มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปุจฉาวิสัชนาแก่นสภาวธรรม




ปุจฉาวิสัชนาแก่นสภาวธรรม



ถาม อะไรคือปัญญา?
อะไรเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานของปัญญา?
อะไรเป็นอานิสงส์?
อะไรเป็นความหมายของปัญญา?
ความดีชนิดไหนทำให้เกิดปัญญา?



ปัญญามีกี่ประเภท?
ตอบ : การที่จิตรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง นี้เรียกว่าปัญญา(๑) อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณาเห็นประโยชน์มิใช่ประโยชน์ นี้เรียกว่าปัญญา นี่เป็นความหมายตามนัยแห่งอภิธรรม



นิยามความหมายแห่งปัญญา
ถาม : อะไรคือปัญญา?
ตอบ : ปัญญา คือ ความรอบรู้ ญาณ การวิจัยธรรม การจำแนก การกำหนดหมายการวิจัยที่เป็นการศึกษาอันชำนาญและชาญฉลาด ในการพิจารณาก็เป็นการเห็นชัดเจนและได้ความรู้ปัญญาคือความฉลาด ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ปัญญาคือประทีป ปัญญาคือรัตนะ ความไม่หลง ธรรมวิจัย สัมมาทิฏฐิเหล่านี้เรียกว่า “ปัญญา”(๒)
ปัญญามีการบรรลุสัจจะเป็นลักษณะมีการค้นคว้าเป็นกิจ มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐานมีสัจจะ ๔ เป็นปทัฏฐาน และมีอริยสัจ ๔ เป็นปทัฏฐาน
อีกอย่างหนึ่ง ความเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นลักษณะของปัญญา การรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงเป็นกิจ การกำจัดความมืดคืออวิชชาเป็นปัจจุปัฏฐาน ปฏิสัมภิทา ๔ ตามหลักเหตุผล เป็นทัฏฐานของปัญญา



อานิสงส์ของปัญญา
ถาม : อะไร เป็นอานิสงส์ของปัญญา?
ตอบ : อานิสงส์ของปัญญา ไม่สามารถคำนวณได้ คำพรรณนาอานิสงส์ของปัญญาโดยสรุปมีดังต่อไปนี้

ความดีทั้งปวงสุกสว่างขึ้นมาได้เพราะปัญญา
ปัญญา ๒ ชนิดนำไปสู่ฌานชั้นสูง
บุคคลดำเนินไปสู่อริยมรรคและเห็นอริยผลคืออรหัตได้ด้วยปัญญา
ปัญญาเป็นธรรมอันยอดเยี่ยม เป็นดวงตาของทุกสิ่ง
ความเสื่อมแห่งปัญญา คือความไม่บริสุทธิ์
ความเจริญปัญญาไม่มีอะไรเทียบได้
บุคคลทำลายมิจฉาทิฏฐิทั้งปวงได้เพราะปัญญา
คนพาลทำความชั่วเพราะตัณหา
คนมีปัญญาไม่ถูกตัณหาลากไปเช่นนั้น จึงเป็นผู้สูงสุดกว่าใคร ๆ
ดำรงชีวิตโดยชอบและชี้ประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้าพวกเขาเป็นอยู่อย่างอิสระและเข้มแข็งได้เห็นทั้งทุกข์และสุขหลายรูปแบบและทราบปัจจัย เหตุ จิต วัตถุ กฎเกณฑ์
ปัญญานี้เป็นสัจจธรรม เป็นแหล่งของความดี
เพราะปัญญา บุคคลจึงบรรลุธรรมอันเลิศเพราะปัญญา บุคคลจึงถอนรากเหง้าของความชั่วคือโลภะ โทสะ โมหะ ความเกิด ความตาย และความชั่วอื่น ๆ ซึ่งไม่เคยมีใครถอนได้มาก่อน

ความหมายแห่งปัญญา
ถาม : อะไร เป็นความหมายแห่งปัญญา?
ตอบ : ปัญญา หมายถึง ญาณ และหมายถึงการสลัดตนออกไป (จากวัฏฏะ)
ถาม : ความดีชนิดไหนทำให้เกิดปัญญา?
ตอบ : ปัญญาเกิดขึ้นเพราะความดี ๑๑ อย่างนี้ คือ
(๑) การศึกษาความหมายของคัมภีร์ (๒) การทำความดีต่าง ๆ
(๓) การมีศีลบริสุทธิ์ (๔) สมถะและวิปัสสนา (๕) อริยสัจ ๔
(๖) ศิลปศาสตร์ (๗) การทำจิตให้สงบ (๘) การอยู่ในฌานตลอดกาลทุกเมื่อ
(๙) ทำจิตให้ปราศจากนิวรณ์ (๑๐) การไม่คบคนพาล (๑๑) การคบบัณฑิต



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:38:57 น.] ( IP = 58.11.90.160 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ทุกะ (ปัญญา ๒ ประเภท)
ถาม : ปัญญามีกี่ประเภท
ตอบ : ปัญญา ๒ ประเภทก็มี ปัญญา ๓ ประเภทก็มี ปัญญา ๔ ประเภทก็มี
ถาม : ปัญญา ๒ ประเภท คืออะไรบ้าง?
ตอบ : คือโลกิยปัญญา โลกุตรปัญญา(๓) ในที่นี้ ปัญญาที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคอริยผลเป็นโลกุตรปัญญา ส่วนปัญญาอย่างอื่นเป็นโลกกิยปัญญา และโลกิยปัญญาประกอบด้วยอาสวะ สังโยชน์ คันถะ เป็นโอฆะ โยคะ นิวรณ์ ผัสสะ สังสารวัฏและกิเลส ส่วนโลกุตรปัญญาปราศจากอาสวะ ไม่มีสังโยชน์ ไม่มีคันถะ ไม่มีโอฆะ ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีสังสารวัฏและไม่เป็นกิเลส



ติกะ(ปัญญา ๓ ประเภท) นัยที่ ๑
ปัญญา ๓ ประเภท คือจินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา(๔)
ในปัญญา ๓ ประเภทนั้น ปัญญาที่บุคคลได้มาโดยไม่ได้เรียนจากผู้อื่น เป็นปัญญาที่เกิดจากกรรมที่เป็นของแต่ละบุคคล หรือปัญญาที่ตรงกับความจริงเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือเกี่ยวกับศาสตร์ นี้เรียกว่าจินตามยปัญญา ปัญญาที่ได้มาโดยการเรียนจากผู้อื่น เรียกว่า สุตตมยปัญญา บุคคลเมื่อบำเพ็ญสมาธิ ทำปัญญาให้เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา



รูปขันธ์
ถาม : ขันธอุบายเป็นไฉน?
ตอบ : ขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
ถาม : รูปขันธ์เป็นไฉน?
ตอบ : มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปซึ่งอาศัยมหาภูตรูป(๑)



นิยามมหาภูตรูป
ถาม : มหาภูตรูป ๔ เป็นไฉน?
ตอบ : มหาภูตรูป ๔ คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ
ถาม : ปฐวีธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติแข็งและมั่นคง เรียกว่า ปฐวีธาตุ
ถาม : อาโปธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : สิ่งที่เป็นธรรมชาติไหลและเกาะกุม เรียกว่า อาโปธาตุ
ถาม : เตโชธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติร้อนและทำให้สุก เรียกว่า เตโชธาตุ
ถาม : วาโยธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : สิ่งที่เป็นธรรมชาติเคลื่อนไหวและรองรับ เรียกว่าวาโยธาตุ(๒)
โยคีใหม่ เอาชนะความลำบากใน ๒ ทาง กล่าวคือ พิจารณาธาตุเหล่านี้โดยย่อ และโดยพิสดาร เรื่องมหาภูตรูปนี้ โยคีควรจะเข้าใจตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ในจตุธาตุววัฏฐาน

อุปาทายรูป
ถาม : อุปาทายรูปเป็นไฉน?
ตอบ : อุปาทายรูปคือ จักขุประสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท กายประสาท รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ปริจเฉทรูป รูปลหุตา รูปมุทุตา รุปกัมมัญญตา อุปจยะ รูปสันตติ รูปชาติ รูปชรตา รูปอนิจจตา อาหารรูป(๓) หทัยวัตถุ มิทธรูป(๔)



จักขุประสาท
ถาม : จักขุประสาทเป็นไฉน?
ตอบ : จักขุประสาทคืออวัยวะที่เห็นรูป เมื่อรูปกระทบกับอวัยวะนี้แล้วจะเกิดจักขุวิญญาณขึ้น(๕) นี้เรียกว่า “จักขุประสาท” อนึ่ง จักขุประสาทที่อาศัยดวงตาซึ่งมีชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ๓ ชั้นอยู่รอบ ๆ ดวงตาดำและตาขาว และตาที่อยู่ในเนื้อเดียว ๕ ชั้นของเนื้อ เลือด ลม เสมหะ และน้ำเหลืองซึ่งมีขนาดเท่าเมล็ดฝิ่นครึ่งเมล็ด มีลักษณะคล้ายศีรษะเล็นสร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ตามอดีตกรรม(๖) และในที่ซึ่งมีเตโชธาตุมากกว่า เรียกว่า “จักขุประสาท” เหมือนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า “จักขุประสาทเป็นอวัยวะที่เห็นอารมณ์ซึ่งมีขนาดเล็กละเอียดเท่าศีรษะเล็น”(๗)



โสตประสาท
ถาม : โสตประสาทเป็นไฉน?
ตอบ : โสตประสาทคืออวัยวะที่ฟังเสียง เสียงเมื่อกระทบอวัยวะนี้จะเกิดโสตวิญญาณขึ้น นี้เรียกว่า “โสตประสาท” อนึ่ง โสตประสาทตั้งอยู่ภายในช่องหูทั้ง ๒ ที่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล อาศัยเยื่อแผ่นมีลักษณะคล้ายๆ ก้านเมล็ดถั่วเขียวซึ่งสร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ตามอดีตกรรม และเป็นที่ซึ่งมีอากาศธาตุมากกว่า เรียกว่า “โสตประสาท”(๘)



ฆานประสาทรูป
ถาม : ฆานประสาทรูปเป็นไฉน?
ตอบ : ฆานประสาทรูป คืออวัยวะที่สูดดมกลิ่น กลิ่นเมื่อกระทบกับอวัยวะนี้จะเกิดฆานวิญญาณขึ้น นี้เรียกว่า “ฆานประสาท” อนึ่ง ฆานประสาทตั้งอยู่ภายในจมูก ซึ่งมีอยู่ ๓ อนุรูป (๙) อาศัยช่องเล็ก ๆ อันหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกทองหลาง สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูปทั้ง ๔ ตามอดีตกรรมและตั้งอยู่ในที่มีวาโยธาตุมากกว่า เรียกว่า “ฆานประสาท”



ชิวหาประสาทรูป
ถาม : ชิวหาประสาทรูปเป็นไฉน?
ตอบ : ชิวหารูปเป็นอวัยวะรู้รส รสชาติต่าง ๆ เมื่อกระทบกับอวัยวะนี้จะเกิดชิวหาวิญญาณขึ้น นี้เรียกว่า “ชิวหาประสาท” อนึ่ง ชิวหาประสาทมีขนาดกว้าง ๒ นิ้ว มีรูปลักษณะคล้าย ๆ กับดอกอุบล(๑๐) ซึ่งตั้งอยู่ภายในชิ้นเนื้อของลิ้นที่สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ซึ่งเกิดจากอดีตกรรมและอยู่ในที่ที่มีอาโปธาตุมากกว่า เรียกว่า “ชิวหาประสาท”

กายประสาท
ถาม : กายประสาทเป็นไฉน?
ตอบ :กายประสาทรูปเป็นอวัยวะที่รู้การกระทบสัมผัสอวัยวะนี้แล้วกายวิญญาณจึงเกิดขึ้น นี้เรียกว่า “กายประสาท” อนึ่ง กายประสาทนี้ตั้งอยู่ทั่ว ๆ ไปในร่างกาย ยกเว้นที่ผม ขนเล็บ ฟัน และส่วนอื่นในร่างกาย ที่ปราศจากความรู้สึก ซึ่งสร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ตามกฎเกณฑ์แห่งอดีตกรรมและตั้งอยู่ในที่ที่มีปฐวีธาตุมากกว่า นี้เรียกว่า “กายประสาท”


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:41:22 น.] ( IP = 58.11.90.160 : : )


  สลักธรรม 2

ความแตกต่างระหว่างมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป
ถาม : อะไรคือความแตกต่างระหว่างมหาภูตรูป ๔ กับอุปาทายรูป?
ตอบ : เมื่ออาศัยซึ่งกันและกันแล้ว มหาภูตรูป ๔ จึงเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าอุปทายรูปจะเกิดขึ้นเพราะอาศัยมหาภูตรูป ๔ แต่ว่า มหาภูตรูป ๔ ไม่ได้อาศัยอุปาทายรูปเกิดขึ้น และอุปาทายรูปถ้าปราศจากมหาภูตรูป ๔ เสียแล้วเกิดขึ้นไม่ได้

ข้ออุปมาว่าด้วยไม้ ๓ อัน
มหาภูตรูป ๔ ควรที่จะทราบเหมือนไม้ ๓ อันค้ำกันและกัน อุปาทายรูปจากมหาภูตรูป ๔ ควรจะทราบเสมือนเงาที่แผ่กระจายไปโดยไม้ ๓ อันที่ยันค้ำกันอยู่ นี้เป็นความแตกต่างกันระหว่างรูปทั้ง ๒ ในที่นี้โยคีรู้ว่ารูป ๓๐ ทั้งหมดเหล่านี้มี ๕ ชนิด คือโดยการเกิดขึ้น กลาปะ ชาติต่างกัน รวมกัน



รูปโดยการเกิดขึ้น
ถาม : โดยการเกิดขึ้นอย่างไร?
ตอบ : รูปที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยของกรรมมี ๙ คือ จักขุประสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท กายประสาท อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ชีวิตินทรีย์ และหทัยรูป
รูปที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยของจิตมี ๒ คือ กายวิญญัติ และวจีวิญญัติ
รูปที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยของอุตุและจิตมี ๑ คือ สัททารมณ์
รูปที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยของอุตุ จิต และอาหารมี ๔ อย่าง คือ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา และมิทธรูป
รูปที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยของกรรม จิต อุตุ อาหารมี ๑๒ คือ รูปารมณ์ คันธารมณ์ รสารณ์ ปริจเฉทรูป อุปจยรูป สันตติรูป ชาติรูป อาหารรูป และมหาภูตรูป ๔
รูป ๒ คือ ชรตาและอนิจจตาไม่มีการเกิด อนึ่ง ชรตาอาศัยชาติและเมื่ออาศัยชรตา จึงเป็นอนิจจตา เพราะฉะนั้น บุคคลควรจะทราบลักษณะของรูปเหล่านี้ โดยการเกิดขึ้นดังนี้



รูปโดยกลาปะ
ถาม : โดยกลาปะอย่างไร?
ตอบ : กลาปะ ๙ เกิดโดยกรรม กลาปะ ๙ เกิดโดยจิต กลาปะ ๖ เกิดโดยอุตุ กลาปะ ๓ เกิดโดยอาหาร

ถาม : กลาปะ ๙ เกิดโดยกรรมเป็นไฉน?
ตอบ : คือจักขุทสกกลาปะ โสตทสกกลาปะ ฆานทสกกลาปะ ชิวหาทสกกลาปะ กายทสกกลาปะ อิตถีภาวทสกกลาปะ ปุริสภาวทสกกลาปะ วัตถุทสกกลาปะ ชีวิตนวกกลาปะ(๑๒)
ถาม : จักขุทสกกลาปะ (กลุ่ม ๑๐ ของจักขุ) เป็นไฉน?
ตอบ : คือธาตุ ๔ ของจักขุประสาทเป็นสมุฏฐานของจักขุทสกกลาปะ อนึ่ง จักขุทสกะนี้ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ สี กลิ่น รส โอชา ชีวิต และจักขุประสาททสกะนี้เกิดร่วมกันและจะไม่แยกจากกัน จึงเรียกว่ากลาปะ (กลุ่ม) และนี้เรียกว่า “จักขุทสกะ”
การเกิดขึ้นแห่งจักขุทสกะนี้เป็น “ชาติ” ความแก่ของจักขุทสกะ เรียกว่า “ชรตา” การทำลายของจักขุทสกะ เรียกว่า “อนิจจตา” สิ่งที่แบ่งเขตในระหว่างทสกะ เรียกว่า “ปริจเฉทธาตุ” สภาวธรรม ๔ อย่างเหล่านี้และกลาปะจะเกิดร่วมกัน เมื่อจักขุทสกะที่ ๑ แก่ ก็จะเกิดทสกะที่ ๒ ทสกะที่ ๑-๒ เหล่านี้ควรทราบว่าเป็น “กลาปะ” การเกิดขึ้นภายหลังเรียก่า “สันตติ”
สภาวธรรม ๖ เหล่านี้ย่อมจะเกิดร่วมกัน เมื่อทสกะที่ ๑ จะหมดกำลัง จักขุทสกะที่ ๒ จะทำให้ทสกะที่ ๓ เกิดขึ้น ในจำนวนจักขุทสกะเหล่านี้ ทสกะที่ ๑-๒ และจักขุทสกะที่ ๓ เรียกว่า “กลาปะ” การเกิดขึ้นภายหลัง เรียกว่า “สันตติ” เมื่อทสกะที่ ๑ แตกสลายไป ทสกะที่ ๒ ก็แก่ ทสกะที่ ๓ ก็เกิดขึ้น ทสกะเหล่านี้จะปรากฏขึ้นในขณะเดียวกัน ฉะนั้น จักขุทสกะเกิดดังนี้ ไม่มีใครสามารถจะเห็นได้ในระหว่าง เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก รวดเร็วจนกระทั่งโลกิยปัญญาไม่อาจจะรู้ได้ มีแต่โยคีเท่านั้นที่เห็นการสืบต่อซึ่งกันและกันของจักษุ เหมือนกระแสน้ำที่ไหล เหมือนเปลวไฟจากตะเกียง(๑๓) จักขุทสกะควรจะทราบอย่างนี้ ในทำนองเดียวกันก็ควรจะทราบโสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ อิตถีภาวทสกะ ปุริสภาวทสกะ ชีวิตนวกะโดยพิสดาร



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:42:55 น.] ( IP = 58.11.89.23 : : )


  สลักธรรม 3

ถาม : กลาปะ ๙ ที่เกิดโดยจิตเป็นไฉน?
ตอบ : คือสุทธอัฏฐกะ สุทธกายวิญญัตินวกะ สุทธจีวิญญัติสัตตกะ สุทธลหุตานวกะ ลหุตากายวิญญัติทสกะ ลหุตาวจีวิญญัติอทสกะ สุทธจักขุนวกะ จักขุกายวัญญัติทสกะ จักขุวจีวิยญัติอทสกะ
ถาม : สุทธอัฏฐกะที่เกิดขึ้นโดยจิตเป็นไฉน?
ตอบ : สุทธอัฏฐกะคือ มหาภูตรูป ๔ และสี กลิ่น รส และโอชาที่อาศัยธาตุ กลาปะ ๘ นี้เรียกว่า “สุทธอัฏฐกะ”
การเกิดขึ้นแห่งรูปเหล่านี้เป็น “ชาติ” ความแก่ของรูปเหล่านี้เป็น “ชรตา” การดับของรูปเหล่านี้ เป็น “อนิจจตา”
สภาวะที่แบ่งรูปเหล่านี้เป็นอากาสธาตุหรือปริจเฉทรูป และรูป ๔ คือชาติรูป ชรตารูป อนิจจตา รูป และปริจเฉทรูปเหล่านี้เกิดขึ้นในรูปกลาปะนี้ (สุทธอัฏฐกะ) ในขณะที่รูปเหล่านี้ดับไปสุทธอัฏฐกะนี้จะทำให้สุทธอักฐกะที่ ๒ ไม่อาจจะเกิดขึ้นในจิตดวงเดียวกันได้ การอธิบายเรื่องวิญญัติที่เหลือนอกจากนี้ ควรทราบในทำนองเดียวกันกับที่ได้อธิบายมาแล้ว

ถาม : กลาปะ ๖ ที่เกิดโดยอุตุเป็นไฉน?
ตอบ : กลาปะ ๖ คือสุทธอัฏฐกะ สุทธสัททนวกะ สุทธลหุตานวกะ ลหุตาสัททสกะ สุทธาจักขุนวกะ จักขุสัททนวกะ กลาปะภายนอกมี ๒ คือ สุทธอัฏฐกะ และสัททนวกะ
กลาปะที่เกิดโดยอุตุ อาหาร สันตติ กรรม และวัตถุก็ควรจะทราบเหมือนกัน กลาปะที่เหลือนอกจากนี้ ควรทราบเช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว
ชีวิตนวกะอันเป็นทิพย์จะสมบูรณ์ในกามธาตุและอายตนะของการกระทำ กลาปะ ๘ จะมีต่อไป เพราะชีวิต จมูก ลิ้น กาย ปุริสภาวะ หรืออิตถีภาวะและอารัมภะทั้ง ๓ ที่เริ่มต้นด้วยลหุตาและมิทธะ สภาวะเหล่านี้ไม่มีในรูปธาตุ ชีวิตนวกะอันเป็นทิพย์เกี่ยวกับอสัญญีสัตตพรหมอายตนะสัมผัสทั้งปวงมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลควรทราบโดยกลาปะอย่างนี้



รูปโดยชาติ
ถาม : รู้รูปโดยชาติอย่างไร?
ตอบ : รูปบุคคลควรจะรู้โดยการที่ชายหรือหญิงเข้าสู่ครรภ์ ระยะแรกนั้น รูป ๓๐ ย่อมเกิดขึ้น(๑๔) รูปเหล่านี้คือวัตถุทสกะ กายทสกะ อิตถีภาวทสกะหรือปุริสภาวทสกะ
ในกรณีที่บุคคลไม่ใช่ชายหรือหญิง มีรูป ๒๐ เกิดขึ้น คือวัตถุทสกะ และกายทสกะ(๑๕)
เมื่อบุคคลเกิดในกามภูมิ ชายหรือหญิงมีอินทรีย์และอายตนะซึ่งเร้าให้เกิดรูป ๗๐ ในขณะที่เกิด รูปเหล่านั้น คือ วัตถุทสกะ กายทสกะ จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ อิตพีภาวทสกะ หรือปุริสภาวทสกะ
เมื่อชายหรือหญิงตาบอดถือกำเนิดในฐานะอันลำบาก บุคคลเช่นนั้นจะเร้าให้เกิดรูป ๖๐ ในขณะเกิด คือ เว้นจักขุทสกะ (ตา) ในทำนองเดียวกัน บุคคลหนวกจะเร้าให้เกิดรูป ๖๐ เว้นโสตสทกะ (หู) บุคคลทั้งหูหนวกและตาบอดจะเร้าให้เกิดรูป ๕๐ กล่าวคือ(รูปทั้งหมด) เว้นจักขุทสกะ (ตา) และโสตทสกะ (หู) เมื่อบุคคลเกิดมาแล้ว ไม่มีทั้งเพศชายหรือหญิง ในขณะเริ่มต้นแก่กัลป์ (เวลาอันยาวนาน) ในฐานะที่ลำบาก มีอินทรีย์และอายตนะ บุคคลนั้นจะเร้าให้เกิดรูป ๖๐ ในขณะเกิดกล่าวคือ (รูปทั้งหมด) เว้นปุริสภาวทสกะ (เพศชาย) หรืออิตถีภาวทสกะ(เพศหญิง) บุคคลไม่มีทั้งเพศชายหรือเพศหญิงและเป็นคนตาบอดจะเร้าให้เกิดรูป ๕๐ กล่าวคือ (รูปทั้งหมด) เว้นโสตทสกะและปุริสภาวะหรืออิตถีภาวะ บุคคลไม่มีทั้งเพศชายหรือหญิงและเป็นคนทั้งตาบอดและหูหนวกจะเร้าให้เกิดรูป ๔๐ กล่าวคือ วัตถุทสกะ กายทสกะ ฆานทสกะ และชิวหาทสกะ พรหมจะเร้าให้เกิดรูป ๔๙ ในขณะที่เกิด รูปเหล่านั้นคือ วัตถุทสกะ จักขุทสกะ โสตทสกะ กายทสกะ และชีวิตนวกะ พวกอสัญญีสัตตพรหมจะเร้าให้เกิดรูป ๙ ในขณะที่เกิด กล่าวคือ ชีวิตนวกะ ฉะนั้น บุคคลควรจะทราบโดยชาติ ดังนี้



รูปโดยต่างกัน กลาปะ ๒ ในรูป
ถาม : รูปโดยต่างกันอย่างไร?
ตอบ : รูปทั้งหมดนั้นมี ๒ ชนิดคือ รูปหยาบและรูปละเอียด ในที่นี้รูป ๑๒ เป็นรูปหยาบ เพราะว่า เป็นรูปที่เป็นอายตนะภายในและภายนอกถูกกำหนดโดยการสัมผัสรูป ๑๘ที่เหลืออื่น ๆ เป็นรูปละเอียดเพราะว่าเป็นรูปที่ไม่ถูกกำหนดโดยการสัมผัสกัน

ถาม : รูปโดยรวมกันอย่างไร?
ตอบ : รูปทั้งปวงเป็นหนึ่ง เพราะว่า เป็นอเหตุกะ สเหตุกะ วิปปยุตจากปัจจัยเป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นสังขตะ เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาส เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นอพยากตธรรม ไม่มีอารมณ์ ไม่ใช่เจตสิก วิปปยุตจากจิต ไม่ใช่ธรรมที่สหรคตด้วยสุข ไม่ใช่ธรรมที่สหรคตด้วยทุกข์ เป็นธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา เป็นเนวเสกขานาเสกขะ เป็นกุล่มก็ไม่ใช่ไม่เป็นกลุ่มก็ไม่ใช่ ฉะนั้นโยคีควรทราบสภาวธรรมของรูปโดยรวมกันเป็นหนึ่ง ดังนี้ นี้เรียกว่า “รูปขันธ์”


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:46:23 น.] ( IP = 58.8.41.66 : : )


  สลักธรรม 4

เวทนาขันธ์
ถาม : เวทนาขันธ์เป็นไฉน?
ตอบ : เวทนาขันธ์เมื่อว่าโดยลักษณะ เวทนามี ๑ กล่าวคือ เป็นธรรมชาติรู้สึกทางใจเท่านั้น เมื่อว่าโดยอายตนะ เวทนามี ๒ คือ กายิกเวทนาและเจตสิกเวทนา เมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้ว เวทนามี ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุทกขมสุขเวทนา(๑๗) เมื่อว่าโดยธรรม เวทนามี ๔ คือกุศลเวทนา อกุศลเวทนา อัพยากตเวทนาและกรรมเวทนา เมื่อว่าโดยอินทรีย์ เวทนามี ๕ กล่าวคือ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ และอุเบกขินทรีย์(๑๘) เมื่อว่าโดยธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาว เวทนามี ๖ กล่าวคือ สุขเวทนามีอาสวะ สุขเวทนาไม่มีอาสวะ ทุกขเวทนามีอาสวะ ทุกขเวทนาไม่มีอาสวะ อุเบกขาเวทนามีอาสวะ อุเบกขาเวทนาไม่ที่อาสวะ เมื่อว่าโดยอุบายเวทนามี ๗ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนาชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา และมโนวิญญาณสัมผัสสชาเวทนา เมื่อว่าโดยพิสดาร เวทนามี ๑๐๘ กล่าวคือ เวทนา ๖ เกิดจากตัณหา เวทนา ๖ เกิดจากเนกขัมมะ เวทนา ๖ เกิดจากตัณหาที่มีทุกข์ เวทนา ๖ เกิดจากเนกขัมมะ ที่มีทุกข์ เวทนา ๖ เกิดจากตัณหาที่มีอุเบกขา และเวทนา ๖ เกิดจากเนกขัมมะที่มีอุเบกขา ๖x๖ เป็น ๓๖ และแบ่งออกเป็น ๓ กาล (อดีต อนาคต และปัจจุบัน) เวทนา ๓๖ เหล่านี้คูณด้วย ๓ จึงเป็น ๑๐๘ นี้เรียกว่า “เวทนาขันธ์”(๑๙)



สัญญาขันธ์
ถาม : สัญญาขันธ์ เป็นไฉน?
ตอบ : สัญญาขันธ์เมื่อว่าโดยลักษณะ สัญญามี ๑ เพราะใจหมายรู้อารมณ์ เมื่อว่าโดยธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาว สัญญามี ๒ กล่าวคือ สัญญาวิปัลลาส และสัญญาอวิปัลลาส เมื่อว่าโดยอกุศล สัญญามี ๓ กล่าวคือ กามสัญญา พยาบาทสัญญา และวิหิงสาสัญญา เมื่อว่าโดยกุศล สัญญามี ๓ กล่าวคือ เนกขัมมสัญญา อัพยาบาทสัญญา และอวิหิงสาสัญญา(๒๐) เมื่อว่าโดยความไม่รู้ธรรมชาติอันสำคัญของอายตนะ สัญญามี ๔ กล่าวคือ สัญญาว่างามในของไม่งาม สัญญาว่าสุขในสิ่งที่ทุกข์ สัญญาว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง สัญญาว่าตนในสิ่งที่ไม่ใช่ตน(๒๑) เมื่อว่าโดยความรู้ธรรมชาติอันสำคัญของอายตนะ สัญญามี ๔ กล่าวคือ อสุภสัญญา ทุกขสัญญา อนิจจสัญญา และอนัตตสัญญา ว่าตามหลักพระวินัย สัญญามี ๕ กล่าวคือ สัญญาในสิ่งที่น่าเกลียดว่าสวยงาม สัญญาในสิ่งที่น่าเกลียดว่าน่าเกลียด สัญญาในสิ่งที่งามว่างาม สัญญาในสิ่งที่สวยงามว่าน่าเกลียด และสัญญาในวิจิกิจฉา เมื่อว่าโดยอารมณ์ สัญญามี ๖ คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา(๒๒) เมื่อว่าโดยทวารสัญญามี ๗ คือ จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา มโนวิญญาณสัมผัสสชาสัญญา ฉะนั้น บุคคลควรทราบสัญญามีหลายประการนี้ เรียกว่า “สัญญาขันธ์”(๒๓)



สังขารขันธ์
ถาม : สังขารขันธ์เป็นไฉน?
ตอบ : สังขารขันธ์กล่าวคือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ชีวิตินทรีย์ การละนิวรณ์ อโลภะ อโทสะ หิริ โอตตัปปะ ปัสสัทธิ ฉันทะ อธิโมกข์ อุเบกขา มนสิการ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา โกสัชชะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และเจตสิกธรรมอื่น ๆ เว้นเวทนาและสัญญาเสียแล้ว นอกจากนั้นเป็นสังขารขันธ์(๒๔)


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:48:48 น.] ( IP = 61.90.26.161 : : )


  สลักธรรม 5

อุปมา ๓๑ ข้อ
ในที่นี้ ผัสสะ หมายถึง จิตกระทบอารมณ์เหมือนแสงพระอาทิตย์ส่องแสงกระทบกำแพง(๒๕) ผัสสะนี้เป็นสมุฏฐานของสัญญา
เจตนา หมายถึงความไหวของจิต เหมือนกับการเคลื่อนไหวของเท้าหรือเหมือนกับนั่งร้านสำหรับสร้างบ้าน เจตนานี้เป็นปทัฏฐานของทวารและอารมณ์
วิตก คือการทำงานทางจิตเหมือนกับการท่องบทสวดมนต์โดยขึ้นใจมีสัญญาเป็นปทัฏฐาน
วิจาร คือการพิจารณาอารมณ์ทางจิต เหมือนกับความคิดที่คอยติดตามความหมาย มีวิตกเป็นปทัฏฐาน
ปีติ คือความดีใจ เหมือนกับบุคคลได้บางสิ่งบางอย่าง มีความดีใจเป็นปทัฏฐาน
ศรัทธา คือความบริสุทธิ์ของจิต เหมือนกับบุคคลทำน้ำให้สะอาดบริสุทธิ์โดยร่ายเวทมนตร์คาถา มีองค์ ๔ ของพระโสดาบันเป็นปทัฏฐาน(๒๖)
วิริยะ คือความเข้มแข็งของจิต เหมือนโคที่กำลังลากสัมภาระอันหนัก มีสังเวควัตถุ ๘ เป็นปทัฏฐาน(๒๗)
สติ คือการคุ้มครองรักษาจิต เหมือนกับน้ำมันรักษาบาตร มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นปทัฏฐาน
สมาธิ คือความที่จิตเป็นหนึ่ง เหมือนกับประทีปหลังวังหลวง มีฌาน ๔ เป็นปทัฏฐาน
ปัญญา คือการเห็นด้วยจิต เหมือนกับบุคคลที่มีดวงตา(๒๘) มีอริยสัจ๔ เป็นปทัฏฐาน
ชีวิตินทรีย์ คือธรรมที่ปราศจากรูป นี้คือชีวิต เหมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงใบบัว(๒๙) มีนามและรูปเป็นปทัฏฐาน
การละนิวรณ์ คือความเป็นอิสระจากความชั่วของจิต เหมือนกับบุคคลที่ปรารถนาให้ชีวิตมีความสุขก็หลีกเลี่ยงจากยาพิษ(๓๐) มีการเจริญฌานเป็นปทัฏฐาน
อโลภะ คือการขจัดอุปาทานออกไปจากจิต เหมือนกับบุคคลผู้กำจัดสิ่งที่ทรมานตัวเขามีเนกขัมมะเป็นปทัฏฐาน
อโทสะ คือสภาวะของจิตที่ไม่โกรธ เหมือนกับหนังแมว(๓๑) มีอัปปมัญญา ๔ เป็นปทัฏฐาน
หิริ คือความรู้สึกละอายต่อตัวเองเมื่อทำผิด เหมือนบุคคลรังเกียจอุจจาระและปัสสาวะ(๓๒) มีการเคารพตัวเองเป็นปทัฏฐาน
โอตตัปปะ คือความกลัวต่อการทำผิดเหมือนกับกลัวต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือตน มีการเคารพผู้อื่นเป็นปทัฏฐาน(๓๓)
ปัสสัทธิ คือการระงับความตื่นเต้นของจิต เหมือนกับการอาบน้ำเย็นในหน้าร้อน มีปีติเป็นปทัฏฐาน
ฉันทะ คือความปรารถนาจะทำความดี เหมือนกับผู้มีศรัทธาในการให้ทาน มีอิทธิบาท ๔ เป็นปทัฏฐาน
อธิโมกข์ คือความตกใจ เหมือนกับกระแสน้ำที่ไหลพุ่มลงสู่ที่ต่ำ(๓๔) มีวิตกวิจารเป็นปทัฏฐาน
อุเบกขา คือสภาวะของจิตที่ไม่โอนเอนไปมา เหมือนกับบุคคลประคองตาชั่ง(๓๕) มีวิริยะและสภาวธรรมอื่นๆ เป็นปทัฏฐาน
มนสิการ คือการกำหนดจิต เหมือนกับนายท้ายเรือ มีทั้งกุศลและอกุศลเป็นปทัฏฐาน



โลภะ คือความแนบสนิทของจิต เหมือนกับห่านมีรูปที่น่ารักและน่าปรารถนาเป็นปทัฏฐาน
โทสะ คือความวุ่นวายของจิต เหมือนงูพิษ(๓๖) ที่ทำให้โกรธ มีโกธวัตถุ ๑๐ เป็นปทัฏฐาน
โมหะ คือความมืดมนของจิต เหมือนกับบุคคลไม่มีตา(๓๗) มีวิปัลลาส ๔ เป็นปทัฏฐาน
มานะ คือความถือตัวของจิต เหมือนกับบุคคล ๒ คนกำลังต่อสู้กัน มีธรรม ๓ ประเภทเป็นปทัฏฐาน
ทิฏฐิ คือความหมกหมุ่นของจิตเปรียบประดุจคนตาบอดคลำช้าง(๓๘) มีการไม่สำรวมระวังต่อเสียงของบุคคลอื่นเป็นปทัฏฐาน
อุทธัจจะ คือสภาวะของจิตที่ไม่สงบ เหมือนกับน้ำที่กำลังเดือดพล่านอยู่ มีความกังวลเป็นปทัฏฐาน
กุกกุจจะ คือความเดือดร้อนรำคาญของจิต เปรียบเหมือนการใฝ่ต่ำ มีการพลัดพรากจากความดีอันเนื่องมาจากการทำความชั่วเป็นปทัฏฐาน
วิจิกิจฉา คือความกระวนกระวายของจิตในอารมณ์ต่างๆ เหมือนกับนักท่องเที่ยว เที่ยวไปถึงสถานที่ไกลแล้วหลงทาง ๒ แพร่ง(๓๙) มีมนสิการที่ตั้งไว้ผิดเป็นปทัฏฐาน
โกสัชชะ คือความไม่เอาใจใส่ของจิต เหมือนกับงูจำศีล มีโกสัชชวัตถุ ๘ เป็นปทัฏฐาน
อหิริกะ คือสภาวะของจิตซึ่งไม่ละอายต่อการทำความชั่ว เหมือนกับคนจัณฑาล มีความไม่เคารพเป็นปทัฏฐาน
อโนตตัปปะ คือความไม่กลัวของจิตต่อการกระทำชั่ว เหมือนกับพระราชาที่ดุร้าย มีความไม่มีคารวตา ๖ ประการ เป็นปทัฏฐาน
สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่า “สังขารขันธ์”

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:50:07 น.] ( IP = 61.90.26.161 : : )


  สลักธรรม 6

วิญญาณขันธ์
ถาม : วิญญาณขันธ์เป็นไฉน?
ตอบ : วิญญาณขันธ์ คือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ
ในที่นี้ จักขุวิญญาณเป็นความรู้รูปโดยอาศัยตา นี้เรียกว่า “จักขุวิญญาณ”
โสตวิญญาณเป็นความรู้เสียงโดยอาศัยหู นี้เรียกว่า “โสตวิญญาณ”
ฆานวิญญาณเป็นความรู้กลิ่นโดยอาศัยจมูก นี้เรียกว่า “ฆานวิญญาณ”
ชิวหาวิญญาณเป็นความรู้สนโดยอาศัยลิ้น นี้เรียกว่า “ชิวหาวิญญาณ”
กายวิญญาณเป็นความรู้โผฏฐัพพะโดยอาศัยกาย นี้เรียกว่า “กายวิญญาณ”
มโนธาตุอาศัยปัญจทวาราวัชชนะ และรับอารมณ์ที่ปรารถนาและไม่น่าปรารถนา การรู้รูปเป็นต้นหลังจากปัญจวิญญาณ เรียกว่า มโนธาตุ
วิญญาณนอกจากวิญญาณทั้ง ๖ ประเภทเรียกว่ามโนวิญญาณธาตุ
วิญญาณ ๗ เหล่านี้บัณฑิตควรทราบโดย ๓ ทางเหล่านี้คือ โดยอายตนะ โดยอารมณ์ และโดยสภาวธรรม



โดยอายตนะและอารมณ์
ถาม : ควรทราบวิญญาณโดยอายตนะและอารมณ์อย่างไร?
ตอบ : ปัญจวิญญาณเป็นสภาวธรรมที่แตกต่างกันโดยอายตนะและโดยอารมณ์มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยอายตนะ ปัญจวิญญาณเป็นอารมณ์ของมโนธาตุ วิญญาณ ๖ เป็นอารมณ์ของมโนวิญญาณธาตุ ปัญจวิญญาณโดยสภาวะแล้วเป็นภายใน โดยอายตนะ แล้วเป็นภายใน โดยอารมณ์แล้วเป็นภายนอก มโนธาตุโดยสภาวะแล้วเป็นภายใน โดยอายตนะแล้วเป็นภายนอก โดยอารมณ์แล้วเป็นภายนอก มโนวิญญาณของาตุโดยสภาวะแล้วเป็นภายในโดยอายตนะแล้วเป็นภายนอกโดยอารมณ์แล้วเป็นทั้งภายในและภายนอกในเรื่องวิญญาณ ๖ มีอายตนะและอารมณ์มีมาจากอดีต ในเรื่องมโนวิญญาณธาตุ การสร้างอายตนะย่อมปรากฏในขณะคิด ไม่มีอารมณ์ของอายตนะในอรูปภูมิ เพราะว่าอายตนะต้องถูกสร้างขึ้นก่อน วิญญาณควรจะทราบโดยอายตนะและอารมณ์ดังนี้



โดยอารมณ์
ถาม : ควรทราบวิญญาณโดยอารมณ์อย่างไร?
ตอบ : วิญญาณ ๕ แต่ละอย่างมีข้อจำกัด วิญญาณ ๕ เหล่านี้ไม่ถูกสร้างขึ้นโดยวิญญาณด้วยกัน วิญญาณ ๕ เหล่านี้เกิดไม่ก่อนและไม่หลังและไม่เกิดแยกจากกัน สภาวะทั้งหมดไม่สามารถจะได้โดยปัญจวิญญาณ การเกิดขึ้นในครั้งแรกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นอาจจะถูกรู้ได้ สภาวะทั้งหมดไม่สามารถจะรู้ได้โดยมโนธาตุ เพียงแต่สภาวะที่เป็นไปในจิตเท่านั้น ที่จะถูกรู้ได้ โดยวิญญาณ ๖ ไม่มีการตั้งอิริยาบถอยู่ได้
โดยชวนะ จึงมีการตั้งอยู่ โดยวิญญาณ ๖ จึงไม่มีการตั้งมั่นของกายกรรมและวจีกรรม(โดยชวนะ กายกรรมและวจีกรรมจึงตั้งมั่น)
สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ไม่ได้ตั้งอยู่โดยวิญญาณ ๖ แต่ว่า สภาวธรรมเหล่านี้จะตั้งอยู่ได้ด้วยชวนะเท่านั้น
โดยวิญญาณ ๖ บุคคลไม่เข้าหรือออกจากสมาธิ โดยชวนะเท่านั้นที่บุคคลเข้าสมาธิและสงบสติอารมณ์ได้โดยมีชัยชนะต่อธรรมที่เป็นข้าศึก ไม่มีสิ่งใดเป็นเหตุให้ดับหรือให้เกิดเพราะวิญญาณ ๖
เพราะการชนะสภาวธรรมที่เป็นข้าศึกการดับและการเกิดจึงมีได้ มโนวิญญาณธาตุเกิดแต่วิบาก บุคคลไม่หลับ ตื่นหรือฝัน เพราะวิญญาณ ๖ บุคคลหลับเพราะสิ่งตรงกันข้าม เพราะแสงสว่างอันละเอียดอ่อน บุคคลจึงตื่น เพราะชวนะบุคคลจึงฝัน บุคคลควรทราบวิญญาณโดยอารมณ์ดังนี้

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:51:31 น.] ( IP = 61.90.26.161 : : )


  สลักธรรม 7

โดยสภาวธรรม
ถาม : ควรทราบวิญญาณโดยสภาวธรรมอย่างไร?
ตอบ : ปัญจวิญญาณมีวิตกวิจาร มโนธาตุมีวิตกวิจาร มโนวิญญาณธาตุมีวิตกวิจารหรือไม่มีวิตกมีแต่วิจารหรือว่าไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัญจวิญญาณทำงานร่วมกับอุเบกขา กายวิญญาณทำงานร่วมกับสุขหรือทุกข์ มโนวิญญาณธาตุทำงานร่วมกับปีติหรือทุกข์หรืออุเบกขา ปัญญจวิญญาณเป็นวิบาก มโนธาตุเป็นทั้งวิบากและอัพยากฤต มโนวิญญาณธาตุเป็นกุศล หรืออกุศลหรือวิบากหรืออัพยากฤต วิญญาณทั้งหกไม่เกิดโดยปราศจากปัจจัยจึงเป็นโลกิยธรรม เป็นสาสวะ เป็นคันถะ เป็นสังโยชน์ เป็นโอฆะ เป็นโยคะ เป็นนิวรณ์ เป็นปรามาส เป็นอุปาทาน เป็นกิเลส ไม่สามารถกำจัดได้โดยการพิจารณาดูหรือว่าโดยการเข้าฌานสมาบัติเป็นกลุ่มก็ไม่ใช่หรือว่าไม่เป็นกลุ่มก็ไม่ใช่ เป็นเนวเสกขานาเสกขา เป็นสังโยชน์ของกามภูมิ ไม่ตั้งมั่นและไม่เป็นยานพาหนะ มโนวิญญาณธาตุนั้นเป็นสภาวธรรมที่ทำลายกิเลสให้เสื่อมสูญ กระนั้นบุคคลควรทราบความผิดแผกแตกต่างของวิญญาณโดยสภาวธรรม ดังนี้ นี้เรียกว่า “วิยญาณขันธ์” บุคคลควรทราบ “ขันธ์ ๕” อย่างนี้
อนึ่ง บุคคลควรทราบคุณลักษณะเฉพาะของขันธ์ ๕ โดย ๔ ทาง คือ โดยความหมายของคำ โดยลักษณะ โดยแยกแยะ และโดยสงเคราะห์



โดยความหมายของคำ
ถาม : ขันธ์ ๕ โดยความหมายของคำอย่างไร?
ตอบ : รูปหมายถึงสิ่งที่สามารถเห็นได้ เวทนาหมายถึงความรู้สึก สัญญาหมายถึง ความจำได้หมายรู้ สังขารหมายถึงการปรุงแต่ง วิญญาณหมายถึงความรับรู้ ขันธ์หมายถึงประเภทและกลุ่ม บุคคลควรทราบโดยความหมายของคำดังนี้


โดยลักษณะ
ถาม : ขันธ์ ๕ โดยลักษณะอย่างไร?
ตอบ : รูปเป็นลักษณะของตนเหมือนกับหนาม มีมหาภูตรูป ๔ เป็นปทัฏฐาน
ลักษณะของเวทนาคือความรู้สึก เหมือนกับการไม่ชอบคนขี้เรื้อน มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน การอุปถัมภ์ค้ำจุนเป็นลักษณะของสัญญาเหมือนจินตภาพ มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน
ลักษณะของสังขารคือการรวมกลุ่ม เหมือนกับการหมุนของล้อรถ มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน
ลักษณะของวิญญาณคือการับรู้ เหมือนกับการรู้รส มีนามและรูปเป็นปทัฏฐาน
บุคคลควรทราบขันธ์ ๕ โดยลักษณะดังนี้

โดยแยกแยะ
ถาม : ขันธ์ ๕ โดยแยกแยะอย่างไร?
ตอบ : ขันธ์แยกแยะออกเป็น ๓ อย่างคือ ขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ และธรรมขันธ์ ๕ ในที่นี้ ขันธ์ ๕ คือสังขตธรรมทั้งสิ้น อุปาทานขันธ์ ๕ คือ สาสวธรรมทั้งสิ้น ธรรมขันธ์ ๕ คือ ศีลขัน์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์(๔๐) และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ในที่นี้ ขันธ์หมายถึงขันธ์ ๕



โดยสงเคราะห์
ถาม : ขันธ์ ๕ โดยสงเคราะห์อย่างไร?
ตอบ : มีสงเคราะห์ ๓ คือ อายตนะสงเคราะห์ ธาตุสงเคราะห์ สัจจสงเคราะห์ ในที่นี้ รูปขันธ์ถูกสงเคราะห์เข้าในอายตนะ ๑๑ ขันธ์ ๓ ถูกสงเคราะห์เข้าใจธรรมายตนะ วิญญาณขันธ์ ถูกสงเคราะห์เข้าในมนายตนะ
รูปขันธ์สงเคราะห์เข้าในธาตุ ๑๑
ขันธ์ ๓ สงเคราะห์เข้าในธรรมธาตุ
วิญญาณขันธ์ สงเคราะห์เข้าในธาตุ ๗
จำแนก
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยจำแนกอย่างไร?
ตอบ : อารมณ์ ๓ ชนิดสำเร็จที่จักขุทวาร คือ อติมหันตารมณ์ มหันตารมณ์ และปริตรตารมณ์ บรรดาอารมณ์เหล่านี้ อติมหันตารมณ์ เกิดครบ ๗ ขั้นตอน และเกิดในอเวจีมหานรก นั่นคือหลังจากภวังค์ก็ตามด้วยอาวัชชนะ สัมปฏิจฉนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ ชวนะ และ ตทารัมมณะ

อุปมาว่าด้วยด้าย
ในที่นี้ ภวังค์ก็คือมนินทรีย์ของภพเป็นเหมือนกับการขึงเส้นด้าย(๔๒) อาวัชชนะเกิดขึ้นโดยอาศัยรูปารมณ์ที่จักขุทวารเป็นปัจจัย เมื่อรูปารมณ์เข้ามาสู่คลอง(แห่งการเห็น) ภวังค์ก็ไหวและตามด้วยจักขุทวาราวัชชนะ ต่อจากนั้นอาวัชชนะที่อาศัยจักขุตามด้วยทัสสนะ (การเห็น) จากนั้นเป็นสัมปฏิจฉนะ คือ รับอารมณ์ซึ่งต่อด้วยสันตีรณะสอบสวนอารมณ์และตามด้วยโวฏฐัพพนะตัดสินอารมณ์ ต่อจากโวฏฐัพนะก็คือชวนะ(อ่าน:ชะ-วะ-นะ) ซึ่งมีขึ้นตามกรรม ต่อจากชวนะนี้ซึ่งใช้ในความหมายของการรับรู้เต็มที่ไม่ใช่ในความหมายอัพยากฤตก็ตามด้วยตทารัมมณะ หลังจากนั้นจิตตกภวังค์


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:52:49 น.] ( IP = 61.90.26.161 : : )


  สลักธรรม 8

ข้ออุปมาว่าด้วยมะม่วง
ถาม : ข้ออุปมาอุปไมยเป็นไฉน?
ตอบ : พระราชาทรงบรรทมในห้องบรรทมของพระองค์มีประตูปิดอยู่ หญิงปริจาริกาคนหนึ่งกำลังนวดพระบาทของพระองค์ พระราชินีประทับนั่งข้างเคียงพระองค์ เสนาบดีและมหาดเล็กนั่งเป็นแถวตรงพระพักตร์ คนหูหนวกเป็นยามประตูนั่งพิงประตูอยู่ ในขณะนั้น คนเฝ้าสวนของพระราชานำผลมะม่วงมาแล้วเคาะประตู เมื่อได้ยินเสียง พระราชาก็ทรงตื่นจากบรรทมและตรัสกะหญิงปริจาริกาว่า “ไปเปิดประตู” หญิงปริจาริกาเดินไปหายามเผ้าประตูและบอกแก่เขาด้วยภาษาท่าทาง ยามเฝ้าประตูหูหนวกคนนั้นเข้าใจความต้องการของหล่อน จึงเปิดประตูและได้เห็นผลมะม่วง พระราชาจับมีดมาถือไว้ หญิงปริจาริกานำผลมะม่วงมาแล้วยื่นผลมะม่วงให้แก่เสนาบดี ฝ่ายเสนาบดียื่นถวายผลมะม่วงแก่พระราชินี ส่วนพระราชินีล้างผลมะม่วงและคัดผลมะม่วงสุกออกจากผลมะม่วงดิบ วางผลมะม่วงสุกเหล่านั้นไว้ในจานและถวายผลมะม่วงเหล่านั้นแก่พระราชา เมื่อได้รับผลมะม่วงเหล่านั้นแล้วพระราชาทรงเสวยผลมะม่วง หลังจากเสวยผลมะม่วงแล้ว พระราชาก็พรรณนาคุณและโทษของผลมะม่วง หลังจากนั้นแล้วพระราชาก็ทรงบรรทมอีก
พระราชาทรงบรรทมหลับเป็นภวังค์
คนเฝ้าสวนของพระราชานำผลมะม่วงมาและใดเคาะประดูเป็นผัสสะ(การกระทบ) ของรูปารมณ์ในจักขุทวาร
การตื่นจากการบรรทมของพระราชาเพราะการเคาะที่ประตูและคำสั่งของพระองค์ที่ให้เปิดประตูเป็นภวังคจนะ (ความไหวของภวังค์)
ภาษาท่าทางของหญิงปริจาริกาในการขอร้องให้ยามเฝ้าประตูเปิดประตูเป็นอาวัชชนะ
การเปิดประตูโดยคนยามเฝ้าประตูหูหนวกและแลเห็นผลมะม่วงเป็นจักขุวิญญาณ
การที่พระราชาทรงจับมีดและการที่หญิงปริจาริกายื่นผลมะม่วงให้แก่เสนาบดีเป็นสัมปฏิจฉนะ (การรับอารมณ์)
การที่เสนาบดียื่นถวายผลมะม่วงแก่พระราชินีเป็นสันตีรณะ (การสอบสวนอารมณ์)
การล้าง การคัดเลือก และการวางผลมะม่วงไว้ในจาน ตลอดทั้งการยื่นถวายผลมะม่วงแก่พระราชาเป็นโวฏฐัพพนะ(การตัดสินอารมณ์)
การที่พระราชาเสวยผลมะม่วงเป็นชวนะ (การเสวยอารมณ์)
การพรรณนาที่พระราชาทรงพรรณนาคุณและโทษของผลมะม่วงเป็นตทารัมมณะ
การบรรทมของพระราชาอีกครั้ง ก็เป็นการตกภวังค์
ในกรณีนี้ วิญญาณที่อาศัยผัสสะของมหันตารมณ์ที่จักขุทวารเป็นไปจนถึงชวนะแล้วตกภวังค์ทันที เมื่ออาศัยผัสสะของปริตรตารมณ์ที่จักขุทวาร วิญญาณเป็นไปถึงโวฐัพพนะแล้วก็ตกภวังค์ทันที ในทำนองเดียวกัน ความเป็นไปอาวัชชนะที่ทวารอื่น ๆ มีโสตทวารเป็นต้นก็ควรจะทราบในทำนองเดียวกัน ในมโนทวารไม่มีผัสสะกับอารมณ์ภายนอก ในกรณีนี้ อติมหันตารมณ์ เกิดขึ้นตอน ๓อย่างหลังจากภวังคจลนะ กล่าวคือ อาวัชชนะ ชวนะ และ ตทารัมมณะ ในส่วนของมหันตารมณ์และปริตรตารมณ์มีขั้นตอน ๒ อย่างคือ อาวัชชนะและชวนะ ในกรณีนี้ เวทนาและสัญญาควรจะทราบโดยปัจจัยต่าง ๆ
เมื่ออาศัยปัจจัยแห่งสัมมามนสิการและมิจฉามนสิการแล้ว ควรจะทราบว่ากุศลและอกุศลมีหลายอย่าง
เพราะฉะนั้นบุคคลควรจะทราบโดยอาศัยการจำแนกดังนี้



โดยสงเคราะห์
ถาม : อายตนะ ๑๒ โดยสงเคราะห์อย่างไร?
ตอบ : การสงเคราะห์มี ๓ กล่าวคือขันธสงเคราะห์ ธาตุสงเคราะห์ และสัจจสงเคราะห์ ในที่นี้ อายตนะ ๑๐ สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์ มนายตนะสงเคราะห์เข้าใจวิญญาณขันธ์ธรรมายตนะยกเว้นนิพพานสงเคราะห์เข้าในขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ สงเคราะห์เข้าในธาตุ ๑๑ มนายตนะสงเคราะห์เข้าในธาตุ ๗ อายตนะภายใน ๕ สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจ อายตนะภายนอก ๕ สงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจก็ได้ ธรรมายตนะสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจก็ได้ นี้เรียกว่า “อายตนอุบาย”
อายตนอุบายจบ



ธาตุอุบาย
ถาม : ธาตุอุบายเป็นไฉน?
ตอบ : ธาตุมี ๑๘ กล่าวคือจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิยญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ วิชหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุและมโนวิญญาณธาตุ(๔๓)
ในที่นี้ จักขวายตนะเป็นจักขุธาตุ รูปเป็นรูปธาตุ จักขุวิญญาณเป็นจักขุวิญญาณธาตุ ในทำนองเดียวกัน ธาตุเหล่าอื่นอีก ก็ควรจะทราบ ดังนี้ มโนทวาราวัชชนะแปลความหมายของอารมณ์ ส่วนมโนธาตุตัดสินวิบาก


มโนธาตุเป็นมนายตนะ วิญญาณทุกชนิดเว้นธรรมธาตุและวิญญาณ ๖ เป็นมโนวิญญาณธาตุ อายตนะที่เหลือได้กล่าวพรรณนาไว้แล้วโดยพิสดารในเรื่องอายตนะ ในที่นี้ ธาตุ ๑๐ สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์ ธรรมธาตุยกเว้นนิพพานสงเคราะห์เข้าในขันธ์ ๔ ธาตุ ๗ สงเคราะห์เข้าในวิญญาณขันธ์ ธาตุ ๑๑ สงเคราะห์เข้าในอายตนะภายในและภายนอก ๑๑ ธาตุ ๗ สงเคราะห์เข้าในมนายตนะ ธาตุ ๑๑ สงเคราะห์ในทุกขสัจ ธาตุ ๕ สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจหรือไม่สงเคราะห์ในทุกขสัจก็ได้ ธรรมธาตุสงเคราะห์เข้าในสัจจะ ๔ หรือไม่สงเคราะห์เข้าในสัจจะ ๔ ก็ได้ มโนวิญญาณธาตุสงเคราะห์เข้าในทุกขสัจหรือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกขสัจก็ได้


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ธ.ค. 2554 , 09:53:51 น.] ( IP = 61.90.26.161 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org