มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เตรียมใจให้เท่าทัน






เตรียมใจให้เท่าทัน

โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร

บรรยายเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔



วันนี้ชวนท่านสวดมนต์ยาวๆ เพื่อจะได้สมาธิ หรือเรียกว่าเป็นการ Format จิต และ Delete กรรมออกไป ขอให้ใจของเราตอนนี้ตั้งมั่นที่จะทำความดี เพื่อจะหยุดรับรู้สิ่งที่เป็นภาวะของโลกรอบๆ ตัวเรา เช่น ภัยพิบัติต่างๆ ที่เรากำลังรอคอยว่า จะมีหรือไม่มี หรือความห่วงใยพี่น้องเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายที่ได้รับทุกขเวทนาอยู่ในตอนนี้ บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะทำความดีเพื่อพาตัวเองให้ข้ามพ้นโอฆะสงสาร ด้วยอำนาจของกุศลของเราต่อไป ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดด้วยความตั้งใจ

ที่จริงแล้วไม่มีใครไม่ทำเพื่อตัวเอง สองสามวันนี้ได้รับแต่โทรศัพท์ที่เป็นข่าวไม่ดี ในขณะที่กำลังสวดมนต์อยู่ก็มีลูกศิษย์โทร.เข้ามาถามว่า กรุงเทพฯ น้ำท่วมไหม? เมื่อคืนวานนี้ลูกศิษย์ที่อยู่ต่างประเทศก็โทรมาบอกว่าบิดาเสียชีวิตแต่ตัวเองบินกลับมาเมืองไทยไม่ได้ เมื่อวันอังคารก็รับโทรศัพท์จากลูกศิษย์คนหนึ่งที่อยู่อยุธยาว่า ขออนุญาตมีพักที่มูลนิธิ ฯ เพราะที่บ้านบางปะหันถูกน้ำท่วม ก็บอกว่ารีบออกมาตอนนี้เลย เพราะน้ำยังไม่ท่วมบ้าน เก็บของที่สำคัญแล้วมาอยู่มูลนิธิฯ

พอบ่ายสองโมงโทรกลับไปย้ำอีกทีว่า ออกมาได้หรือยัง ถึงตรงไหนแล้ว เขาก็บอกว่าหนูออกไปไม่ได้ถนนปิด เขาบอกว่า เขาขอโทษที่ก่อนหน้านี้ไม่เชื่ออาจารย์ เพราะว่าบ้านเขาที่บางปะหันไม่เคยถูกน้ำท่วม และก็คิดว่าคนอื่นเขาน้ำท่วมแต่เขาก็อยู่ตรงนี้ก็ได้ไม่เป็นไร พอถึงวันพฤหัสบดีเขาโทรกลับมาอีก บอกว่าน้ำท่วมแล้ว เขาเอาไม้พาดหน้าต่างนั่งอยู่ จึงสุดความสามารถที่จะช่วย

วิกฤตการณ์น้ำท่วมก็ทำให้แต่ละคน กระสับกระส่าย พอมีความกระสับกระส่าย มันลืมนึกถึงกรรมและวิบาก แต่ถ้าเรามีสติ ค่อยๆ มองว่า เออ! ได้เวลาแล้ว มันถึงคิวเราแล้ว ถ้าเผื่อน้ำจะท่วมมันถึงคิวเราแล้ว เราก็สามารถทำใจได้ ยอมรับในวิบากได้ ก็ดูแลเท่าที่ทำได้ ยกของ อย่างเมื่อวานนี้ก็ได้โทรบอก ลูกศิษย์คนหนึ่งให้ขนของขึ้นข้างบนเพราะบ้านเขาอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้วกัน ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของกรรม และเรื่องของวิบากทั้งสิ้น ถ้าเผื่อเราไม่ทันกรรม ก็คือไม่คิดก่อนทำ ไม่คิดก่อนพูด หรือไม่ได้ใคร่ครวญต่อความคิด การกระทำกรรมของเรา ก็เป็นอกุศลกรรมได้ง่าย ฉะนั้น ต้องระวังกรรมใหม่ ต้องยอมรับวิบากก็คือ ผลกรรมในอดีตชาติ เราอย่ามามัวคิดว่า ชาตินี้เราไม่เคยทำสัตว์ให้ไปอยู่ในน้ำเราไม่เคยทำอะไร เพราะเราไม่รู้ว่าในอดีตเราเคยไปทำอะไรไม่ดีมาหรือไม่ ประกอบกับว่าภาวะของโลกมันแย่ ปีนี้เป็นชิมลาง ปีหน้าเข้าลาง เพราะว่าภาวะโลกอยู่ไม่ได้ คนมีบุญมากๆ เท่านั้นเอง กุศลมากๆ เท่านั้นเองที่จะรอด

ปีนี้เราก็เห็นแล้วว่า ในที่ๆ เดียวกัน จะมีคนที่ทุกข์มากๆ กับคนที่สบายมากๆ ในจังหวัดเดียวกัน คำที่ว่าอยุธยาน้ำท่วม ๑๐๐ % แต่ก็ยังมีคนนั่งสบายดูทีวี ไม่โดนภัย ไม่โดนอะไรในที่นั้น ฉะนั้น เช่นเดียวกัน เราเอง เราไม่รู้ว่าอยู่ในเปอร์เซ็นต์ไหน เพราะเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรมา มันเกิดขึ้นกับเราก็ได้ ไม่เกิดขึ้นก็ได้ การเข้าถึงกรรมและวิบาก หัดทำใจเอาไว้จะทำให้เราปลอดภัย

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [10 พ.ย. 2554 , 14:07:52 น.] ( IP = 125.27.175.105 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ในการที่ว่าทำกรรมใหม่จากการที่กระทบวิบาก ก็คือ แม้กระทั่งครุ่นคิด กลุ้มใจ ก็เป็นอกุศล เมื่อเช้าก็ยังบอกคุณป้าคนหนึ่งว่า เขตลาดพร้าวท่วมแน่ เพราะเขื่อนแต่ละเขื่อนรับแรงต้านน้ำไว้ไม่ได้แล้ว ฉะนั้น เจ้าพระยาทะลักแน่ เรื่องต่างๆ เหล่านี้ เราก็ต้องรับรู้ แทนที่จะกลัวมากกว่าเดิม ก็ให้รู้ว่าถึงเวลาแล้ว เมื่อมองย้อนไปที่คนอื่นที่เดือดร้อนมากกว่าเรา นั่นก็แสดงว่า ชวนะต่างๆ ส่งถึงเขาก่อนเราอีก และถ้าถึงเวลาของเราแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องทำใจ

ก็บอกว่าคุณป้าคุณลุงไปว่า น้ำท่วมแล้วออกไปไหนไม่ได้ ถ้าต้องนั่งดูน้ำอยู่นี่มันก็กลุ้มใจ เพราะมีแต่น้ำทั้งนั้น วันๆได้มองแต่เรื่องไม่ดีและทำอะไรไม่ได้ ก็ให้ลูกพามาที่นี่เสียจะได้สนทนาธรรมกัน มาสวดมนต์ ได้อยู่ในที่กว้างๆ เป็นสัปปายะกับชีวิต

สัปดาห์ที่แล้วได้ให้หลักในการเรียนพระอภิธรรมไว้ว่า ต้องมีเป้าหมาย, ศรัทธา, ความเพียร, เรียนให้เข้าใจ, นำไปใช้ในชีวิต และเกิดปิติในการกระทำ เราจะต้องบอกตนเองเสมอว่า เราทำเพื่ออะไร? เพราะ บางอย่างมันก็เกินความสามารถของเราทั้งผู้เรียนและผู้สอน แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ว่าสังสารวัฏฏ์ หรือวัฏฏะกรรมนี่มันทำให้เราต้อง เราจึงเปลี่ยนวิถีชีวิต เพราะอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดความหงุดหงิดกลุ้มใจ เป็นอกุศล ถ้าเรียนแล้วเรียนอึดอัด เรียนแล้วหงุดหงิด สอนแล้วอึดอัด สอนแล้วหงุดหงิด การเรียนการสอนนั้นก็เป็นอกุศล

ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องวิบาก แม้ว่าขณะนี้ถึงว่าเราจะเป็บป่วยอยู่แต่ก็รู้ว่าเราก็กำลังทำความดี ความเจ็บป่วยเป็นวิบาก แต่การที่ออกมาให้ธรรมะเป็นธรรมทานเป็นกรรมดี ฉะนั้น ใจมันก็ลอยมาจากวิบาก ได้มากมาย

อย่างเช้าวันนี้ถ้าจะให้สั่งหยุดการเรียนการสอนมันก็เหมือนกับว่า ทำให้ทุกคนกลับไปแช่อยู่ในอารมณ์อกุศล เรียกว่าถ้าไม่สาหัสสากรรจ์ ใครมาได้ก็มา มูลนิธิฯ จะยังเปิดอยู่เสมอ สำหรับวันเสาร์หน้าจะมีงานทอดกฐินประจำปีที่สำนักวิปัสสนาอ้อมน้อย ถ้าเผื่อฝนไม่ตก ฟ้าไม่ร้อง ดูบรรยากาศแล้วเรียนได้บ่ายเรียน เรียนไม่ได้กลับ เราอยู่กับปัจจุบันตามสถานการณ์ดีกว่า

เนื้อหาในอภิธรรมทั้ง ๙ ปริจเฉทนี้ สอนให้รู้จักชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต โดยสอนให้เราเข้าใจเรื่องจิตว่า จิตเป็นธรรมชาติที่เป็นกลางไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ดำไม่ขาว จิตคือสภาพที่รู้อารมณ์เท่านั้นเอง ในการเรียนพระอภิธรรมจะมีการแยกประเภทของจิตเป็นประการต่างๆ เช่น แยกโดยทวาร แยกด้วยอำนาจบาปบุญ จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นกลาง ไม่ลำเอียงไปข้างใด แต่มีธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าเจตสิก ธรรมชาติของเจตสิกนี้ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ให้เป็นไปตามลักษณะของเจตสิก

โดย น้องกิ๊ฟ [10 พ.ย. 2554 , 14:08:53 น.] ( IP = 125.27.175.105 : : )


  สลักธรรม 2


ถ้าเผื่อเจตสิกฝ่ายกุศลเข้าไปปรุงแต่งจิตนั้นเรียกว่าจิตดี หรือจิตงาม แต่ถ้าเจตสิกฝ่ายกุศล เข้าไปปรุงแต่งจิต เรียกว่า จิตชั่ว หรือว่า จิตบาป เปรียบให้เห็นชัดเจนเช่น น้ำแดง ..จิตเปรียบเหมือนกับคำว่า “น้ำ” น้ำไม่มีสีและสามารถเข้ากับสีอะไรก็ได้ ให้สีอะไรมาผสมก็ได้ คำว่า “แดง” เปรียบเสมือนเจตสิก ที่เข้าไปอยู่กับน้ำ น้ำจึงเป็นน้ำแดง

ธรรมะคืออะไร? คือ ธรรมชาติที่ว่าไว้ด้วยเรื่องชีวิตจิตใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เราเรียนก็คือ จิต เจตสิก รูป ในเรื่องรูปนั้น รูปเป็นบุญเป็นบาปไม่ได้ จิตเป็นบุญเป็นบาปไม่ได้ แต่เจตสิกเท่านั้นที่เป็นตัวการปรุงแต่งจิตแล้วทำงานร่วมกันกับรูป ทำให้เป็นบุคคลนั้นชั่ว เตะไอ้โน่น ชกไอ้นี่ มีอาการเกิดขึ้นมา ฉะนั้น พระอภิธรรม ๙ ปริจเฉทจึงเรียนเพื่อให้รู้จักชีวิตว่า ชีวิตนั้นถูกร้อยรัด ถูกตรึงไว้ด้วยอุปาทาน ออกจากความยึดว่าบ้านของเราไม่ได้ เราจะเห็นได้เลยคนที่บ้านถูกน้ำท่วมนี่ พอเราบอกให้ออกมาเถอะ เขาก็ไม่ยอมออกมาบอกว่าห่วงบ้าน เพราะอุปาทานว่าของๆ เรา บ้านของเรา แม้กระทั่งชีวิตก็ชีวิตของเรา เราป่วยเราเจ็บ

เราเรียนอภิธรรมแล้วก็จะรู้ว่าเป็นการกระจายตนเอง ก็คือสภาพของจิต เจตสิก รูป เท่านั้น ที่เกิดขึ้น รับรู้อารมณ์ แล้วในปริจเฉทที่ ๘ ก็ยกปฏิจจสมุปบาทขึ้นมา ว่านี่คือลูกโซ่ร้อยรัดชีวิตไว้ในวัฏฏะสงสาร ร้อยรัดไว้ด้วยตัณหา และอวิชชา มีอาการ ๑๒ เป็นความต่อเนื่องกันขึ้น ที่เราได้เรียนปริจเฉทที่ ๘ นี้เพื่อจะดูให้เห็นว่า วงจรของมันเป็นเช่นนี้ และทางแก้อยู่ตรงไหน

เพราะความไม่รู้ หรือความโง่นั่นเอง หรือจะเรียกให้เพราะก็คือวิปลาสธรรม เป็นธรรมที่ทำให้เราคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงว่าชีวิตนั้นเป็นสุภวิปลาส หลงคลาดเคลื่อนว่าชีวิตนั้นเป็นของดี สุขวิปลาส หลงคลาดเคลื่อนไปว่าชีวิต นั้นเป็นสุข นิจจวิปลาส หลงคลาดเคลื่อนว่าเที่ยง อัตตวิปลาส หลงว่าเป็นตัวตน ความหลงทั้ง ๔ นี้ มีมานานหลายปีดีดัก หลายภพหลายชาติ ทำให้แต่ละสัตว์รักตัวกลัวตาย มีความเป็นเราและของๆ เรา นั่นก็คืออุปาทานขันธ์ต่างๆ

ทำให้สัตว์ภพน้อยใหญ่ มีความรักตัวทำแสวงหาเพื่อตัว โดยหารู้ไม่ว่า ความแสวงหา นั่นแหละ ทำให้เกิดสังขาร ๓ ขึ้นมา (กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร) และสังขาร ๓ นี้เอง ทำให้เกิดปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ลำดับเป็นแบบนี้ ... เพราะความโง่ รักตัวกลัวตาย ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่รอดและปลอดภัย มีความสุข ทิ้งความทุกข์ให้ได้ ความไม่รู้จักว่าชีวิตนั้นจริงๆ แล้ว ไม่ดี ทำให้เกิดการกระทำด้วยโมหะ อวิชชา ทำให้เกิดกายสังขาร ความโง่ปรุงแต่งกาย ความโง่ปรุงต่างวาจา ความโง่ปรุงแต่งใจ กายสังขาร จิตตสังขาร วจีสังสาร ที่เกิดขึ้นมานั้น ทำให้เป็นบุญ เป็นบาปและอเนญชาภิสังขาร

เมื่อบุญเป็นผลก็ต้องมีผู้รับ คือผู้ที่ทำนั้นคือผู้ที่ตั้งรับก็คือ ภพชาติที่เกิดขึ้น เพราะความโง่จึงทำให้มีชีวิตไปตั้งรับ ผลบุญ ผลบาป และอำนาจที่เกิดขึ้นเหล่านี้แหละ ปรุงแต่งวิญญาณ นามรูป ผ่านตาหูจมูก ลิ้น กายใจ ไปกระทบเกิดอารมณ์ เกิดตัณหาเกิดอุปาทาน และเกิดภพ นี่คือที่เราเรียนให้เกิดความรู้ว่า วิธีการเกิด มีมาเพราะอะไร ก็เพราะโง่อย่างเดียว จึงทำกรรมต่างๆ นานาออกมา เมื่อการกระทำออกมาแล้วมันก็เป็นวัฏฏะสงสารที่หมุนเวียนอยู่เรื่อยๆ ไป

โดย น้องกิ๊ฟ [10 พ.ย. 2554 , 14:09:38 น.] ( IP = 125.27.175.105 : : )


  สลักธรรม 3


และเราก็รู้ว่า สิ่งที่จะสกัดกั้นความโง่นั้น อยู่ตรงผัสสะและเวทนา เพราะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปกระทบ จึงเกิดอารมณ์ ฉะนั้น ตรงผัสสะจะต้องมีสติ ตรงเวทนาต้องมีปัญญา การที่จะกระทบอะไร จะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แม้กระทั่ง ธรรมารมณ์ ท่านบอกว่าให้มีสติสัมปชัญญะเกิดขึ้น

สติสัมปชัญญะในที่นี้ก็คือ ระลึกรู้ในสภาพธรรมได้ตรง สภาพธรรมก็ไม่มีอะไร นอกจากจิต เจตสิก และรูป จิตเป็นนาม เจตสิกเป็นนาม รูปเป็นรูป ฉะนั้น จึงไม่ต้องไปนึก เพราะมันเกิดเร็วมาก มันเกิดร่วมกัน เราไม่เห็นหรอกว่าจิต-เจตสิก เป็นอย่างไร แต่เมื่อเราเรียนแล้ว เราเข้าใจ แล้วเราก็พิสูจน์ได้ อย่าง น้ำแดง ก็ต้องมีทั้งน้ำ และ(สี)แดง ซึ่งความอุปมานี้ ทำให้เราไม่สามารถค้านว่า จิตกับเจตสิกเกิดร่วมกันอย่างไร

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ท่านจึงให้รู้ว่าจิตเป็นธรรมชาติของนาม เจตสิกเป็นธรรมชาติที่เป็นนาม รูปก็คือรูป นามคืออะไร..นามธรรม รูปอะไรก็คือ...รูปธรรม ไม่ว่าจะทฤษฏีไหนก็แล้วแต่ก็เหลือคือ รูปกับนาม ตรงมีผัสสะ เวทนา ก็คือ สติระลึกรู้ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น รูปหรือนาม นี่คือทางออกจากวัฏฏะสงสารทางเดียวเท่านั้นเอง แต่ถ้าเผื่อเราไม่มีสติรู้ในรูปในนามแล้ว ก็ไม่พ้นทุกข์

ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้กำลังเรียนเรื่องวิญญาณเป็นปัจจัยให้แก่นามรูป เราก็ต้องมานั่งศึกษาเรื่องปฏิสนธิวิญญาณที่เกิดขึ้น แล้วเราก็เรียนปัจจัยเข้าไปว่ามีสารพัดพิสดารในปัจจัย ถามว่า ใขณะที่เรียนทำให้พ้นทุกข์ไหม? ไม่พ้น แต่เกิดปัญญา มีความเข้าใจมากขึ้น การเรียนตรงนี้จึงสำคัญและอยู่ในเป้าหมาย ๖ ประการ ( ศรัทธา ความเพียร เรียนให้เข้าใจ นำไปใช้ได้ในชีวิต เกิดปิติ)

การเกิดในภพชาตินั้น มีกรรม มีวิบากหลวงพ่อท่านสอนเรื่องชวนะ ... ดวงที่ ๑ ให้ผลให้ชาตินี้ ดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า .. ถ้าทำไม่ดีก็เก็บเป็นอารมณ์อาจิณกรรมเรื่อยๆ อารมณ์อาจิณกรรมเหล่านั้น มาปรากฏในมรณาสัณณกาล เป็นกรรมนิมิต คตินิมิต กรรมนิมิต พอจับอารมณ์ปุ๊บ ส่วนดวงที่ ๒ ถึง ๖ ให้ผลในชาติที่ ๓ ถึงอโหสิกรรม

เมื่อมีโอกาสมีนั่งที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิตรงนี้แล้วเราก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและไม่คิดกลับคืนให้ได้ คิดแก้ไขใจให้มีกุศล มองตนให้มากเรื่องยุ่งยากจะหมดไป เดินหน้าไม่ว่าของเก่าไม่เล่าอดีต ด้วยการพยายามหากุศลชวนะ และกุศลชวนะนี่มีอยู่ตลอดเวลา ดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ มันก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา และมันก็จะส่งผลให้เราในชาติจนถึงอโหสิกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [10 พ.ย. 2554 , 14:10:28 น.] ( IP = 125.27.175.105 : : )


  สลักธรรม 4


ท่านบอกว่าให้คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก ..มันเป็นกรรม มันเป็นวิบาก แล้วเรื่องยุ่งยากจะหมดไปทุกครั้งที่มาพูด ท่านสอนให้เราเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเรื่องทางออกว่าทำยังไงแล้ว เอาไปใช้ได้เลย และขณะนี้เรายังไม่ตาย เวลาของเราแต่ละคนที่เหลือก็พร้อมที่จะไปในอกุศล การเรียนจึงมีประโยชน์ เพื่อเป็นการสกัดกั้นกุศลแล้วสร้างบารมี คือปัญญาบารมี

แม้ว่าเราจะรู้วิธีการปฏิบัติแล้วว่า เวลายืน... กำหนดรูปยืน รู้สึก... กำหนดนามรู้ แต่เราจะอยู่อย่างนั้นตลอดในห้องกรรมฐานได้หรือไม่? ไม่ได้ เมื่อยังอยู่ไม่ได้การเรียนนี้ จึงเป็นอีกบันไดหนึ่งที่มาเสริม แล้วทำให้เราไม่หลงทาง เป็นบุญที่มาค้ำยันเท่านั้นเอง ให้เรามีสติสัมปชัญญะ เมื่อเราเดินทางไปในภพชาติหน้า เรามีความแหลมคมมากขึ้นมีความเข้าใจมากขึ้น เหมือนเรามีก้านไม้ขีดที่พร้อมจุดไฟก็ติด คือทำตัวให้แห้ง ไม่ชุ่มแช่ไปด้วยกิเลส ...นั่นคือหลักการ

ฉะนั้น อย่าไปเคร่งเครียดและที่สำคัญ ณ วันนี้ ก็แนะนำไปว่ากำลังเรียนเรื่องปฏิสนธิและปวัตติก็ต้องให้เข้าใจเรื่อง “กาล” เสียก่อน จะได้ไม่ต้องเถียงกัน และก็ไม่เข้าใจไขว้เขว และไม่ว่าจะให้ผลตรงไหนแต่ก็คือกรรมนั่นเอง .. กรรมที่ทำให้เกิด แล้วก็อุปถัมภ์ต่อไป ถ้าเผื่อเป็นอกุศล อกุศลนำเกิดและก็อุปถัมภ์ ความเป็นอกุศลนั้นตลอดไป โดยเฉพาะกัมมชรูป ถ้าเกิดเป็นสุนัข.. อกุศลนำเกิด กรรมก็อุปถัมภ์ให้สุนัขมีสี่ขา ต่อไป และกรรมที่เป็นหมาต่อไปคือปวัตติ ถ้าเกิดเป็นคน.. กุศลนำเกิด และก็เป็นคนไปตลอดจนตาย อุปถัมภ์ชนกกรรมตลอดไป

แต่คราวนี้คำว่า “กาล” อย่างที่ท่านอาจารย์บุญมีบอกไว้ว่า แก๊กแรกปฏิสนธิ ภายหลังแก๊กก็ปวัตติเลย ก็คือสเปิร์มมาโตซัวกับโอวั่มผสมกันและมีสัตว์ตายมาเกิด.. ตรงนั้นนั่นแหละแก๊กแรกปฏิสนธิ หลังจากนั้นเขาเรียก ปวัตติกาล แล้ว ภายหลังปฏิสนธิที่กรรมชรูปสืบต่อกันขึ้นเรื่อยไป

กรรมชรูปนี้ได้ปัจจัยอะไรมาบ้าง ? มันเยอะเกินความสามารถเราที่จะทำความเข้าใจ จึงต้องอาศัยเรียนบ่อยๆ เรามาเรียนเพื่อปลูกฝังปัญญาบารมี เราอย่าไปเรียนให้มันจบเก้าปริจเฉท ต้องการแค่นี้ไม่ได้ อาจจะเรียนได้สอนได้ แต่มันอาจจะไม่ได้ในสิ่งที่ควรได้ ถ้าเรียนแล้วจิตไม่เข้าใจก็เรียนจิตอีกรอบนึง โดยเฉพาะเรื่องเจตสิกนี่สำคัญ ยากมากๆ ด้วย เพราะตรงนี้การทำงานที่ทำให้พวกนี้ เป็นบุญเป็นบาป นี่แหละตัวนี้ ทำให้เป็นบุญเป็นบาป ฉะนั้น นี่ไง กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร

โดย น้องกิ๊ฟ [10 พ.ย. 2554 , 14:11:07 น.] ( IP = 125.27.175.105 : : )


  สลักธรรม 5


ในหลักสูตรที่เรียน ถ้าเผื่ออยากจะเรียนวิปัสสนา โดยไม่ได้เรียน จิต เจตสิก รูป วิปัสสนาก็จะผิดได้ เพราะเราทำตามกันมาโดยที่ไม่เข้าใจว่า ที่จริงมันนามนะ มันรูปนะ เหมือนเราสอนเด็กๆ ว่า ไฟร้อน แต่ถ้ามือของเขาไม่ได้จับเอง เขาไม่รู้สึก ฉะนั้น การเรียนทำให้เราเข้าถึง อย่าเรียนแค่ให้ผ่าน ความสำคัญจึงอยู่ที่ผู้เรียน พอไม่เข้าใจต้องบอกผู้สอน เพราะว่าผู้สอนนี่เขาต้องเข้าใจแล้วจึงจะมาสอนได้

ต้องเตือนตัวเองว่าไม่มีอะไรแน่ นกน้อยทำรังแต่พอตัวได้แล้ว ประเทศไทยก็มีดินเท่าบริเวณประเทศไทย พอจะปลูกบ้านมันเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ขุดดินตรงนั้นเพื่อนำมาถมตรงบ้านนี้ ตรงที่ขุดไปก็เป็นหลุม ส่วนตรงที่ถมใหม่ก็นูนขึ้น ณ.วันนี้ทรายก็น้อยลง เพราะสูบมาสร้างบ้านนี่เท่าไหร่ กลวงหมดแล้ว ลองนึกถึงสภาพความเป็นจริงว่า มีอะไรบ้างที่ดี มีแต่กลวง มันพร้อมที่จะยุบแตกหักไปตามกระแสโลก กระแสธรรม ดังนั้น ไม่น่าวิตกเลย ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เพราะว่าเป็นธรรมชาติ

ขอให้ทุกคนมีกุศลมัยใหม่ๆ ให้มากๆ ขอให้สร้างกรรมดี ขอให้หนีกรรมชั่ว ขอให้สามารถมีสติระลึกรู้สึกตัวมากขึ้น ให้คิดทำอะไรก็แล้วแต่ ให้รอบคอบประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะ และกุศลบารมีทั้งหลายที่พวกเราทำกันมา บุญญาธิการของหลวงพ่อ และของครูบาอาจารย์ทุกๆ คน ขอให้โอบอุ้มคุ้มครองให้ทุกคน เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเปอร์เซ็นต์ของคนโชคดีที่ไม่โดนภัยพิบัติอะไรที่จะทำให้ชีวิตต้องล้มจมอับปางลงไป อย่าได้รับทุกขเวทนา จาก ดิน น้ำ ไฟ ลม อันเป็นความโหดร้ายของธรรมชาติเลย

และขอให้ทุกคนตั้งตนไว้ชอบ ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะ ตั้งใจเรียน และเรียนเสียใหม่ เรียนให้เข้าใจ ยังไม่สาย เริ่มต้นได้แม้กระทั่งปริจเฉทที่กำลังเรียน เรียนให้เข้าใจ เพราะความเข้าใจนั้น ทำให้เราเข้าถึงธรรมได้ ขอให้ทุกคนถึงธรรมโดยเป็นพระอริยบุคคลได้โดยไวชาติ อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [10 พ.ย. 2554 , 14:11:52 น.] ( IP = 125.27.175.105 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org