มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ระเบียงธรรม




มานึกถึงชีวิตของคนเราที่เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่ในชีวิตจนได้เจริญวัยมาจนกระทั่ง ถึงมัชฌิมวัย ได้สร้างเนื้อสร้างตัวในการประกอบสัมมาชีวะ ที่เรียกว่าโลกียทรัพย์ จนเลยมาถึงปัจฉิมวัยแล้วได้ปรารภชีวิตว่า...เราจะต้องจากโลกนี้

โลกียสมบัติที่เราสร้างไว้ จะเป็นบ้านช่องของข้าวต่างๆตลอดจนถึงภารหน้าที่ เราก็เรียกว่า โลกียทรัพย์ทั้งสิ้น ถ้าได้พิจารณาดูแล้วจะไม่มีสิ่งใดติดตามชีวิตเราไปได้ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น เราจึงต้องสร้างคุณงามความดีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ที่เรียกว่า อริยทรัพย์ เพื่อจะเป็นเสบียงไปในกาลหน้า.

ชีวิตของเราก็สั้นเข้ามาแล้ว สุดท้ายก็ต้องหลีกเร้นออกจากหมู่คณะ ออกจากลูกหลาน โลกียทรัพย์ที่เราสร้างมาก็เป็นเพียงเสบียงที่ใช้ได้ในชาตินี้เท่านั้น จำเป็นต้องถือโอกาสเพื่อแสวงหาทางให้แก่ชีวิตที่จะไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขของตนต่อไป

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:43:48 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การเที่ยวแสวงหาอริยทรัพย์นั้น ไม่ใช่มีเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีตัวอย่าง เช่นท่านพระมหากัสสป ท่านได้มอบทรัพย์สมบัติให้ลูกหลานและปลีกตนแสวงหาธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น เรียกว่า วนปรัสถ คืออุบายหาทางที่จะประพฤติและปฏิบัติสร้างอริยทรัพย์ให้แก่ชีวิตนั่นเอง มาเป็นบุญลาภในปัจฉิมชาติของท่านให้ได้มีโอกาสพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ฟังธรรมของท่านจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ดังจะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ว่า บุคคลที่มีชีวิตบั้นปลายจะต้องมีอริยทรัพย์เป็นเสบียงในการเดินทางไป ถ้ายังมีภพชาติเกิดอยู่ ก็เรียกว่า ไปสู่สุคตินั่นเอง แต่หากว่าสิ้นภพสิ้นชาติก็ได้เดินตามพระยุคลบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อออกจากสังสารวัฎเป็นทางเดินของผู้มีปัญญาเพื่อสร้างอริยทรัพย์ในกาลข้างหน้า.

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:45:47 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 2

บัดนี้หลายชีวิตได้เดินทางย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัยแล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะแสวงหาธรรมซึ่งเป็นอริยทรัพย์ไว้เป็นเสบียงเลี้ยงชีวิตในอนาคต เพื่อเป็นหนทางให้ถึงฟากฝั่งคือมรรคผลนิพพาน ด้วยการละมหาปริโพธ คือเครื่องผูกพันในการประกอบโลกียทรัพย์

ก็ต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เดินและเป็นผู้ถึงแล้ว และยังได้ทรงแสดงธรรม จำแนกธรรมมอบไว้ให้พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุบริษัท ภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท อุบาสิกาบริษัท จนมาถึงสมัยปัจจุบันนี้เหลือเพียง ๓ บริษัทเท่านั้น คือเว้นภิกษุณีบริษัท และในบริษัททั้ง ๓ นี้เป็นผู้จรรโลงพระศาสนาให้เป็นไป

และในทุกวันนี้บริษัททั้ง ๓ ล้วนมีความเพียบพร้อมไปด้วยโลกียทรัพย์ และยังมีความไม่มีความรู้ถูกต้องในธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย ฉะนั้นพระศาสนาจึงเศร้าหมองโดยไม่มีผู้ช่วยรักษาจรรโลงพระศาสนา

ถ้าลงมองผิวเผินแล้วดูเหมือนพระศาสนารุ่งเรือง แต่ถ้าได้มองถึงจุดหมาย ความจริงแล้ว พระศาสนาเสื่อมไป โดยพุทธบริษัททั้ง ๓ นั้นขาดความรู้ความเข้าใจในการศึกษาที่เรียกว่า คันถธุระ และการประพฤติปฏิบัติที่เรียกว่า วิปัสสนาธุระ

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:47:29 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อกาลเป็นดังนี้แล้วเราต้องมาปรารภชีวิตของเราให้เห็นจริงว่า พุทธศาสนานี่แหละเป็นสรณะของเรา ที่จะต้องน้อมเอาไปประพฤติและปฏิบัติ เป็น กายบูชา วจีบูชา มโนบูชา โดยอาศัยพระสัทธรรมคำสอนของท่านเป็นไม้เท้าคอยค้ำยันชีวิตไว้ไม่ให้ตกต่ำไป ด้วยการค้นคว้าหาในเหตุผลแห่งชีวิตให้ถูกว่า...ชีวิตของเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก

ท่านอุปมาชีวิตของเราเหมือนเสวียนหม้อลอยอยู่กลางทะเล ซึ่งมีความกลม ไม่กว้างนัก เพราะชีวิตของเกิดชาติหนึ่งก็ตายชาติหนึ่งไม่เกินร้อยปีนั่นเอง

ท่านอุปมาชีวิตของเราเหมือนเต่าตัวหนึ่งที่มีตาบอดสองข้าง หมายถึง มีโมหะปิดบังไม่รู้จักเป็นตัวของตัวเอง เต่าตัวนี้อยู่ในทะเลลึก ไม่เห็นแสงสว่างเพราะตามันบอดทั้งคู่ ร้อยปีจึงมีโอกาสโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ร้อยปีต่อครั้งก็หมายถึงเต่าตายไปร้อยปี ในขณะใดที่เต่าโผล่ขึ้นมาสรวมกับเสวียนหม้อในกลางทะเลเมื่อใด เมื่อนั้นท่านจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และถ้าโอกาสยังไม่มีทางที่จะสรวมกับเสวียนหม้ออยู่ตราบใด ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานต่อไป. อุปมาข้อนี้ฉันใดเหมือนชีวิตของเราที่ได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก เหมือนดังเต่าตาบอดที่กล่าวแล้วนั้น.

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:48:56 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 4

แต่ว่าบางชาติบางภพ....

กว่าจะได้สร้างความดี
กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ นั้นน้อยเต็มที


และในปัจจุบันถ้าเราคิดไว้ว่าเมื่อตายแล้วเราจะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นย่อมไม่แน่เลย เพราะอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร แต่แท้ที่จริงนั้นพระพุทธศาสนาจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่สัตว์นั้นไม่สูงกว่าแสนปี และไม่ต่ำกว่าร้อยปีที่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น

แต่ถ้าหากว่าในกัลป์ใดยุคใดเป็นสุญกัลป์ ชีวิตของเรานั้นยิ่งเป็นหมันกว่าเต่าตาบอดเสียอีก จะได้มีอายุเท่าไรปีเท่าไรชาติก็ตาม ก็ไม่สามารถเวียนว่ายสร้างความดีของเราที่จะได้เป็นมนุษย์และเป็นเทวดาได้อีกต่อไป เพราะเหตุว่าโลกเรานี้ในปัจจุบันมีพระพุทธศาสนาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรปกป้องเรารักษาเราไว้ กว่าจะสิ้นศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ

และเราลองมานึกถึงชีวิตเราที่ตายๆเกิดๆนับไม่ถ้วน เหมือนเต่าตาบอดที่อยู่กลางทะเลนั้น กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก ชาติแห่งการเกิดท่านกล่าวไว้ว่านับไม่ถ้วนมาแล้ว ถ้าเราทำกรรมดีย่อมไปเกิดเป็นมนุษย์และเทวดา ทำชั่วย่อมไปเกิดเป็นดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย และนรก จะเห็นได้ว่าการเกิดที่มีมากเนิ่นนานนับชาติไม่ได้นั้น ท่านกล่าวว่า เราได้เกิดเป็นมาแล้วทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่เรายังไม่เกิด ด้วยการเปรียบเทียบไว้ว่า...

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:51:51 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 5

วัตถุที่เราอาศัยเกิดจากกำเนิด ๔ คือเกิดจากไข่ เกิดจากครรภ์ เกิดจากเถ้าไคล หรือผุดเกิดขึ้น เราได้เกิดแล้วทั้งนั้น แล้วสถานที่เกิดขึ้นก็มีศีรษะหนึ่งๆ ท่านว่าผลไม้มีเท่าไหร่จะเล็กหรือใหญ่เท่าศีรษะตายแล้วเกิดๆ แม้ผลไม้จะมีเท่าไรก็ยังไม่เท่าศีรษะที่เราตายแล้วเกิดๆ แปลว่าภพชาติของเรานับไม่ถ้วนแล้วเป็นอนัตตภพอนันตชาติอีกด้วย และยังจะต้องไปต่อไปในชาติหน้าอีกนับไม่ได้เลย

แต่ถ้าบุคคลใดได้พบพระพุทธศาสนา ได้เดินตามพระยุคลบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ด้วยการเดินทางอันเป็นวิวัฏฏคามินีบุญ คือเป็นบุญที่ออกจากภพออกจากชาติ ซึ่งเรียกว่า มรรคกรรม ย่อมเป็นเครื่องแสดงให้เห็นเป้าหมายคือฟากฝั่งอันเป็นสันติสุข คือพระนิพพานได้นั่นเอง.

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:53:13 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 6

การพัฒนาตนเองให้ดีและประเสริฐขึ้นตามหลักธรรมนั้น ขั้นแรกคือ การฝึกหัดควบคุมตนเองทั้งในด้านคำพูด การกระทำ แม้กระทั้งความคิดของตนให้สอดคล้องกับแนวทางแห่งความดี เว้นจากข้อห้าม การทำในข้อกำหนด

มีประเพณีและศีลธรรมอันเป็นวินัยธรรมที่ควบคุมการประพฤติ ที่บรรพบุรุษทั้งหลายผู้อาวุโสด้วยคุณวุฒิ-คุณธรรม ได้รังสรรค์ไว้ตกสืบทอดตามมาจนกระทั้งทุกวันนี้ มิใช่กฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเองตามชอบใจ หากเป็นผลสะสมจากประสบ การณ์ ความหยั่งรู้ในหลักการตามธรรมชาติของบุคคลและสังคม รวบรวมกำหนดไว้เป็นเครื่องนำทางแห่งชีวิต เพื่อความถูกต้องตรงต่อความดี.

หน้าที่สำคัญของชีวิต คือการกระทำทุกอย่างด้วยความไม่ประมาท ด้วยความระลึกรู้อยู่เสมอ ไม่ปล่อยจิตใจให้เลื่อนไหลไปกับสิ่งเย้ายวนที่จะทำให้เกิดการกระทำสิ่งผิดๆ

การดำรงชีวิตที่ถูกต้องนั้น จะต้องหมั่นสร้าง สรรค์สิ่งดีงามอยู่เสมอ

“ผู้ไม่ประมาท...
ย่อมไม่หยุดที่จะสร้างคุณงามความดี“


ทำอยู่เสมอ มิใช่หยุดบ้างทำบ้าง

“ผู้ไม่ประมาท...
ย่อมทำหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร”


แหละด้วยความไม่ประมาทนี้เอง ชีวิตจะก้าวหน้าและเข้าสู่วิถีทางอันถูกต้อง ไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง.

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:55:06 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 7

แต่ละบุคคล แต่ละวัย แต่ละขณะสมัยมีหน้าที่แตกต่างกัน ตนเองนั้นแหละต้องรู้จักตน และทำหน้าที่ของตนด้วยความไม่ประมาทขาดสติ เพราะไม่มีอะไรอีกแล้วจะสำคัญไปกว่า ความไม่ประมาท จึงควรให้มีสติสัมปชัญญะอยู่กับชีวิตเสมอทุกๆ โอกาส.

ในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน ควรรู้จักการกำหนดท่าทีต่อทรัพย์สินสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ ที่เป็นอุปกรณ์หล่อเลี้ยงชีวิต ปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เป็นพื้นฐานที่รองรับ หล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำรงอยู่ได้

และปัญหาที่ควรพิจารณาก็คือ ท่าทีของจิตใจที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ อย่าปล่อยให้เกิดความลุ่มหลงในการหาและการใช้สอย ความไม่พอใจยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว มุ่งที่จะไขว่คว้าหาใหม่ ก็เพราะความประมาทขาดความเห็นถูกว่า....คุณค่าที่แท้จริงของวัตถุอยู่ที่การถูกใช้สอยเป็นประโยชน์ มิใช่การสะสมหวงกัน นั่นคือส่วนเกินความพอดีไป.

ดังนั้นท่าทีที่ควรมีต่อวัตถุ คือ การยินดีพอใจในสิ่งที่หามาได้โดยน้ำพักน้ำแรงของตน และรู้จักใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องสมบูรณ์เต็มที่ โดยมองเห็นคุณค่าที่มันมีอยู่ หยุดการกระวนกระวายที่จะสอดส่ายหาสิ่งอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นลงเสียที.

ความอดทนความอดกลั้น ต่อสิ่งเร้าต่างๆ ทั้งฝ่ายดีและไม่ดี เป็นพลังที่ควรสร้างให้มีมากในชีวิตของเรา พร้อมเผชิญทุกอย่างด้วยกำลังความรู้แห่งปัญญา รู้จักควบคุมใจไม่เดือดร้อน ดำรงอยู่ด้วย พลังภายใน อดกลั้นต่อความทุกข์ แต่ไม่หยุดที่จะแก้ปัญหาด้วยจิตใจที่สงบและเข้มแข็ง.

โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:58:17 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )


  สลักธรรม 8

ด้วยการใช้ชีวิตด้วยความดี มีความไม่ประมาท และวันเวลาที่พาชีวิตไปสู่ปัจฉิมวัยนั้น ก็จะเป็นหนทางอันดี ที่เราเองเป็นผู้บดถนนหนทางที่แข็งกระด้าง ขรุขระด้วยทิฏฐิมานะ และราดทางอันราบเรียบด้วยความไม่ประมาทให้กับชีวิตของตนเองเพื่อไปสู่ปลายชีวิตอันร่มรื่นด้วยความรู้แห่งปัญญานั่นเอง.

ชีวิต...เป็นสิ่งที่น่าพิศวง ประกอบไปด้วยความหลากหลายภายใต้ธรรมชาติแห่งกลางวัน และความมืดแห่งคืนค่ำ

ชีวิต...ผ่านมาทั้งความหลับ ความตื่น และความฝัน มีความสมหวัง และความพลาดหวัง มาตลอดตั้งแต่เกิด ผันเปลี่ยนเวียนวนจนกระทั้งวันนี้ วันที่ทุกคนกำลังก้าวเดินไปสู่ความสิ้นสุดระงับของชีวิตในชาติหนึ่งๆ นั่นก็คือ มรณกรรม หยุดกังวลถึงวันพรุ่งนี้และสร้าง ระเบียงธรรม ไว้เป็นที่พักให้แก่ชีวิตเสียที ก่อนจากโลกนี้ไป.

บุษกร เมธางกูร


โดย บุษกร เมธางกูร [10 พ.ค. 2555 , 17:59:58 น.] ( IP = 58.9.184.188 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org