| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คุณค่าแห่งกาลเวลา
สลักธรรม 1ส่วนผู้มีนิสัยชอบเจริญสติปัฏฐาน ย่อมพิจารณาเห็นอายุสังขารของตนเป็นของน้อยนิดเดียว เปรียบเหมือนกับน้ำตกอยู่บนในบัว เมื่อถูกแสงแดดพลันจะให้เหือดแห้งอย่างไม่ปรากฏ แล้วก็เกิดความสลดสังเวช ปลงปัญญาสู่พระไตรลักษณญาณ กาลเวลาจึงว่าเป็นของดีมีประโยชน์แก่ทุก ๆชั้นทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้นว่า
อจฺจยนฺติ อโหรตา ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ
โอ้ชีวิตเป็นของน้อย ย่อมรุกร่นเข้าไปหาความตายทุกที เหมือนกับน้ำในแม่น้ำน้อย เมื่อถูกแสงพระอาทิตย์แล้ว ก็มีแต่จะแห้งไปทุกวัน ฉะนั้นฯ
ชีวิตอายุของเรา ถึงแม้ว่าจะมีอายุอยู่ได้ตั้งร้อยปี ก็นับว่าเป็นของน้อยกว่าสัตว์จำพวกอื่น ๆ เช่น เต่าและปลาในทะเล เป็นต้น ซึ่งเขาเหล่านั้นมีอายุตัวละมาก ๆ เป็นร้อย ๆ ปี แต่มนุษย์เราเห็นว่าเขามีอายุน้อยเดียว
ผู้มี อัปปมาทธรรม เป็นเครื่องอยู่ เมื่อมาเพ่งพิจารณาถึงอายุของน้อยพลันหมดสิ้นไป ๆ ใกล้ต่อความตายเข้ามาทุกที กิจหน้าที่การงานของตนที่ประกอบอยู่จะไม่ทันสำเร็จ ถึงไม่ตายก็ทุพพลภาพเพราะความแก่ แล้วก็ได้ขวนขวายประกอบกิจหน้าที่ของตนเพื่อให้สำเร็จโดยเร็วพลัน กาลเวลาจึงอุปมาเหมือนกับนายผู้ควบคุมกรรมกรให้ทำงานแข่งกับเวลา ฉะนั้น ฯ
ทาน การสละวัตถุสิ่งของที่ตนมีอยู่ให้แก่บุคคลอื่น นอกจากผู้ให้จะได้รับอิ่มใจเพราะความดีของตนแล้ว ผู้รับยังได้บริโภคให้สอยวัตถุสิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์แก่ตนอีกด้วย นับว่าไม่มีเสียผลทั้งสองฝ่าย แต่กาลเวลาที่สละทั้งชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ไม่เป็นผลแกทั้งสองฝ่าย คือกาลเวลาก็หมดไป ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เสื่อมสูญไป ยังเหลือแต่ความคร่ำคร่าเหี่ยวแห้งระทมทุกข์อันใคร ๆ ไม่พึงปรารถนาทั้งนั้น
นอกจากบัณฑิตผู้ฉลาดในอุบายน้อมนำเอาความเสื่อมสิ้นไปแห่งชีวิตนั้นเข้ามาพิจารณาให้เห็นสภาพสังขารเป็นของไม่เที่ยง จนให้เกิดปัญญาสลดสังเวช อันเป็นเหตุจะให้เบื่อหน่ายคลายเสียจากความยึดมั่นในสังขารทั้งปวง ฉะนั้น ทานการสละให้ปันสิ่งของของตนที่หามาได้ในทางที่ชอบให้แก่ผู้อื่นในเมื่อกาลเวลากำลังเอาฆ่าชีวิตของเราไปอยู่ จึงเป็นของควรทำเพื่อชดให้ชีวิตที่หมดไปนั้นให้ได้ทุน (คือบุญ) กลับคืนมาโดย เทพธรรม [18 ม.ค. 2555 , 06:46:34 น.] ( IP = 58.9.138.44 : : )
สลักธรรม 2การรักษาศีลก็ดี การรู้จักอภัยทานก็ดี นี่ก็เป็นการทำความดี
การทำดีนี้ทำเพื่อชดใช้ชีวิตของเราที่กาลเวลาคร่าหรือกลืนกินไปอีกด้วย
ผู้กระทำชั่ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผู้มีหนี้ติดตัว ผู้มีหนี้ติดตัวย่อมมีความทุกข์เดือดร้อน ฉะนั้น บาปกรรมชั่วเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ แต่ผู้ใดทำลงไปแล้วแม้คนอื่นทั้งโลกเขาจะไม่เห็นก็ตาม แต่ความชั่วที่ตนกระทำลงไป แล้วนั่นแล เป็นเจ้าของมาทวงเอาหนี้ (คือความเดือดร้อนภายหลังเพราะบาปให้ผลเป็นความทุกข์) อยู่เสมอ ยิ่งซ้ำร้ายกว่าหนี้ที่มีเจ้าของเสียอีก
เป็นที่น่าเสียดาย บางคนผู้ประมาทแล้วด้วยยศ ด้วยลาภก็ตาม ไม่ได้นึกคิดถึงชีวิตอัตภาพของตน กลัวอย่างเดียวแต่กาลเวลาจะผ่านพ้นไป แล้วตัวของเขาเองจะไม่ได้ทำความชั่ว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของดีแล้ว เช่น สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร เป็นต้น นำเอาชีวิตของตนที่ยังเหลืออยู่นั้นไปทุ่มเทลงในหลุมแห่งอบายมุขหมดบุญกรรมนำส่งมาให้ได้ดิบได้ดี มีสมบัติอัครฐานอย่างมโหฬาร เตรียมพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ขัดสน แต่เห็นความเหล่านั้นเป็นเรื่องความทุกข์ไป สู่ความชั่วอบายมุขไม่ได้ กาลเวลาอายุเป็นของที่มีค่ามากเหลือไว้ แทนที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์และความสุข คนผู้ประมาทแล้วกลับนำไปใช้ในทางที่เกิดโทษทุกข์ จมดิ่งลงสู่อบายมุขอย่างน่าใจหาย
สมกับพุทธภาษิตว่า เย ปมตฺตา ยถา มตา คนผู้ประมาทแล้วเป็นอยู่ก็เหมือนตายแล้ว ดังนี้ เพราะบุคคลผู้เช่นนั้น ถึงมีชีวิตอยู่นอกจากจะไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นสาระให้แก่คนแล้ว ยังจะเป็นภัยแก่สังคมเป็นอันเป็นอันมากอีกด้วย
คนผู้ตายไปแล้วไม่เคยเป็นภัยแก่ใครเลย คนผู้ประมาทแล้วแล้วซิเป็นภัยแก่สังคมมาก ภัยเหล่านี้ย่อมเกิดจากผู้มีชีวิตอยู่แต่ประมาทแล้ว คือ ความโลภ ทะยานอยากได้ทำให้หน้ามืดไม่มีขอบเขตจนเป็นเหตุทำความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น ความโกรธ มุละทุ เหี้ยมโหด เพ่งแต่โทษ ของคนอื่น หาเรื่องทะเลาะค่าว่าฆ่าตีไม่มีดีกับใคร ๆ โมหะ ความหลงมัวเมาเข้าใจผิด คิดในสิ่งที่ดีว่าชั่ว สิ่งที่ชั่วว่าดี สิ่งที่ผิดเห็นเป็นถูก แต่สิ่งที่ถูกหลับเห็นเป็นผิด ไม่เข้าใจความเป็นจริง ดันทุรังถือรั้นเอาแต่ใจของตน เหล่านี้ก็ดี ย่อมเป็นภัยแก่สังคม
คนประมาทดังกล่าวมานี้ เข้าในสังคมใดย่อมก่อความไม่สงบวุ่นวายขึ้นสังคมนั้น จนเป็นเหตุให้สังคมเขาเอือมระอา แต่ตัวเองเห็นว่าเป็นของเด่นอยู่เสมอ ภัยทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเกิดจากคนประเภทดังกล่าวแล้วทั้งนั้นโดย เทพธรรม [18 ม.ค. 2555 , 06:52:36 น.] ( IP = 58.9.138.44 : : )
สลักธรรม 3อนึ่ง ท่านเปรียบกิเลส สามกองนั้นไว้อย่างน่าฟังว่า นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม้น้ำน้อยใหญ่ที่ไหลไปไม่มีเวลาหยุด เสมอด้วยความโลภทะยานอยากได้ของคนไม่มี นตฺถิ โทสสโม กลิ ความผิดของบุคคลผู้กระทำผิดอย่างร้ายแรง เสมอด้วยความโกรธไม่มี นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ ข่ายทั้งหลายที่ดักสัตว์ทุก ๆ ชนิด (ถึงแม้จะวิเศษและทันสมัยอย่างไรก็ตาม) เสมอด้วยความหลงไม่มี ดังนี้
เมฆหมอกที่ปกคลุมแสงพระจันทร์พระอาทิตย์ ถึงแม้จะมืดมิดสักปานใดก็ยังมีเวลาฉายจ้าออกมาได้เวลาหนึ่ง แต่กิเลสสามกองนี้ เมื่อได้เข้าจับหัวใจของใครแล้ว ต้องมืดมิดปิดบังอย่างน่ากลัว
ความโลภความทะยานอยากได้มี่ขอบเขต เป็นกิเลส เหมือนน้ำฝนตกจากที่สูง ไหลท่วมท้นที่อยู่ของคนแล้วก็ไหลท่วมท้นที่อื่น ๆ ต่อไปจนเป็นอันตรายแก่พืชผลได้ ความโลภไม่รู้จักอิ่มของคนก็เหมือนกัน มีล้นเหลือแล้วไม่รู้จักพอ ยังอยากได้ของคนอื่นร่ำไป ทั้งที่ของตนมีอยู่มากมาย ถึงแม้ความหิวแทบตาย บางทียังไม่ยอมสละทรัพย์ออกใช้จ่ายไปยังเสียดาย เป็นทุกข์แทนเขา จนอดริษยาเขาไม่ได้ก็มี
ความโกรธเป็นเหมือนกับไฟ ย่อมไหม้เชื้อไม่เหลือ แม้แต่ของสด ๆ ก็ไหม้ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นที่หัวใจของใครแล้วทำให้เหี้ยมโหดกักขฬะกล้าแข็งยิ่งนัก ไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือผู้มีพระคุณอย่างไรก็ตาม มันโกรธได้ไม่เลือกหน้าหากมีศาสตราวุธอย่างวิเศษแล้วก็สามารถสังหารโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ให้แหลกเป็นจุณไปด้วยแรงฤทธิ์ของมันในชั่วพริบตาเดียว
ความหลงที่เรียกว่าโมหะ มีลักษณะเหมือนเมฆหมอก ถึงแม้มันจะเป็นของเย็นก็ครอบคลุมได้ทั้งน้ำและไฟ แล้วไหลลอยไปตามลม กล่าวคือ เมื่อจิตทะยานอยากจนให้เกิดความโลภขึ้นมาแล้ว หลงก็พลอยสนับสนุน คิดเอาแต่ได้ ไม่เลือกหน้าว่าควรหรือไม่ควร ลักขโมย ปล้นจี้ วิ่งราว ฆ่าเจ้าของทำได้ทั้งนั้น ไม่คิดถึงโทษทุกข์ทั้งของตนและของตนอื่น ปิดบังสติสัมปชัญญะ มิได้คิดถึงคุณและโทษ ตั้งหน้าแต่จะกอบโกยเอาด้วยหน้าตามึนซาไม่มียางอายอย่างเดียว
ถึงความหลงจะไม่แสดงความพิษร้ายแรงเจ็บแสบ แต่หลงก็ได้เข้าไปแทรกสนับสนุนให้ความโกรธเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ไปเข้าข้างตัวส่วนเดียวจนได้ ทำให้ความโกรธ มีกำลังแข็งกล้า ถึงกับหน้าเขียวเสียงสั่น ลบล้างศรัทธาปัญญาและศีลธรรมอันดีงามที่เคยได้อบรม มาหมด ในเมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้วก็ยังปรากฏอยู่อย่างเดียว นั่นคือ ตายักษ์หน้ามาร อากัปกิริยาของปีศาจ ความเกรี้ยวกราดของจอมพาล ความกล้าหาญอย่างโง่ ๆ ความหลงนี้ย่อมเข้าครอบคลุมได้ในที่ทุกสถาน ไม่ว่าบ้านหรือวัดรัฐสถาน แม้ราชสำนักมันก็ไม่กลัว ความหลงมันเข้าไปทรงอำนาจอิทธิพลเที่ยวป้วนเปี้ยนไปหมดโดย เทพธรรม [18 ม.ค. 2555 , 06:57:12 น.] ( IP = 58.9.138.44 : : )
สลักธรรม 4กิเลส ๓ กองนี้ เมื่อเข้าไปหมักหมมดองอยู่ในใจของคนใดแล้ว ย่อมทำให้ใจของคนนั้นเสื่อมคุณภาพลงทุกที เหมือนสนิมเกิดขึ้นในเหล็กแล้วกัดเหล็กให้สึกกร่อนไป ฉะนั้น
ด้วยเหตุนี้ทุก ๆ คน จึงควรคิดถึงกาลเวลาอันมีค่า ที่เราอยู่ได้ไม่ตายเพราะกาลเวลายังเหลืออยู่ไว้ให้เราใช้ให้เป็นประโยชน์ และอย่าได้เข้าใจว่ามันยังเหลืออยู่มากนัก แท้จริง วันคืนเดือนปีที่เรานับกันว่าได้เท่านั้นเท่านี้นั้น มิใช่เรานับของที่ได้ แต่เรานับของที่เราหมดไป เหมือนกับคนเดินทาง ข้างหลังมีแต่จะยาวออกไป ข้างหน้าสั้นเข้า ๆ ทุกที อายุที่เรานับอวดอ้างกันนักหนาว่า ข้าได้ ๕๐ -๖๐-๗๐ ปีนั้น เป็นการนับอายุที่หมดไปแล้ว ไม่ได้กลับคืนมาให้เรานับอีกส่วนที่ยังเหลืออยู่ไม่มีใครรู้สักคนว่ายังอีกมากน้อยเท่าไร
โจรขึ้นขโมยของบนเรือน เจ้าของไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่แต่เฉพาะของที่หายไปเท่านั้น ส่วนที่ยังเหลือเจ้าของบ้านไม่เคยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบเลยฉันใด การนับอายุก็นับได้แต่ส่วนที่หมดไป ส่วนที่ยังเหลือไม่มีใครรู้เลยฉันนั้น
ผู้มาพิจารณาถึงอายุของตนว่าเป็นของมีประมาณน้อยและไม่มีเครื่องหมายไม่ทราบว่าจะตายวันไหน ย่อมเสื่อมสิ้นสูญไปกับ วัน คืน เดือน ปี แล้ว จึงควรเป็นผู้ไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย
อนึ่ง ผู้มาพิจารณาถึงกาลเวลาอันกลืนกินอายุชีวิตของตนให้หมดสิ้นสูญไป ๆ อยู่เสมอ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เจริญมรณสติกัมมัฏฐาน หากปัญญาญาณยังไม่แก่กล้าสามารถจะถอนอุปาทานขันธ์ได้อย่างเด็ดขาด ก็ยังจะเป็นเครื่องบรรเทาความมัวเมาประมาท ให้ลดหย่อนลงบ้างตามโอกาสอันสมควร แล้วจะได้ปรารภถึงคุณงามความดี มีการทำทาน รักษาศีล ภาวนา เป็นต้น ละความชั่ว ความผิดทุจริตต่าง ๆ ที่เคยทำมาแล้วและกำลังทำอยู่ก็ดี ไม่สามารถจะทำต่อไป ตามวิสัยของผู้ไม่ประมาท ก็จะเป็นประโยชน์โสตถิผลทั้งแก่ตนและส่วนรวมตลอดทั้งโลกนี้และโลกหน้า ถ้าอาศัย อัปปมาทธรรม คือความไม่ประมาทเจริญไม่ขาดจนให้ชำนาญ ปานประหนึ่งว่ายานพาหนะอันจะนำตนไปสู่มัคควิถีแล้ว จะมีจิตแกล้วกล้าสามารถต่อสู้มัจจุราชภัยอาจหวังได้ชัยชนะในที่สุด เพราะผู้ย่อมสละทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตก็ยอมพลีไม่มีอาลัยเพื่อความบริสุทธิ์ของใจแล้ว อารมณ์ทั้งหลายแหล่ก็ปราศจากไปไม่มีเหลือ จิตก็จะตั้งมั่นปัญญาที่รู้เรื่องราวของชีวิต ก็จะปรากฎความยึดมั่นในตัวในตนก็จะหมดไป ชีวิตก็มีสาระธรรมเกิดขึ้น
ความปรากฎแห่งธรรมชาติคือพระนิพพานก็จะในชีวิตเราได้เพราะ การใช้ชีวิตที่แห่งคุณค่าแห่งกาลเวลานี้เอง
![]()
โดย เทพธรรม [18 ม.ค. 2555 , 07:03:06 น.] ( IP = 58.9.138.44 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |