| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ต้นไม้มีวิญญาณหรือไม่?
สลักธรรม 1
ในทางพระพุทธศาสนามิได้กล่าวถึงเรื่องต้นไม้ว่ามีวิญญาณอยู่ในพระไตรปิฎกเลยแม้แต่สักแห่งเดียว
นอกจากนี้ในพระอภิธรรมปิฎกยังได้แสดงเหตุผล ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริงเป็นอันมากที่จะใช้เป็นหลักยืนยันว่า ต้นไม้มิได้มีจิตหรือวิญญาณ ดังที่มีบางท่านเข้าใจอยู่
แม้ในวิชาพฤกษศาสตร์ซึ่งผมก็เคยศึกษามาบ้าง ผมก็ยังไม่เคยพบตำราเล่มใดที่แสดงถึงว่า ต้นไม้มีวิญญาณ ต้นไม้รู้จักใช้ความคิดนึกจดจำ ต้นไม้รู้จักเกลียดรู้จักโกรธ และต้นไม้รู้จักมีสัญชาตญาณหลีกภัยเมื่อใครมากระทบกระเทือนก็รีบหุบใบ ในเรื่องนี้เราอาจได้บทพิสูจน์ทั้งฝ่ายพฤกษศาสตร์ และทางฝ่ายพระอภิธรรมทั้งสองทาง
เรื่องของต้นไม้ที่แสดงความเป็นไปต่างๆ ผมได้เขียนไว้ในหนังสือหลายเล่มแล้ว ดังนั้นผมจึงขอยกมากล่าวเพื่อนำให้ท่านนักศึกษาได้พิจารณาอีกเล็กน้อยเท่านั้น
เราชอบพูดกันว่า ต้นไม้กินอาหาร และเมื่อเราพูดว่า ต้นไม้กินอาหารแล้ว เราก็เลยเข้าใจไปว่าต้นไม้มันกินเหมือนคนหรือเหมือนสัตว์ แม้มันมิได้ตักข้าวเข้าปาก แต่มันก็มีรากดูดเข้าไปก็คงเหมือนเราดูดกาแฟเย็น แท้จริงยังเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะต้นไม้มันไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ดูด ไม่ได้ซึมน้ำหรืออาหารเข้าไปในลำต้นเลย ทั้งมันก็ไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ด้วย โดย ศาลาธรรม [14 ก.พ. 2555 , 09:56:55 น.] ( IP = 125.25.122.175 : : )
สลักธรรม 2
ในเรื่องนี้ก็เหมือนกับเราชอบพูดกันอยู่เสมอๆว่า "รถยนต์คันนี้กินน้ำมันจุ" เราพูดว่ารถยนต์กินน้ำมันทั้งๆที่มันมิได้กินสักนิด น้ำมันเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจุดระเบิดให้ลุกสูบเคลื่อนที่เท่านั้นเอง ไม่มีท่าทีแสดงถึงการกินเลยแม้แต่น้อย
อาหารของสัตว์นั้นย่อมเป็นของเหลวและของแข็ง มีทั้งอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุ มีคาร์โบไฮเดรต(แป้ง, น้ำตาล) โปรตีน (ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต) ไขมัน เกลือแร่ต่างๆ ในภาวะปกติอาหารเหล่านี้จะถูกจิตสั่งให้ตักเข้าปากเพราะไหลเข้าไปเองไม่ได้
แล้วก็ละลายย่อยออกด้วยน้ำย่อยทีละน้อยๆ ตั้งแต่ปากลงไปจนไปลำไส้ใหญ่ และการย่อยนี้ก็จะต้องอาศัยจิตใจ หาไม่แล้วเราก็คงจะให้ซากศพที่ตายใหม่ๆกินอาหารได้
การกินอาหารของสัตว์ อาศัยจิตใจด้วยเป็นอันมาก เราจะสังเกตได้ว่า คนที่กำลังเสียใจมากๆย่อมกินอาหารไม่ลง เป็นต้น
แต่การกินอาหารของพืชนั้นมิได้เกี่ยว้องกับจิตใจเลย เพราะพืชส่งอาหารเข้าลำต้นด้วยวิธีออสโมซิส (Osmosis) ซึ่งคำนี้ในภาษาไทยยังไม่มี ดังนั้นผมจึงขอยกตัวอย่างประกอบ
เช่น เอาไข่ไก่มาฟองหนึ่ง แกะเปลือกไข่ทางด้านป้านออกเล็กน้อย โตประมาณกว่าเหรียญสลึงนิดหน่อย ระวังอย่าให้เยื่อบางๆของไข่นั้นขาด ส่วนทางด้านแหลมของไข่นั้น ให้เจาะทะลุลงไปเลย เล็กกว่ามวนบุหรี่นิดหน่อย แล้วหาหลอดแก้วเล็กๆสอดลงไป หาวัตถุเหนียวๆมายาให้รอบหลอดนั้นให้ทั่ว ให้หลอดติดกับเปลือกไข่ให้แน่น ต่อจากนี้จึงนำเอาไข่นี้วางลงในน้ำทางด้านป้านที่แกะเปลือกเอาไว้แล้ว ในไม่ช้าเราก็จะเห็นหลอดแก้วนั้นมีน้ำสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
โดย ศาลาธรรม [14 ก.พ. 2555 , 09:57:11 น.] ( IP = 125.25.122.175 : : )
สลักธรรม 3
วิธีที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้ จะต้องอาศัยน้ำในไข่ที่มีความเข้มข้นกว่าภายนอก ภายในรากของต้นไม้ก็มีน้ำที่เข้มข้นกว่าน้ำที่อยู่ภายนอกเหมือนกัน แล้วที่รากของมันก็มีเยื่อบางๆกั้นอยู่
ดังนั้น ในวิชาพฤกษศาสตร์จึงกล่าวว่าต้นไม้มันมิได้กิน มิได้ดื่ม ทั้งมิได้ดูดมิได้ซึม หากแต่เป็นไปโยวิธีการออสโมซิส (Osmosis)นั่นเอง ซึ่งวิธีการนี้เป็นหนทางที่ต้นไม้นำน้ำและอาหารเข้าสู่ลำต้น
นอกจากนี้ วิธีที่จะให้อาหารเข้าไปทำประโยชน์แก่ต้นพืชก็แตกต่างกว่าสัตว์หรือมนุษย์มาก เพราะต้องมีการปรุงอาหารขึ้นที่ใบเสียก่อน โดยการรวมคาร์บอนไดอ๊อกไซด์กับน้ำ แล้วมีแสงของดวงอาทิตย์เข้าช่วยโดยมีคลอโรฟิลล์(Chlorophyll) ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเร็วเข้า
นอกจากนี้ ชอบมีผู้ตั้งคำถามว่า เหตุใดต้นพืชจึงโน้มเอนไปในทางที่มีแสงสว่าง ในเรื่องนี้ผู้ที่ช่างสังเกตก็จะเห็นอยู่เสมอว่า ถ้าปลูกพืชไว้ใกล้ชายคาบ้านแล้วมันจะเอนออกไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับบ้าน เพื่อหนีจากร่มเงาไปสู่แสงแดด จนดูเหมือนว่ามันมีจิตหรือธาตุรู้อะไรสักอย่าง ว่ามันต้องการเช่นนั้น แล้วจึงบังคับให้ต้นพืชค่อยๆเอนออกไป
ความจริงต้นไม้นั้นมันไม่รู้ ทั้งมันก็มิได้ตั้งใจที่จะให้เป็นเช่นนั้นด้วย แต่การที่มันเป็นไปได้ก็เป็นไปตามอัตโนมัติที่ประกอบด้วยเหตุผล เหมือนเครื่องยนต์ที่มิได้มีจิตใจแต่มันแล่นไปได้นั่นเอง
โดย ศาลาธรรม [14 ก.พ. 2555 , 09:57:29 น.] ( IP = 125.25.122.175 : : )
สลักธรรม 4
ตามหลักฐานความจริงของวิชาพฤกษศาสตร์ ต้นไม้จะเจริญเติบโตขึ้นตามทิศทางของแสงสว่าง คุณลักษณะเช่นนี้ก็เกิดจากการสะสมฮอร์โมน สำหรับความเจริญเติบโตทางด้านตรงกันข้ามกับที่ไม่มีแสงสว่างได้ถูกสะสมไว้จนมีจำนวนมากขึ้นเกินกว่าธรรมดา ฮอร์โมนที่เหลือเฟือเหล่านี้ ช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีในพืชดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ฮอร์โมนนี้มีชื่อว่า อ๊อกซินส์ (auxins)
อ๊อกซินส์นี้เป็นฮอร์โมนของต้นไม้ที่รู้จักกันมานานแล้ว ในวงการวิทยาศาสตร์แขนงพฤกษศาสตร์มีความเชื่อว่า เซลล์ของพืชจะเจริญเติบโตได้ ในเมื่อมีอ๊อกซินส์อยู่ อ๊อกซินส์นี้เกิดอยู่ในเนื้อเยื่อของใบไม้และเกสรอ่อนๆ แล้วอ๊อกซินส์ก็จะถูกนำไปยังส่วนต่างๆของต้นไม้ในโอกาสต่อไป
อ๊อกซินส์จะหมุนเวียนไปทางด้านที่ไม่ได้รับแสงสว่างเป็นจำนวนมากกว่าทางด้านอื่น หมายความว่า ต้นไม้ทางด้านที่ได้รับแสงสว่างน้อย จะมีอ๊อกซินส์มากกว่าทางด้านที่มีแสงสว่างมาก
ด้วยเหตุนี้เอง เซลล์ของต้นไม้ทางด้านที่ทึบแสงจะต้องขยายตัวยาวออกไปมากกว่าทางด้านที่รับแสงสว่าง จึงเป็นเหตุทำให้ต้นไม้เอนหรือโค้งงอออกไปทางด้านที่มีแสงสว่างมาก จนเป็นเหตุทำให้ดูประหนึ่งว่า ต้นไม้ต้องการเอนออกไปเพื่อต้องการแสงสว่าง ราวกับว่ามันมีชีวิตจิตใจ
เรื่องของต้นไม้ที่หุบใบได้เมื่อกระเทือนก็ดี กินตัวแมลงได้ก็ดี เหล่านี้ผมได้เขียนลงไว้ในหนังสือหลายเล่มแล้ว เช่นในเรื่องความมหัศจรรย์ของชีวิตเป็นต้น จึงไม่ได้แสดงไว้อีกเพราะเกรงว่าจะเป็นการเสียเวลามาก
โดย ศาลาธรรม [14 ก.พ. 2555 , 09:57:46 น.] ( IP = 125.25.122.175 : : )
สลักธรรม 5
แต่ผมก็ขอเพิ่มเติมว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายพฤกษศาสตร์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องพืช ตลอดจนตำรับตำราทุกเล่มของเขา ผมยังไม่เคยพบเลยว่าท่านผู้ใด หรือหนังสือเล่มไหนแสดงว่าต้นไม้มีวิญญาณ
เรื่องของต้นไม้ว่าไม่มีวิญญาณหรือธาตุรู้นั้น ในปรมัตถธรรมก็มีหลักฐานยืนยันเอาไว้มาก เช่น ธาตุรู้นั้นได้แก่ มโนธาตุ ๓ วิญญาณธาตุ ๑๐ มโนวิญญาณธาตุ ๗๖ รวมกันเข้าก็มี ๘๙ นี้เท่านั้น ไม่ทราบว่าจะเอาธาตุรู้อันไหนไปใส่ให้ต้นไม้ได้อย่างไร
ธาตุรู้ทั้งหมดนี้ย่อมมีที่อาศัยเกิด เช่นที่จักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ และหทยวัตถุ ถ้าไม่มีที่อาศัยเกิดแล้วก็จะเกิดธาตุรู้ขึ้นมาเองไม่ได้ หลักฐานตามสภาวธรรมมีอยู่ดังนี้ จึงไม่ทราบว่าจะเอาจักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ และหทยวัตถุ ไปใส่ให้ต้นไม้ที่ตรงไหนดี ต้นไม้จึงจะเห็น ได้ยิน และคิดอะไรๆได้
ต้นไม้อาศัยอุตุเป็นแดนเกิด มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอาศัยกรรมเป็นแดนเกิดแล้วมีอุตุมีอาหารเข้าร่วมด้วย
และอำนาจของกรรมนี้จะผลิตสร้างรูปซึ่งเป็นปรมาณูขึ้นเรียกว่ากรรมชรูป เป็นที่ตั้งอาศัยของจิตใจหรือธาตุรู้ และเป็นผู้ผลิตที่ตั้งของอิตถีภาวะ และปุริสภาวะ อันได้แก่ความเป็นหญิงความเป็นชายลงไปบนเซลล์ทั่วร่างกาย
โดย ศาลาธรรม [14 ก.พ. 2555 , 09:58:04 น.] ( IP = 125.25.122.175 : : )
สลักธรรม 6
สำหรับต้นไม้ผมก็ไม่เคยได้พบว่าตรงไหนเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตใจหรือธาตุรู้ ตรงไหนแสดงว่าต้นไม้เป็นหญิงหรือเป็นชาย ส่วนเกสรตัวผู้ตัวเมียของต้นไม้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศอันเป็นเรื่องของพืชโดยเฉพาะซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์ที่ผมก็เคยบรรยายไว้ในหนังสือเล่มอื่นแล้วเหมือนกัน
ถ้าต้นไม้มีวิญญาณหรือธาตุรู้แล้ว พุทธศาสนิกชนก็ไม่ควรจะไปตัดหรือไปเด็ดต้นไม้ใบไม้ตลอดจนผักหญ้ามาเป็นอาหาร เพราะเป็นการเบียดเบียนสัตว์ต้นไม้ จะทำให้สัตว์ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายต้องตายไป เป็นการทำปาณาติบาต ดีไม่ดีอาจจะต้องไปลงนรกเข้าก็ได้
ถ้าต้นไม้มีวิญญาณหรือธาตุรู้แล้ว ต้นไม้ก็คงจะทำบาปทำบุญ ทำดีทำชั่วได้ ต้นไม้ตายลงไปแล้วจะไปเกิดที่ไหน จะไปรวมกันอยู่กับพวกอมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายหรือเปล่า
ถ้าจะว่าต้นไม้ทำบาปหรือบุญไม่ได้ เห็นหรือได้ยินก็ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็คงจะเป็นภวังควิญญาณกระมัง แต่ภวังควิญญาณซึ่งเป็นธาตุรู้อันหนึ่ง ภวังควิญญาณเป็นชนิดทวารวิมุติอารมณ์ซึ่งรับอารมณ์โดยทั่วไปไม่ได้ แต่ก็ยังคงมีอารมณ์ซึ่งเป็นอดีตที่อาจจะเป็นอารมณ์บาปหรือเป็นบุญได้ ดังนั้นต้นไม้ก็คงจะต้องมีอารมณ์อยู่เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นอารมณ์ที่เป็นบาปหรือเป็นบุญ ทั้งภวังควิญญาณก็จะต้องตั้งอยู่ ณ หทยวัตถุ (ในปัญจโวการภูมิ) แต่ต้นไม้ไม่ทราบว่าหทยวัตถุอยู่ที่ไหน
![]()
โดย ศาลาธรรม [14 ก.พ. 2555 , 09:59:16 น.] ( IP = 125.25.126.242 : : 10.0.3.167 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |