มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จิตเกิดดับอย่างไร







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

จิตเกิดดับอย่างไร?


ตอบ เรื่องจิตที่ว่ามิได้เป็นอมตะ (คือไม่มีวันตาย) และมิได้อยู่นิ่งๆ หากแต่เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับลูกคลื่นในน้ำ

ซึ่งผมก็เคยอธิบายเมื่อแสดงถึงการเกิดดับของจิตมาหลายครั้งแล้ว คือ ถ้าเราโยนก้อนอิฐลงไปกลางสระน้ำอันสงบนิ่ง น้ำที่สงบนิ่งนั้นได้ถูกก้อนอิฐเบียดลงไป อณูของน้ำที่ถูกเบียดก็จะจมลง แล้วก็จะกลับขึ้นมาเพราะน้ำเป็นของเหลวย่อมรักษาระดับ

แต่ด้วยกำลังแรงของมัน มันก็จะดันน้ำที่อยู่ข้างๆให้นูนสูงขึ้น สมมุติว่าเกิดเป็นคลื่นลูกที่ ๑ คลื่นลูกนี้อยู่สูงกว่าระดับของน้ำ มันก็ย่อมจะจมตัวลึกลงไป

แต่การที่กลับขึ้นมาเพื่อรักษาระดับมันก็จะดันอณูของน้ำที่อยู่ข้างตัวของมันให้สูงขึ้นเป็นคลื่นลูกที่ ๒ และลูกที่ ๒ นี้ก็จะดันอณูของน้ำให้เป็นคลื่นลูกที่ ๓ ต่อไป แล้วมันก็จะเป็นไปโดยทำนองเดียวกันนี้จนคลื่นไปสิ้นสุดลงที่ขอบสระ

โดย ศาลาธรรม [23 มี.ค. 2555 , 09:17:59 น.] ( IP = 125.25.123.198 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงเห็นได้ว่า หากคลื่นลูกที่หนึ่งมิได้มีแล้ว คลื่นลูกที่ ๒ ไปจนถึงคลื่นลูกสุดท้ายก็จะมีไม่ได้

แต่ทว่าคลื่นลูกที่ ๑ ก็มิใช่คลื่นลูกที่ ๒ และคลื่นลูกที่ ๒ ก็มิใช่คลื่นลูกที่ ๑

แต่คลื่นลูกที่ ๒ เกิดขึ้นมาได้เพราะคลื่นลูกที่ ๑ คลื่นลูกที่ ๓ เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะคลื่นลูกที่ ๒ แต่ละลูกมิใช่เป็นอันเดียวกัน

ถ้าเราเอาจอกหรือแหนไปลอยไว้ใกล้ขอบสระ เราก็จะเห็นจอกแหนกระเพื่อมขึ้นลง ครั้งตั้งคำถามว่าคลื่นลูกที่ ๑ เป็นตัวการทำให้จอกแหนกระเพื่อมขึ้นลง หรือคำตอบที่ถูกต้องก็ว่า หามิได้ คลื่นลูกที่ ๑ มิได้เป็นตัวการ หากแต่เป็นคลื่นลูกต่อๆมาต่างหาก

คลื่นลูกที่ ๑ เป็นเหตุ คลื่นลูกที่ ๒ เป็นผล เมื่อคลื่นลูกที่ ๒ ซึ่งเป็นผลมีกำลังมากพอจึงกลับเป็นเหตุดันน้ำให้บังเกิดเป็นคลื่นลูกที่ ๓ ซึ่งเป็นผลขึ้น แล้วคลื่นลูกที่ ๓ ก็กลับเป็นเหตุต่อไปอีก

โดย ศาลาธรรม [23 มี.ค. 2555 , 09:18:22 น.] ( IP = 125.25.123.198 : : )


  สลักธรรม 2



ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับพ่อแม่เป็นเหตุทำให้ลูกเกิดขึ้นมา ในขณะนี้พ่อแม่ก็เป็นเหตุ ลูกก็เป็นผล ครั้นลูกซึ่งเป็นผลนี้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาแล้ว แต่ลูกซึ่งเป็นผลนี้ ก็กลับเป็นเหตุก่อให้เกิดลูกขึ้นมาอีก

ถ้าจะเปรียบเรื่องของเสียงก็จะทำให้บังเกิดความเข้าใจได้ดีเหมือนกัน เพราะเสียงนั้นมิได้หยุดนิ่ง มีความเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอ นี่ว่าตามหลักของสภาวธรรม ในทางโลกอธิบายเรื่องของเสียงดังนี้

ถ้าจะถามว่าเสียงคืออะไร? คำตอบสั้นๆง่ายๆก็คือ "เสียงคือสิ่งที่ได้ยิน" แต่ถ้าจะตอบให้กว้างขวางและเข้าหลักเกณฑ์ยิ่งขึ้น เราก็ต้องตอบว่า เสียงนั้นเป็นผลจากการสั่นสะเทือนของอากาศทำให้อากาศเกิดเป็นคลื่นขึ้นแล้วมากระทบกับหูของเรา ฉะนั้น ถ้าอากาศไม่มีการสั่นสะเทือนเลย เสียงก็จะไม่มี

ถ้าเราตีกลองหรือตีระฆังให้แรงสักหน่อย แล้วจึงเอามือวางลงไปบนกลองหนังหรือระฆังนั้นเบาๆ ก็จะรู้สึกว่ามันสั่น ขณะนี้เสียงก็ยังคงดังอยู่ แต่ถ้าเราเอามือกดแรงๆ กลองหรือระฆังมันก็จะหยุดสั่น เสียงก็จะหยุดดัง

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เทหวัตถุที่กำลังสั่นนั่นเองก่อให้เกิดเสียงขึ้น ถ้าลองดีดสายไวโอลินที่ขึงไว้ตึงก็จะมองเห็นได้ง่ายว่ามันสั่นอย่างไร และอากาศก็จะต้องถูกสายกระทบกระเทือน แม้เราจะมองไม่เห็นอากาศว่ามันสั่นอย่างไรก็ตาม

ถ้าการทำให้สายนี้สั่นในสูญญากาศเสียงก็จะมีขึ้นไม่ได้ และการสั่นนี้ถ้าเป็นการสั่นอย่างสม่ำเสมอมันก็จะได้ยินเป็นเสียงดนตรี ถ้าเป็นการสั่นไม่สม่ำเสมอมันก็จะเป็นเสียงอึกทึกไป

โดย ศาลาธรรม [23 มี.ค. 2555 , 09:18:37 น.] ( IP = 125.25.123.198 : : )


  สลักธรรม 3


เราชอบพูดกันว่าเสียงเป็นคลื่น ซึ่งผู้ฟังส่วนมากคิดไปถึงคลื่นใต้น้ำ เพราะมันนูนขึ้นแล้วยุบตัวลง แต่คลื่นเสียงกับคลื่นของน้ำแตกต่างกันมาก เราพูดเพื่อเอามาเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้นเอง เพราะคลื่นของอากาศนั้นมันเดินหน้าถอยหลัง ถ้าเสียงนั้นดังมากอนุภาคของอากาศก็จะถอยหน้าถอยหลังยิ่งขึ้น

อัตราเร็วของเสียงนั้น มีความเคลื่อนตัวไปเร็วมากหรือน้อยก็ย่อมแล้วแต่ที่ๆมันไป ถ้ามันไปในอากาศในเวลาที่คลื่นลมสงบนิ่งมันก็เดินทางหรือเคลื่อนตัวไปเร็วประมาณ ๑,๑๐๐ ฟุตต่อวินาที แต่ถ้ามันไปในน้ำก็เร็วประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุตต่อวินาที

คำว่าเสียงในพระพุทธศาสนาได้แก่ "สัททะ" สัททะหรือเสียงนั้นมิได้วิ่งไปกระทบหูโดยตรง หากแต่ว่ามีความเกิดดับสืบต่อกันไป เรียกว่าเป็น "สันตติ" คือจากอันหนึ่งไปทำให้อีกอันหนึ่งเกิดแล้วก็ต่อๆกันไป

แม้ว่าการยกเรื่องของเสียงขึ้นมาเปรียบเทียบกับจิตจะไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะธรรมชาติของจิตก็อยู่ในลักษณะเช่นนั้น คือจิตดวงหนึ่งดับลงก็เป็นปัจจัยให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ต่อๆไปเป็นเช่นนี้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจิตของมนุษย์หรือของสัตว์เดรัจฉาน หรือแม้ของพระอรหันต์ผู้ไม่มีกิเลสเลย

การที่เสียงมีความเกิดดับสืบต่อๆกันไปนั้น มันก็มิได้เกิดดับขึ้นมาเองเฉยๆ หากแต่มีเหตุปัจจัยสนับสนุนให้มันเกิดขึ้นมา โดยทำนองเดียวกันนี้เอง จิตที่มีความเกิดดับต่อๆกันไปก็ต้องอาศัยเหตุ ปัจจัย หลายประการทำให้มันเกิดขึ้นและดับลงสืบต่อกันไปเช่นนั้นเหมือนกัน ซึ่งท่านจะได้ศึกษาในกาลต่อไป



โดย ศาลาธรรม [23 มี.ค. 2555 , 09:18:54 น.] ( IP = 125.25.123.198 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org