มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จงมีความเพียรเถิดประเสริฐจริง




ก่อนอื่นก็ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาที่ทุกท่านได้สะสมมาแล้ว จึงได้มีโอกาสได้ฟังศึกษาและฟังพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงตรัสรู้และได้ทรงแสดง

ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไป ๒๕๐๐ กว่าปี แต่ผู้ที่ได้สะสมกุศลศรัทธา ในการฟังพระธรรม ก็ยังมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม

ประการสำคัญที่สุดก็คือว่าชาวพุทธย่อมทราบว่า พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง เป็นธรรมที่คนอื่นไม่สามารถ ที่จะรู้ได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง ซึ่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงเป็นสภาพธรรมที่มีจริง และกำลังปรากฏอยู่ทุกขณะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากแสนยากที่จะรู้ได้


เพราะว่าการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงตรัสรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปทุกขณะตามความเป็นจริง ซึ่งสามารถที่จะทำให้ผู้ฟังได้ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเข้าใจแล้วก็สามารถจะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 06:55:16 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถึงแม้ว่าจะได้ฟังธรรมอื่น แต่ว่าธรรมที่ไม่ไช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้

เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆ ว่า ผู้ที่มีศรัทธาย่อมเป็นผู้ที่ละเอียด และเห็นว่ากิเลสเป็นสิ่งที่ดับได้ยาก ไม่ใช่ว่าใครก็ตามที่นึกอยากจะให้อกุศลจิต อกุศลธรรมทั้งหลายหมดไป ก็จะหมดไปได้ แต่ต้องอาศัยพระปัญญาคุณ ที่ทรงอบรมพระบารมีถึงสี่อสงไขยแสนกัปป์ จึงสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม และทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา

เพราะฉะนั้นผู้ที่เริ่มสนใจธรรมะ และคิดว่าคงจะไม่ต้องศึกษาก็คงจะสามารถเข้าใจได้ หรือว่าเพียงเข้าใจพระธรรมเพียงนิดหน่อย ก็สามารถที่จะหมดกิเลสได้ ก็ไม่ถูกต้องเพราะว่าพระธรรมเป็นสิ่งซึ่งละเอียด เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาก็ต้องศึกษาด้วยความละเอียดจริงๆ เพื่อที่จะให้ท่านผู้ฟังได้เห็นว่าพระธรรมซึ่งพระองค์ทรงแสดง เป็นสิ่งซึ่งบุคคลอื่น ไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตนเอง

จึงจะขอกล่าวถึงอดีตชาติ ที่พระผู้มีพระภาคทรงได้รับคำพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 06:57:04 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 2

ซึ่งข้าพเจ้า จะขอย้อนถอยหลังไปถึงเมื่อ ๔อสงไขยแสนกัปป์ ให้เห็นความยากลำบากกว่าที่จะได้ตรัสรู้ธรรม เป็นสิ่งซึ่งยากจริงๆ และต้องอบรมบารมีจนกว่าพร้อมที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม จึงสามารถที่จะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ครับ

ในสมัยที่ทรงพระชาติเป็นสุเมธดาบส ..เมื่อสี่อสงไขยแสนกัปป์ และทรงได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรว่า..

อีก ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ท่านจะได้ตรัสรู้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคตมะ

ผู้ที่ได้รับคำพยากรณ์อย่างนั้นจะรู้สึกอย่างไร อีกตั้ง ๔อสงไขยแสนกัปป์ แต่ทรงมีพระมหากรุณา ที่จะมีความเพียร ที่จะอบรมเจริญบารมีความดีทุกประการ เพื่อที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะว่าถ้าหากยังมีกิเลสมากๆ และไม่มีการขัดเกลากิเลสเลย ไม่มีทางที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้

ส่วนมากบางคน จะคิดว่าไม่ต้องขัดเกลากิเลส ไม่ต้องอบรมเจริญกุศล เมื่อฟังธรรมแล้วได้ปฏิบัตินิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้แต่นั่นก็ไม่เป็นความจริง เพราะว่าผู้ที่จะรู้ได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดเช่น....หนทางที่พระโพธิสัตว์ได้ดำเนินมาแล้ว

เมื่อท่านสุเมธดาบส ได้รู้ว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทำอะไร?

ท่านใคร่ครวญด้วยปัญญาว่า ธรรมที่เป็นพุทธการกธรรม คือ ธรรมอันทำให้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อได้พิจารณาแล้วก็รู้ว่า ธรรม ๑๐ ประการเป็นพุทธการกธรรมเป็นบารมีที่จะให้ถึงฝั่งจากความเป็นปุถุชนไปสู่ฝั่งของการดับอกุศลทั้งปวงได้

เพราะฉะนั้น การที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมก็ต้องเป็นสิ่งที่สมควรแก่เหตุ หมายความว่าถ้าเหตุไม่พร้อม ก็ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ พุทธการกธรรมซึ่งเป็นบารมีที่ ๙ คือ..

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 06:59:03 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 3

๑.ทานบารมี ทุกท่านคงจะชินกับบารมีทั้งสิบ แต่ก็ให้ทราบว่า ทานบารมีเป็นกุศลซึ่งไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าไม่ได้ต้องการภพชาติ ไม่ได้ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ต้องการแม้เพียงการคุ้นเคยสนิทสนม แต่ต้องเป็นไปด้วยการละการติดข้องในวัตถุทั้งปวง เพราะฉะนั้นทาน ของแต่ละคนก็สามารถจะพิจารณาได้ . ว่าเป็นแนวทางของการที่จะทำให้ละความติดข้อง และสามารถที่จะเจริญปัญญาที่จะเห็นโทษของการติดข้องแล้วก็อบรมทานบารมีเท่าที่สามารถจะกระทำได้

บารมีที่ ๒ คือ ศีลบารมี ก็คือ การละเว้น กาย วาจาที่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ เดือดร้อน ซึ่งศีลเป็นที่ตั้งของกุศลทุกอย่าง เพราะว่าขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้กับบุคคลใดทั้งสิ้น มีแต่จะนำประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นกุศลประการอื่นๆ ต่อไป

บารมีที่ ๓ คือ เนกขัมมบารมี การออกจากความติดข้องในกาม เพราะถึงแม้ว่าจะให้ทานแล้ว แต่ก็ยังมีการติดข้องในสิ่งต่างๆ แล้วถึงแม้ว่าจะมีศีล มีการละเว้นทุจริต ไม่ทำให้กาย วาจาของตนเองที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ก็ยังติดข้องอยู่ในสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ... ถ้าไม่เห็นโทษว่ามีความติดข้องมาก โดยที่ทานและศีลก็ไม่สามารถจะทำให้ความติดข้องนั้นหมดไป ก็จะมีการเพียรพยายามที่จะค่อยๆ ละ ค่อยๆ คลาย จากการติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมอื่นๆ ทั้งหลาย เช่น ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตามกำลังที่จะเป็นไปได้ ก็จะเป็นไปได้ทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่ว่าใครสามารถจะหมดความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยรวดเร็ว

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:00:29 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 4

ถึงแม้ว่าจะออกจากเรือนเป็นบรรพชิต ซึ่งเป็นเนกขัมมะอย่างสูง คือ..

การสละอาคารบ้านเรือน แต่ถ้าปัญญาไม่ได้อบรมพอ และบารมีทั้งหลายไม่อบรมพอ ก็ไม่สามารถที่จะคลายความติดข้องได้ ซึ่งความติดข้องกันมานานแสนนาน กว่าจะละได้ก็ต้องใช้เวลาที่นานมาก

ในการจะละความติดข้องได้ เพราะว่าผู้ที่จะละความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง ในภพ ในชาติ ในการเกิด ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษของความติดข้องในรูปที่กำลังปรากฏทางตา ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฎฐัพพะ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตลอดทุกภพทุกชาติ ติดข้องอยู่ตลอด

ถ้าไม่มีปัญญาหรือบารมีที่ได้อบรมมาจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะละความติดข้องได้ ถ้าตราบใดยังไม่มีความรู้สึกว่า ความติดข้องในภพ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับคนที่อยู่ในที่คุมขัง ซึ่งไม่มีทางที่จะออกไปจากความติดข้องในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เลย ก็จะไม่มีการพากเพียรที่จะอบรมบารมีที่จะออกจากสังสารวัฏฏ์ได้

เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนต้องฟัง แล้วใคร่ครวญพิจารณาด้วยความละเอียดจริงๆ

บารมีที่ ๔ คือ “ปัญญาบารมี” ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่เห็น เข้าใจถูก รู้ถูก ตามสภาพความเป็นจริงของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏ แต่ว่าสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ปัญญาจะมีได้อย่างไร ถ้าไม่มีความเพียร ที่จะพยายามฟังพระธรรม จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ความเพียรอย่างอื่น ไม่สามารถที่จะเกิดปัญญารู้สภาพธรรม ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ นี่คือความเพียรของผู้ที่เป็นสาวก คือ ผู้ฟัง แต่ถ้าเป็นความเพียรของผู้ที่อบรมถึงขั้นของผู้ที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียรอย่างอื่นไม่สามารถที่จะเกิดปัญญารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ ซึ่งท่านสุเมธดาบส ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้สอนตนเองอย่างนี้ว่า..

ท่านไม่พึงเว้นชนชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูงไรๆ เข้าไปหาบัณฑิตทุกท่าน แล้วถามปัญหาเช่นเดียวกับอาหารบิณฑบาตไม่เว้นตระกูลทั้งหลายเลย ทั้งตระกูลชั้นต่ำ ตระกูลชั้นกลาง ตระกูลชั้นสูง

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:05:55 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 5

นี่แสดงให้เห็นถึงความเพียร ของบุคคลผู้ที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า..

แม้ปัญญาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโดยการฟัง ไม่ว่าจะฟังใครมาทั้งนั้น ก็จะต้องเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นความเห็นถูก เป็นความเข้าใจถูกจากการฟัง จึงจะเป็นผู้ที่เป็นพหูสูต คือผู้ที่ฟังมาก ไตร่ตรองมาก

เมื่อท่านสุเมธดาบส ได้ฟังคำพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรแล้ว ท่านก็ได้เฝ้าและฟังพระธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อีก ๒๓ พระองค์ ซึ่งรวมทั้งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรด้วยแล้ว ก็เป็น ๒๔ พระองค์ ก็เป็นเวลาที่ยาวนานมาก เป็น จิรกาลภาวนา

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:07:56 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 6

บารมีที่ ๕ คือ “วิริยบารมี” ความเพียรไม่ท้อถอยในสิ่งที่แม้จะยากลำบากสักเท่าไรก็ตาม

ซึ่งทุกคนที่เพียรในเรื่องอื่น มีความสามารถในเรื่องอื่นมาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรที่จะยากกว่าความเพียรที่จะละความชั่ว ประพฤติดี และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากอกุศล เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จทุกอย่างทั้งในทางโลกและทางธรรม ถ้าไม่มีความเพียรแล้ว ไม่มีทางจะสำเร็จได้เลย

แต่ความเพียรในทางโลก ซึ่งเต็มไปด้วยความต้องการ กับความเพียรในกุศล ซึ่งจะขัดเกลากิเลส… ความเพียรในกุศลเพื่อขัดเกลากิเลส ก็ย่อมจะต้องมีความเพียรมากกว่า

เพราะว่าปกติแล้ว ก็เป็นผู้ที่เพียรในอกุศลคือ เพียรด้วยความติดข้อง ต้องการในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ซึ่งทุกคนก็พิสูจน์ได้ว่าเพียรอย่างนี้มาโดยตลอด คือเพียรที่จะได้รูป ด้วยความต้องการในรูปนั้น เพียรที่จะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข

เพราะว่ากว่าจะมีกำลัง ในความเพียรที่จะละ ไม่ใช่เพียรที่จะได้ แต่เพียรที่จะละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ในทุกอย่าง ในลาภ ในยศ ในสรรเสริญสุข ก็จะเห็นได้ว่าต้องเป็นเวลาที่ยาวนานมาก กว่าจะเปลี่ยนความเพียรในอกุศลเป็นความเพียรที่เป็นกุศล

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:12:23 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 7

ขอกล่าวถึงความเพียรอย่างยิ่งยวดของพระโพธิสัตว์ในพระชาติที่เป็นพระมหาชนก

พระมหาชนกได้ทูลลาพระมารดา แล้วลงเรือเพื่อไปค้าขายสินค้าที่เมืองไกลคือ ในสุวรรณภูมิ ในระหว่างทางเกิดพายุใหญ่ คลื่นซัดจนเรือจวนจะแตก

เมื่อพระมหาชนกทรงทราบว่า เรือจะจม ก็เสวยอาหารจนอิ่มแล้ว ทรงนุ่งผ้าที่ทรงชุบน้ำมันจนชุ่มอย่างแน่นหนา เมื่อเรือจม ผู้ที่อยู่ในเรือก็จมน้ำ ต่างก็เป็นอาหารของสัตว์น้ำไป

แต่พระมหาชนกทรงมีกำลัง จากอาหารที่เสวย และผ้าทรงที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม ก็ทำให้ลอยตัวอยู่ในน้ำได้ดี ป้องกันภัยจากสัตว์น้ำทั้งหลายได้ พระองค์ทรงมีความเพียร ไม่ย่อท้อ ทรงว่ายน้ำอยู่ในทะเลนานถึง ๗ วัน

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:14:23 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 8

นางมณีเมขลา ซึ่งเป็นเทพธิดา เห็นเช่นนั้นก็ลองพระทัย โดยถามว่า “ใครหนอ ว่ายน้ำอยู่ได้ถึง ๗ วันทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง ก็จะทนว่ายไปทำไม”

พระมหาชนกตรัสตอบว่า “ความเพียรย่อมมีประโยชน์ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะว่ายไป จนกว่าจะถึงฝั่งเข้าสักวันหนึ่ง”

นางมณีเมขลากล่าวว่า “มหาสมุทรนี้กว้างใหญ่นัก ท่านจะพยายามว่ายสักเท่าไรก็คงไม่ถึงฝั่ง ท่านคงจะตายเสียก่อนเป็นแน่”

พระมหาชนกตรัสตอบว่า “คนที่ทำความเพียรนั้น แม้จะต้องตายไปใน ขณะที่กำลังทำความเพียรพยายามอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใดมาตำหนิติเตียนได้ เพราะได้ทำหน้าที่เต็มกำลังแล้ว”

นางมณีเมขลา ถามต่อว่า “การทำความพยายามโดยมองไม่เห็นทางบรรลุเป้าหมายนั้น มีแต่ความยากลำบาก อาจจะถึงตายได้ จะต้องเพียรพยายามไปทำไมกัน”

พระมหาชนก ตรัสว่า “แม้จะรู้ว่าสิ่ง ที่กำลังกระทำนั้น ไม่อาจสำเร็จก็ตาม ถ้าไม่เพียรพยายาม แต่กลับหมดความเพียรเสีย ย่อมได้รับผลร้าย ของความเกียจคร้านอย่างแน่นอน ย่อมไม่มีวันบรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการบุคคลควรมีความเพียรพยายาม แม้การนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม เพราะเรามีความพยายาม ไม่ละความตั้งใจ เราจึงยังมีชีวิตอยู่ได้ในทะเลนี้เมื่อคนอื่นตายกันไปหมดแล้ว เราจะพยายามจนสุดกำลังเพื่อไปให้ถึงฝั่งให้จงได้”

นางมณีเมขลา ได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญความเพียรพยายามของพระมหาชนก และอุ้มพระมหาชนกไปจนถึงฝั่งเมืองมิถิลา นี่เป็นพระชาติหนึ่งซึ่งจะได้เห็นความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อซึ่งยากเพราะว่าเพียงการเพียรข้ามมหาสมุทร ถ้ายังทำไม่ได้ การเพียรที่จะข้ามโอฆะ คือห้วงน้ำของกิเลสจะมีได้อย่างไร

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:16:18 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 9

เพราะฉะนั้น กว่าจะอบรมคุณธรรมทางฝ่ายที่เป็นบารมี ที่จะให้ถึงฝั่ง ไม่ใช่เรื่องที่เล็กน้อยเลย เพราะว่าทุกคนก็ทราบว่า ทุกคนกำลังมีกิเลส ก็ยากแสนยากที่จะเป็นไปได้ บอกว่าหยุดเสียอย่าต้องการ เลิกเสีย ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรืออะไรก็ตาม ใครทำได้ในขณะนั้น ในขณะที่โลภะกำลังเกิดขึ้นเกี่ยวข้องในสิ่งนั้น

เพราะฉะนั้นชีวิตในแต่ละวัน ก็เป็นอย่างนี้

คือ มีความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วจะให้ละความติดข้องในสภาพที่กำลังติดข้องนั้น และการละอกุศลได้ก็ต้องเป็นไปตามลำดับ ไม่ใช่ตามความต้องการว่าจะละโลภะก่อน

แต่จะต้องละตามลำดับขั้นของอกุศล ละความเห็นผิดที่เห็นว่าสภาพธรรมเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:20:50 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )


  สลักธรรม 10

บารมีที่ ๖ คือ “ขันติบารมี” ไม่พอเลยแม้ว่าจะมีบารมี ๕ ประการแล้ว ก็ยังไม่พอที่จะทำให้สามารถ ที่จะดับกิเลสได้ ต้องอาศัยบารมีอื่นประกอบอีก คือ บารมีที่ ๖ ขันติบารมี ความอดทนต่อความทุกข์ ความสุข ความยากลำบาก อดทนในการยกย่อง ในการดูหมิ่นของคนทั้งปวงได้

เพื่อละความติดข้องในตัวตน เพราะว่าเมื่อยังมีเรา… ก็ยังต้องติดข้องในคำสรรเสริญ ในการยกย่อง หรือว่ามีความขุ่นเคืองใจ เมื่อผู้อื่นดูหมิ่น เพราะฉะนั้นความอดทน ต้องอดทนทุกอย่างในชีวิต ทั้งในสุข ทั้งในทุกข์ ทั้งในความยากลำบากต่างๆ

อุปมาเหมือนกับแผ่นดิน ซึ่งต้องอดทนต่อสิ่งที่เขาทิ้งลงมา ทั้งของที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง

เพราะฉะนั้น ชีวิตของทุกท่านในระหว่างที่กำลังฟังธรรม ก็จะต้องมีความอดทนที่จะต้องเพียรต่อไปในสังสารวัฏฏ์

ไม่ว่าจะในชาติไหน จะได้รับสุข ทุกข์อย่างไร หรือว่าจะมีความทุกข์ยากต่างๆ อย่างไร สำหรับชีวิตในชาตินี้ ก็อาจจะเห็นได้ว่า..ถ้าขณะที่กำลังเพลินไป ขณะนั้นไม่ทำกุศล ..

เพราะฉะนั้นกำลังติดข้อง คิดว่าจะทำ แต่ถ้าอกุศลจิตเกิด ไม่ทำแล้วไปเที่ยว หรือว่าทำอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่การกุศล

สำหรับวันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ รอพบกับบารมีที่ ๗ ในตอนต่อไปนะครับ

โดย เทพธรรม [18 พ.ค. 2555 , 07:22:22 น.] ( IP = 58.9.206.106 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org