มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เรียนถามเรื่องอารมณ์ของสมถกรรมฐาน




จากที่เคยศึกษาและเข้าใจมา สมถกรรมฐานนั้นมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ส่วนสติปัฏฐาน/วิปัสสนานั้นมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์

ข้อความในคู่มือศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะก็มีแสดงไว้เช่นกัน ดังนี้...(ขอคัดมาบางส่วนจากปริจเฉทที่ 3 หน้า 36 และ 39)


บางส่วนจากหน้า 36
๓. จิต ๒๑ ดวง ยึดหน่วง บัญญัติอารมณ์ นั้น คือ
ก. รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง มีบัญญัติเป็นอารมณ์
ข. อากาสานัญจายตนจิต ๓ ดวง มีกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติเป็นอารมณ์
ค. อากิญจัญญายตนจิต ๓ ดวง มีนัตถิภาวบัญญัติ เป็นอารมณ์


บางส่วนจากหน้า 39
ในข้อ ๓ ก. ที่ว่า รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง มีบัญญัติเป็นอารมณ์ นั้น คือ
รูปาวจรจิต เป็นจิตที่เกิดจากการเพ่งกัมมัฏฐาน ๒๖ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์ ตามวิธีการจนเกิด
ฌานจิต กัมมัฏฐานทั้ง ๒๖ อย่างนั้นล้วนแต่เป็น บัญญัติทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่า รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง มีอารมณ์เป็นบัญญัติ
กัมมัฏฐาน ๒๖ อย่างนั้น ได้แก่ กสิณ ๑๐, อสุภะ ๑๐, กายคตาสติ ๑, อานาปาณสติ ๑ และ พรหมวิหาร ๔
ในข้อ ๓ ข. ที่ว่า อากาสานัญจายตนจิต ๓ ดวง มีกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ เป็นอารมณ์นั้น คือ
กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ หมายถึง ความว่างเปล่า จากที่ได้เพิกกสิณแล้ว ความว่างเปล่านี้แหละเป็นบัญญัติ เมื่อหน่วงเอาความว่างเปล่าซึ่งเป็นบัญญัติเป็น อารมณ์ จึงได้ชื่อว่า อากาสานัญจายตนจิต ๓ ดวง มีอารมณ์เป็นบัญญัติ
ในข้อ ๓ ค. ที่ว่าอากิญจัญญายตนจิต ๓ ดวง มีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ นั้น คือ
นัตถิภาวบัญญัติ หมายถึง ความไม่มี นิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มี อะไร ๆ ก็ไม่มี เอาบัญญัติที่สมมติว่าไม่มีอะไร นี่แหละเป็นอารมณ์ จึงได้ชื่อว่า อากิญจัญญา ยตนจิต ๓ ดวง มีอารมณ์เป็นบัญญัติ
ความในข้อ ๓ นี้ รวมจิตได้ ๒๑ ดวง ล้วนแต่มีบัญญัติธรรมเป็น อารมณ์ทั้งนั้น จึงได้ชื่อว่าจิต ๒๑ ดวงนี้ ยึดหน่วงอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ

แต่จากที่ได้ลองอ่านสรุปคำอธิบายในวิสุทธิมรรค พบว่ามีความต่างกันอยู่บ้างคือ...(ขอคัดมาบางส่วนจากคำอธิบายคำภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 67)


อารมฺมณโต โดยอารมณ์

บทว่า " โดยอารมณ์ " มีวินิจฉัยว่า ก็ในกรรมฐาน ๔0 นี้
กรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑0 อสุภ ๑0 อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑ นี้ มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิตได้
กรรมฐานที่เหลือ ๑๘ หามีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิตได้ไม่
โดยนัยนั้นกรรมฐาน ๑๒ คือในอนุสสติ ๑0 อนุสสติเว้นอานาปานสติและกายคตาสติเหลือ ๘ และ อาหารเรปฏิกูล
สัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ วิญญาณัญจายตนะ ๑ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑ นี้มีสภาวธรรม ( ปรมัตถธรรม ) เป็นอารมณ์

กรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑0 อสุภ ๑0 อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑ นี้มีนิมิต ( บัญญัติธรรม ) เป็นอารมณ์
กรรมฐานที่เหลือ ๖ ( คือ พรหมวิหาร ๔ อากาสานัญจายตนะ ๑ อากิญจัญญายตนะ ๑ ) มีอารมณ์ไม่พึงกล่าว
อนึ่ง กรรมฐาน ๘ คือ วิปุพพกะ โลหิตกะ ปุฬูวกะ อานาปานสติ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ และลำแสง
แห่งตะวันเป็นต้น ( ที่ส่องเข้ามาตามช่อง ) อันเป็นอารมณ์ในอาโลกกสิณ ( กสิณแสงสว่าง ) เหล่านี้ ( เป็นจลิตารมณ์ )
มีอารมณ์ไหว แต่ว่าอารมณ์ไหวเหล่านั้นก็เป็นในตอนต้น ( เท่านั้น ) พอเป็นปฏิภาคก็แนบนิ่ง
กรรมฐานที่เหลือ ๓๒ ( เป็น นจลิตารมณ์ ) มีอารมณ์ไม่ไหว แล
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยอารมณ์ ดังนี้


ตรงที่ทำตัวอักษรสีแดง กล่าวไว้ว่ามีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ จึงขอเรียนถามถึงความต่างกันที่กล่าวไว้ใน คู่มืออภิธรรมมัตถสังคหะ กับ สรุปคำอธิบายวิสุทธิมรรค ครับ ขอบพระคุณครับ

โดย เรียนถาม [10 ม.ค. 2555 , 16:24:33 น.] ( IP = 202.176.81.233 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เข้ามาดูคำตอบครับ ระหว่างที่รอคำตอบ จะพยายามสอบทานดูรายละเอียดในส่วนต่างเพิ่มเติมต่อไปครับ

โดย เรียนถาม [16 ม.ค. 2555 , 08:14:54 น.] ( IP = 202.176.81.233 : : )


  สลักธรรม 2


สวัสดีค่ะ

เรื่องของอารมณ์ที่กล่าวไว้ในปริจเฉท ๓ และที่ในวิสุทธิมรรคนั้น มิได้ต่างกันนะคะ เพียงแต่หัวข้อต่างกัน เนื้อความที่อธิบายจึงเน้นไม่เหมือนกันค่ะ

ในปริจเฉท ๓ หมวดของอารมณ์นั้น เป็นการกล่าวให้ทราบถึงจิตที่รับอารมณ์แตกต่างกัน ๗ หมวด มีทั้งที่รับอารมณ์แน่นอนและไม่แน่นอน โดยการแบ่งอารมณ์ ๖ เป็น ๔ ประเภท
และที่ยกขึ้นมานั้นก็เป็นจิต ๒๑ ดวงที่รับบัญญัติอารมณ์อย่างแน่นอน

ส่วนในวิสุทธิมรรคที่ยกมานั้นเป็นการอธิบายถึงอารมณ์ของสมถกรรมฐาน ๔๐ อย่าง คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ (พรหมวิหาร) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ อรูปกรรมฐาน ๔
ซึ่งอยู่ในปริจเฉทที่ ๙ ค่ะ

- ในอารมณ์กรรมฐาน ๔๐ อย่างนี้

มีเพียง ๓๐ อย่างเท่านั้นที่ให้ได้ถึงอัปปนาภาวนา ได้ฌาน (รูปฌานและอรูปฌาน) คือกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐กายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑ อัปปมัญญา ๔ และอรูปกรรมฐาน ๔
โดยให้ได้รูปฌานมี ๒๖ อย่าง เป็นบัญญัติอารมณ์ทั้งหมด
ได้อรูปฌานมี ๔ อย่าง มีทั้งบัญญติอารมณ์ และปรมัตถอารมณ์

ส่วนอารมณ์ที่เหลืออีก ๑๐ อย่างคือ อนุสสติ ๘ (เว้นกายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ ไม่สามารถให้ได้ถึงฌานได้

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ม.ค. 2555 , 13:20:15 น.] ( IP = 124.121.172.66 : : )


  สลักธรรม 3


และอารมณ์ของสมถกรรมฐาน ๔๐ อย่าง มีทั้งที่เป็นบัญญัติ และปรมัตถ์

เป็นบัญญัติอารมณ์ ๒๘ อย่าง คือ
- กสิณ ๑๐ ได้รูปฌานตั้งแต่ปฐมฌานจนถึง ปัญจมฌาน
- อสุภะ ๑๐ ได้รูปฌานเพียงปฐมฌานเท่านั้น
- กายคตาสติ ๑ ได้รูปฌานเพียงปฐมฌานเท่านั้น
- อานาปานสติ ๑ ได้รูปฌานตั้งแต่ปฐมฌานจนถึง ปัญจมฌาน
- อัปปมัญญา ๔ : อัปปมัญญา ๓ (เว้นอุเบกขา) ให้ได้รูปปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน
ส่วนอุเบกขา ให้ได้รูปปัญจมฌาน
- อากาสาบัญญัติ หรือกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ ๑ ให้ได้อรูปฌานที่ ๑
- และนัตถิภาวบัญญัติ ๑ ให้ได้อรูปฌานที่ ๓

เป็นปรมัตถอารมณ์ ๑๒ อย่าง คือ
- อนุสสติ ๘ (เว้นกายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑)
- อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
- จตุธาตุววัตถาน ๑
อารมณ์ ๑๐ อย่างนี้ ไม่ให้ได้ถึงฌาน

- อากาสานัญจายตนฌานจิต ให้ได้อรูปฌานทีที่ ๒
- อากิญจัญญายตนจิต ให้ได้อรูปฌานที่ ๔

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ม.ค. 2555 , 13:25:29 น.] ( IP = 124.121.172.66 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณครับ แสดงว่าจากเดิมที่เคยเข้าใจว่า สมถกรรมฐานมีอารมณ์เป็นบัญญัติทั้งหมดนั้นไม่ใช่ เพราะในบางกรรมฐานมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์

ทำให้ได้ขอ้พิจารณาเพิ่มขึ้น จึงขอเรียนถามเพิ่มเติม
สมถกรรมฐานที่มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์นี้ คือรู้อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ก็จริง แต่ไม่รู้ว่าเป็นสภาพปรมัตถธรรมหรือเปล่าครับ เหมือนอย่างคนทั่วไปที่รู้เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ก็รู้เพียงสภาวะนั้นๆ ที่ปรากฏ แต่ไม่รู้ถึงความจริงของปรมัตถธรรมว่าเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว นั้นเป็นเพียงสภาพของธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุลม ที่เพียงมาประชุมกันและปรากฏให้รู้ทีละขณะ ไม่ใช่ตัวตนของตนแต่อย่างใด

ผู้ที่เจริญสมถกรรมฐานที่โดยไม่เคยเข้าใจเรื่องรูปนาม (ปรมัตถธรรม) มาก่อน อย่างเช่นคนในครั้งก่อนพุทธกาลซึ่งรู้จักเจริญสมถกรรมฐานกันมาแล้วก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้และแสดงธรรมถึงหนทางอันเอก คือสติปัฏฐาน วิปัสสนา ซึ่งมีรูปนามเป็นอารมณ์ แม้สมถกรรมฐานบางฐานจะรู้ที่สภาวะของปรมัตถธรรม แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นปรมัตถธรรม เช่นนี้หรือไม่ครับ

โดย เรียนถาม [27 ม.ค. 2555 , 09:31:12 น.] ( IP = 58.8.95.233 : : )


  สลักธรรม 5


สวัสดีค่ะ
เราจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของสมถกรรมฐานที่ให้ได้ฌานจิตเกิดขึ้นนั้นต้องเป็นบัญญัติธรรมอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แม้ในอรูปฌานที่ ๒ คือ วิญญาณัญจายตนฌานจิต และ อรูปฌานที่ ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจิต ซึ่งมีอารมณ์เป็นอากาสานัญจายตนฌานจิต และ อากิญจัญญายตนฌานจิตตามลำดับนั้น แม้จะมีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ (มหัคคตจิต) ก็จริงอยู่ แต่ต้องเข้าใจขั้นตอนของการเจริญอรูปฌาน ว่าตั้งต้นจากบัญญัตินะคะ

ส่วนอารมณ์กรรมฐานอื่นๆที่กล่าวเป็นปรมัตถ์นั้น ก็มิใช่ว่าจะโดยตรงซะทั้งหมด แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปรมัตถ์ เช่นในอนุสสติทั้งหลาย จะเป็นอารมณ์ที่ละเอียดและกว้างขวางมาก ยากที่จะจับอารมณ์นั้นให้แคบและเกิดฌานจิตได้ค่ะ
ในอารมณ์กรรมฐานบางอย่าง เช่นจตุธาตุววัตถาน เมื่อเจริญแล้ว ก็เปลี่ยนมาพิจารณารูปนาม เป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้นะคะ

ที่กล่าวว่าผู้ที่เจริญสมถกรรมฐานที่โดยไม่เคยเข้าใจเรื่องรูปนาม (ปรมัตถธรรม) มาก่อน อย่างเช่นคนในครั้งก่อนพุทธกาลซึ่งรู้จักเจริญสมถกรรมฐานกันมาแล้วก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้และแสดงธรรมถึงหนทางอันเอก คือสติปัฏฐาน วิปัสสนา ซึ่งมีรูปนามเป็นอารมณ์....ไม่ควรกล่าวเช่นนั้น มิได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นมิได้รู้สภาพปรมัตถ์ แต่ต้องเข้าใจนะคะว่าคนสมัยพุทธกาลนั้นสร้างสมบารมีมาจนเปี่ยมล้นแล้วค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ม.ค. 2555 , 11:15:33 น.] ( IP = 124.122.254.226 : : )


  สลักธรรม 6


ขอเพิ่มอีกนิดนะคะ ที่คนทั่วไปรู้ เย็น-ร้อน อ่อน-แข็ง หย่อน-ตึง นั้น รู้ด้วยสัญญารู้นะ ยังไม่จัดว่ารู้ปรมัตถธรรมโดยแท้จริงค่ะ

ปรมัตถธรรมต้องรู้ได้ด้วยญาณปัญญาเท่านั้น

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ม.ค. 2555 , 12:34:25 น.] ( IP = 124.121.172.68 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณสำหรับความเห็นที่แนะนำครับ

ที่ผมกล่าวว่า......ผู้ที่เจริญสมถกรรมฐานที่โดยไม่เคยเข้าใจเรื่องรูปนาม (ปรมัตถธรรม) มาก่อน อย่างเช่นคนในครั้งก่อนพุทธกาลซึ่งรู้จักเจริญสมถกรรมฐานกันมาแล้วก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้และแสดงธรรมถึงหนทางอันเอก คือสติปัฏฐาน วิปัสสนา ซึ่งมีรูปนามเป็นอารมณ์........เพราะเห็นว่าบุคคลในครั้งนั้นก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้และทรงแสดงธรรม ก็รู้วิธีที่จะเจริญปัญญาในขั้นสมถะ ซึ่งสงบระงับกิเลสไว้ได้ ดังเช่นท่านอุทกดาบส อาฬารดาบส แต่ว่าไม่รู้ความจริงของปรมัตถธรรมว่าเป็นแต่เพียง รูป จิต เจตสิก หาใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนของใคร แม้จะเจริญอรูปฌานขั้นสูงในบางขั้นซึ่งมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ก็เป็นแต่เพียงรู้ไปตามสภาวะนั้น แต่ไม่รู้ถึงความจริงของสภาวะว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนของใคร จึงไม่มีแสดงไว้ว่าผู้ใดสามารถเจริญสติปัฏฐานจนเกิดวิปัสสนาญาณได้ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้และแสดงธรรมอันเป็นหนทาง ต่อเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้และแสดงหนทาง จึงมีผู้ที่เข้าใจและอบรมตนตามหนทาง เมื่อประกอบกับการสั่งสมและเกิดเป็นติเหตุกบุคคล จึงสามารถเกิดวิปัสสนาญาณตามลำดับ ประจักษ์แจ้งในความจริงของสภาวะที่เป็นปรมัตถธรรม ไปจนถึงขึ้นประหารกิเลสได้ในที่สุด

และทำให้มองเห็นอีกประเด็นหนึ่งคือ
สมถกรรฐาน 40 กองคงจะรวบรวมและสรุปประมวลไว้หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ในอนุสติ 10 จึงมีพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ เป็นต้น แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อครั้งยังไม่มีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น จะเจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ กันได้อย่างไร

ขอบพระคุณที่กรุณาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

โดย เรียนถาม [30 ม.ค. 2555 , 09:42:31 น.] ( IP = 202.176.81.233 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org