มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สุปินวิถี (๙) บุคคลที่ฝันได้







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร



สุปินวิถี (๙) บุคคลที่ฝันได้

ท่านนักศึกษา ผมก็คิดว่าได้บรรยายเรื่องความฝัน และเหตุของความฝัน ๔ ประการไปแล้วพอสมควร คงจะทำให้ท่านพอได้เห็นเป็นแนวทางได้บ้าง

ต่อไปนี้ผมจะขอกล่าวถึงความฝันว่า ผู้ที่ฝันนั้นจะต้องเกิดอยู่ในภูมิไหนบ้าง และใครที่ไม่ฝันเลย

ความฝันย่อมเกิดได้ใน ๔ ภูมิ คือ

มนุษย์ภูมิ ๑

อบายภูมิ ๓ ได้แก่ เปตติภูมิ, อสุรกายภูมิ, และติรัจฉานภูมิ เว้นนิรยภูมิ เพราะสัตว์นรกได้รับทุกข์ทรมานมากจนไม่มีการหลับนอนกันจริงๆ จังๆ

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:38:17 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ท่านนักศึกษา ในเรื่องของความฝันนี้จะเห็นได้ว่า ยกเว้นอบายภูมิ ๑ คือสัตว์นรก เพราะสัตว์นรกมีแต่ได้รับความทุกข์มรมานจากอาวุธบ้าง จากความร้อนบ้าง อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นโอกาสที่จะสร้างความฝันให้เป็นนิมิตขึ้น จึงมีไม่ได้ ดังนั้น ก็ยกออกเสียภูมิหนึ่ง

บรรดาเทวดาที่ยังฝันอยู่ก็เพราะเทวดาเหล่านั้นยังมีกิเลส ยังกินอยู่หลับนอนเที่ยวเตร่สนุกสนาน เรื่องฝันนี้มันจึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะยังมีการนอนหลับ เพราะยังมีกิเลสอยู่ในใจ ความฝันจะต้องโผล่ขึ้นมาจนได้ วิปลาสธรรมยังไม่หนีพ้นไปจากจิตใจ เพราะฉะนั้น ในเทวภูมิก็ต้องฝันอยู่ทุกภูมิ ยิ่งในชั้นจาตุมหาราชิกาที่ใกล้ชิดกับมนุษย์นี้ โอกาสที่จะฝันก็มีมากยิ่งขึ้น

ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่าเรายกเว้นภูมิสัตว์นรกไป ซึ่งเป็นภูมิต่ำสุดภูมิหนึ่งแล้ว นี่ว่าถึงภูมิอันเป็นที่ๆสัตว์มาเกิด แต่ภูมิชั้นสูงสุดที่ไม่ฝันก็มี ได้แก่ รูปพรหม อรูปพรหม เพราะพักผ่อนหลับนอนด้วยสมาธิ ด้วยฌานในขั้นต่างๆ ที่ตนฝึกฝนมา และกิเลสทั้งหลายที่ถูกข่มลงไว้ด้วยอำนาจของสมาธิที่ถึงฌาน

(อาจารย์บางท่านแสดงว่า เทวดาชั้นต่ำคือจาตุมหาราชิกาภูมิเท่านั้นที่ยังฝันอยู่ ส่วนชั้นที่สูงขึ้นไปอีก ๕ ชั้นนั้นไม่มีความฝันเลย สำหรับผมเองเชื่อแน่ว่าฝันได้ทุกๆ ชั้น เพราะทุกๆ ชั้นกิเลสยังมิได้ถูกทำลายหรือถูกข่มเอาไว้)

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:38:46 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 2


ความฝันย่อมเกิดขึ้นได้ในบุคคล ๗ คือ

๑. ทุคติบุคคล ทุคติบุคคลมี ๔ คือ เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ยกเว้นสัตว์นรกเสียภูมิหนึ่ง เหลือแต่เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ๓ พวกนี้ฝันได้

๒. สุคติอเหตุกบุคคล คือ มนุษย์และเทวดา ที่ปฏิสนธิมีกำลังของกุศลอ่อนเพราะมีอกุศลเข้ามาพัวพันในขณะปฏิสนธิ

สุคติอเหตุกบุคคลก็คือ ผู้พิกลพิการมาแต่กำเนิด จะเป็นมนุษย์ก็ตาม จะเป็นเทวดาก็ตาม (ชั้นจาตุมหาราชิกา) แต่พิกลพิการตั้งแต่ปฏิสนธิ เช่น ร่างกายพิการบ้าง จิตใจไม่สมประกอบบ้าง หรือทั้งร่างกายและจิตใจไม่สมประกอบทั้งสองอย่าง ทั้งนี้เพราะบุญนำเกิดก็จริง แต่บุญมีบาปเข้าไปพัวพัน

บุญมีบาปเข้าไปพัวพันเลยทำให้ไม่สมประกอบ เช่น คนชอบฆ่าสัตว์อยู่เสมอๆ ชอบยิงนก ชอบตกปลาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเวลาปฏิสนธิ บุคคลนี้บุญนำเกิด แต่ยิงนกตกปลาก็เข้ามาร่วมปะปนด้วย ดังนั้นแข้งขาจึงเสีย ปากเสีย หน้าเสีย แขนไม่ดี อะไรก็ได้ที่บกพร่องไป

หรือบุคคลนี้ชอบทำบุญ แต่ชอบกินเหล้าหรือเสพยาเสพติดให้โทษด้วย เช่น ชอบเมามายขาดสติอยู่เสมอ เวลามาเกิดก็เกิดเป็นคนได้ เกิดเป็นเทวดาจาตุมหาราชิกา (ต่ำสุด) ก็ได้ แต่ทว่าจิตใจไม่ค่อยจะสมประกอบ เช่น ปัญญาทึบบ้าง ปัญญาอ่อนบ้าง ไม่ค่อยรู้ประสีประสาอะไรบ้าง เป็นเทวดาก็จริง แต่เป็นเทวดาปัญญาอ่อน เป็นเทวดาที่ใบ้ๆ บ้าๆ ไม่ค่อยจะเต็มเต็ง

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:39:00 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 3



๓. ทวิเหตุกบุคคล หมายความว่า บุคคลผู้มีเหตุ ๒ คือ บุคคลผู้มีอโลภะ อโทสะ คือ ในเวลาเกิด ไม่ประกอบด้วยความโลภและความโกรธเข้ามาพัวพัน เวลาทำกุศลส่วนมากก็มีความตั้งใจดี

ยกตัวอย่างเช่น อำนาจของกุศลนำให้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดา ถ้าเกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา ก็หมายถึงว่า ผู้นั้นไม่ได้ประกอบด้วยปัญญา (ปัญญาในทางธรรม) เมื่อเวลามาเกิด ปัญญาไม่ได้มาร่วมเกิดด้วย จิตเป็นกุศลอย่างเดียว

เช่นยกตัวอย่าง นาย ก. ชอบทำบุญ ให้ทาน รักษาศีลอยู่เสมอๆ แต่ว่าเมื่อมีใครไปถามนาย ก. ว่าทำบุญอยู่เสมอดีอย่างไร ก็จะได้รับคำตอบว่า ก็ทำๆ ไปอย่างนั้นแหละ มีเงินมีทองก็ทำๆ ไปเผื่อๆ เอาไว้บ้าง เผื่อชาติหน้ามีจะได้สบายๆ

และมีคนถามว่าแล้วเชื่อหรือว่าชาติหน้ามีหรือเปล่า ก็จะตอบว่า ไม่ทราบ และไม่เอาใจใส่ ขี้เกียจคิด ขี้เกียจค้นชาติหน้ามีหรือไม่มีก็ไม่เป็นไร เราทำเผื่อๆ ไว้เผื่อมันมีบ้างจะได้รับผล ถ้าไม่มีก็แล้วไป

หรือคนทำที่คิดในใจว่า ถ้าชาติหน้ามี จะได้ขึ้นสวรรค์ จะได้สบาย แล้วก็ทำบุญไป แต่ว่าความเชื่อของเขาไม่ประกอบด้วยเหตุผล เชื่อไปอย่างนั้นเอง ใครๆ เขาเล่ามาว่าอย่างนั้น ฟังตามเขาและเชื่อต่อๆ กันไป ไม่ได้เคยพิจารณา เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ว่าชาติหน้ามีและจะไปเกิดได้ ก็เชื่อตามกันมา ก็เลยทำบุญให้ทาน

เพราะฉะนั้น จึงกลายเป็นบุคคลผู้เกิดเป็นทวิเหตุกบุคคล คือไม่มีความโลภในขณะปฏิสนธิ ไม่มีความโกรธในขณะปฏิสนธิ แต่มีโมหะ ความโง่อยู่ภายในจิตใจ (ไม่มีปัญญาในทางธรรม) จึงเรียกว่าทวิเหตุบุคคล

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:39:16 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 4


๔. ติเหตุกบุคคล ได้แก่ผู้มีปัญญาเข้าประกอบ คือได้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิต หรือชอบคิดพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ถึงจะไม่ได้เล่าเรียนก็ตาม แต่คอยสังเกตคอยพิจารณา คอยเอาใจใส่ในการที่จะทำความเข้าใจในปัญหาของชีวิต ดังนั้นท่านผู้นี้ก็มีปัญญา รู้ว่าคนเรานี้ต้องเกิดเหตุอย่างนั้น ทำให้ได้รับผลอย่างนี้

หรือบางคนเขาไม่ได้เรียนก็จริง แต่เขาบอกว่าคนเรานี้จะต้องเกิดอย่างแน่นอน เพราะว่าอย่างความโกรธของเรานี้ พ่อแม่ไม่ได้สอนโกรธให้เราเลย แต่เราโกรธขึ้นมาของเราเองได้ บางคนโกรธมาก บางคนโกรธน้อย เพราะได้เคยฝึกหัดมาอย่างนี้ มันต้องติดมาจากชาติก่อนอย่างแน่นอน ชาติก่อนเราต้องโกรธมาแล้ว มีความโกรธซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจติดตัวมา พอคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา ความโกรธก็มีแล้ว ไม่ต้องมีใครมาสั่งมาสอนให้ และถ้าคนเรามีแต่ร่างกายกับมันสมองเท่านั้น มันจะโกรธได้อย่างไรกัน

บางคนอาจจะคัดค้านว่า สมองต่างหากเล่าที่เกิดความโกรธ เขาก็จะเถียงว่า สมองจะคิดได้อย่างไรกัน สมองเป็นรูป เป็นสสาร ย่อมคิดไม่ได้ แล้วจะรู้จักความดี ความชั่ว บุญหรือบาปได้หรือ คนที่เขามีความคิดอ่านอย่างนี้มีอยู่ และเขาก็เชื่อว่าชาติหน้ามีด้วย

ฉะนั้น บุคคลผู้ศึกษาเล่าเรียนมาก็ดี หรือคิดพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็ดี จิตก็มีปัญญาเกิดขึ้น เมื่อเวลาเขาตายไปแล้วไปเกิดชาติหน้าก็จะเกิดเป็นติเหตุบุคคล คือในขณะเกิดมีปัญญาร่วมด้วย ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ และไม่มีความหลง ได้อโลภะ อโทสะ อโมหะ ในขณะปฏิสนธิ รวม ๓ ประการ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา (ปัญญาในปัญหาของชีวิต) เหล่านี้ก็มีฝันได้

พวกติเหตุกบุคคลนี้ เมื่อทำสมาธิก็จะได้รับผลดี ได้รับผลดีจนปฏิบัติได้ตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป เมื่อตายลงไปก็จะเกิดเป็นพรหม เพราะทำสมาธิจนได้ฌานในขั้นต่างๆ บรรดาพวกพรหมทั้งหลายตลอดจนถึงอรูปพรหมด้วย พักผ่อนหลับนอนอยู่ในฌานเป็นส่วนมาก และกิเลสทั้งหลายก็ถูกอำนาจของสมาธิข่มเอาไว้ จึงฝันไม่ได้

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:39:32 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 5


ท่านนักศึกษา บุคคลเหล่านี้ไม่มีกิเลสวุ่นวายมากมายแล้ว กิเลสของเขาถูกข่มเอาไว้โดยวิขัมภนปหาน คือข่มไว้ได้เป็นเวลานานๆ ด้วยอำนาจของสมาธิที่ถึงฌาน

ความเป็นหญิง ความเป็นชาย อันเป็นรูปปรมาณูทั่วร่างกายไม่มี รูปร่างของพวกพรหมเหมือนผู้ชาย พรหมทั้งหลายไม่มีหญิง ไม่มีชาย คือไม่มีเพศ ความรู้สึกทางเพศก็ไม่มีด้วย

ความปรารถนาในอาหารเช่นที่เรากิน หรืออาหารทิพย์ที่เทวดาบริโภคก็ไม่มี ความอยากสนุกสนานเบิกบานใจของเขาก็ลดลงไปจนถึงขนาดจมูกก็ไม่มีประสาทรับสัมผัส ลิ้นก็ไม่มีประสาทรับรส กายก็ไม่มีประสาทรับสัมผัสถูกต้อง มีแต่ประสาทตา ประสาทหูเท่านั้น

และมีแต่ใจที่ชอบความสงบ เพราะฉะนั้นพวกพรหมทั้งหลายไม่มีโอกาสจะฝันได้เลย

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:39:48 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 6


๕. โสดาบันบุคคล ฝันได้

๖. สกทาคามีบุคคล ฝันได้

๗. อนาคามีบุคคล ที่เป็นมนุษย์ยังไม่สิ้นอาสวกิเลส และยังมีการพักผ่อนหลับนอน เพราะวิปลาสบางประการยังหลงเหลืออยู่บ้าง อาจมีการฝันบ้างเป็นส่วนน้อย มีความฝันเกิดขึ้นได้เล็กน้อยเหลือเกิน เกือบจะว่าไม่มีเลย

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:40:02 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 7



ส่วนพระอรหันต์นั้นไม่มีความฝันเลย ไม่มีการหลับนอนพักผ่อนเหมือนปุถุชนและเสกบุคคลทั้งหลาย เพราะเหตุว่าพระอรหันต์นั้นสิ้นจากอาสวกิเลสแล้วด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน วิปลาสสิ้นแล้ว พระอรหันต์จึงไม่มีความฝันแต่อย่างใด

ที่พูดว่าพระอรหันต์ไม่ได้มีการพักผ่อนหลับนอนนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้นอนหลับ ภวังคจิตมีอยู่ แต่ไม่ได้มีความง่วงเหงาหาวนอน เพราะถีนะ มิทธะ คือตัวการที่ทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอนนั้นเป็นเรื่องของปุถุชนที่มีกิเลส แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีโอกาสที่จะง่วงเหงาหาวนอนเลย

ถ้าภวังคจิตเกิดขึ้นก็เป็นภวังคจิตที่เกิดต่อจากจิตที่ตั้งอยู่ในความสงบ เพราะว่าบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายมีชีวิตเป็นไปเป็นปรกติ เรียกว่าเป็นฉฬังคุเบกขา วางใจเป็นกลางอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่จะมาสามารถกระทบกระเทือนให้เอียงไปทางเหนือ เอียงไปทางใต้ หรือหลุดออกจากความเป็นกลางนั้นไปได้ เพราะเหตุแห่งกิเลสไม่มีนั่นเอง

โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:40:20 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )


  สลักธรรม 8


ท่านนักศึกษา แล้วเราทำไมถึงมีการพักผ่อนมากนัก เวลานอนตั้ง ๘ ชั่วโมง พระอรหันต์ไม่ต้องถึงหรอก มีเพียงนิดๆ หน่อยๆ สลับกันไปเรื่อยๆ

แต่พวกเรานั้นกิเลสมันใช้ให้ทำงานมาก เดี๋ยวคิดเรื่องคู่รัก เรื่องความเครียดแค้นชิงชัง คิดถึงเรื่องการทำมาหากิน คิดเรื่องที่ใครๆ มาต่อล้อต่อเถียงให้วุ่นวายใจ คิดเรื่องญาติมิตร คิดเรื่องลูกหลาน คิดถึงสิ่งแวดล้อม คิดถึงตัวว่าเรานี้เมื่อก่อนไม่มีใครมาเรียกว่าลุง ว่าป้าเลย เดี๋ยวนี้มีคนเรียกเป็นลุง เป็นป้าไปเสียแล้ว แหม! เรานี่แก่ไปถนัดเลย อีกไม่เท่าไรเห็นจะไปบ้านเก่า คิดไปคิดมา คิดเท่าไร กิเลสมันเข้ามาเท่านั้น พลังงานมันก็เสียไปเท่านั้น คนยิ่งคิดมันก็เสียพลังงาน

เพราะฉะนั้นบรรดาบุคคลทั้งหลายที่เป็นปุถุชนมันก็ต้องนอนมากๆ เพื่อชดใช้ที่เราใช้งานไป เพราะถูกใช้งานมาก แล้วเราก็หัดนอนมากมายจนเคยตัว

สำหรับพระอรหันต์ไม่มีคิดอย่างนั้น เพราะท่านไม่มีความกังวล ห่วงใย ทุกข์ร้อน ท่านคิดเหมือนกัน แต่คิดเรื่องที่เกี่ยวแก่สภาวธรรม คิดแต่เรื่องธรรมะ และหาทางให้ประชาชนได้เรียนรู้ให้มีความเข้าใจในปัญหาของชีวิตและความพ้นทุกข์

ดังนั้น ท่านนักศึกษาก็จะเห็นว่าพระอรหันต์มีความสุขที่สุด ความเร่าร้อนใจไม่มี ถ้าจะมีความทุกข์บ้างก็เป็นความทุกข์ที่เกิดทางกายอย่างเดียวเท่านั้น เช่น เจ็บ หรือหิว อย่างนี้เป็นต้น


โดย ศาลาธรรม [9 ม.ค. 2555 , 12:40:35 น.] ( IP = 125.27.174.237 : : 10.0.2.251 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org