มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เสียงสั่งครั้งสุดท้าย




เสียงสั่งครั้งสุดท้าย


เมื่อล้มกลิ้งใครหนอวิ่งเข้ามาช่วย
และกล่อมด้วยนิทานปลอบขวัญให้
หรือจูบที่เจ็บชะมัดปัดเป่าไป
ผู้นั้นไซร้ที่แท้ แม่ฉันเอง

(บทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๖ )

หากจะประมวลความรัก ความเมตตา ความห่วงใย และความเอาใจใส่ ตลอดจนการให้ที่ไม่มีวันจบสิ้น คงไม่มีใครเกินไปกว่าความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีจิตสำนึกแห่งความเป็นแม่ เพราะไม่ว่าลูกจะเล็กหรือโต จะโง่หรือฉลาด แม้จะทำการใดๆผิดพลาด และประมาทสักเพียงใด แม่ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ให้ตลอดเวลา ให้อภัย ให้โอกาส เพียงเพื่อให้ลูกได้วาดเส้นทางชีวิตใหม่ แม้บางเวลาแม่จะต้องพบกับความผิดหวัง ความขมขื่น ความเจ็บช้ำที่เกิดจากการกระทำและคำพูดของลูก จนทำให้แม่ต้องเป็นคนหงุดหงิด เสียอารมณ์ บางครั้งถึงกับต้องทุบตีหรือด่าทอแต่พอรู้สึกตัวแม่ก็เสียใจ แต่แล้วแม่ก็ยังคงให้ในสิ่งที่ลูกต้องการ ยามลูกถูกภัยมาผจญ แม่ก็ไม่เคยย่นย่อที่จะหาทางช่วยเหลือลูก แม้จะมีความหวังเพียงริบหรี่ แต่แม่ก็ยังฝันว่า สักวันหนึ่งลูกของแม่จะต้องเป็นคนดีตามที่แม่ต้องการ

มนุษย์ทุกคนย่อมต้องมี “แม่” แต่พฤติกรรมและการกระทำที่มีต่อท่านนั้นย่อมแตกต่างกันออกไปตามความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ผู้ที่รู้คุณค่าของชีวิต ย่อมคิดได้และทำถูก เพราะการปลูกฝังจิตด้วยคุณธรรมย่อมนำมาซึ่งความกตัญญู อันเป็นพื้นฐานแห่งคุณงามความดีทั้งปวง ความกตัญญูนี้บางครั้งเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่ขาดขันติ คือความอดทน อันเป็นยอดตบะซึ่งเป็นธรรมะที่จะทำให้เราชนะความชั่วทั้งปวงได้ หากอุปมาเปรียบเทียบอาคารสูงเสียดฟ้าที่สามารถตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงได้ เพราะมีฐานอันแข็งแรงที่ถูกเสริมด้วยคานเสาเข็มมากมายฉันใด ขันติก็เปรียบเสมือนคานเสาเข็มที่บุคคลทั้งหลายจำเป็นต้องสร้าง เพื่อรองรับฐานของความกตัญญูที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง เพื่อจะได้เป็นกำลังให้เดินทางสู่ธรรมอันสูงส่ง คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ได้ฉันนั้น

นับว่าผู้เขียนเป็นบุคคลผู้โชคดี เพราะในปี พ.ศ. 2529 ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนธรรมะ ณ มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ซึ่งก่อตั้งโดย “ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร” ปัจจุบันนี้ท่านได้มรณภาพไปแล้ว แต่ยังคงมี “อาจารย์บุษกร เมธางกูร” บุตรสาว ผู้ที่ได้สืบทอดเจตนารมณ์สืบสานงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ยืนยงคงอยู่ต่อไปตามลำพัง สถานที่แห่งนี้ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสกับพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอภิธรรมที่ได้เฝ้าเรียน พระสูตรที่ได้เพียรอ่าน ตลอดจนครูบาอาจารย์ที่ได้สละเวลามาสอน และปฏิบัติตนให้ได้เห็น ล้วนเป็นเบ้าหลอมใจของผู้เขียนให้ฝักใฝ่ไปในทางธรรมมากขึ้น ท่านอาจารย์ทุกๆท่าน ต่างมีความตั้งมั่นที่จะให้ความทรงจำที่ดี สอนให้พวกเราเป็นคนมีเหตุมีผล ด้วยการวางตนให้รู้จักคิด และมีความดำริที่ถูกต้องคือสัมมาทิฏฐิ อีกทั้งสอนให้รู้คุณค่าของความดี กระทำตนให้เป็นคนที่มีหิริ-โอตตัปปะ และที่สำคัญคือ สอนให้รู้จักวิธีการชนะอารมณ์ได้อย่างแยบยลด้วยนานากลยุทธเพื่อฉุดใจให้ออกจากกิเลส สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้วิถีชีวิตของผู้เขียนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:24:52 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

บ่อยครั้งที่ หลวงพ่อเสือ สอนธรรมะเรื่องมงคลชีวิต เมื่อกล่าวถึงหัวข้อเกี่ยวกับการบำรุงบิดามารดา ท่านจะเน้นให้พวกเราทุกคนตระหนักว่า พระคุณของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก แม้นเราจะพยายามทำความดีเพื่อทดแทนพระคุณท่านสักเพียงใด ใช่ว่าจะทดแทนได้หมด พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า บุตรคนหนึ่งที่รู้ซึ้งในพระคุณของพ่อแม่ แม้เขาจะนำแม่มาวางไว้บนไหล่ซ้าย และนำพ่อมาวางไว้บนไหล่ขวา แบกไว้ตลอดเวลา พร้อมทั้งป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่านทั้งสอง ทุกมื้อ ทุกวัน จะไปไหนก็พาท่านไปด้วย ยามที่ท่านป่วยก็ช่วยดูแลรักษา ไม่ว่าจะปัสสาวะหรืออุจจาระก็จะราดรดอยู่บนตัวบุตรคนนั้น ทำเช่นนี้จนท่านทั้งสองตายจากไป ก็ใช่ว่าจะทดแทนคุณท่านได้หมด แต่ถ้าบุตรคนนั้นสามารถชักจูงให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เท่ากับว่าเขาได้ทดแทนคุณท่านได้อย่างแท้จริง และยิ่งบุตรคนนั้นสามารถหันเหชีวิตของท่านทั้งสองให้หันมาปฏิบัติวิปัสสนา นำพาท่านพ้นไปจากความทุกข์ได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละ บุตรผู้นั้นได้ทำกาละแห่งการทดแทนคุณพ่อแม่สิ้นสุดแล้ว

ถ้อยความที่หลวงพ่อนำมากล่าวสอน ดูเหมือนจะอ้อนวอนให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าของของความเป็นแม่ที่ต้องเป็นผู้เสียสละ แม้จะไม่ได้รับการตอบแทนจากลูก เพราะกงกรรมกงเกวียนที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตามสภาพแห่งความเป็นไป แต่แม่ก็พร้อมที่จะให้โดยไม่หวังผลตอบแทนจากลูกเลย

หลวงพ่อเคยตั้งคำถามกับลูกศิษย์ว่า หากได้รับข่าวพร้อมกันว่าแม่ของเราเจ็บหนักต้องการเห็นหน้าเรา กับลูกของเราได้รับอุบัติเหตุเรียกหาเรา เราจะไปหาใครก่อน …แทบทุกรายตอบว่าไปหาลูก ก็เพราะความผูกติดคิดว่าเป็นลูกของเรา ...แม้แม่ของเราเองก็เคยคิดเช่นนั้น เพราะเหตุนี้เองผู้ที่เป็นแม่จึงเลี้ยงลูกเพื่อจาก จากไปเพื่อเลี้ยงลูกของเขา และเมื่อลูกของเขาต้องดำรงความเป็นแม่ เขาก็ต้องเผชิญสภาพเช่นเดียวกัน มันช่างเป็นวงจรของกรรมที่น่าสลดและรันทดยิ่งนัก ……จะมีสักกี่คนที่วนเวียนกลับไปหาแม่เมื่อรู้แน่แก่ใจในความรักของแม่ หลังจากที่ตนมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อลูก

“แม่” จึงเป็นนักเสียสละที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะ…..

๙ เดือนที่อุ้มท้อง แม่ต้องประคองดูแลร่างกายตนเองไว้เพื่อรักษาซึ่งชีวิตของลูกน้อย พร้อมรอคอยวันที่จะคลอด ตลอดเวลาแม่ไม่เคยสบายเหมือนก่อน จะลุกยืน เดิน นั่ง นอน ก็แสนลำบาก หากแม่ต้องอดทน ก็เพียงเพื่อลูกเท่านั้น

๙ เดือนที่ลูกถูกปกป้องคุ้มกันภยันตรายโดยแม่ ตั้งแต่เซลล์เดียว จนเป็นกลุ่มก้อน มีปุ่มหัว แขน ขา ตลอดเวลาได้รับอาหารจากแม่โดยไม่ต้องบดเคี้ยว จากเลือดแม่สู่เลือดลูก ความพันผูกจึงเกิดขึ้น ณ วินาทีที่รู้ว่าลูกน้อยได้อุบัติขึ้นแล้ว จนในที่สุดเกิดเป็นรูปเป็นร่าง ล้วนถูกสร้างมาจากแม่ทั้งสิ้น

เมื่อครบ ๙ เดือน สัญญาณเตือนบอกให้รู้ว่า“ลูก”กำลังจะมาแล้ว พร้อมๆกับความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส หลายๆชั่วโมงที่แม่จำต้องยอมทนเพียงเพื่อแลกกับความมีลูกเพียงคนเดียว


แม้คลอดแล้ว ลูกก็ยังต้องถูกเลี้ยงดูประคบประหงม น้ำนมที่แม่หลั่งให้ดื่มกิน เสียงแม่ที่พร่ำสั่งสอน เพลงกลอนที่แม่เห่กล่อม ล้วนเกิดขึ้นมาจากดวงใจรักอันบริสุทธิ์ของแม่


ยามลูกเจริญวัยต้องไปโรงเรียน แม่บางคนดูเหมือนจะต้องเป็นนักเรียนไปด้วย ต้องคอยรับคอยส่ง ต้องเรียนรู้โลกให้ทันเพื่อสอนสั่งลูกได้ พยายามปลูกฝังทุกวิธีเพื่อให้ลูกเป็นผู้มีการศึกษา พยายามหาหนทางเพื่อให้ลูกห่างออกจากความชั่ว เพียงขอให้ลูกเป็นคนดี มีงานทำที่สุจริต ….เพียงแค่นี้ที่แม่ต้องการ

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:30:02 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 2

ไม่ว่าลูกจะอยู่ในวัยใด แต่เล็กจนเติบใหญ่ แม้จะให้แก่เฒ่าหรือชราภาพสักเพียงใด แม่ก็ยังคงเป็นแม่ที่คอยให้ความรักต่อลูกโดยไม่มีวันเสื่อมคลาย แม้ว่าลูกจะแยกไปมีครัวเรือน และไม่กลับมาเยี่ยมเยือนแม่ก็ตาม แม่ก็จะคอยถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่าลูกอาจเจ็บป่วยหรือเป็นอะไรไป แต่เมื่อลูกกลับมาหาแม้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็สามารถสร้างความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้กับแม่ได้

แล้วลูกล่ะ….มีเวลาให้กับแม่ได้เพียงแค่ไหน ในเมื่อวงจรชีวิตส่วนใหญ่พอเกิดมาแล้ว โตขึ้นต้องเรียน เมื่อเรียนจบแล้วต้องทำงาน และหลังจากที่ได้งานทำแล้วส่วนใหญ่ก็ออกเรือน มีภาระและหน้าที่ต้องรับผิดชอบจนแทบไม่มีเวลาเหลือให้กับแม่

โดยเฉพาะสังคมปัจจุบันแม่ต้องออกไปทำงาน ความผูกพันฉันแม่ลูกเริ่มลดน้อยถอยลงกว่าคนในสมัยก่อน เด็กส่วนใหญ่จึงมองข้ามความรู้สึกของแม่ไป เด็กบางคนแทบไม่พบหน้าแม่เลยในแต่ละวัน ผู้เขียนมีอาชีพเป็นครู นักเรียนที่สอนเป็นเด็กวัยรุ่น พบเห็นว่าเด็กสมัยนี้มักมีข้อต่อรองกับพ่อแม่ แม้แต่การเรียนและการช่วยงานจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งพ่อแม่จำต้องยอมเพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ผิดลู่ผิดทาง จนบางครั้งทำให้เกิดการสร้างสมบ่มนิสัยเด็กให้กลายเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” ….คุณธรรมที่เสื่อมลง คนมองไม่เห็นคุณค่าของพ่อแม่ จึงทำให้สังคมต้องสร้างบ้านพักคนชราเพิ่มแล้วเพิ่มอีก

“วันแม่ ๑๒ สิงหาคม” ผู้เขียนจะนำวีดีโอเรื่องการคลอดมาให้นักเรียนดู พร้อมให้นักเรียนจินตนาการไปว่าวันนั้นคือวันที่นักเรียนคลอด ผู้หญิงที่เห็นคือแม่ของเขาในวันเกิดวันนั้น พร้อมบรรยายถึงความเจ็บปวดของแม่ที่เกิดขึ้น ดูเสร็จให้นักเรียนนั่งสมาธิระลึกถึงพระคุณของแม่ พร้อมให้นึกว่าเราได้ทำความดีอะไรตอบแทนแม่หรือยัง ให้พยายามหาความดีของตนเอง และรวบรวมความดีนั้นมอบให้กับแม่ พร้อมให้สัญญากับแม่ด้วยว่าจะดำเนินชีวิตตนเองอย่างไรต่อไป เพื่อตอบแทนพระคุณของแม่ที่ต้องทนทุกข์ทรมานในการคลอดครั้งนั้น สุดท้ายจะให้นักเรียนเขียนบรรยายความรู้สึกออกมา ซึ่งนักเรียนส่วนมากจะเขียนขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำไม่ดีต่อแม่ไว้ โดยไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่าแม่ต้องเจ็บปวดรวดร้าวเพราะตนเอง คำสัญญาส่วนใหญ่คือต่อไปจะเป็นเด็กดี ไม่เถียงแม่ และเมื่อมีงานทำแล้วจะเลี้ยงดูแม่ ไม่ให้แม่ต้องลำบากอีก

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:31:58 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 3

ก้องกาญจน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ได้แสดงความรู้สึกไว้ว่า

…..สิ่งที่เราได้ดูในวันนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบาก ความอดทน ความเสียสละ และความกล้าหาญของผู้หญิงคนหนึ่งผู้ซึ่งพร้อมที่จะเอาชีวิตของตนเข้าแลก เพียงเพื่อช่วยชีวิตอีกชีวิตหนึ่งให้ได้อยู่รอดต่อไป ภายใต้ความเจ็บปวดที่ได้เห็น ถือเป็นความภูมิใจของผู้หญิงคนนั้น ที่เราเรียกจนติดปากว่า “แม่”

แม่ผู้ซึ่งซ่อนความเจ็บปวดทรมานนั้นเอาไว้ โดยมิได้บอกกล่าวให้เราทราบ มิเคยที่จะคิดทวงบุญคุณกับเราที่ท่านได้ให้ชีวิตเรามา แต่ “แม่” ได้เอาความเจ็บปวดทรมานเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันในการให้การเลี้ยงดูเรา ทำให้เรากลายเป็น “คน” ที่มีคุณภาพต่อไป

ทุกๆ ปี พอเป็นวันคล้ายวันเกิดของเรา ก่อนหน้านี้เราอาจติดเพื่อนติดฝูง พากันไปเที่ยงเฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้าง แต่นับตั้งแต่วันที่ได้ดูวีดีโอนี้ เราตั้งใจแล้วว่าสิ่งแรกที่เราจะทำในวันเกิดคือ เราจะกราบเท้าแม่… เราจะเอาส่วนที่สูงที่สุดในร่างกายของเรา ไปสัมผัสกับส่วนที่ต่ำที่สุดของแม่…เพราะวันนั้นเกือบจะเป็น “วันตาย” ของแม่เรา เราคิดว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ไม่สามารถตอบแทนกับความเจ็บปวดที่แม่ได้เสียสละเพื่อให้กับเราในวันนั้นได้

และวันนี้ผมอยากจะบอกแม่ว่า “ขอบคุณครับ ที่แม่ให้ชีวิตผม ……ขอบคุณครับ เจ้าชีวิตของผม”

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:35:43 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 4

และ ยอดยิ่ง นักเรียนในวัยเดียวกันได้แสดงความรู้สึกส่วนตัวว่า …
..หลังจากที่ผมได้ดูวีดีโอแล้ว ผมรู้สึกสงสารแม่ของผมขึ้นมาอย่างจับใจ ช่วงที่นั่งสมาธิ ผมเกือบจะร้องไห้เมื่อนึกถึงแม่ ผมนึกถึงเรื่องหลายๆ เรื่องที่ผมได้ทำไว้กับแม่ ทั้งเถียงแม่ แม่สั่งอะไรแล้วไม่ยอมทำ บางเวลาผมนึกสนุกโกหกแม่เป็นบางครั้ง แต่สุดท้ายผมก็บอกท่านว่าผมโกหก

และช่วงที่นั่งสมาธิอยู่ผมก็ได้ปฏิญาณกับตนเองว่า “ผมจะทำตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม แม้เพียงนิดหนึ่งก็ยังดี” ที่แน่ๆ ผมสาบานว่า ผมจะไม่เถียงแม่อีกเป็นอันขาด

เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าการพูดขอบคุณแม่ การพูดให้แม่ดีใจ หรือการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อแม่ เช่น กอดแม่ หรือแม้แต่การกราบแม่ เป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกเขินอาย แต่หลังจากดูวีดีโอนี้แล้ว ผมจึงตาสว่าง รู้ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าน่าอายซึ่งทำให้ผมเขินนั้น กลับเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันไม่น่าอายอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นสิ่งที่ดีๆ ที่ผมควรกระทำมันมาตั้งนานแล้ว ผมตาสว่างแล้วครับ ผมขอขอบคุณอาจารย์ที่นำวีดีโอม้วนนี้มาให้ผมดูครับ

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:38:02 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 5

ส่วน สมเกียรติ นักเรียนชั้นเดียวกัน ได้แสดงความรู้สึกที่ต่างออกไปว่า
…..ดูวีดีโอแล้ว ทำให้ผมได้มองโลกกว้างขึ้น ทำไมนะ ? แม่เราก็อยู่ใกล้เราแท้ๆ เรากลับไม่ใส่ใจไม่ดูแลเท่าที่ควร กลับไปสนใจเพื่อน ไปดูแลเขา ทั้งที่แม่เราให้เราเกิดมา มันก็คือบุญคุณอย่างหนึ่งแล้ว ไม่ใช่หรือ เรามัวแต่ดื้อ ไม่เชื่อฟังท่าน แม้ว่าบางอย่างเราคิดว่าเราถูกก็ตาม ถ้าถามว่าท่านผิดไหม ก็ต้องตอบว่า ไม่ผิดหรอก เพราะแม่ให้เราเกิดมาก็ต้องรักเราอยู่แล้วนี่นา

ขณะที่ผมได้ดูวีดีโอ หลายครั้งหลายคราผมอยากจะปิดตา ไม่อาจสู้ต่อความจริงว่า เราเกิดมาในลักษณะอย่างนั้นเหรอ ทำไมน่ากลัวจังล่ะ ! แต่ผมไม่ปิดตาหรอก ผมดูไปพร้อมกับคิดด้วยว่า ตอนเราเกิดนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ขั้นตอนเป็นอย่างไร ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย รู้แต่เพียงว่าผ่าตัดคลอดเท่านั้น ได้ดูก็ได้คิด ผมว่าหาดูไม่ได้นะ ยิ่งในชั้นเรียนด้วยแล้ว

ผมรู้ครับว่าแม่ผมถูกวางยาสลบไปไม่รู้เรื่อง แต่แม่ก็ต้องเจ็บมากๆ กว่าจะอุ้มท้องผมมา ๙ เดือน หลังคลอดก็เลี้ยงดูผมมา ๑๖ ปีเศษแล้ว ผมถูกแม่ดุด่าว่ากล่าวหลายเรื่อง ถูกแม่ตี ถูกแม่ทำโทษบ้างเป็นบางคราว

แต่ผมก็อยากบอกกับแม่ครับว่า “ผมรักแม่มากครับ” ผมเชื่อว่าแม่เป็นผู้ให้ เป็นทั้งแม่ เพื่อน พี่ ไปในตัวได้เลยทีเดียว และผมก็ภูมิใจที่แม่ผมเป็นคนที่สร้างฐานะตนได้ โดยมีประสบการณ์โชกโชน ผมภูมิในตัวแม่มาก

และสุดท้ายผมอยากจะบอกว่า “ผมไม่เสียใจนะ ที่ผมได้เกิดมาเป็นลูกของแม่คนนี้”

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:41:01 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 6

ทั้งหมดนั้น คือ ...ความในใจของนักเรียนเพียงส่วนหนึ่งจากหลายร้อยคน ที่ผู้เขียนพยายามสอน และปลูกฝังความกตัญญูให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของพวกเขา ด้วยการโยงใยให้ได้เห็นคุณค่า และความเสียสละของผู้ที่เป็น “แม่” ถึงแม้ว่าวันข้างหน้าเขาอาจลืมภาพที่ได้ดูในวันนี้ แต่ก็ยังดีที่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เขายังมีจิตสำนึกในคุณธรรม โดยเฉพาะความกตัญญูที่เกิดขึ้นในจิตใจ

หลวงพ่อได้แนะนำลูกศิษย์ให้คิดว่า... วันใดที่เป็นวันเกิดของเรา วันนั้นเกือบเป็นวันตายของผู้ที่เป็นแม่ ฉะนั้นวันเกิดไม่ควรจะมีการฉลอง ตัดเค็ก สนุกสนานแต่เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ ไปหาแม่ หาของที่แม่ชอบไปให้รับประทาน น้ำหวานสักแก้วก็ยังดี พร้อมคำพูดที่ทำให้แม่รู้ว่าแม่มีคุณค่าสำหรับเรา “…..ลูกขอกราบขอบพระคุณ เพราะแม่ ลูกจึงมีวันนี้ได้”

เพียงแค่นี้นับว่าได้ทดแทนคุณท่าน เพราะการกระทำเช่นนั้นย่อมนำความสุขมาให้แม่



(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้)

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:43:44 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณมากครับคุณวยุรี สำหรับเรื่องนี้ เสียงสั่งครั้งสุดท้าย เป็นชื่อเรื่องที่สร้างความรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกครับ เพราะเท่ากับจะไม่มีเสียงใดๆเกิดตามมาอีกจากเสียงสั่งนั้นอีกแล้วนะครับ และเมื่อคิดถึงเรื่องของชีวิตนั้นก็คือเรื่องของความตาย ความพลัดพรากนั่นเอง ซึ่งไม่มีใครหนีพ้นได้

ส่วนเนื้อเรื่องนั้นก็ดีจริงๆครับ เป็นการบอกสอนถึงคุณค่าแห่งชีวิตของผู้หญิงผู้ได้นามว่า แม่ นั่นเอง ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณล้นเกล้าของลูกๆทุกคน

จะรอติดตามอ่านในตอนต่อไปครับ ขออนุโมทนาในเจตนาแห่งกุศล ที่นำเรื่องดีๆมีประโยชน์ต่อเยาวชน และลูกๆทุกคนมาให้อ่านนะครับคุณวยุรี.

โดย พี่เณร [20 ส.ค. 2555 , 13:45:20 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org