มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เจตสิก คืออะไร (๑)







โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

เจตสิก คืออะไร (๑)


ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระธรรมที่ว่าด้วยเรื่องอันลึกซึ้งของชีวิตจิตใจ ก็จะตีความคำว่า เจตสิก เอาง่ายๆ ว่าเจตสิกกับวิญญาณเป็น "เจตภูต"

เพราะ "เจตสิก" กับ "เจตภูต" พูดคล้ายกัน แล้วเวลานอนหลับเจตภูตจะออกจากร่างกายได้แล้วก็ท่องเที่ยวไปทำให้เกิดความฝันต่างๆ

ผู้ใดมีความคิดเห็นอย่างไรก็แสดงออกมา โดยไม่ได้มีหลักวิชาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ พร้อมทั้งมีตัวเลขควบคุมมิให้บางท่านมักง่าย แล้วก็ค่อยๆ ทำลายพระพุทธศาสนาให้ค่อยๆ สลายตัวไปโดยปริยาย

ผู้แสดงธรรมะมักง่ายเหล่านี้ เพียรพยายามที่จะทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งตรัสรู้ ผู้ซึ่งมีสัพพัญญูให้กลายเป็นบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป ดังนั้น จึงตัดเรื่องยากๆ ออกไปเสียจนหมด เช่นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ผีสางเทวดา พญานาค พญาครุฑ และปัญหาโลกแตกอีกมากมาย ที่มีแสดงและมีบทพิสูจน์พร้อมบริบูรณ์อยู่ในพระอภิธรรมปิฎกออกเสีย โดยพยายามหาคำพูดหาทางยกเหตุผลของตนเองขึ้นมา แล้วก็ใส่ความคิดเห็นตื้นๆ ของตนลงไปโดยไม่ละอาย โดยมิได้มีความรับผิดชอบใดๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีสภาวะรับรองและมิได้เอาตัวเลขที่ควบคุมเอาไว้มาวาง

ในเรื่องของเจตสิกนี้ บางท่านก็คิดเอาง่ายๆ โดยอธิบายเป็นจิตไปเลย ว่า เจตสิกก็คือความรู้สึกนั่นรู้สึกนี่ มันเป็นจิตที่ผสมเจตสิกเสร็จแล้ว จึงรักบ้าง โกรธบ้าง แล้วแถมท้ายว่าขอให้เข้าใจว่ามันเป็นจิตดวงเดียวนั่นแหละ มันจะไปไหน มันจะอยู่ที่ไหนมันก็ดวงเดียว จึงได้ใช้คำว่า "เอกจรํ"

โดย ศาลาธรรม [24 พ.ค. 2555 , 15:24:44 น.] ( IP = 125.27.178.253 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ท่านยังกล่าวต่อไปว่า มีเจตสิกธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งผสมแล้ว นับตั้งแต่คลอดออกจากท้องแม่จะมีแต่ความเป็นอย่างนี้เข้มข้นมากขึ้น จนเป็นนิสัยสันดานของสิ่งที่เรียกว่า จิต

ท่านมีความเข้าใจว่า จิตกับเจตสิก มันเป็นคนละกลุ่ม คนละพวก แล้วจึงได้มาผสมกันกลายเป็นว่า มีจิตกลุ่มหนึ่งต่างหาก แล้วจึงเอามารวมกับเจตสิก เจตสิกคืออะไรก็ไม่ทราบ ตีความเอาง่ายๆ ว่า เจตสิกคือความรู้สึกนั่นรู้สึกนี่ มันเป็นจิตที่ผสมเจตสิกเสร็จแล้ว จึงรักบ้าง โกรธบ้าง

ท่านพยายามที่จะแสดงว่า ท่านก็ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาเหมือนกัน แต่พอขึ้นต้น ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็ทราบว่า ท่านไม่เคยได้ศึกษามาก่อนเลยอย่างแน่นอน ยิ่งวิปัสสนาของท่านด้วยแล้ว ก็เป็น "วิปัสสนึก" ไปทั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจะสอนวิปัสสนึก ดังนี้หรือ

ท่านพยายามแสดงหลายที่หลายแห่งและหลายครั้งว่า จิตนั้นมันเป็นอันเดียว ดวงเดียว ไม่มีอะไรเป็นคู่ได้ ไม่มีอะไรปน เช่นในเวลาที่คนนอนหลับ หรือที่ยังอยู่ในท้องแม่ ท่านคิดแล้วพูดเอาเองแท้ๆ บาปหรือบุญที่ได้ทำไปแล้ว เรียกว่า "วิบากจิต" หายไปไหน นิสัยใจคอหรืออัธยาศัยจะไปอยู่ในที่ใด และถ้าจิตของเด็กที่อยู่ในท้องแม่อยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพังแล้ว ถ้าเช่นนั้น คนทำแท้งลูกก็คงจะไม่เป็นบาปกรรมอะไรกระมัง

ท่านไม่เคยได้ศึกษาแม้ในพระสูตรที่แสดงว่าขณะปฏิสนธิเป็นจุดเล็กๆ ที่อยู่ในครรภ์ของมารดา เรียกว่า "กลละ" นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีรูปอันเป็นปรมาณูจากอำนาจของอะไร มีจำนวนเท่าใด และมีอะไรบ้าง แล้วมันทำงานกันอย่างไร แม้คนนอนหลับท่านก็ไม่มีความเข้าใจ ง่วงนอน ละเมอ หรือความฝัน ก็แน่ละไม่มีวันที่จะอธิบายได้เป็นอันขาด เพราะท่านไม่ยอมอาศัยพระอภิธรรมปิฎก

โดย ศาลาธรรม [24 พ.ค. 2555 , 15:25:18 น.] ( IP = 125.27.178.253 : : )


  สลักธรรม 2


นอกจากนี้ คำว่า "เอกจรํ" เขาไม่ได้แปลว่า เที่ยวไปโดดเดี่ยวแต่ลำพัง เพราะจิตจะไปไหนโดดเดี่ยวแต่ลำพังไม่มีสภาวะรองรับ และในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรโดดเดี่ยวเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของต่างๆ หรือรวมพูดว่า "รูปนาม" ก็ตาม

จิตไม่มีอารมณ์ จิตไม่มีสถานที่อาศัย และจิตไม่มีเจตสิกหลายประเภทร่วมด้วยแล้ว จิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเมื่อจิตเกิดขึ้นมาแล้วจิตจะไปไหนได้ เพราะจิตล่องลอยไม่ได้ ถ้าล่องลอยไปก็จะกลายเป็นความเห็นผิดเป็นสัสสตทิฏฐิ ท่านคิดไปไม่ถึงดอกว่าเหตุที่ทำให้จิตเกิดคือรู้สึก "เห็น" รู้สึก"ได้ยิน" ได้นั้น ต้องมีเหตุปัจจัยมาประชุมกันถึง ๗๓ เหตุ แล้วในการแสดงพระอภิธรรมเรื่องจิตเกิด หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลายนั้น จิตเป็นหัวหน้า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการแสดงออกแต่ลำพังผู้เดียว ทั้งเป็นใหญ่เป็นประธานอย่างไรก็มีคำอธิบาย

แล้วท่านก็สรุปเอาง่ายๆ ว่า ขอให้เรารู้เรื่องจิตในลักษณะอย่างนี้เถิด คือรู้แต่ลักษณะที่สามารถอบรมจิต เจตสิกให้มีความพ้นทุกข์ก็พอแล้ว (พ้นทุกข์ของท่านมีชาตินี้ชาติเดียว) เพราะฉะนั้น จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา จึงจำกัดอยู่แค่นี้เกินนี้ไไม่ใช่พระพุทธศาสนา มันออกไปนอกขอบเขตของพระพุทธศาสนามันเป็นจิตวิทยาที่เพ้อๆ ไปอย่างนี้ เมื่อเพ้อหนักๆ เข้า ก็เลยเฟ้อเลยแล้วมันจะเสียเวลาเปล่า

ท่านพยายามปิดประตูเสียอย่างมิดชิด มิให้ผู้ใดคิดไปในทางอื่นๆ โดยถือความคิดเห็นของท่านเป็นใหญ่ ท่านผูกขาดแม้ผู้ใดจะค้นคว้าหาความจริงจากพระไตรปิฎก

ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องของชีวิตจิตใจนั้นมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนอย่างที่สุด ดังนั้น จึงควรจะศึกษาไม่ว่าจะเป็นของครูบาอาจารย์คนไหน ขออย่างเดียวอย่าได้ลืมศึกษาพระอภิธรรมเสียด้วยก็แล้วกัน

โดย ศาลาธรรม [24 พ.ค. 2555 , 15:25:34 น.] ( IP = 125.27.178.253 : : )


  สลักธรรม 3


ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวที่มันจะเกิดขึ้นมาได้โดยโดดเดี่ยวแต่ลำพัง ไม่ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ หรือจะเป็นสิ่งของอะไรทุกๆ อย่าง หรือจะพูดว่า รูป-นามทั้งสิ้นก็ตาม กระดาษที่ท่านถืออยู่ในมือนี้ มันก็ประกอบไปด้วยเซลลูโลส อันเป็นเยื่อ ใยของไม้ชนิดต่างๆ วัตถุเคมีอีกหลายอย่างและหมึกพิมพ์ ชอล์คที่ครูใช้เขียนกระดานดำ มันก็มีแคลเซี่ยมซัลเฟต แคลเซี่ยมคาบอเนต และวัตถุเคมีอีกหลายอย่างเหมือนกัน

เราจะค้นหาอย่างไรก็ไม่พบว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวแต่ลำพังได้ กระดาษและชอล์คที่ยกขึ้นมา ในทางธรรมเรียกว่า รูป หรือจะพูดว่าสสารและพลังงาน ในทางธรรมะก็จะต้องมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สี กลิ่น รส และโอชะ เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ อยู่เป็นประจำ ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เลยเป็นอันขาด

ด้วยเหตุที่ธรรมชาติทั้งหลายต้องอยู่รวมกันหลายอย่างดังนี้ ท่านผู้ใดเข้าใจว่า จิตนั้นเกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวแต่ลำพังจึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูก และไม่ถูกต้องอย่างก่อความเสียหายให้มิใช่น้อย เพราะถ้าเข้าใจว่าจิตนั้นโดดเดี่ยวมั่นคงถาวร ความเข้าใจผิดดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสกัดกั้นปัญญาความเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มิให้ปรากฏเมื่อเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แล้วหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ก็ถูกอุดตัน

ในมหาตัณหาขยสูตร ครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตำหนิพระสาติเป็นอันมาก ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เพราะพระสาติมีความเข้าใจในเรื่องวิญญาณเหมือนศาสนาพราหมณ์ คือเข้าใจว่า วิญญาณเที่ยง วิญญาณย่อมแล่นไปโดยเข้าใจว่า คนตายแล้ววิญญาณนั้นเป็นสิ่งกายสิทธิ์ มีอำนาจล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ตามบุญและบาป ที่ตนได้ทำเอาไว้

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่เกิด ไม่ดับ และตั้งอยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพัง หากแต่จะต้องเกิดดับแล้วยังรวมกันอยู่หลายๆ อย่าง เหตุผลที่ควรจะทำความเข้าใจก็คือ มันรวมกันอยู่หลายอย่างทำไม ธรรมชาติเลือกคัดให้มันเกิดขึ้นมาหลายอย่างแล้ว ถ้าไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ย่อมจะไม่ใช่ฝีมือของธรรมชาติเป็นแน่

ธรรมชาติทั้งหลาย มันเกิดขึ้นมารวมกันหลายอย่าง ก็เพราะแต่ละอย่างมันมาช่วยกันทำงานเพื่อให้งานที่ทำนั้นสำเร็จไป

โดย ศาลาธรรม [24 พ.ค. 2555 , 15:25:53 น.] ( IP = 125.27.178.253 : : )


  สลักธรรม 4


เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งพูดว่า "บ้าน" ออกไป คนไทยทั้งหลายก็พากันเข้าใจว่า "บ้าน" นั้นคืออะไร แต่ว่าบ้านจะมีของชิ้นเดียวอย่างเดียวได้หรือ แน่นอน บ้านมันก็จะมีเสา มีพื้น มีหลังคา มีข้างฝา มีประตู หน้าต่าง และน๊อตหรือตะปู

ชิ้นส่วนต่างๆ ที่มารวมกันเป็นบ้านนั้น มันล้วนแต่มีงานของมันทั้งสิ้น เพราะเสามันก็ทำงานค้ำยันให้บ้านตั้งเป็นรูปทรงอยู่ได้ มีพื้นจะได้เป็นที่อาศัยของคน มีหลังคาเอาไว้กันแดดกันฝน มีข้างฝาเอาไว้กันขโมย และกันแดด กันฝน กันลม มีหน้าต่างก็จะได้ใช้ให้อากาศถ่ายเท มีประตูก็จะใช้เข้าออกได้ มันเกิดขึ้นมาช่วยกันทำงานทั้งนั้น และแต่ละชิ้นส่วนรวมกันเราจึงสมมุติเรียกว่าเป็นบ้าน แต่ว่าบ้านจริงๆ หาได้มีไม่ เพราะถ้าชิ้นส่วนต่างๆ มากองกับพื้น บ้านก็จะหายไป

เราพูดคำว่า "คน" ก็เหมือนกัน มันก็จะต้องมีหน้าตา ร่างกาย เขน ขา กระดูก อวัยวะภายใน และจิตใจ แต่ละชิ้นส่วนมันมีงานทำกันทั้งนั้น แต่ละชิ้นส่วนมารวมกันเราจึงเรียกว่า คน ชิ้นใดชิ้นหนึ่งหาเป็นคนได้ไม่

จิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นนามธรรมก็ตามที่เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีการประชุมที่มาเกิดร่วมกันก็เพื่อจะทำงาน ตัวที่มาประชุมร่วมกันเหล่านี้เรียกว่า เจตสิก

มีอย่างเดียวมันก็ผิดธรรมชาติเป็นบ้านหรือเป็นคนไม่ได้ และไม่ใช่ฝีมือของธรรมชาติเป็นแน่


โดย ศาลาธรรม [24 พ.ค. 2555 , 15:26:11 น.] ( IP = 125.27.178.253 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org