีความง่วงปนลงไปด้วย แล้งฟังเขาไปไม่ตลอด เขาก็พูดว่าทราบหรือเปล่า เราก็บอกเขาไปว่าทราบ แต่ทราบแค่ไหน เราก็ตอบเขาไปไม่ได้ เพราะอะไรเล่า ก็เพราะเวลานั้นมีถีนมิทธะ คือ ความง่วงเข้าไปปน และมีภวังคจิตปนอยู่ด้วย จึงเลือนลางเต็มที
ดังนั้นก็จะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นไปเช่นนั้น ก็ย่อมแสดงว่ามีภวังค์มากไปจนสังเกตเห็นได้ แต่ถ้าภวังค์เกิดอย่างที่ท่านนักศึกษากำลังฟังผมอยู่ขณะนี้ (ไม่ง่วง) ใครจะมาสังเกตเห็นได้ เพราะมันรวดเร็วอย่างเหลือเกิน เราคิดว่าเราตื่นอยู่ตลอด อย่างผมก็เหมือนกัน ผมก็พูดอยู่ตลอด ความจริงก็มีหลับปะปนอยู่เช่นเดียวกัน แต่มันหลับระยะสั้นๆ และสั้นนิดเดียว จึงไม่รู้สึกตัวว่าหลับ
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกคนมีการนอนหลับอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้าไปจนครบ ๒๔ ชั่วโมง แต่ว่าจังหวะที่มากที่สุดก็คือ ตอนนอนหลับสนิทในเวลากลางคืน ๗ - ๘ ชั่งโมงนั้นเป็นภวังคจิตเกือบทั้งหมด นั่นเป็นการนอนหลับที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว
![]()
โดย ศาลาธรรม [26 ต.ค. 2554 , 12:17:01 น.] ( IP = 125.27.173.111 : : )
สลักธรรม 7
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
โดย พี่ดา (พี่ดา) [25 พ.ย. 2554 , 14:53:34 น.] ( IP = 124.121.172.236 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |