| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จิตอาศัยเหตุอะไรจึงเกิดขึ้นมาได้
สลักธรรม 1
คำว่า "ปัจจัย" นั้น มิได้หมายถึงตัวต้นเหตุที่ทำให้ผลเกิด หากแต่หมายถึงตัวการที่สนับสนุนเหตุอีกทีหนึ่ง ในพระพุทธศาสนาแยกปัจจัยออกถึง ๒๔ ปัจจัย แล้วใน ๒๔ ปัจจัย ยังแยกย่อยออกไปอีกมาก ซึ่งปรากฏอยู่ในพระอภิธรรมปิฎก
ผู้ศึกษาจะเข้าถึงความลึกซึ้งถึงเรื่องชีวิต ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต จะหายสงสัยในปัญหาที่เรียกกันว่าโลกแตก เช่น เข้าใจถึงเรื่องตาย เรื่องเกิด เรื่องผลกรรมที่ตามมาให้ผลได้
ถ้าเราจะตั้งคำถามว่า โรงเรียนที่เรากำลังนั่งกันอยู่นี้ ใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา คำตอบข้อนี้ก็คือ โรงเรียนที่ถูกสร้างจนสำเร็จขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยช่างไม้ ถ้าช่างไม้ไม่มีเสียแล้ว โรงเรียนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น ช่างไม้จึงเป็นเหตุ โรงเรียนจึงเป็นผล
อย่างไรก็ดี ลำพังแต่ตัวของช่างไม้อย่างเดียว ก็หาผลิตสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นมาได้ไม่ ช่างไม้ก็จำเป็นจะต้องหาเครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยเหลือมี เลื่อย กบ ฆ้อน สิ่ว เป็นต้น ดังนั้น เครื่องมือของช่างไม้มี เลื่อย กบ ฆ้อน สิ่ว จึงเป็นตัวปัจจัยสนับสนุนเหตุ ซึ่งได้แก่ช่างไม้อีกทีหนึ่ง โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:44:58 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าเราจะตั้งคำถามว่า ต้นมะม่วงที่เราเห็นงอกงามสมบูรณ์อยู่นี้ เกิดขึ้นมาจากไหน คำตอบ ก็มีว่าต้นมะม่วงนี้เกิดขึ้นมาจากเม็ด เม็ดมะม่วงก็เป็นเหตุ ต้นมะม่วงก็เป็นผล แต่อย่างไรก็ดี มะม่วงจะเจริญงอกงามขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยการบำรุง คือการรดน้ำพรวนดิน ด้วยเหตุนี้เอง การรดน้ำพรวนดินจึงเป็นปัจจัยสนับสนุนเหตุ คือเม็ดมะม่วงอีกทีหนึ่ง
ผมได้กล่าวมาแล้วว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ จะเกิดเป็นผลขึ้นมาเองโดยปราศจากเหตุหาได้ไม่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสสารหรือพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือนามก็ตาม
ด้วยเหตุนี้เอง ถ้ามีท่านผู้ใดมาแสดงว่าจิตใจนั้นมีพระผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์เป็นผู้บันดาลขึ้นมา มันเป็นสิ่งกายสิทธิ์เกิดขึ้นมาได้เอง ไม่ได้อาศัยเหตุเป็นแดนเกิดแต่ประการใดแล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลย ความเชื่อของเราก็คงจะหมดสิ้นลงเป็นแน่
ตามหลักของพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรม ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น จิตใจก็อยู่ในฐานะเหมือนสรรพสิ่งทั้งหลายในข้อที่ว่า จะต้องมีเหตุจึงจะมีผลเกิดขึ้นมาได้ มิได้มีผู้หนึ่งผู้ใดมีอิทธิพลมาบันดาล มิได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเสกสรรขึ้นมา ทั้งตัวของจิตเองก็มิได้เป็นสิ่งกายสิทธิ์ที่จะอธิบายไม่ได้ และมันก็มิได้มีความสามารถเกิดขึ้นมาเองเลย
เหตุที่จิตจะเกิดขึ้นมาได้นั้น ถ้าจะว่าโดยละเอียดแล้วก็มีมากมาย ปัจจัยซึ่งเป็นตัวสนับสนุนเหตุก็มีมิใช่น้อย สำหรับผู้ที่ศึกษาในบทที่สูงขึ้นไปก็จะได้ทราบละเอียดเป็นชั้นๆ ในขณะนี้ท่านนักศึกษาก็เพิ่งจะเริ่มต้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเฉพาะที่เห็นได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเสียก่อน
เหตุที่จะให้เกิดจิตนั้นมี ๒ เหตุ แบ่ง ๔ ประการ คือ
เหตุไกล ได้แก่ อดีตกรรม และอารมณ์
เหตุใกล้ ได้แก่ เจตสิก และวัตถุรูปโดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:45:20 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 3
๑.อดีตกรรม
กรรมได้แก่การกระทำ และไม่เลือกว่าจะเป็นการกระทำทางทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ เมื่อได้แสดงความรู้สึกในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้อง สัมผัส และได้คิดนึก
การกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว ไม่ว่าบุญหรือบาป และไม่ว่าจะเป็นทางทวารตา ทวารหู หรือใจก็ตาม ย่อมจะไม่สูญหายไปไหน ย่อมจะเก็บประทับเอาไว้ในจิตใจอยู่เสมอตลอดเวลาเหมือนกับผ้าที่ถูกสีต่างๆย้อมเข้าไว้
การกระทำทั้งหลายที่เกิดแล้วเก็บประทับเอาไว้ในจิตนั้น แม้มันจะไม่มีตัวตนสัมผัสถูกต้องไม่ได้ก็จริง แต่มันก็มีกำลัง มีอำนาจที่จะโผล่ออกมาอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นภาพเขียนนั้นมีสีแดงมาก เราก็ประกาศขึ้นในใจว่า มีสีแดงเสียเป็นส่วนมาก
ทั้งนี้ก็ด้วยอาศัยสีแดงที่เก็บอยู่ภายในใจในอดีตออกมาตัดสินรวมกับอารมณ์ปัจจุบัน ซึ่งเด็กเล็กๆที่ยังไม่รู้จักสีแดง ย่อมวาดภาพสีแดงเอาไว้ในใจไม่ได้ หรือรู้ว่าสีแดงก็ไม่ได้
เมื่อได้ยินเสียงคนนินทาว่าร้าย ก็ยังเกิดความไม่พอใจ ความไม่พอใจหรือความโกรธนี้ มีเก็บไว้ในจิตใจนานหนักหนาแล้ว แม้ในขณะนี้ท่านนักศึกษาจะมิได้โกรธเพราะกำลังเรียนธรรมะอยู่ แต่ความโกรธก็ยังแอบแฝงหลบซ่อนอยู่ในใจ
เมื่อได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี จึงได้ยกเอาโทสะที่ซ่อนอยู่ในอดีตนั้น ออกมาร่วมกับอารมณ์ปัจจุบัน จึงโกรธขึ้นมาได้
เมื่อคิดถึงเรื่องเก่าๆในอดีต แล้วก็ดีใจหรือเสียใจ เรื่องเก่าๆในอดีตเหล่านั้น ได้มาเกิดร่วมกับจิตใจขณะปัจจุบัน เหมือนภาพยนต์ที่มาฉายอยู่ต่อหน้า
เมื่อได้ยินคำว่า "ไก่" ภาพของไก่ก็ปรากฏอยู่ในใจ คือ หน้า ตา หงอน ตัว หัว หาง ทั้งนี้ก็เพราะรูปร่างของไก่เป็นอย่างไร จิตใจเคยเก็บเอาไว้แล้ว การที่เรารู้ว่าไก่ได้ ก็เพราะเราเอา"ไก่" ในอดีตมาสร้างมโนภาพขึ้น
ตามที่ผมยกตัวอย่างย่อๆขึ้นมานี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า อดีตกรรมไม่มี จิตเห็น จิตได้ยิน จิตนึกคิด ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในเรื่องนี้ถ้าท่านนักศึกาษายังสงสัย ว่าจิตจะเกิดขึ้นมาได้โดยไม่ต้องอาศัยอดีตกรรมแล้ว ผมขอให้ยกตัวอย่างมาลองฟังกัน
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:45:44 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 4
๒. อารมณ์
ในทางโลก คำว่า"อารมณ์"มีผู้ใช้กันอยู่ทั่วไป เช่น อารมณ์ร้อน อารมณ์ไม่ดี ไม่มีอารมณ์ เป็นต้น ซึ่งถ้าว่าไปตามความเป็นจริงแล้ว ความเข้าใจนั้นก็หาได้ตรงกับความหมายตรงกับปรมัตถธรรมไม่
เพราะปรมัตถธรรมนั้น "อารมณ์" ได้แก่ธรรมชาติที่จิตเข้าไปจับหรือเป็นตัวที่จิตเข้าไปกำหนดรู้ เช่น ท่านนักศึกษาเห็นกระดานดำที่อยู่ตรงหน้าของท่าน "กระดานดำ"เป็นตัวการที่จิตเข้าไปยึดจับ หรือเข้าไปกำหนดรู้คือ"เห็น" ดังนั้น "กระดานดำ"ก็เป็นอารมณ์ของท่าน
หรือท่านนักศึกษาได้ยินเสียงที่ผมพูด หรือเข้าไปกำหนดรู้คือได้ยิน เสียงที่ผมพูดก็เป็นอารมณ์ของท่าน และเมื่อท่านนักศึกษาคิดถึงสามีหรือภรรยา สามีหรือภรรยาที่คิดถึงก็เป็นอารมณ์ของท่าน
เท่าที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า อารมณ์ทั้งหลายจะมาปรากฏทางทวารต่างๆ มีทางตา หู และทางใจ เป็นต้น ถ้าไม่มีทวาร ไม่มีอารมณ์แล้ว จิตจะเกิดขึ้นมาเองหาได้ไม่
อนึ่ง ควรจะได้ทำความเข้าใจเสียด้วยว่า สรรพสิ่งต่างๆ เช่น บ้าน เรือน คน สัตว์ มันก็จะเป็นบ้าน เรือน คน สัตว์ ตราบเท่าที่จิตยังมิได้กำหนดรู้ ในทางธรรมะเรียกว่าเป็นรูป ซึ่งได้แก่สสารและพลังงาน แต่เมื่อสิ่งนั้นมาเป็นตัวยืนให้จิตกำหนดรู้แล้ว สิ่งนั้นเราจึงเรียกว่าเป็น "อารมณ์"
อย่างไรก็ดี เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ก็จะต้องมีคลื่นแสง(รูปารมณ์)ที่สะท้อนจากรูปมากระทบกับจิตที่ประสาทตา
จิตได้ยินเกิดขึ้น ก็จะต้องมีคลื่นเสียง (สัททารมณ์)มากระทบกับจิตที่ประสาทหู
จิตนึกคิดเกิดขึ้น ก็จะต้องมีเรื่องที่คิดนึกเหล่านั้น เรียกว่า ธรรมารมณ์มากระทบกับจิตทางมโนทวาร
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:46:10 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 5
ดังนั้น ท่านก็จะได้บทพิสูจน์ว่า ถ้าไม่มีเหตุแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ เมื่ออารมณ์มิได้มากระทบกับจิตแล้ว จิตก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาเองได้ เช่น เสียงมิได้มากระทบ(ผัสสะ)หู แล้วจะได้ยินไม่ได้ เป็นต้น มิได้มีใครมาดลบันดาลให้จิตเกิดขึ้นมาได้เลยเป็นอันขาด
ข้อควรสังเกตก็คือ ถ้าจิตมิได้กำหนดรู้ในสิ่งใด สิ่งนั้นจะเรียกว่าอารมณ์หาได้ไม่ เช่นเสียงที่เกิดจากลมพัด นักร้อง คนพูด หรือรูปที่มีอยู่ แต่เรามิได้เห็น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น จิตมิได้เข้าไปกำหนดรู้ จิตมิได้ไปยึดจับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็มิใช่อารมณ์ แต่เป็นรูป ซึ่งได้แก่สสารและพลังงานในวิชาการทางโลก ต่อไปนี้ผมจะขอถามสักหน่อย ...
ท่านนักศึกษาเห็นอะไรที่ผมเขียนไว้บนกระดานดำ (มีภาพวงกลมอยู่บนกระดาน) อะไรเป็นอารมณ์ อะไรเป็นจิต "วงกลม"ในกระดานเป็นอารมณ์ "เห็น"ก็เป็นจิต
ท่านนักศึกษาได้ยินเสียงที่ผมพูดหรือไม่ อะไรเป็นอารมณ์ อะไรเป็นจิต "เสียง"เป็นอารมณ์ "ได้ยิน"ก็เป็นจิต
ท่านนักศึกษาลองคิดถึงบุตรธิดาดูทีหรือ อะไรเป็นอารมณ์ อะไรเป็นจิต "บุตรธิดา"ที่คิดถึงก็เป็นอารมณ์ ธรรมชาติที่"คิด" ก็เป็นจิต
ตามที่ผมได้แสดงมาแล้ว ก็ย่อมจะได้หลักสำคัญขึ้นมาว่า จิตเกิดขึ้นมาที่ไหน อารมณ์ก็จะต้องอยู่ในที่นั้น อารมณ์เกิดขึ้นในที่ใด จิตก็จะอยู่ในที่นั้น ตัวอย่างเช่น จิตเห็นเกิดขึ้นที่ตา อารมณ์จะไปอยู่ที่หูก็ย่อมไม่ได้เลย
อีกประการหนึ่ง จิตกับอารมณ์นั้นจะต้องอยู่เป็นคู่กันเสมอ พรากจากกันไปคนละทิศละทางไม่ได้เลยเป็นอันขาด เมื่อพูดว่าจิต ก็จะต้องมีอารมณ์ เมื่อพูดว่าอารมณ์แล้วจะไม่มีจิตย่อมไม่ได้ เพราะจิตเกิดขึ้นเองเฉยๆโดยไม่อาศัยอารมณ์ไม่ได้
เหมือนเราพูดว่า "ภรรยา" ก็หมายถึงว่าต้องมีสามี เราพูดว่า"ครู"ก็จำเป็นจะต้องมีศิษย์ ถ้าสามีมิได้มี ศิษย์ก็ไม่มีเลย แล้วเราจะเรียกว่า ภรรยาหรือเรียกว่าครูกระไรได้
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:46:28 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 6
๓.เจตสิก
ไม่ว่าสิ่งใดในโลกนี้ที่เป็นรูป อันได้แก่สสารและพลังงาน จะเกิดขึ้นมาโดยอิสระโดดเดี่ยวตามลำพังก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เลย มันจะต้องมีสิ่งอื่นเข้ามาพัวพันร่วมด้วยเสมอไป
เช่นหนังสือที่ผมถืออยู่ในมือนี้ มันก็ย่อมจะมีเซลลูโลสอันเป็นเยื่อใจของไม้ ต้องมีวัตถุเคมีหลายอย่าง ต้องมีกาว ต้องมีหมึกพิมพ์ ตัวหนังสือ เป็นต้น
ถ้าจะว่าในทางปรมัตถธรรมแล้ว เล่มหนังสือนี้ก็จะมีธาตุดินเป็นตัวยืน มีธาตุน้ำที่จะเกาะกุมธาตุดินเอาไว้ (ธาตุน้ำไม่ใช่น้ำดื่ม ธาตุน้ำมองไม่เห็น ถูกต้องไม่ได้ ชั่งตวงไม่ได้) และจะต้องมีอุณหเตโช คือความร้อน
ถ้ามีผู้ใดมาบอกกับท่านว่า มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง เป็นอยู่อย่างอิสระ โดดเดี่ยวไม่มีอะไรมาปะปนเลย เป็นสิ่งกายสิทธิ์ ไม่มีเกิด ไม่มีดับ อาศัยอยู่ในร่างกายของคน ของสัตว์ เมื่อคนหรือสัตว์ตายลงแล้วก็ล่องลอยไปเที่ยวหาที่เกิดใหม่ได้ และเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆไปเช่นนี้
ท่านจะคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เหลือที่จะติดตามไปด้วยหรือไม่ ท่านจะเชื่อถือธรรมชาติที่ผิดธรรมชาตินี้หรือไม่ (อำนาจของจิตมีอย่างไรโดยพิสดาร ท่านจะได้ศึกษาต่อไปภายหลัง)
แน่นอน อย่างน้อยท่านก็จะต้องสงสัย และความสงสัยนี้ก็เกิดขึ้นแก่ชาวโลกทั่วไป เป็นไปอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่โลกนี้อุบัติขึ้นมาแล้วแตกทำลายลงไปก็ยังหาคำอธิบายให้เข้าใจในเหตุผลไม่ได้ว่า เหตุใดจึงมีสิ่งที่ผิดธรรมชาติเหล่านั้น
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:46:43 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 7
ปรมัตถธรรมได้ขุดค้นเรื่องเร้นลับเหล่านี้ออกมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้สร้างธรรมชาติขึ้น แต่ได้อธิบายธรรมชาติที่ลึกซึ้งนี้ไปตามความเป็นไปของมัน โดยพระองค์ได้แสดงว่า จิตใจนั้นมิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง แต่มีเจตสิก ซึ่งแปลว่าเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต กระทำให้จิตเป็นไปต่างๆเกิดร่วมด้วย
ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ก็เหมือนกับศาลาที่เรานั่งกันอยู่หลังนี้ ที่จะเรียกว่าเป็นศาลาได้ มันก็จะมีของหลายอย่างมารวมกัน และของแต่ละอย่างนั้นก็มีคุณภาพ มีปริมาณและมีการงานต่างๆ กัน
เช่น เสามีหน้าที่ค้ำยัน ฝามีหน้าที่ยึดโยงและกั้นเป็นขอบเขต หลังคากันแดดกันฝน และตะปูมีหน้าที่ตรึงทุกๆส่วนมิให้กระจัดกระจายออกไป ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว คำว่าศาลาก็หาบังเกิดขึ้นไม่
เจตสิกก็เหมือนกัน ย่อมจะมีหลายประเภทประกอบร่วมกัน ทำงานต่างๆคนละอย่างตามหน้าที่
บางครั้งขณะที่เห็น ที่ได้ยิน เจตสิกเหล่านี้เข้ามาช่วยกัน รวมทั้งสิ้นหลายสิบประเภท เหมือนกับวงกลมวงใหญ่ที่เปรียบเสมือนจิต แล้วมีวงกลมเล็กๆที่เปรียบเสมือนเจตสิกเกาะกุมกันอยู่ภายใน
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:46:58 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 8
๔. วัตถุรูปเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต
เราทั้งหลาย ไม่ว่าท่านนักศึกษาหรือผมหรือใครๆ มิได้อยู่นิ่งๆเฉยๆแต่ในบ้าน หากจะต้องออกไปทำธุรกิจต่างๆมิได้หยุดหย่อน ดังนั้น บ้านเรือนจึงต้องมีประตูสำหรับที่เราจะออกไปภายนอก เพราะถ้าใช้หน้าต่างเป็นทางเข้าออกก็คงจะไม่สะดวก เรามีหน้าต่างเอาไว้มากมายก็เพื่อใช้เป็นช่องทางมองดูออกไปภายนอก เอาไว้ให้แสงสว่างเข้ามาและให้อากาศถ่ายเทได้
ด้วยเหตุนี้เอง คงจะไม่มีบ้านของใครเลยที่มิได้มีประตูแม้แต่บานเดียว แม้แต่กระท่อมเล็กๆหรือบ้านตุ๊กตาก็ไม่ยกเว้น และเพื่อจะให้เกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้น บางบ้านจึงมีประตูตั้งหลายประตู
จิตใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกัน มีกำลังของความว่องไวอย่างเหลือแสน พูดให้ว่าเร็วยิ่งกว่าปรอท มันมีความขยันหมั่นเพียรในการงานก็มากเหลือเกิน บางครั้งก็ทำงานตลอดวันยังค่ำโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งเป็นงานที่สนุกหรือได้ผลประโยชน์สมใจด้วยแล้วทำ ๓ วัน ๓ คืนก็ไม่บ่น
อย่างไรก็ดี การงานทั้งหลายที่จิตใจกระทำนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าจิตใจไม่มีประตูที่จะออกไป จิตใจก็ต้องมีประตูสำหรับออกไปทำงานเหมือนกัน
ทวารซึ่งได้แก่ประตูที่จิตออกไปตั้งทำงานนั้นเรียกว่า วัตถุ แต่ไม่ใช่คำว่าวัตถุสสารเหมือนในวิชาการทางโลกที่นำคำนี้จากภาษาบาลีมาใช้ แล้วไปกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นเสียใหม่ ทำให้การบรรยายธรรมเป็นไปด้วยความยากลำบาก
หากแต่หมายถึงที่ที่จิตเกิดขึ้น หรือเป็นประตูที่จิตออกมาทำงาน เช่น เรียกว่า จักขุปสาท = ปสาทตา เป็นต้น แต่คำว่าปสาท หรือประสาท ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ในทางธรรมะมิได้มุ่งหมายเหมือนกับในวิชาทางแพทย์ที่ดึงประสาทออกมาได้เป็นเส้นๆ
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:47:14 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
สลักธรรม 9
จิตออกมาที่ประตูเพื่อทำงาน ๖ อย่างด้วยกัน และออกมาทำงานแต่ละประตูด้วยงานเฉพาะเท่านั้น คือ
ทำงานเห็นที่จักขุปสาท = จักขุทวาร
ทำงานได้ยินที่โสตปสาท = โสตทวาร
ทำงานได้กลิ่นที่ฆานปสาท = ฆานทวาร
ทำงานลิ้มรสที่ชิวหาปสาท = ชิวหาทวาร
ทำงานรู้สึกสัมผัสที่กายปสาท = กายทวาร
ทำงานคิดนึกที่ใจ = มโนทวาร
ตามที่ผมอธิบายมาแล้วทั้งหมดนี้ ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า จิตนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งกายสิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราจะเข้าไปศึกษาถึงความเป็นไปของมันไม่ได้ แต่จิตนั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่อาศัยเหตุเป็นแดนเกิดเหมือนสรรพสิ่งทั้งหลาย มิได้มีผู้ใดเสกสรรปั้นแต่งหรือบันดาลขึ้นมา
![]()
โดย ศาลาธรรม [20 มี.ค. 2555 , 09:47:29 น.] ( IP = 125.25.127.50 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |