
๑) การเรียนรู้ตามสภาพจริง
พระพุทธเจ้าทรงรอบรู้ถึงสภาพความเป็นจริงของบุคคลที่จะสั่งสอนว่าแต่ละคนนั้นย่อมมีความแตกต่างกันด้วยระดับสติปัญญาและพื้นภูมิหลัง ซึ่งต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่แตกต่างกันเสมอไม่อาจฝืนความจริงข้อนี้ได้ ผู้เป็นครูจึงต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้เรียน ๔ ประเภท ครูเมื่อเข้าใจความแตกต่างแห่งพื้นฐานทางสติปัญญาของแต่ละบุคคลแล้ว ย่อมสามารถแยกแยะ และเลือกเฟ้นบทเรียนที่นำมาถ่ายทอดให้กับศิษย์ทั้งหลายได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
สภาพจริงอีกอย่างหนึ่งของผู้เรียน คือ พฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้เรียนมีความแตกต่างกัน เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนที่จะต้องตรวจสอบและสังเกต ต้องมีจิตวิทยาในการโน้มน้าวผู้เรียนซึ่งมีสภาพพฤติกรรมที่แตกต่างกันให้ทุกคนคล้อยตามในเนื้อหาที่ถ่ายทอดให้ไปพฤติกรรมที่แตกต่างนี้ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า จริต ๖ ซึ่งเป็นหลักการอีกข้อหนึ่งที่พระพุทธองค์คำนึงถึงในการสั่งสอนศิษย์และบุคคลทั่วไป
>
๒) การเรียนรู้ด้วยตนเอง
การสอนวิธีนี้หมายถึงการใช้หลักความรู้ด้านทฤษฎีแล้ว ให้ผู้รับคำสอนไปศึกษาและทดลองด้วยตนเอง มีหลักการตรงกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือการทดลองเป็นหัวใจสำคัญตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าใช้หลักการให้เรียนรู้ด้วยตนเองคือเรื่องพระจูฬปันถก
๓) การเรียนรู้ร่วมกัน
หลักการเรียนรู้ร่วมกันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าใช้ในการสอนของพระองค์บางเรื่องบางเหตุการณ์พระองค์อยู่ในฐานะของครูผู้มีบทบาทเป็นผู้ชี้นำแนะแนวทางให้กับศิษย์เท่านั้นถือเสมือนว่าเป็นการเรียนรู้พร้อมกันกับศิษย์ ทรงคอยสังเกตและให้คำแนะนำ ลักษณะนี้แสดงถึงความเป็นกันเองกับศิษย์ ลักษณะนี้ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า เป็นองค์คุณของกัลยาณมิตร ครูจะต้องมีลักษณะของความเป็นมิตร เป็นกันเองกับศิษย์