| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คุณป่วย เพราะคุณบาป (๑)
สลักธรรม 1บางครั้งเราอาจพบว่า แม้ผู้ป่วยด้วยอาการเดียวกันก็ตาม แต่ชีวิตของเขาได้รับผลแตกต่างกัน ดั่งคำที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน"
คนหนึ่งป่วย แต่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลชั้นดี อีกคนหนึ่ง ป่วยด้วยอาการเดียวกัน สามารถเข้าโรงพยาบาลชั้นดีได้ แต่หมอตรวจแล้วไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอะไร ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับโรคนั้น อีกคนหนึ่ง ป่วยด้วยโรคเดียวกัน แต่ไม่มีเงินที่จะเข้ารับการรักษาได้ ต้องทนทุกข์และตายไปในที่สุด
วิบากที่เขาได้รับแตกต่างกัน เพราะเขาทั้งสามได้สร้างเหตุที่แตกต่างกัน นั่นคืออาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่ได้รับของทั้ง ๓ คน ล้วนเกิดจากเหตุเดียวกัน คือ ได้ทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ และทรมานสัตว์ให้ตาย แต่ที่ได้รับผลต่างกัน เพราะคนที่ ๑ และ ๒ นั้น อดีตชาติเป็นคนชอบทำบุญด้วย โดยการทำทาน จึงส่งผลให้เขาทั้ง ๒ มีเงินมีทองพร้อมที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลดี ๆ ได้ แต่
คนที่ ๑ อดีตชาติยังชอบช่วยเหลือบุคคลอื่น ในปัจจุบันชาติเขาจึงได้รับการช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากหมอ ในขณะที่คนที่ ๒ แม้จะชอบทำทาน แต่อดีตได้เคยทำความชั่ว และปกปิดความชั่วที่ร้ายแรงของตนเองไม่ให้ผู้อื่นได้รับรู้ จึงทำให้ปัจจุบันชาติของเขานั้นโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ หมอจึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นอะไร ส่วนบุคคลที่ ๓ เป็นคนที่ไม่ชอบทำทาน จึงทำให้ปัจจุบันชาติขาดแคลนเงินที่จะใช้รักษาตนเอง ไม่อาจเข้ารับการรักษาที่ดีได้ เช่น บุคคลดังกล่าวข้างต้น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเรานั้น ล้วนเกิดจากบาปการฆ่าสัตว์ นั่นคือ "คุณป่วย เพราะ คุณบาป" นั่นเอง
แต่ชีวิตของคนเราที่ผ่านมาจนถึงภพนี้ เราผ่านการมีชีวิตมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เป็นอนันตัง ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เราย่อมกระทำกรรมทั้งที่เป็นบุญ และเป็นบาปมาด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ เราทุกคนล้วนต่างเสวยผลของบุญ และผลของบาปอยู่ตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่ขณะที่เราได้รับสิ่งดี ๆ เรามักจะไม่นึกว่า นี่คือผลของกรรม แต่จะไปนึกว่า เป็นผลของกรรม
เมื่อได้รับผลไม่ดี และเกือบทุกชีวิตมักจะได้รับผลของบาปมากกว่าผลของบุญ จนดูเหมือนว่าชีวิตของคนเราเป็น "โครงสร้างของกรรม และถูกตอกย้ำด้วยผลของบาป" อยู่เกือบตลอดเวลา นั่นคือ เรามักจะได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดี (ผลของบาปอกุศล) มากกว่าสิ่งที่ดี (ผลของกุศล) และเป็นเหตุชักพาให้เราสร้างกรรมอยู่เสมอ
ดังนั้นหนังสือ "คุณป่วย เพราะ คุณบาป" เล่มนี้ คงจะช่วยให้ท่านเข้าใจถูกเมื่อรู้ความจริงว่า สิ่งที่ท่านกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ เป็นผลที่เกิดจากท่านได้ทำเหตุอะไรไว้ ซึ่งเมื่อใดที่เรายอมรับความจริง อันเป็นสัจธรรมที่พระพุทธองค์ท่านได้ทรงแสดงไว้แล้ว เมื่อนั้นความสงบของจิตใจย่อมเกิดกับทุกคนที่สามารถเข้าถึงธรรมนั้นได้
บุษกร เมธางกูร
ประธานมูลนิธิอภิธรรมมมูลนิธิ
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 เม.ย. 2555 , 09:43:10 น.] ( IP = 115.87.160.43 : : )
สลักธรรม 2คุณป่วย เพราะคุณบาป
วิทยาการในปัจจุบันก้าวหน้าไปจากเดิมมาก เกือบทุกหน่วยงานจะมีการเก็บและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ด้วยเครื่องมืออันทันสมัย ที่เรียกกันว่า "คอมพิวเตอร์" นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถอย่างพิเศษ คือเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกป้อนเข้าไปได้อย่างมากมายและแม่นยำ จนบางครั้งผู้ที่ทำลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ตนเองได้เก็บไปแล้วนั้นมีเรื่องราวอะไรบ้าง
แต่เมื่อใดที่ถึงเวลาเรียกข้อมูลนั้น ๆ ออกมาดู ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ป้อนเข้าไปนั้นก็จะปรากฏออกมาให้เห็นโดยไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลย ไม่ว่าเวลาที่ได้เก็บไปแล้วนั้นจะนานสักเพียงใดก็ตาม ฉันใด ฉันนั้น คอมพิเวเตอร์ก็เปรียบเสมือนชีวิตของเราที่ประกอบขึ้นด้วยร่างกายและจิต (จิตใจ) แผ่น Disc ที่เราใส่ไปในเครื่องนั้นก็เปรียบเสมือนจิตที่เป็นตัวคอยรับข้อมูลทุกอย่างที่ถูกป้อนเข้าสู่เครื่อง หรือร่างกายของเรานั่นเอง
ดังนั้น ชีวิตของเราจึงมีจิตเป็นตัวคอยรับอารมณ์ซึ่งบางครั้งเราเรียกจิตนี้ว่า "วิญญาณ" นั่นคือ ชีวิตทุกชีวิตจะต้องมีจิตหรือวิญญาณ เป็นตัวรับอารมณ์เข้ามาทางร่างกาย อันประกอบไปด้วยทางผ่านที่เป็นทวารทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ และเมื่อจิตรับรู้อารมณ์ก็จะมีการเก็บ ซึ่งภาษาธรรมะเรียกว่าเสพลงสู่ชวนะ พร้อม ๆ กับจะมีการสั่งให้มีการกระทำเพื่อสนองตอบต่ออารมณ์นั้น โดยเป็นไปในการกระทำ ๓ ทาง คือ
๑. ทางกาย เรียกว่า กายกรรม ๒. ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม ๓. ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 เม.ย. 2555 , 09:44:44 น.] ( IP = 115.87.160.43 : : )
สลักธรรม 3
ชีวิตที่ดำเนินไปแต่ละวันก็ต้องกระทำกรรมใหม่ และเมื่อมีการกระทำกรรม จิตก็ย่อมเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เอาไว้ทั้งสิ้น และพร้อมที่จะแสดงผลนั้น ๆ ให้ปรากฏออกมาเมื่อถึงเวลาที่มีเหตุ ปัจจัยพร้อม เช่นเดียวกับการงอกงามของเมล็ดข้าวที่ได้กล่าวมาแล้ว
ทุกวันนี้คนเราอยู่ด้วยกรรม นั่นคือ ได้รับผลของกรรมเก่า (วิบาก) และกำลังกระทำกรรมใหม่อยู่ตลอดเวลา ชีวิตของคนเราจึงเกิดมาด้วยกรรม มีชีวิตอยู่ด้วยกรรม และตายไปด้วยกรรม หมายความว่า ชีวิตของคนเราที่เกิดมาก็เพราะแรงผลักดันที่ได้ป้อนข้อมูลของการกระทำกรรมที่มีมาในอดีตชาติ และเมื่อเกิดมาแล้วขณะที่มีชีวิตอยู่ เราก็มีการกระทำกรรมทั้งกาย วาจา และใจ เท่ากับกำลังป้อนข้อมูลใหม่เพิ่มอยู่ตลอดเวลา และข้อมูลที่มีอยู่เหล่านี้เองจะเป็นตัวผลักดันให้แสดงออกไปในอนาคต นั่นคือ ไปด้วยกรรมนั่นเอง
ดังนั้น ชีวิตของเราจึงต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ คือรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีวันจบสิ้น และในการเวียนว่ายตายเกิดของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรอบใด หรือชาติไหนก็ตาม ทุกชีวิตเมื่อเกิดมาก็ต้องพบแต่ความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อใดที่เรายอมรับว่า ชีวิตของเราถูกผลักดันมาด้วยแรงของกรรมที่เรากระทำขึ้นมาเอง เราจึงต้องมารับผลของกรรมที่เราทำไว้แล้ว เมื่อนั้นเราก็จะสามารถพิจารณาเลือกที่จะกระทำกรรมได้เพราะว่ากรรมนั้นมีทั้ง กรรมดี (กุศลกรรม) และ กรรมชั่ว (อกุศลกรรม) เมื่อเราต้องการผลของกรรมดี เราจึงควรที่จะเจริญชีวิตอยู่ในกุศลกรรม และหลีกเลี่ยงออกจากความชั่ว คืออกุศลกรรมบถทั้งหลายที่มีอยู่ ๑๐ ประการ โดยหันมาเรียนรู้ และทำความเข้าใจว่า ผลของอกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้นมีอะไร? ให้โทษกับเราอย่างไร? และโทษนั้นน่ากลัวเพียงใด? เพื่อที่การดำเนินชีวิตของเราจะได้ไม่พลาดถลำไปกระทำสิ่งที่เป็นโทษเหล่านั้น อันเป็นเหตุให้ต้องรับผลเช่นนั้นในภายภาคหน้าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 เม.ย. 2555 , 09:45:52 น.] ( IP = 115.87.160.43 : : )
สลักธรรม 4อกุศลกรรมบถ ๑๐ คืออะไร
อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ทางที่ไม่ควรดำเนิน เพราะให้ผลไปในทางเสื่อม เมื่อผู้ใดได้กระทำลงไป จะเป็นเหตุให้ชีวิตผู้นั้นต้องได้รับผลถึง ๒ กาล คือ
๑. ปฏิสนธิกาล หมายถึง การให้ผลไปในการเกิด เมื่อใกล้จะตาย จิตหรือวิญญาณของผู้นั้นจับอารมณ์หรือรู้สึกไปในอกุศลที่ตนเองได้กระทำ ก็เหมือนกับว่าในขณะนั้นเขากำลังเรียกข้อมูลแห่งความชั่วที่ได้เก็บไว้ให้ปรากฏออกมา ผลที่จะปรากฏย่อมเป็นไปในความชั่ว นั่นคือ จิตจับอารมณ์ใกล้ตายที่เรียกว่ามรณาสันนกาล อารมณ์ใกล้ตายที่เป็นอกุศลเช่นนี้จะผลักดันให้จิตมีคติ (ที่ไป) ไปสู่ทุคติภูมิ หรือ อบายภูมิ ๔ อันได้แก่ ไปเกิดเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน
๒. ปวัตติกาล หมายถึง การให้ผลภายหลังการเกิด เมื่อใกล้ตายอารมณ์ของมรณาสันนกาลนั้น จิตจับอารมณ์แห่งกุศลกรรมจึงเท่ากับเป็นการเรียกข้อมูลของความดีให้ปรากฏ ผลคือทำให้จิตที่เป็นกุศลนี้มีคติ ไปสู่สุคติภูมิ คือ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดา แต่ข้อมูลแห่งอกุศลกรรมที่ได้เคยกระทำมายังถูกฝังแน่นอยู่ในจิต ถึงจะยังไม่ให้ผลในขณะที่เกิดได้ก็ตาม ก็มิได้หายไปไหน แต่จะคอยให้ผลในตอนหลัง คือภายหลังการเกิดนั่นเอง ดังนั้น การให้ผลในปวัตติกาลนี้คือ เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ หรือ เทวดาแล้ว ผลต่าง ๆ ของอกุศลกรรมที่ได้กระทำมาในอดีตนั้นก็อาจแสดงหรือปรากฏออกมาให้เห็นตามแต่เหตุปัจจัย ที่ได้กระทำมาแล้วในลักษณะที่แตกต่างกัน คือ
ก. อกุศลกายกรรม คือบาปที่แสดงออกเป็นไปทางกาย ถ้าในอดีตชาติที่ผ่าน ๆ มา เราได้กระทำความชั่ว ๓ ประการที่จะกล่าวต่อไปนี้ ย่อมจะทำให้เราได้รับผลในปัจจุบันชาติ และในอนาคตชาติ แตกต่างกันออกไป ได้แก่
๑. ปาณาติบาต หมายถึง การฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนหรือทำร้ายสัตว์ โดยมีองค์ประกอบของการตัดสินว่าได้ทำผิดในอกุศลข้อนี้ คือ
๑) สัตว์นั้นมีชีวิต
๒) รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓) มีจิต หรือความคิดที่จะฆ่า
๔) มีความเพียรพยายาม ทำร้าย ทรมานสัตว์นั้นเพื่อให้ตาย
๕) สัตว์นั้นได้ตายลง
ผลที่จะได้รับจากการกระทำเหตุเช่นนี้มาก-น้อย แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการกระทำ เช่น ผู้ที่ฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย หมู จะบาปและรับผลรุนแรงกว่าการฆ่า มด ปลวก ยุง ทั้งนี้เพราะกรรมวิธี และระยะเวลาของการกระทำบาปนั้นมีมากกว่า ทำให้จิตเก็บอารมณ์นั้นได้มากกว่า ผลต่าง ๆ ที่จะได้รับจากการฆ่าสัตว์นี้มีมากมายต่าง ๆ กัน ซึ่งจะเป็นไปตามลักษณะและอาการของสัตว์ที่เราได้ทำร้าย หรือทรมานเพื่อให้ตายนั้น นั่นคือ เมื่อเราเกิดมาแล้วจะเป็นไปตามลักษณะดังต่อไปนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 เม.ย. 2555 , 09:50:24 น.] ( IP = 115.87.160.43 : : )
สลักธรรม 5(๑) ร่างกายทุพพลภาพ เช่น เกิดมาพิการ หรือได้รับอุบัติเหตุแล้วเสียอวัยวะ กลายเป็นคนพิการ
(๒) รูปไม่งาม คือ รูปร่าง หน้าตาไม่สวยงาม ไม่น่าดู เป็นไปเหมือนอาการของสัตว์ที่ถูกทำร้าย หรือกำลังบาดเจ็บ
(๓) กำลังกายอ่อนแอ เช่นเดียวกับสัตว์ที่เราได้ทำร้ายและใกล้ตาย
(๔) กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เพราะสัตว์ที่กำลังจะตาย ย่อมมีแต่ความมืดบอด คิดอะไรก็ไม่ออก
(๕) เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย เพราะสัตว์ทุกชนิดย่อมรักชีวิต เมื่ออยู่ในภาวะที่กำลังถูกทำร้ายเพื่อให้ตายย่อมมีความขลาดหวาดกลัว
(๖) กล้าฆ่าตนเอง หรือถูกฆ่าได้ เพราะเราได้ฆ่าชีวิตอื่นไว้ ชีวิตของเราก็อาจต้องถูกฆ่าในชาติต่อ ๆ ไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสัตว์ตัวที่เราฆ่านั้นกลับมาฆ่าเรา เพียงแต่เป็นเหตุผลผลักดันให้เราถูกฆ่าจะโดยใครหรือสัตว์ใดก็ได้ และการฆ่าสัตว์บ่อย ๆ จากสัตว์เล็ก ๆ จะทำให้มีอำนาจกล้าฆ่าสัตว์ที่ใหญ่ขึ้นและในที่สุด ความกล้านี้จะมีอำนาจทำให้สามารถกล้าฆ่าตนเองซึ่งเป็นชีวิตที่เรารักที่สุดได้
(๗) พินาศในบริวาร เพราะเหตุที่เราไม่มีเมตตาทำร้ายชีวิตผู้อื่น จึงทำให้ชีวิตของเรานั้นไม่มีใครอยากอยู่ด้วย เช่น มีคนใช้ก็อยู่ไม่ทน ต้องเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก หรือเป็นหัวหน้างานก็มีลูกน้องที่ไม่จริงใจ ไม่ซื่อตรง เป็นต้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 เม.ย. 2555 , 09:52:33 น.] ( IP = 115.87.160.43 : : )
สลักธรรม 6(๘) มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แล้วแต่อาการที่ได้กระทำต่อสัตว์นั้น เช่น คนบางคนชอบฆ่าสัตว์โดยการใช้ไฟหรือน้ำร้อนลวกพวก มด หนู ฯลฯ คนพวกนี้มักจะได้รับผลของจากการถูกไฟครอก ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ รถบรรทุกแก๊สได้พลิกคว่ำและเกิดระเบิดขึ้นที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ทำให้ไฟลุกท่วมถนน ผู้คนบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมากหรือบางคนมีการกระทำที่ทรมานสัตว์ เช่น จับปลาไหลที่ยังมีชีวิตอยู่ เอาตะขอเกี่ยวไว้ที่ปากและแขวนไว้ จากนั้นก็นำใบไม้มารูดเอาเมือกและหนังมันออกทำให้สัตว์นั้นได้รับความทรมานจนตาย ผลที่ได้รับในชาติต่อไปของคนพวกนี้คือ เมื่อเกิดมาอาจจะต้องเป็นพวกที่อวัยวะพิการ เช่น เพดานปากโหว่ หรือเกิดการแพ้ยาผลก็คือทำให้เกิดลักษณะและอาการที่ทำให้คล้ายกับถูกไฟ ผิวหนังถลอกปอกเปิกได้รับความทรมานปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น หรือบางคนชอบทำร้ายสัตว์โดยการกรีดทำให้เกิดบาดแผล หรือบางกลุ่มบางคนมีความเห็นที่ผิดว่าถ้าได้กินเลือดสัตว์บางชนิดจะทำให้แข็งแรง กระชุ่มกระชวย ก็จะมีการกรีดเพื่อเอาเลือดสัตว์ที่ยังเป็น ๆ อยู่ มาดื่มกิน ผลที่คนพวกนี้จะได้รับคือ มีโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น
(๙) อายุสั้น นั่นคืออายุขัยของคน ๗๕ ปี ถ้าผู้ใดตายก่อนอายุขัย แสดงว่าผู้นั้นได้เคยฆ่าสัตว์ แล้วแต่ความรุนแรงของกรรมที่กระทำมา
การรับวิบาก ในการกระทำเช่นนี้ หรือทื่คนทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า "ชดใช้หนี้กรรม" นั้น ไม่มีวันหมดสิ้น ตราบใดที่เรายังต้องเกิด (ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด) แต่ความรุนแรงที่ได้รับอาจเบาบางลง
เช่น ชาติที่แล้วเรามีจิตใจที่โหดร้าย ชอบฆ่าสัตว์และทรมานสัตว์เป็นประจำ มีเวลาว่างชอบออกล่าสัตว์ป่าเป็นเกมกีฬา แต่ขณะเดียวกันก็ทำบุญใส่บาตรทุกวัน เมื่อตายอารมณ์มรณาสันนกาลนั้น จิตจับอารมณ์ ของการใส่บาตรซึ่งเป็นกุศลจึงทำให้ได้เกิดเป็นคนในชาติถัดไป แต่อาจเป็นคนพิการมาแต่กำเนิด คือ รูปไม่งาม หรือในชาติต่อ ๆ ไป อาจเกิดมาเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ แต่ว่าอายุสั้นหรือมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาล ถูกผ่าตัดครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ชาติต่อ ๆ ไปบางชาติอาจเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ถึงกับต้องผ่าตัด แต่อาจเป็นโรคภูมิแพ้ โดนฝนก็เป็นหวัด แดดร้อนมากก็อาจไม่สบายได้
บางคนนั้นมีลูกหลายคน แต่จะพบว่าลูกบางคนจะต้องมีเหตุหกล้มเลือดตกยางออกต้องไปเย็บแผลกันเป็นประจำ ทั้งที่สุขภาพร่างกายก็แข็งแรง ไม่ค่อยเป็นอะไร เหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดกับเด็กผู้ชาย เพราะมีอำนาจของอสังขาริกคือทำอะไรเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด
ฉะนั้น บาปที่ทำมาก็กล้าที่จะทำอย่างเด็ดเดี่ยวเป็นต้น ผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราได้รับเช่นนี้ บางคนเรียกกันว่า "เศษกรรม" ตัวอย่างเช่น ผลที่ได้รับในข้อที่ทำให้เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย ที่เราได้พบเห็นจากคนบางคน คือพอตกกลางคืนในขณะที่คนอื่น ๆ นอนกันหมด ตัวเองกลับมีความกังวลนอนไม่หลับ จะต้องลงมาเดินย่องดูประตูหน้าต่างว่าปิดสนิทหรือไม่ เพราะกลัวว่าจะมีผู้ร้ายปีนเข้าบ้าน หรือคนบางคนจะทำอะไรก็กลัวโดนดุ หรือบางคนมีลูกก็กลัวลูกจะไม่สบาย กลัวลูกสอบตก กลัวลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ กลัวลูกตกงาน คือกลัวไปร้อยแปดพันประการ หรือที่เรียกกันว่าฟุ้งซ่านนั่นเอง สิ่งเหล่านี้จัดว่าเป็นเศษกรรมของปาณาติบาตก็ว่าได้
โลกในปัจจุบันนี้ โรคภัยไข้เจ็บนับวันจะทวีความน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เช่น โรคมะเร็ง ซึ่งทุกวันนี้มีคนเป็นมะเร็งจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้แพร่หลายเท่ากับโรคที่เราเพิ่งจะรู้จักใหม่นั่นคือ โรคเอดส์ ซึ่งติดต่อกันได้ และเป็นโรคที่ร้ายแรงนับวันจะเพิ่มจำนวนผู้ป่วยขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเรายอมรับตามพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นผลเกิดจากเหตุที่เราได้ฆ่าสัตว์ และทรมานสัตว์มาแต่อดีตชาติแล้ว เราลองมาพิจารณาดูว่า ทำไมโรคนี้สมัยก่อนจึงไม่มี แต่สมัยนี้นับวันโรคจะมีมากอย่างแปลก ๆ และพิสดารน่ากลัวมากขึ้น
ถ้าเราลองมาศึกษาสาเหตุและเปรียบเทียบพฤติกรรมของคนรุ่นก่อนกับรุ่นหลังแล้ว จะเห็นว่าคุณธรรมของคนโบราณนั้น มีมากกว่าคนสมัยใหม่ซึ่งต้องประสบปัญหารอบด้าน ในสมัยก่อนนั้นผู้ร้ายมีน้อย โจรจะย่องเข้าบ้านใครก็ต้องรอบดึกให้เจ้าของบ้านหลับก่อนถ้าเจ้าของบ้านตื่นมาพบก็จะหนี แต่ในปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งกลางวันก็มีวิธีการเข้าไปหลอกล่อและทำการทารุณกรรมเจ้าทรัพย์ ซึ่งเราได้พบเห็นบ่อยครั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์
ดังนี้ การกระทำปาณาติบาตนับวันจะแปลกและพิสดาร มีกรรมวิธีที่ซับซ้อนและน่ากลัวมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้ผลที่จะเกิดขึ้นก็ต้องพิสดารและน่ากลัวขึ้น ตามเหตุที่ได้กระทำนั่นเอง.
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 เม.ย. 2555 , 09:55:04 น.] ( IP = 115.87.160.43 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |