| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กามคืออะไร? ตัณหาคืออะไร?
สลักธรรม 1
กิเลสกาม นั้นก็หมายถึง ความปรารถนาที่จะเสพกามารมณ์ (กาม + อารมณ์) ความปรารถนากามราคะ ความใคร่ ความกำหนัด ดำกฤษณา ตลอดจนความปรารถนาในลาภยศ สรรเสริญ (กามสุข)ทั้งปวง ที่เป็นตัวอยากตัวปรารถนา ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า กามตัณหา
วัตถุกาม หมายถึงวัตถุสิ่งของต่างๆ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมถึงกามจิต เจตสิก ที่ดับไปแล้ว อันเป็นอารมณ์ของความอยากหรือกามตัณหา คือตัวการที่ก่อให้เกิดความยินดีติดใจขึ้น วัตถุกามที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เช่น ผู้ชาย ผู้หญิง ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ ปลา บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร ธิดา และบริวาร เป็นต้น วัตถุกามที่เกี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ทรัพย์สิน แก้วแหวน เงินทอง บ้านเรือน เครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ เป็นต้น
ความหมายของคำว่ากามนี้ จึงต้องหมายรวมถึงกามจิต คือ ตัวอยาก ตัวปรารถนา หรือกามตัณหา และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของความอยาก ความปรารถนา กามตัณหานั้นด้วย จึงดูเหมือนว่าอะไรๆ รอบตัวเรานั้นเป็นกามไปเสียหมด เรื่องนี้ก็น่าจะอนุโลมตามนั้น เพราะเราได้เกิดมาในแดนแห่งกาม ที่เรียกว่า "กามภูมิ"
กามภูมินั้นหมายถึงภูมิอันเป็นที่เกิดแห่งกิเลสกาม และวัตถุกาม ดังบาลีที่ว่า "กามสฺส ภโวติ = กาโม"
แต่ถ้าจะพิจารณากันอย่าเจาะจงลงไปในตัวกามแล้ว ก็จะได้แก่กิเลสกามอย่างเดียวที่เป็นตัวกาม เพราะอารมณ์อันหลากหลายทั้งมวลบรรดามีอยู่ในโลก อารมณ์อันเป็นตัวยืนให้จิตกำหนดเหล่านั้นหาใช่กามไม่ ความกำหนัดรักใคร่ของคนต่างหากที่เป็นตัวกาม
โดย ศาลาธรรม [21 ก.พ. 2555 , 10:56:02 น.] ( IP = 125.27.165.3 : : )
สลักธรรม 2
จักษุ รูป โสต เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะ ใจ และอารมณ์ก็ดี อันชื่อว่าเป็นวัตถุกามดังกล่าวแล้วนั้น หาใช่เป็นตัวกามอันเป็นความพอใจรักใคร่ไม่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากกามคุณอารมณ์ต่างหากเป็นตัวกาม เป็นตัวความพอใจรักใคร่ ซึ่งมีสภาพเป็นเครื่องเกี่ยวโยงวัตถุกามทั้งหลายให้ติดต่อเกี่ยวเนื่องกัน
และการละกามนั้นเล่า พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงแสดงเพื่อการละจากวัตถุกาม แต่ทรงแสดงอำนาจแห่งการละ โดยให้ละกิเลสกามประหาณกามให้สิ้นเชื้อสาย โดยแก้เส้นเชือกอันผูกวัตถุกามให้ติดต่อเกี่ยวเนื่องกันออกเสีย จึงเห็นว่าตัวกามนั้นได้กับกิเลสกามฝ่ายเดียว
การที่ได้แสดงกามในความหมายโดยทั่วไปนั้น จะต้องหมายรวมทั้งกิเลสกามและวัตถุกามด้วย เพราะเมื่อกล่าวถึงการบริโภคกาม หรือเสวยกามคุณอารมณ์ที่เรียกผู้บริโภคกามว่า กามโภคี คือผู้ที่บริโภคกามนั้น หมายถึงผู้ที่ยังมีความกำหนัดยินดีในอารมณ์กามอันมีวัตถุกาม เป็นเครื่องรับความกำหนัดยินดีนั้น จึงจะบริโภคกามได้
ถ้ามีแต่ความกำหนัด(กิเลสกาม) ไม่มีวัตถุ(วัตถุกาม)เป็นเครื่องรองรับแล้ว กามกิจก็จะสำเร็จลงไม่ได้ เช่นนึกกำหนัดยินดี โดยไม่มีวัตถุกามมาตั้งให้นึก หรือมีแต่วัตถุ แต่ความกำหนัดยินดีไม่เกิด ก็ไม่อาจบริโภคกามได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้น ในการบริโภคกามจึงต้องมีกามพร้อมกันทั้งสอง คือ กิเลสกามและวัตถุกาม เหมือนมีดและเขียง
ฉะนั้น การกล่าวถึงกามโดยทั่วไปแล้ว ก็ย่อมจะกินความครอบไปทั้งกิเลสกามและวัตถุกามด้วย เหมือนการที่เรียกว่าทุกข์หรือสุขนั้น ความหมายโดยทั่วไปที่เราเข้าใจกันแล้ว ก็ย่อมจะหมายถึงทั้งจิตใจและวัตถุรวมๆ กันไปด้วย คือ ทุกขเวทนา และทุกขวัตถุ หรือสุขเวทนา และสุขวัตถุ ดังนี้เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรียกว่า กาม แล้ว ย่อมหมายถึงตัวกิเลสกามด้วย และวัตถุกามอันเป็นอารมณ์ที่รองรับกิเลสกามด้วย โดย ศาลาธรรม [21 ก.พ. 2555 , 10:56:16 น.] ( IP = 125.27.165.3 : : )
สลักธรรม 3
ตัณหาคืออะไร?
ในทางโลกคำว่า "ตัณหา" มักจะเพ่งเล็งไปในทางเพศ ฉะนั้น ถ้าใครถูกกล่าวหาว่ามีตัณหามาก หรือมีตัณหาจัดแล้ว ก็ถือว่าเป็นการกล่าวให้เป็นที่เสียหาย ถ้าเป็นสตรีด้วยแล้วก็ยิ่งจะเสียหายหนักขึ้นไปอีก ด้วยเป็นการกล่าวที่แสดงว่ามีความปรารถนาในทางเพศอย่างรุนแรง หรือเป็นคนมักมากในกามราคะ
ความจริงในพระพุทธศาสนามิได้มีความมุ่งหมายดังที่ประชาชนส่วนมากเข้าใจ คำว่า "ตัณหา" หมายถึงความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางไหนก็ได้ จะเป็นอารมณ์ทางเพศหรือไม่ก็ได้ เช่นเห็นรูปที่ดีก็ติดใจในรูป ได้ยินเสียงที่ไพเราะก็ติดใจในเสียง เป็นต้น
สัตว์ทั้งหลายย่อมมีตัณหาติดตัวมาด้วยกันทั้งนั้น และมีมากเสียด้วย ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นท่านนักศึกษา ทั้งพระ ทั้งฆราวาส รวมทั้งผมด้วย เพราะเป็นสัญชาตญาณอันติดตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะกันมันให้ออกไปก็ไม่สำเร็จ เพราะเราได้อบรมให้มันฝังประทับอยู่ในจิตใจอย่างแน่นหนามานับชาติไม่ได้ เพียงแต่กล่อมเกลามันบ้าง เพื่อให้อยู่ร่วมกันไปได้ในสังคมเท่านั้น
โดย ศาลาธรรม [21 ก.พ. 2555 , 10:56:40 น.] ( IP = 125.27.165.3 : : )
สลักธรรม 4
ก็เพราะตัวตัณหาอันเป็นความปรารถนาของหัวใจที่ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักจืดจางนี่เอง จึงได้ก่อให้เกิดการกระทำขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ ตั้งแต่กระทำในเรื่องดีๆไปจนถึงเรื่องร้ายๆ และร้ายที่สุด จนถึงบางท่านรำพึงว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยในหมู่มนุษย์ผู้ซึ่งยกตัวถือว่าตัวเจริญไปด้วยคุณธรรม ศีลธรรม และวัฒนธรรม
อำนาจของตัณหาซึ่งมีความแปลกประหลาดมหัศจรรย์นี้ จึงชื่อว่าเป็นตัวสนับสนุนให้การกระทำวิจิตรขึ้นมา เพื่อขอให้สมความปรารถนาเท่านั้น สัตว์ทั้งหลายก็จะทำอะไรได้สารพัด แม้การฆ่าคนตายคราวละมากๆเช่นระเบิดปรมาณู หรือจะต้องขายประเทศทั้งประเทศก็ยอมได้
ถ้าหากว่าตัณหา คือความติดใจในอารมณ์ต่างๆไม่มีเสียแล้ว การกระทำทั้งหลายก็จะไม่วิจิตรพิสดารอะไร ทั้งมิได้ชื่อว่าเป็นกรรม แต่กลายเป็นกิริยา ไม่มีผลอีกต่อไป เช่นพระอรหันต์ผู้ซึ่งได้ทำลายตัณหาของท่านเสียหมดสิ้นแล้วเป็นตัวอย่าง
![]()
โดย ศาลาธรรม [21 ก.พ. 2555 , 10:57:05 น.] ( IP = 125.27.165.3 : : )
สลักธรรม 5
อ่านแล้วทำให้เข้าใจคำว่า "กาม" ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะที่นำธรรมะดีๆมาฝากเป็นประจำโดย พี่ดา (พี่ดา) [23 ก.พ. 2555 , 12:07:55 น.] ( IP = 124.121.132.202 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |