มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสวงหาดวงประทีปมาดับความมืดกันเถอะ




ฝนตกแล้วก็หยุด.. หยุดแล้วก็ตก
ฟ้ามืดแล้วกลับสว่าง.. สว่างแล้วกลับมืด


ชีวิตสัตว์ก็เช่นกัน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีกหมุนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเช่นนี้มานานเท่าไรก็เหลือจะนับ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด ก็ไม่อาจคะเนได้เลยสักคนเดียว

สายน้ำจากที่สูงไหลไปแล้วไม่ไหลกลับฉันใด ชีวิตของสัตว์ที่ล่วงไปแล้ว ก็ไม่ย้อนกลับมาอีกฉันนั้น

กาลเวลาย่อมกลืนกินชีวิตสัตว์ ให้ใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกเวลานาที

ชีวิตนี้ไม่น่ารื่นรมย์เลย แต่คนเขลากลับเห็นว่างามวิจิตร พากันยินดีร่าเริงติดข้องอยู่เหมือนนกติดอยู่ในตาข่าย ใจของคนเขลาถูกความมืด คืออวิชาหุ้มห่อไว้ จึงไม่รู้ว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ไม่น่ารื่นรมย์ ถูกไฟ คือราคะ ความกำหนัดยินดี โทสะความโกรธ ความประทุษร้าย โมหะ ความหลงไม่รู้ความจริงเผาไหม้อยู่เป็นนิจ

แล้วทำไมจึงไม่แสวงหาดวงประทีป มาดับความมืดกันเสียเล่า ?

นี่คืออำนาจใจผลักดัน ให้ดิฉันสนใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และดำรงชีวิตมุ่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อแสงสว่งของชีวิตให้มากที่สุดแหละใคร่อยากจะชักชวนท่านผู้ร่วมทุกข์ในวัฏฏะ มาแสวงหาประทีบมาดับความมืดนั่นเอง

โดย บุษกร เมธางกูร [8 ม.ค. 2555 , 16:21:05 น.] ( IP = 58.9.48.49 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระอรหันต์ทั้งหลาย ได้จุดประทีปให้สว่างไสวดับความมืดเสียได้แล้ว ชีวิตของท่านดับสนิทแล้วไม่ย้อนกลับมาเกิดอีก วัฏฏะของท่านหยุดหมุนแล้วแล้วเมื่อไรวัฏฏะของเราจึงจะหยุดหมุนอย่างท่าน ?

ชีวิตนี้น้อยนัก สั้นนัก บางคนก็ตายเสียแต่ในครรภ์ บางคนออกมาจากครรภ์ก็ตาย บางคนอยู่ ๑ เดือนก็ตาย บางคนปีเดียวก็ตาย บางคนมีชีวิตไปจนหนุ่มสาวแล้วก็ตาย บางคนอยู่ไปจนแก่เฒ่าแล้วก็ตาย ที่อายุยืนอย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐๐ ปี หรือจะเกิน ๑๐๐ ปีขึ้นไปก็ไม่มาก แล้วก็ตายเพราะชรา ทุกชีวิตล้วนมี ความตายเป็นเบื้องหน้าด้วยกันทั่วทุกชีวิต

สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว ที่จะไม่ตายไม่มีผลไม้ที่สุกงอมแล้ว ย่อมร่วงหล่นไปตามธรรมดาฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วย่อมตายไปเป็นธรรมดาฉันนั้น

ชีวิตนอกจากจะน้อยตามธรรมดาของตนอย่างนี้แล้ว ยังน้อยด้วยขณะ คือตั้งอยู่ได้เพียงชั่วขณะจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปครั้งหนึ่งเท่านั้นนะคะ

โดย บุษกร เมธางกูร [8 ม.ค. 2555 , 16:23:50 น.] ( IP = 58.9.48.49 : : )


  สลักธรรม 2

จิตนั้นเกิดดับรวดเร็วนัก เพียงลัดนิ้วมือครั้งเดียวจิตเกิดดับถึงโกฏิแสนขณะ

เมื่อจิตดับ ชีวิตก็ดับไปขณะหนึ่งแต่เพราะจิตดับแล้วยังเกิดใหม่สืบต่ออยู่ทุกขณะ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายจึงยืนยาวสืบต่อกันมาชาติแล้วชาติเล่า เปลี่ยนจากสัตว์ชนิดนี้ เป็นสัตว์ชนิดนั้น เปลี่ยนจากสัตว์ชนิดนั้นเป็นสัตว์ชนิดโน้น จากสัตว์ชนิดโน้นกลับมาเป็นสัตว์ชนิดนี้ จากสัตว์ชนิดนี้กลับเป็นสัตว์ชนิดนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปอยู่อย่างนี้ จนกว่าเมื่อไรจะได้พบดวงประทีป คือปัญญาที่ขจัดความมืด คืออวิชชาที่ห่อหุ้มจิตใจเสียได้

เมื่อนั้นจิตจะดับแล้วไม่เกิดอีกต่อไป ชีวิตก็ดับไปพร้อมกับจิตด้วยเป็นการสิ้นสุดชีวิตกันอย่างแท้จริง

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้
ไม่มีเครื่องต้านทาน คือใครๆ ไม่อาจป้องกันให้พ้นจากความตายได้ ทุกชีวิต ล้วนตกอยู่ในอำนาจของความตาย มีความตายเป็นเบื้องหน้า เมื่อความตายครอบงำแล้ว ต้องไปอยู่ปรโลก บิดามารดาก็ไม่อาจป้องกันบุตรไว้ได้ ญาติสนิทมิตรรัก ก็ไม่อาจป้องกันได้

โดย บุษกร เมธางกูร [8 ม.ค. 2555 , 16:26:18 น.] ( IP = 58.9.48.49 : : )


  สลักธรรม 3

ชีวิตของสัตว์ไม่มีนิมิตรเครื่องหมายให้รู้ว่า เวลาไหนจะถึงกาลแตกดับ อาจจะตายในนาทีนี้ ชั่วโมงนี้ วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ปีหน้า หรือเมื่อใดก็ได้ จะตายในบ้าน นอกบ้าน หรือที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้เลย

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบความน้อยนิดของชีวิตสัตว์ไว้ในที่หลายแห่งว่า...

๑. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า พอถูกแสงอาทิตย์ก็แห้งไปโดยรวดเร็ว

๒. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนฟองน้ำที่เกิดจากเม็ดฝนใหญ่ ย่อมแตกไปโดยเร็วพลัน

๓. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันโดยเร็ว

๔. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนน้ำที่ไหลจากภูเขา ย่อมไหลลงไปอย่างเดียวโดยไม่หยุดยั้ง

๕. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น ย่อมถ่มออกจากปากโดยง่าย

๖. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนชิ้นเนื้อที่ใส่ลงไปในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน เนื้อนั้นย่อมไหม้ไปโดยพลัน

๗. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนแม่โคที่ถูกนำไปฆ่าย่อมเดินเข้าไปใกล้ที่ฆ่า (คือความตาย) ทุกขณะ

จะตายดีตายร้ายประการใด หามีใครทราบไม่

ด้วยเหตุนี้ ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ทราบชัดถึงความเป็นไปของชีวิตสัตว์อย่างนี้ว่า ไม่มีนิมิต เครื่องหมาย น้อยนิด รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมากจึงได้เร่งรีบ ทำกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายนั้นไม่มี

ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร.


โดย บุษกร เมธางกูร [8 ม.ค. 2555 , 16:29:10 น.] ( IP = 58.9.48.49 : : )


  สลักธรรม 4

กราบขอบพระคุณมากค่ะท่านอาจารย์บุษกร

เวลาของชีวิตของแต่ละคนเหลือสั้นจริงๆค่ะ

โดย น้องอุ๊ (anchalee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ม.ค. 2555 , 21:00:45 น.] ( IP = 125.24.5.25 : : )


  สลักธรรม 5


ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับข้อคิดสะกิดใจให้หมั่นระลึกถึงว่าเราควรจะแสวงหาอะไรสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ม.ค. 2555 , 08:38:57 น.] ( IP = 124.121.175.27 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org