
ทุกะ (ปัญญา ๒ ประเภท)
ถาม : ปัญญามีกี่ประเภท
ตอบ : ปัญญา ๒ ประเภทก็มี ปัญญา ๓ ประเภทก็มี ปัญญา ๔ ประเภทก็มี
ถาม : ปัญญา ๒ ประเภท คืออะไรบ้าง?
ตอบ : คือโลกิยปัญญา โลกุตรปัญญา(๓) ในที่นี้ ปัญญาที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคอริยผลเป็นโลกุตรปัญญา ส่วนปัญญาอย่างอื่นเป็นโลกกิยปัญญา และโลกิยปัญญาประกอบด้วยอาสวะ สังโยชน์ คันถะ เป็นโอฆะ โยคะ นิวรณ์ ผัสสะ สังสารวัฏและกิเลส ส่วนโลกุตรปัญญาปราศจากอาสวะ ไม่มีสังโยชน์ ไม่มีคันถะ ไม่มีโอฆะ ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีสังสารวัฏและไม่เป็นกิเลส
ติกะ(ปัญญา ๓ ประเภท) นัยที่ ๑
ปัญญา ๓ ประเภท คือจินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา(๔)
ในปัญญา ๓ ประเภทนั้น ปัญญาที่บุคคลได้มาโดยไม่ได้เรียนจากผู้อื่น เป็นปัญญาที่เกิดจากกรรมที่เป็นของแต่ละบุคคล หรือปัญญาที่ตรงกับความจริงเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือเกี่ยวกับศาสตร์ นี้เรียกว่าจินตามยปัญญา ปัญญาที่ได้มาโดยการเรียนจากผู้อื่น เรียกว่า สุตตมยปัญญา บุคคลเมื่อบำเพ็ญสมาธิ ทำปัญญาให้เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
รูปขันธ์
ถาม : ขันธอุบายเป็นไฉน?
ตอบ : ขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
ถาม : รูปขันธ์เป็นไฉน?
ตอบ : มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปซึ่งอาศัยมหาภูตรูป(๑)
นิยามมหาภูตรูป
ถาม : มหาภูตรูป ๔ เป็นไฉน?
ตอบ : มหาภูตรูป ๔ คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ
ถาม : ปฐวีธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติแข็งและมั่นคง เรียกว่า ปฐวีธาตุ
ถาม : อาโปธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : สิ่งที่เป็นธรรมชาติไหลและเกาะกุม เรียกว่า อาโปธาตุ
ถาม : เตโชธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติร้อนและทำให้สุก เรียกว่า เตโชธาตุ
ถาม : วาโยธาตุเป็นไฉน?
ตอบ : สิ่งที่เป็นธรรมชาติเคลื่อนไหวและรองรับ เรียกว่าวาโยธาตุ(๒)
โยคีใหม่ เอาชนะความลำบากใน ๒ ทาง กล่าวคือ พิจารณาธาตุเหล่านี้โดยย่อ และโดยพิสดาร เรื่องมหาภูตรูปนี้ โยคีควรจะเข้าใจตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ในจตุธาตุววัฏฐาน
อุปาทายรูป
ถาม : อุปาทายรูปเป็นไฉน?
ตอบ : อุปาทายรูปคือ จักขุประสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท กายประสาท รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ปริจเฉทรูป รูปลหุตา รูปมุทุตา รุปกัมมัญญตา อุปจยะ รูปสันตติ รูปชาติ รูปชรตา รูปอนิจจตา อาหารรูป(๓) หทัยวัตถุ มิทธรูป(๔)
จักขุประสาท
ถาม : จักขุประสาทเป็นไฉน?
ตอบ : จักขุประสาทคืออวัยวะที่เห็นรูป เมื่อรูปกระทบกับอวัยวะนี้แล้วจะเกิดจักขุวิญญาณขึ้น(๕) นี้เรียกว่า จักขุประสาท อนึ่ง จักขุประสาทที่อาศัยดวงตาซึ่งมีชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ๓ ชั้นอยู่รอบ ๆ ดวงตาดำและตาขาว และตาที่อยู่ในเนื้อเดียว ๕ ชั้นของเนื้อ เลือด ลม เสมหะ และน้ำเหลืองซึ่งมีขนาดเท่าเมล็ดฝิ่นครึ่งเมล็ด มีลักษณะคล้ายศีรษะเล็นสร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ตามอดีตกรรม(๖) และในที่ซึ่งมีเตโชธาตุมากกว่า เรียกว่า จักขุประสาท เหมือนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า จักขุประสาทเป็นอวัยวะที่เห็นอารมณ์ซึ่งมีขนาดเล็กละเอียดเท่าศีรษะเล็น(๗)
โสตประสาท
ถาม : โสตประสาทเป็นไฉน?
ตอบ : โสตประสาทคืออวัยวะที่ฟังเสียง เสียงเมื่อกระทบอวัยวะนี้จะเกิดโสตวิญญาณขึ้น นี้เรียกว่า โสตประสาท อนึ่ง โสตประสาทตั้งอยู่ภายในช่องหูทั้ง ๒ ที่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล อาศัยเยื่อแผ่นมีลักษณะคล้ายๆ ก้านเมล็ดถั่วเขียวซึ่งสร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ตามอดีตกรรม และเป็นที่ซึ่งมีอากาศธาตุมากกว่า เรียกว่า โสตประสาท(๘)
ฆานประสาทรูป
ถาม : ฆานประสาทรูปเป็นไฉน?
ตอบ : ฆานประสาทรูป คืออวัยวะที่สูดดมกลิ่น กลิ่นเมื่อกระทบกับอวัยวะนี้จะเกิดฆานวิญญาณขึ้น นี้เรียกว่า ฆานประสาท อนึ่ง ฆานประสาทตั้งอยู่ภายในจมูก ซึ่งมีอยู่ ๓ อนุรูป (๙) อาศัยช่องเล็ก ๆ อันหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกทองหลาง สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูปทั้ง ๔ ตามอดีตกรรมและตั้งอยู่ในที่มีวาโยธาตุมากกว่า เรียกว่า ฆานประสาท
ชิวหาประสาทรูป
ถาม : ชิวหาประสาทรูปเป็นไฉน?
ตอบ : ชิวหารูปเป็นอวัยวะรู้รส รสชาติต่าง ๆ เมื่อกระทบกับอวัยวะนี้จะเกิดชิวหาวิญญาณขึ้น นี้เรียกว่า ชิวหาประสาท อนึ่ง ชิวหาประสาทมีขนาดกว้าง ๒ นิ้ว มีรูปลักษณะคล้าย ๆ กับดอกอุบล(๑๐) ซึ่งตั้งอยู่ภายในชิ้นเนื้อของลิ้นที่สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ซึ่งเกิดจากอดีตกรรมและอยู่ในที่ที่มีอาโปธาตุมากกว่า เรียกว่า ชิวหาประสาท
กายประสาท
ถาม : กายประสาทเป็นไฉน?
ตอบ :กายประสาทรูปเป็นอวัยวะที่รู้การกระทบสัมผัสอวัยวะนี้แล้วกายวิญญาณจึงเกิดขึ้น นี้เรียกว่า กายประสาท อนึ่ง กายประสาทนี้ตั้งอยู่ทั่ว ๆ ไปในร่างกาย ยกเว้นที่ผม ขนเล็บ ฟัน และส่วนอื่นในร่างกาย ที่ปราศจากความรู้สึก ซึ่งสร้างขึ้นโดยมหาภูตรูป ๔ ตามกฎเกณฑ์แห่งอดีตกรรมและตั้งอยู่ในที่ที่มีปฐวีธาตุมากกว่า นี้เรียกว่า กายประสาท