| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เจตสิก คืออะไร (๓)
สลักธรรม 1
ผัสสะเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับกระทบอารมณ์ต่างๆ ทางทวารทั้ง ๖ เมื่ออารมณ์ทางทวารไหนเกิดขึ้นก็เข้ารับอารมณ์ทางทวารนั้นๆ
เช่นเมื่อรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามากระทบกับจิตที่ประสาทตา ผัสสะเจตสิกก็เป็นตัวรับกระทบทำให้รู้สึกเห็น เมื่อสัททารมณ์อันได้แก่คลื่นของเสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศเกิดขึ้น แล้วมากระทบกับจิตที่ประสาทหู ผัสสะเจตสิกก็เป็นตัวรับประทบทำให้รู้สึกได้ยิน และเมื่อเรื่องราวที่คิดนึกมากระทบใจ เช่นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเมื่อวานมากระทบใจก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเป็นต้น
ผัสสะเจตสิกก็รับประทบเรื่องราวต่างๆ ดังกล่าวเหล่านั้นทุกๆ ทวาร แม้เวลานอนหลับสนิท ผัสสะเจตสิกนี้จะรับประทบอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นบาป หรือจะไม่บาปไม่บุญก็ตามก็ได้ทั้งหมด เพราะเป็นกลุ่มของอัญสมานาเจตสิกที่เป็นกลาง ซึ่งหมายถึงรวมกับอย่างอื่นได้ โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:11 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 2
เวทนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่มีหน้าที่เสวยอารมณ์ หรือกินอารมณ์ อารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบก็ทำให้เกิดเวทนา คือเป็นสุข เป็นทุกข์ และเป็นอุเบกขา คือเฉยๆ ทุกๆ อารมณ์ไปไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
การงานของจิตนั้นสลับซับซ้อน และจิตก็เกิดดับต่อๆ กันไปโดยรวดเร็วมาก ฉะนั้นจึงมิใช่ว่าเวทนาเจตสิกนี้จะปรากฏชัดแจ้งหรือจะทำให้มีความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์เสมอทุกครั้งไป โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:28 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 3
สัญญาเจตสิก คำว่าสัญญานี้มิใช่ทางโลก แต่ทางโลกเอาไปใช้ เช่นสัญญากู้ยืมเงิน หรือสัญญาว่าจะรักและจะแต่งงานกัน
หากแต่สัญญานี้แปลว่าเก็บหรือประทับอารมณ์เอาไว้ในจิตใจไม่ว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและความคิดนึกใดๆ เกิดขึ้น สัญญาเจตสิกนี้ก็ทำหน้าที่เก็บอารมณ์ที่กระทบเอาไว้ เช่น จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ จำสีแดงสีเขียวได้ จำหน้าสามีภรรยาได้ แม้ความรู้ที่ออกมาเพื่อใช้ในการสอบไล่ ก็อาศัยสัญญานี้เป็นตัวเก็บเอาไว้
ส่วนการที่มันแสดงออกมาได้อย่างไร และทำไมจึงจำเก่ง หรือลืมไปเสียได้ง่ายๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีคำอธิบายละเอียดเมื่อได้ศึกษาต่อไป โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:43 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 4
เจตนาเจตสิก หมายถึงตัวการที่ก่อให้เกิดความจงใจ ความตั้งใจ ถ้าไม่มีเจตนาเจตสิกแล้วจะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกไม่ได้เลยเป็นอันขาด ความตั้งใจจึงเกิดขึ้นทุกอารมณ์ไป
บางท่านอาจจะคิดว่าถ้าเสียงดังเกิดขึ้น เช่นเสียงยางรถระเบิดดังสนั่น เรามิได้ตั้งใจจะได้ยิน ก็ได้ยินเหมือนกัน ในข้อนี้คำตอบก็มีพร้อมบริบูรณ์ว่า ในขณะที่ได้ยินนั้น เจตนาเจตสิกก็เกิดขึ้นมาแล้ว พร้อมกันกับจิตได้ยิน
หากแต่ในขณะที่ได้ยินเกิดขึ้นมานั้น มิได้มีบุพพเจตนา คือมิได้มีความตั้งใจเอาไว้ก่อนว่าจะได้ยินเสียงระเบิดเท่านั้นเอง
โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:40:56 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 5
เอกัคคตา ก็ได้แก่เจตสิกที่ทำให้จิตมีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นขณะๆ ไป
การที่เราเห็น ได้ยิน คิดนึกได้ จิตและเจตสิกมิได้เกิดขึ้นมาขณะเดียว หากแต่เกิดดับสลับซับซ้อนกันมากมายติดต่อกันไป
ดังนั้นเอกัคคตาเจตสิกเป็นตัวการที่ทำให้จิตตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้(สมาธิ) ถ้าเอกัคคตาเจตสิกไม่มีเสียแล้ว จะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกไม่ได้เลย
โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:09 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 6
ชีวิตินทรีย์เจตสิก เป็นเจตสิกที่เป็นตัวการสำคัญในการรวบรวมหรือยึดโยงเจตสิกทั้งหลายที่มาร่วมประชุมให้ทำงานไม่ให้กระจัดกระจายแตกแยกออกจากกันไป
เปรียบเสมือนนาฬิกาข้อมือ ต้องมีของหลายอย่างมารวมกันมันจึงจะเป็นนาฬิกา มันจึงจะทำงานได้
ของหลายอย่างที่มารวมกันเหล่านั้นวางอยู่เฉยๆ ก็ย่อมจะไม่ได้ มันจะต้องมีตัวควบคุมอยู่หรือยึดโยงส่วนต่างๆ ของนาฬิกาทุกๆ ชิ้น ไม่ให้กระจัดกระจายออกจากกัน แล้วทำงานของมันได้
ตัวยึดโยงนี้แหละถ้ามันทำงานให้กับนามธรรม คือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับมันไม่ให้กระจัดกระจายออกจากกันไปเราเรียกว่า ชีวิตินทรีย์เจตสิก โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:23 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 7
มนสิการเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่การงานสำคัญมาก เพราะจะทำให้จิตกับอารมณ์ตรงกัน หรือทำให้จิตเป็นไปในอารมณ์นั้น
เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น เช่น รูปหรือเสียงมากระทบตา กระทบหู และจิตก็เห็นและได้ยินได้นั้น ก็เพราะมนสิการเจตสิกตัวนี้เองที่ทำหน้าที่ให้จิตตรงต่ออารมณ์เห็น หรืออารมณ์ได้ยินไม่ไถลไปรับอารมณ์อื่น
ก็แน่ละในบางครั้งก็มีอารมณ์อื่นที่มีกำลังมาก เช่น เสียงดังแรง หรือเรามีความสนใจมาก ทำให้จิตไม่จับอารมณ์ที่ตั้งไว้เดิมก็ได้ ก็แล้วแต่ความสนใจ แต่มนสิการเจตสิกก็ไปเกิดอยู่ในอารมณ์ใหม่ ทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นั้นได้ต่อไป
การเห็นรูปก็จะต้องมีเหตุ ๔ ประการด้วยกัน คือ รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสง อาโลกะ มีแสงสว่าง จักขุปสาทะ มีประสาทตา และมีมนสิการะ ทำให้จิตใจตรงต่ออารมณ์
มนสิการะ คือ เจตสิกที่เป็นตัวการทำให้จิตตรงต่ออารมณ์ไม่ไถลไปทางอื่นๆ เสียโดยง่าย เมื่อมีมนสิการะ ก็คือมีจิตนั่นเอง ฉะนั้น ในบางแห่งก็อาจจะไม่ได้ใช้คำว่า มนสิการะเจตสิก หากแต่ใช้ "จิต"เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความมุ่งหมายของผู้อธิบายถ้าเน้นหนักในเรื่องตัวการที่ทำให้จิตตรงต่ออารมณ์ แล้วก็ใช้มนสิการเจตสิก
โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:38 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 8
เจตสิกทั้ง ๗ ประการนี้ จะเกิดขึ้นกับจิตทั้งหมด ไม่ว่าจิตในขณะมีอารมณ์อันเป็นบาป บุญ หรือไม่บาปไม่บุญ และจะเป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต
เช่นในขณะปฏิสนธิ คือการเกิดในภพชาติใหม่ ภวังค์องค์แห่งภพ คือรักษาภพชาติเช่นในขณะนอนหลับสนิทเป็นต้น และในขณะจุติ คือดับ หรือตายก็ตาม จึงได้เรียกชื่อว่าสัพพจิตตสาธารณเจตสิก
ยังมีเจตสิกอีกมากมายที่จะต้องศึกษา ผมก็เห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการนำท่านทั้งหลายเท่านั้น จึงขอเชิญชวนท่านให้ลองศึกษาต่อไป แล้วท่านก็จะได้พบกับความประหลาดใจ แล้วก็จะทราบได้อย่างแน่นอนพร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไม่มีผู้ใดใครที่ไหนในโลกนี้ที่จะมีความเข้าใจเจตสิกได้เลยเป็นอันขาด
อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเจตสิกที่จำเป็นจะต้องขอให้ท่านได้ทำความเข้าใจอีกสักเล็กน้อยว่า เจตสิกที่ได้แสดงไปแล้วนั้น เป็นตัวอย่างเพียงเพื่อให้ได้เห็นรูปร่างหน้าตาเท่านั้น ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาอีกมากนัก เช่นเจตสิกที่เป็นฝ่ายอกุศล มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือฝ่ายกุศลมีการบริจาคทาน รักษาศีล เจตสิกที่เข้าร่วมประชุมกันทำงานนั้นสลับซับซ้อนกันยิ่งนัก ผู้ศึกษาจะทราบโดยละเอียดว่า ในขณะฆ่าสัตว์ หรือในขณะบริจาคทานนั้น มีเจตสิกประชุมกันทำงานอย่างไรบ้าง บางทีเข้าร่วมประชุมกันทำงานมากมาย ๒๐ กว่า หรือ ๓๐ กว่าประเภทก็มี ผู้ศึกษาเรื่องเจตสิกมาเข้าใจแล้ว ก็จะหายสงสัยเรื่องของจิตที่เคยจ้องใจมาได้เป็นอันมาก
เมื่อจิตเกิดขึ้นจะเป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตาม ก็จะมีเจตสิกอันเป็นตัวกลางที่เข้ากันได้กับจิตทั้งหมด คือสัพพจิตตสาธารณ ๗ ประเภทที่ได้แสดงผ่านมาแล้ว กับปกิณกะอีก ๖ ประเภทเท่าที่มันจะเกิดได้
และจิตใดที่เป็นบาป เจตสิกที่เป็นฝ่ายบาปอีกหลายตัวก็จะเข้าร่วมด้วย เจตสิกฝ่ายที่เป็นบุญประกอบไม่ได้เลย
แต่ถ้าจิตใดเป็นบุญ เจตสิกอีกหลายตัวที่เป็นบุญก็จะเข้าประกอบร่วมด้วยอีกเหมือนกัน เจตสิกที่เป็นฝ่ายบาปก็เกิดไม่ได้
โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:41:53 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
สลักธรรม 9
ผู้ศึกษาก็จะมีความเข้าใจอันประกอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงของเครื่องยนต์กลไกของจิตใจ ส่วนหนึ่งก็จะถูกตีแผ่ออกมาให้ได้เห็นหน้าตา
อย่างไรก็ดี เรื่องของจิตและเจตสิก ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ของคนช่างคิดช่างฝันแต่ประการใด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ได้วางบทพิสูจน์เอาไว้ให้ทั้งนั้น รอคอยผู้มีความรู้มากๆ มีเหตุผลดีๆ อยู่เสมอ
แล้วในขณะนี้บรรดานักศึกษาพระอภิธรรมเป็นอันมาก บรรดาท่านชาวพุทธผู้เป็นสัมมาทิฏฐิก็มิใช่เล็กน้อย ได้จับกลุ่มกันขึ้นมาต่อต้านเพื่อทำลายล้างมิจฉาทิฏฐิ ผู้ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมโดยคิดๆ เอาว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี เกิดเป็นผีสางเทวดาก็ไม่ได้ เพื่อดึงนำให้ไปสู่ทิศทางที่ตนต้องการ ปฏิจจสมุปบาทก็ว่าไม่คร่อมภพคร่อมชาติ
![]()
โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2555 , 10:42:07 น.] ( IP = 125.27.163.33 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |