| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จงมีความเพียรเถิดประเสริฐจริง (๒)
สลักธรรม 1
เรื่องของ สัจจะ ความเป็นผู้ตรง มีข้ออุปมาว่า เสมือนยาชนิดใดก็แก้โรคชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นขิง ดีปลี ก็รักษาตรงต่อโรคนั้นๆ ไม่ออกนอกทางไปทางอื่น
คือ...แล้วแต่ว่าเป็นยาประเภทใด ก็รักษาตาม ลักษณะของโรคประเภทนั้นๆ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใด ที่หวังจะให้กุศลเป็นบารมี การทำกุศลก็ต้อง เป็นการตรงเพื่อกุศลจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่น
บารมีที่ ๘ คือ อธิษฐานบารมี เป็นผู้ที่มั่นคงในการเจริญกุศล ในการขัดเกลากิเลส เพื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรม ซึ่งบางคนอาจจะมีความคิดที่จะเจริญปัญญา หรือว่ามีความตั้งใจว่า ชาตินี้หรือชีวิตนี้ จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์อย่างไร แต่ถ้ามีอกุศลเกิดขึ้นเมื่อไร ความมั่นคงของกุศลนั้น ก็จะคลอนแคลนได้
แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความมั่นคงจริงๆในชีวิต ที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำกุศลประเภทใด ก็เป็นผู้ที่ไม่คลอนแคลน ในการที่จะให้ชีวิตดำเนินไปตามความต้องการที่จะขัดเกลากิเลส
ซึ่งในข้อนี้อุปมาว่า .. แม้ลมพัดมากระทบทุกทิศ ก็ไม่คลอนแคลนสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจที่มั่นคงโดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 10:55:12 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
สลักธรรม 2เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตนเองจริงๆ ในเรื่องของการขัดเกลากิเลส ในเรื่องของการที่จะถึงฝั่ง คือ การดับกิเลสได้
บารมีที่ ๙ คือ เมตตาบารมี คำนี้ใช้กันบ่อยๆ แต่ว่าจิตที่เมตตานั้นเกิดบ่อยมากน้อยแค่ไหน
เพราะว่าทุกคนใช้คำต่างๆ ได้ แต่ต้องพิจารณาสภาพจิตจริงๆ ว่า เมื่อเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรที่ จะมีความเมตตา
คือ มีความเป็นเพื่อน มีความหวังดี ที่จะเกื้อกูลบุคคลอื่น ชีวิตประจำวันเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า
หรือว่าเป็นเพียงสิ่ง ซึ่งใช้คำนี้ ให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน ให้ทุกคนมีแต่ว่าในขณะที่ตนเองกำลังประสบกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็อาจจะลืมพิจารณาว่า ขณะนั้นมีเมตตาหรือเปล่า
สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะพิจารณาก็คือว่า ถ้ามีการเมตตากับคนที่เป็นคนดีมีประโยชน์เกื้อกูลก็ไม่ยาก แต่ว่าการที่จะมีเมตตาต่อคนที่ไม่มีประโยชน์เกื้อกูล คนที่ไม่ดีนั้น รู้สึกว่าจะทำได้ยาก
แต่เมตตาไม่ควรจะจำกัด เพราะว่าผู้ที่อบรมเจริญเมตตาก็จะต้องเมตตาไปหมด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือว่าเป็นคนชั่ว ไม่ใช่ว่าเป็นคนชั่วแล้วก็ไม่เมตตา เมตตาแต่เฉพาะคนดี
ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่เป็นบารมี เพราะว่าไม่สามารถจะชำระความขุ่นเคืองใจของตนเองได้ ในขณะที่ไม่เมตตาคนอื่น ขณะนั้นก็ยังคงมีความขุ่นเคืองในบุคคลนั้น อุปมาเหมือนกับน้ำที่ย่อมเอิบอาบ ทำความเย็นแก่ที่ๆ น้ำผ่านไปโดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 10:58:30 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
สลักธรรม 3บารมีที่ ๑๐ คือ อุเบกขาบารมี เป็นสิ่งที่เพิ่มความยากขึ้น
อุเบกขาบารมีหมายความถึงความเป็นกลาง ทั้งในสุขและทุกข์ คือไม่หวั่นไหว เห็นว่าสุขและทุกข์ก็เหมือนกัน คือเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของความสุขและความทุกข์ได้เลย เพราะทุกอย่างเป็นธรรมะ
สำหรับผู้ที่มีอุเบกขา ก็เสมือนกับผู้ที่ถือตาช่าง ซึ่งสุขและทุกข์ และตราชั่งนัยก็ตรงกัน คือ เสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
นี่ก็เป็นสิ่งที่จะเห็นได้ว่า แม้ว่าทุกคนจะรู้จักบารมีทั้ง ๑๐ เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าชีวิตจริงๆ ไม่ใช่สามารถที่จะมีบารมีได้ทุกโอกาส เพราะยังมีอกุศลมากที่จะต้องอาศัยบารมีหนึ่ง ซึ่งขาดไม่ได้เลย คือวิริยะบารมี ถ้าใครรู้ว่าสิ่งใดดี แต่ไม่มีความพากเพียร ที่จะทำ ยังไงก็สำเร็จไม่ได้ แต่ถ้ารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วไม่ท้อถอย ยังเพียรต่อไปอีก ในสังสารวัฏฏ์ที่อีกยาวนาน กว่าทุกคนจะหมดกิเลสได้ ต้องรู้ว่า บารมีหนึ่งที่สำคัญที่เกื้อกูลบารมีทั้งหลายก็คือ วิริยบารมี
ซึ่งตามความเป็นจริง เมื่อได้ศึกษาพระธรรมแล้ว ก็จะได้ทราบว่า วิริยะ ในชีวิตเกิดขึ้นเกือบทุกขณะ ความเพียรเกิดขึ้นกับจิตเกือบทุกประเภท คือ หลังจากที่เห็นมีความเพียรเกิดขึ้นแล้ว หลังจากที่ได้ยินมีความเพียรเกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่เห็นแล้วคิด ขณะที่คิดมีความเพียรเกิดร่วมด้วย คือ คิดดีหรือคิดไม่ดี
หลังจากที่ได้ยินแล้วก็คิด ในขณะที่คิดหลังจากที่ได้ยิน ก็มีความเพียรเกิดร่วมด้วยในขณะที่คิดดีหรือไม่ดี
เพราะฉะนั้น ในชีวิตวันหนึ่งๆ นอกจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ก็มีความเพียรเกิดร่วมกับความคิดตลอดมา
แต่ความเพียรในชีวิตประจำวัน เป็นความเพียรที่เป็นไปกับความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะในเรื่องของทางโลก ในการอาชีพต่างๆ แล้วก็เพียรตั้งแต่เกิดจนตาย ก็เป็นไปในเรื่องของชีวิตในความเป็นอยู่ทั้งสิ้น ซึ่งไม่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว หลายๆ ชาติ ตลอดกี่แสนชาติ แสนโกฏิกัปป์มาแล้ว ความเพียรที่เกิดหลังจากเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ได้กลิ่น ลิ้มรสแล้ว รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสแล้ว ก็เพียรไปเพียง ในเรื่องความเป็นอยู่ของชีวิตในวันหนึ่งๆเท่านั้น.โดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 11:00:52 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
สลักธรรม 4
ดังนั้น เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็จะเห็นได้แล้วว่า กว่าจะค่อยๆ เพิ่มวิริยะความเพียร จากความเพียรในอกุศล เป็นความเพียรในกุศล จากความเพียรที่เป็นมิจฉาชีพ หรือมิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ จากกอกุศลกรรมทั้งหลาย เป็นความเพียรที่ค่อยๆ เป็นในกุศลธรรมทั้งหลาย จนกว่าจะเป็นความเพียรในโพธิปักขิยธรรม นี่จะเห็นได้ว่า...
ธรรมทุกอย่างจะต้องค่อยๆเจริญขึ้น ถ้าเป็นทางฝ่ายอกุศลที่สะสมมาแล้ว ก็เป็นไปตามกำลังของอกุศลนั้นๆ ซึ่งไม่ใช่การสะสมฝ่ายกุศล
เพราะฉะนั้นธรรมฝ่ายอกุศล ก็ย่อมมีกำลังมาก ซึ่งต้องอาศัยความเพียรอย่างมากในทางฝ่ายกุศล จึงจะค่อยๆ เพียรตามความเป็นจริงในชีวิตว่า
หลังจากที่ได้ฟังพระธรรมแล้ว (ไม่กล่าวถึงในชาติก่อน) เฉพาะในชาตินี้ มีความเพียรในทางกุศลเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ซึ่งแต่ละคนก็จะรู้จักตนเอง ตามความเป็นจริงว่า ถ้าขาดความเพียรเสียอย่างเดียว ไม่มีทางที่จะละอกุศลได้เลยโดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 11:02:42 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
สลักธรรม 5แล้วจะได้เห็นกำลังของความเพียรค่อยๆ เพิ่มขึ้น จากกุศลที่เป็นไปในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งถึงการอบรมเจริญปัญญาที่เป็นธรรม ที่เป็นฝักฝ่ายในการรู้แจ้งอริยสัจธรรม ต้องใช้กาลเวลานานมาก
คือ ต้องเริ่มจากการฟังพระธรรม เพียรฟัง เพียรพิจารณาให้ถูก เพียรอบรมเจริญปัญญา เพราะว่าในขณะที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นละอกุศลทีละเล็กทีละน้อย แต่ยังไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ถ้าความเพียรนั้น ยังไม่เป็นไปในธรรมที่เป็นไปในโพธิปักขิยธรรม คือ เป็นธรรมที่เป็นส่วน หรือเป็นฝักฝ่ายในการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม.
ข้อความในอัฏฐสาลินี จิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายวิริยินทรีย์ เพื่อที่จะให้ทุกท่านได้ตรวจสอบลักษณะของวิริยเจตสิก จากข้อความในอัฏฐสาลินี ซึ่งมีว่า ความเป็นไปแห่งความกล้า ชื่อ วิริยะ หรือ การกระทำของคนกล้า เป็น วิริยะ
วันหนึ่งๆ มีความกล้าอะไรบ้างหรือเปล่า กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ถูกหรือเปล่า หรือว่ากล้าที่จะเป็นผู้ที่สุจริต โดยที่ว่าไม่กลัวต่อความเดือดร้อน ความลำบาก ความขัดสน ความยากจน หรือว่าบางท่าน กล้าที่จะแสดงเหตุและผลของธรรม โดยที่ไม่เกรงว่าจะไม่เป็นที่รักของคนพาล หรือว่า อาจจะมีคนที่เข้าใจเจตนานั้นผิดก็ได้
แต่ธรรมะก็คือธรรมตามความเป็นจริง ดังนั้นผู้ที่กล้าที่จะเห็นการกระทำ ที่กล้าได้ทุกอย่าง ทั้งในทางโลกและในทางธรรม
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า วิริยะ เพราะให้ดำเนินไป คือให้เป็นไปด้วยวิธี คือ นัย ได้แก่ อุบาย ซึ่งหมายความถึง ความฉลาด วิริยะนั้นและ ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็น อธิบดี โดยครอบงำความเกียจคร้านได้ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ เพราะครอบครอง ความเป็นใหญ่ในลักษณะของการประคองนั่นเองโดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 11:05:55 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
สลักธรรม 6วิริยะกำลังเกิดกับทุกท่าน แต่ว่าถ้าพระธรรมไม่แสดงไว้ ไม่มีทางที่จะรู้จักลักษณะ ของวิริยะโดยนัยประการต่างๆได้
แม้แต่ว่าที่ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ เพราะครอบครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการประคอง ขณะใดที่กุศลจิตเกิด หรือท่านกำลังทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ด้วยความอดทน ด้วยความขยัน ..ให้ทราบว่ามีวิริยเจตสิกซึ่งกำลังประคองอยู่ในขณะนั้น
กิจการงานนั้นจึงกระทำไปโดยที่ไม่ท้อถอยได้ วิริยะนั้นแหละเป็นอินทรีย์ จึงชื่อว่า วิริยินทรีย์ ก็วิริยะนั้นมีการอุปถัมภ์ค้ำจุนเป็นลักษณะ และมีการประคองเป็นลักษณะ
ผู้อบรมเจริญปัญญา ผู้ได้รับการอุปถัมภ์ด้วยการอุปถัมภ์ คือ วิริยะ ย่อมไม่เสื่อม คือไม่เสื่อมรอบจากกุศลธรรมทั้งหลาย เช่นเดียวกับเรือนเก่าย่อมทรงอยู่ได้เพราะมีเครื่องค้ำจุน คือ เสาที่เอาเข้ามาใส่ ฉะนั้น
ขณะนี้ ถ้าใครเบื่อ ใครขี้เกียจ ใครง่วง ใครท้อถอย ให้ทราบได้ว่า เหมือนเรือนเก่าซึ่งกำลังผุพัง เพราะว่าไม่สามารถจะตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ หรือดำเนินไปในกุศลทั้งหลายได้
ดังนั้น วิริยเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะอุปถัมภ์ค้ำจุน และมีการประคอง เช่นเดียวกับเรือนเก่า ซึ่งต้องเอาเสาเข้ามาใส่ จึงจะประคองให้เรือนนั้นตั้งอยู่ได้. โดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 11:08:15 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
สลักธรรม 7
ขอให้ทราบว่า ความที่วิริยะนั้นมีการค้ำจุนเป็นลักษณะ ท่านทรงแสดงอุปมาหลายอย่าง เพื่อที่จะให้เข้าใจถึงลักษณะสภาพของวิริยเจตสิก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเป็นไปในขณะนี้ เหมือนอย่างว่า
เมื่อกองทัพน้อยกับกองทัพใหญ่ทำสงครามกัน กองทัพน้อยถอยร่นลำดับนั้น เขาก็จะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระองค์ก็จะพึงส่งพล และพาหนะไปให้กองทัพของพระองค์ ที่มีพลพาหนะนั้นสนับสนุน จึงยังกองทัพของข้าศึกให้กลับพ่ายแพ้ได้ฉันใด
วิริยะ ก็ฉันนั้น .. ย่อมไม่ทำให้ สัมปยุตตธรรมทั้งหลาย ท้อถอย ท้อแท้ ย่อมยกคือประคองสัมปยุตตธรรมเหล่านั้นไว้ ดังนั้นท่านกล่าวว่า วิริยะมีการประคองไว้เป็นลักษณะ วิริยะประคองให้สนใจในสิ่งซึ่งกำลังฟังให้พิจารณา ให้เกิดความเข้าใจขึ้น.
กระผมได้นำหลักแห่งความเพียรมาลงให้ท่านได้อ่าน ถึง ๔ ตอนนั้น ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้ทุกท่านตระหนักว่า..ชีวิตของเรานั้นจะข้ามพ้นทุกข์ไปได้ก็เพราะความเพียร
และด้วยเจตนาที่เกิดขึ้นจากการเพียรนี้ กระผมได้มีความปรารถนากับทุกท่านอย่างจริงแท้ ด้วยกุศลจิตทั้งหมดทั้งมวลที่กระผมได้ทำแล้วนั้นขอกราบระลึกสำนึกในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ท่านอีกทั้งครูบาอาจารย์ทุกๆท่านครับ.
ขอจงเป็นพลวปัจจัยส่งผลกุศลกรรมนี้
เป็นเครื่องบูชาพระคุณของหลวงพ่อเสือ
พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร
และท่านพระครูศรีโชติญาณ
ขอท่านจงปิติปราโมทย์ในการรับงานเผยแผ่ธรรมะ
อันที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้วเทอญ...
เทพธรรมครับ
![]()
![]()
โดย เทพธรรม [21 พ.ค. 2555 , 11:11:01 น.] ( IP = 115.87.172.6 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |