มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เจตสิก คืออะไร (๓)








โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร

เจตสิก คืออะไร (๓)


เมื่อเวลาเราจะทำการงานอะไร การงานที่ทำนั้นมันก็มีขั้นมีตอน การงานที่ทำบางทีก็สลับซับซ้อน แต่ผู้ที่มิได้คิดพิจารณา ผู้ที่มิได้ประกอบการงานนั้นมาก็ไม่อาจจะทราบได้ถึงเรื่องอะไรที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ ดังนั้น จึงพูดออกไปอย่างง่ายๆ ตามประสาของคนที่ไม่มีความเข้าใจ แต่ช่างคิดช่างพูดช่างออกความเห็น

ตัวอย่างเช่น นายช่างทำบ้านเรือนสักหลังหนึ่ง เขาจะต้องรู้จักตัวไม้ที่จะทำบ้านเรือนนั้นทุกๆ ชิ้น ว่ามันมีรูปร่างอย่างไร หนาบางแค่ไหน กว้างและยาวมากน้อยเท่าใด จะใช้ตัวยึดโยงอันได้แก่น๊อตหรือตะปูขนาดไหน ใครจะเป็นผู้ตกแต่งตัวไม้แล้วประกอบมันขึ้นอย่างไรจึงจะได้ผลดี

ช่างไม้ก็ต้องรู้เรื่องของช่างไม้ให้ดีเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวกับผลได้ผลเสียของตนเอง ด้วยเหตุดังนี้ ผู้ไม่เคยศึกษาเรื่องของช่างไม้ ก็ย่อมจะปลูกบ้านสร้างเรือนไม่ได้ อย่างน้อยก็จะต้องมีความเข้าใจบ้าง สำหรับตัวของเราเองก็เหมือนกัน จะต้องรู้เรื่องจิตใจของเราเป็นพิเศษ หาไม่แล้วจะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตของเราได้อย่างไรเล่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกแยะเจตสิกแต่ละตัวให้ศึกษาเหมือนแยกชิ้นไม้แต่ละชิ้นส่วนมากมายที่ใช้ทำบ้านออกมาให้เข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงหน้าที่การงานของเจตสิกแต่ละตัวให้ทราบว่ามันทำหน้าที่การงานอย่างไร เหมือนอธิบายชิ้นไม้ที่จะทำบ้านแต่ละชิ้นให้รู้หน้าที่การงานของมัน

และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาเจตสิกทั้งหมดมาประชุมกันให้เราได้ศึกษา จะได้ทราบว่าจิตโลภะ โทสะ โมหะ หรือจิตอโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดนั้น รวมเจตสิกประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไร เหมือนเรียนชิ้นไม้ทำบ้านเสร็จแล้ว ก็สอนให้ประกอบบ้านเป็นรูปบ้านแบบต่างๆ ได้ทุกๆ แบบไม่ว่าจะปลูกแบบไหน เมื่อนเรียนเจตสิกแล้วก็จะเข้าใจเรื่องของจิตทุกประเภท

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้สอนให้มีความรู้แต่เพียงเท่านั้น หากแต่สอนให้กำหนดพิจารณาในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปด้วย เพื่อให้เป็นบทพิสูจน์ เมื่อผู้ปฏิบัติได้ผลดีก็มีความสามารถรู้เห็นจิตและเจตสิกเหล่านี้ได้เหมือนเรียนช่างไม้รู้จักไม้ทุกชิ้นที่จะประกอบเป็นบ้านแล้วก็ปลูกบ้านสำเร็จจนเห็นบ้านทั้งหลังตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ได้ด้วยสายตาของตนเอง

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:39:36 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ผัสสะเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับกระทบอารมณ์ต่างๆ ทางทวารทั้ง ๖ เมื่ออารมณ์ทางทวารไหนเกิดขึ้นก็เข้ารับอารมณ์ทางทวารนั้นๆ

เช่นเมื่อรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามากระทบกับจิตที่ประสาทตา ผัสสะเจตสิกก็เป็นตัวรับกระทบทำให้รู้สึกเห็น เมื่อสัททารมณ์อันได้แก่คลื่นของเสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศเกิดขึ้น แล้วมากระทบกับจิตที่ประสาทหู ผัสสะเจตสิกก็เป็นตัวรับประทบทำให้รู้สึกได้ยิน และเมื่อเรื่องราวที่คิดนึกมากระทบใจ เช่นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเมื่อวานมากระทบใจก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเป็นต้น

ผัสสะเจตสิกก็รับประทบเรื่องราวต่างๆ ดังกล่าวเหล่านั้นทุกๆ ทวาร แม้เวลานอนหลับสนิท ผัสสะเจตสิกนี้จะรับประทบอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นบาป หรือจะไม่บาปไม่บุญก็ตามก็ได้ทั้งหมด เพราะเป็นกลุ่มของอัญสมานาเจตสิกที่เป็นกลาง ซึ่งหมายถึงรวมกับอย่างอื่นได้

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:11 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 2


เวทนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่มีหน้าที่เสวยอารมณ์ หรือกินอารมณ์ อารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบก็ทำให้เกิดเวทนา คือเป็นสุข เป็นทุกข์ และเป็นอุเบกขา คือเฉยๆ ทุกๆ อารมณ์ไปไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

การงานของจิตนั้นสลับซับซ้อน และจิตก็เกิดดับต่อๆ กันไปโดยรวดเร็วมาก ฉะนั้นจึงมิใช่ว่าเวทนาเจตสิกนี้จะปรากฏชัดแจ้งหรือจะทำให้มีความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์เสมอทุกครั้งไป

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:28 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 3


สัญญาเจตสิก คำว่าสัญญานี้มิใช่ทางโลก แต่ทางโลกเอาไปใช้ เช่นสัญญากู้ยืมเงิน หรือสัญญาว่าจะรักและจะแต่งงานกัน

หากแต่สัญญานี้แปลว่าเก็บหรือประทับอารมณ์เอาไว้ในจิตใจไม่ว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและความคิดนึกใดๆ เกิดขึ้น สัญญาเจตสิกนี้ก็ทำหน้าที่เก็บอารมณ์ที่กระทบเอาไว้ เช่น จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ จำสีแดงสีเขียวได้ จำหน้าสามีภรรยาได้ แม้ความรู้ที่ออกมาเพื่อใช้ในการสอบไล่ ก็อาศัยสัญญานี้เป็นตัวเก็บเอาไว้

ส่วนการที่มันแสดงออกมาได้อย่างไร และทำไมจึงจำเก่ง หรือลืมไปเสียได้ง่ายๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีคำอธิบายละเอียดเมื่อได้ศึกษาต่อไป

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:43 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 4


เจตนาเจตสิก หมายถึงตัวการที่ก่อให้เกิดความจงใจ ความตั้งใจ ถ้าไม่มีเจตนาเจตสิกแล้วจะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกไม่ได้เลยเป็นอันขาด ความตั้งใจจึงเกิดขึ้นทุกอารมณ์ไป

บางท่านอาจจะคิดว่าถ้าเสียงดังเกิดขึ้น เช่นเสียงยางรถระเบิดดังสนั่น เรามิได้ตั้งใจจะได้ยิน ก็ได้ยินเหมือนกัน ในข้อนี้คำตอบก็มีพร้อมบริบูรณ์ว่า ในขณะที่ได้ยินนั้น เจตนาเจตสิกก็เกิดขึ้นมาแล้ว พร้อมกันกับจิตได้ยิน

หากแต่ในขณะที่ได้ยินเกิดขึ้นมานั้น มิได้มีบุพพเจตนา คือมิได้มีความตั้งใจเอาไว้ก่อนว่าจะได้ยินเสียงระเบิดเท่านั้นเอง

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:56 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 5


เอกัคคตา ก็ได้แก่เจตสิกที่ทำให้จิตมีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นขณะๆ ไป

การที่เราเห็น ได้ยิน คิดนึกได้ จิตและเจตสิกมิได้เกิดขึ้นมาขณะเดียว หากแต่เกิดดับสลับซับซ้อนกันมากมายติดต่อกันไป

ดังนั้นเอกัคคตาเจตสิกเป็นตัวการที่ทำให้จิตตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้(สมาธิ) ถ้าเอกัคคตาเจตสิกไม่มีเสียแล้ว จะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกไม่ได้เลย

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:09 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 6


ชีวิตินทรีย์เจตสิก เป็นเจตสิกที่เป็นตัวการสำคัญในการรวบรวมหรือยึดโยงเจตสิกทั้งหลายที่มาร่วมประชุมให้ทำงานไม่ให้กระจัดกระจายแตกแยกออกจากกันไป

เปรียบเสมือนนาฬิกาข้อมือ ต้องมีของหลายอย่างมารวมกันมันจึงจะเป็นนาฬิกา มันจึงจะทำงานได้

ของหลายอย่างที่มารวมกันเหล่านั้นวางอยู่เฉยๆ ก็ย่อมจะไม่ได้ มันจะต้องมีตัวควบคุมอยู่หรือยึดโยงส่วนต่างๆ ของนาฬิกาทุกๆ ชิ้น ไม่ให้กระจัดกระจายออกจากกัน แล้วทำงานของมันได้

ตัวยึดโยงนี้แหละถ้ามันทำงานให้กับนามธรรม คือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับมันไม่ให้กระจัดกระจายออกจากกันไปเราเรียกว่า ชีวิตินทรีย์เจตสิก

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:23 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 7


มนสิการเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่การงานสำคัญมาก เพราะจะทำให้จิตกับอารมณ์ตรงกัน หรือทำให้จิตเป็นไปในอารมณ์นั้น

เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น เช่น รูปหรือเสียงมากระทบตา กระทบหู และจิตก็เห็นและได้ยินได้นั้น ก็เพราะมนสิการเจตสิกตัวนี้เองที่ทำหน้าที่ให้จิตตรงต่ออารมณ์เห็น หรืออารมณ์ได้ยินไม่ไถลไปรับอารมณ์อื่น

ก็แน่ละในบางครั้งก็มีอารมณ์อื่นที่มีกำลังมาก เช่น เสียงดังแรง หรือเรามีความสนใจมาก ทำให้จิตไม่จับอารมณ์ที่ตั้งไว้เดิมก็ได้ ก็แล้วแต่ความสนใจ แต่มนสิการเจตสิกก็ไปเกิดอยู่ในอารมณ์ใหม่ ทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นั้นได้ต่อไป

การเห็นรูปก็จะต้องมีเหตุ ๔ ประการด้วยกัน คือ รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสง อาโลกะ มีแสงสว่าง จักขุปสาทะ มีประสาทตา และมีมนสิการะ ทำให้จิตใจตรงต่ออารมณ์

มนสิการะ คือ เจตสิกที่เป็นตัวการทำให้จิตตรงต่ออารมณ์ไม่ไถลไปทางอื่นๆ เสียโดยง่าย เมื่อมีมนสิการะ ก็คือมีจิตนั่นเอง ฉะนั้น ในบางแห่งก็อาจจะไม่ได้ใช้คำว่า มนสิการะเจตสิก หากแต่ใช้ "จิต"เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความมุ่งหมายของผู้อธิบายถ้าเน้นหนักในเรื่องตัวการที่ทำให้จิตตรงต่ออารมณ์ แล้วก็ใช้มนสิการเจตสิก

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:38 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 8


เจตสิกทั้ง ๗ ประการนี้ จะเกิดขึ้นกับจิตทั้งหมด ไม่ว่าจิตในขณะมีอารมณ์อันเป็นบาป บุญ หรือไม่บาปไม่บุญ และจะเป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต

เช่นในขณะปฏิสนธิ คือการเกิดในภพชาติใหม่ ภวังค์องค์แห่งภพ คือรักษาภพชาติเช่นในขณะนอนหลับสนิทเป็นต้น และในขณะจุติ คือดับ หรือตายก็ตาม จึงได้เรียกชื่อว่าสัพพจิตตสาธารณเจตสิก

ยังมีเจตสิกอีกมากมายที่จะต้องศึกษา ผมก็เห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการนำท่านทั้งหลายเท่านั้น จึงขอเชิญชวนท่านให้ลองศึกษาต่อไป แล้วท่านก็จะได้พบกับความประหลาดใจ แล้วก็จะทราบได้อย่างแน่นอนพร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไม่มีผู้ใดใครที่ไหนในโลกนี้ที่จะมีความเข้าใจเจตสิกได้เลยเป็นอันขาด

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเจตสิกที่จำเป็นจะต้องขอให้ท่านได้ทำความเข้าใจอีกสักเล็กน้อยว่า เจตสิกที่ได้แสดงไปแล้วนั้น เป็นตัวอย่างเพียงเพื่อให้ได้เห็นรูปร่างหน้าตาเท่านั้น ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาอีกมากนัก เช่นเจตสิกที่เป็นฝ่ายอกุศล มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือฝ่ายกุศลมีการบริจาคทาน รักษาศีล เจตสิกที่เข้าร่วมประชุมกันทำงานนั้นสลับซับซ้อนกันยิ่งนัก ผู้ศึกษาจะทราบโดยละเอียดว่า ในขณะฆ่าสัตว์ หรือในขณะบริจาคทานนั้น มีเจตสิกประชุมกันทำงานอย่างไรบ้าง บางทีเข้าร่วมประชุมกันทำงานมากมาย ๒๐ กว่า หรือ ๓๐ กว่าประเภทก็มี ผู้ศึกษาเรื่องเจตสิกมาเข้าใจแล้ว ก็จะหายสงสัยเรื่องของจิตที่เคยจ้องใจมาได้เป็นอันมาก

เมื่อจิตเกิดขึ้นจะเป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตาม ก็จะมีเจตสิกอันเป็นตัวกลางที่เข้ากันได้กับจิตทั้งหมด คือสัพพจิตตสาธารณ ๗ ประเภทที่ได้แสดงผ่านมาแล้ว กับปกิณกะอีก ๖ ประเภทเท่าที่มันจะเกิดได้

และจิตใดที่เป็นบาป เจตสิกที่เป็นฝ่ายบาปอีกหลายตัวก็จะเข้าร่วมด้วย เจตสิกฝ่ายที่เป็นบุญประกอบไม่ได้เลย

แต่ถ้าจิตใดเป็นบุญ เจตสิกอีกหลายตัวที่เป็นบุญก็จะเข้าประกอบร่วมด้วยอีกเหมือนกัน เจตสิกที่เป็นฝ่ายบาปก็เกิดไม่ได้

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:53 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )


  สลักธรรม 9


ผู้ศึกษาก็จะมีความเข้าใจอันประกอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงของเครื่องยนต์กลไกของจิตใจ ส่วนหนึ่งก็จะถูกตีแผ่ออกมาให้ได้เห็นหน้าตา

อย่างไรก็ดี เรื่องของจิตและเจตสิก ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ของคนช่างคิดช่างฝันแต่ประการใด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ได้วางบทพิสูจน์เอาไว้ให้ทั้งนั้น รอคอยผู้มีความรู้มากๆ มีเหตุผลดีๆ อยู่เสมอ

แล้วในขณะนี้บรรดานักศึกษาพระอภิธรรมเป็นอันมาก บรรดาท่านชาวพุทธผู้เป็นสัมมาทิฏฐิก็มิใช่เล็กน้อย ได้จับกลุ่มกันขึ้นมาต่อต้านเพื่อทำลายล้างมิจฉาทิฏฐิ ผู้ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมโดยคิดๆ เอาว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี เกิดเป็นผีสางเทวดาก็ไม่ได้ เพื่อดึงนำให้ไปสู่ทิศทางที่ตนต้องการ ปฏิจจสมุปบาทก็ว่าไม่คร่อมภพคร่อมชาติ




โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:42:07 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org