มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เสียงสั่งครั้งสุดท้าย (๒)





เสียงสั่งครั้งสุดท้าย (๒)


ผู้เขียนเชื่อเรื่องกงกรรมกงเกวียน ใครสร้างเหตุไว้อย่างไร ย่อมต้องได้รับผลเช่นนั้นอย่างแน่นอน ดั่งเช่นเรื่องที่เคยได้รับฟังมาว่า เด็กชายคนหนึ่งเห็นพ่อนั่งขัดกะลาจึงถามว่าขัดกะลาทำไม พ่อตอบว่าขัดเตรียมไว้ให้ปู่เมื่อแก่ตัวจะได้ขอทานเขากินได้ วันรุ่งขึ้นพ่อคนนั้นก็ได้เห็นลูกชายนั่งขัดกะลา จึงถามคำถามเดียวกัน และก็ได้รับคำตอบเหมือนกันว่าเตรียมไว้ให้พ่อเผื่อต่อไปพ่อจะได้ขอทานเขากิน

หลวงพ่อจึงพยายามสอนพวกเราว่า จงเป็นตัวอย่างให้กับลูก อยากให้ลูกเป็นอย่างไรเราต้องทำตัวอย่างนั้นให้เขาเห็น อยากให้เขาพูดไพเราะ เราต้องพูดไพเราะก่อน ไม่อยากให้เขาทำอะไร ก็ต้องไม่ทำสิ่งนั้นให้เขาเห็น อยากให้เขาเป็นคนดีต่อพ่อแม่ เราต้องทำดีกับพ่อแม่ให้เขาเห็นก่อน จงสอนลูกด้วยการกระทำ โดยเฉพาะหมั่นพาลูกไปเยี่ยมพ่อแม่ เมื่อเขาโตขึ้น เขาก็จะทำในสิ่งที่เขาได้รับการฝึกซ้อมมาตั้งแต่เล็กเอง

หลวงพ่อเสือท่านพยายามให้กำลังใจพวกเราในการปฏิบัติตนเป็นคนดีเสมอ โดยเฉพาะการมี ความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้า ท่านสอนให้พวกเรารู้จักพัฒนาความดีที่มีอยู่ในตน โดยบอกว่าผู้ใดที่ไม่เคยไหว้พ่อแม่ก็ให้รีบทำ ส่วนผู้ที่ทำได้แล้วแต่ไม่เคยกราบก็ให้กราบที่ตักเสีย และผู้ใดที่เคยกราบตักแล้วก็ให้เริ่มกราบเท้าท่านทั้งสองเสีย ด้วยการหาโอกาสกระทำในวันที่ดีๆ เช่น วันเกิด วันพ่อ วันแม่ หรือวันสำคัญ ต่างๆ เช่นเมื่อเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว กลับไปถึงบ้านก็หาโอกาสนำกุศลไปกราบเท้าบอกกล่าวให้ท่านอนุโมทนา เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ท่านได้ทำบุญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อผู้เขียนนำมาปฏิบัติทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นอย่างมากมาย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากตัวลูก ปลุกจิตใจของแม่ให้แช่มชื่น เบิกบาน บางเวลาสายตาของแม่จะเปล่งประกายไปด้วยกระแสของความสุข ความพอใจในการกระทำของลูกทำให้พฤติกรรมของแม่ที่มีต่อเราเปลี่ยนแปลงไป ทุกครั้งที่ผู้เขียนจะออกจากบ้านไปทำงาน แม่จะรีบมาคอยเปิดประตูให้ เพราะรู้ว่าลูกจะต้องไหว้ลาอันเป็นการเสมือนการขอพรจากท่าน เมื่อถึงเวลากลับมาบ้านตอนเย็นจะพบเห็นว่าแม่นั่งคอยอยู่เพื่อเปิดประตูและรับการไหว้จากลูก ความผูกพันจากการกระทำที่หลวงพ่อเมตตาแนะนำ ทำให้ชีวิตของแม่ดูมีความสุขมากขึ้น ยามที่มีปัญหาแม่จึงกล้าที่จะเล่าใหัฟังด้วยความไว้วางใจ ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสถ่ายทอดธรรมะในเรื่องของกรรม วิบากมาให้ท่านฟัง

หลายๆครั้งที่พ่อแม่ของพวกเราไม่สบาย หลวงพ่อมักจะให้คำแนะนำทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อสร้างกำลังใจ คนใดที่พ่อแม่เจ็บหนัก ท่านมักจะมีกลวิธีที่แยบคายเพื่อที่จะสร้างอารมณ์ดีให้มีเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนกอบกู้พลังใจให้ทั้งผู้ป่วยและญาติพี่น้อง

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:50:10 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ผู้เขียนเองได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อเสมอ ท่านฝึกให้ผู้เขียนพูดธรรมะ และให้นำธุระทางศาสนาคือคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ไปบอกเพื่อเป็นแนวทางให้กับแม่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถแนะนำให้แม่รู้จักภูมิวิปัสสนาได้ เพราะเมื่ออธิบายแล้วแม่ก็ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะพื้นฐานเดิมมีไม่พอเพียงทำให้ไม่คุ้นกับการกำหนดรูป-นาม ผู้เขียนจึงได้พยายามบอกให้แม่ทำสมาธิเพิ่มเติมจากเรื่องของการทำทานที่ท่านทำเป็นประจำอยู่แล้ว แม่ก็พยายามทำแต่ไม่ค่อยได้ผลนักเพราะจิตไม่ตั้งมั่นกับอารมณ์ มักจะซัดส่ายไปในเรื่องของลูกๆ ผู้เขียนจึงผูกอุบายให้แม่ทำสมาธิมองภาพของ “หลวงพ่อเสือ” เป็นอารมณ์เพิ่มขึ้นจากคำภาวนาว่า “พุทโธ” ในที่สุดท่านก็สามารถทำได้ จากการทำสมาธิวันละ 1 ครั้งคือตอน 2 ทุ่ม ก็เพิ่มอีกครั้ง คือตื่นนอน และเพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ โดยบอกท่านว่าเมื่อท่านทำบุญอะไรก็ตาม เช่นกลับจากใส่บาตร เมื่อกรวดน้ำเสร็จก็ให้มานั่งสมาธิมองรูปหลวงพ่อเสือเพื่อถวายกุศลให้แก่ท่าน โดยให้แม่อธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อว่า ขอกุศลที่แม่ทำมาจงทำให้แม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเพื่อจะได้ทำบุญมากขึ้นกว่าเดิม …..ซึ่งการทำสมาธิมองภาพหลวงพ่อเสือที่แม่ได้ทำนี้ กลับมาให้ผลดีต่อแม่อย่างมากมายในภายหลัง

๑๐ ปีกว่าที่ผู้เขียนมีโอกาสนำคำสอนของหลวงพ่อมาปฏิบัติต่อแม่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นการยืนยันคำสอนของพระพุทธองค์ว่าทรงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ตลอดกาล ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของๆตน อำนาจของกรรมย่อมทรงความยุติธรรมเสมอ เพราะในเย็นวันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2539 ขณะที่ผู้เขียนเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งในการไปทุกๆ ครั้ง ผู้เขียนจะบอกกล่าวให้แม่ได้รับทราบเพื่ออนุโมทนา และตามปกติก่อนออกจากบ้านแม่จะให้ศีลให้พร พร้อมทั้งฝากปัจจัยไปทำบุญ ท่านทำเช่นนี้จนเป็นที่คุ้นเคย และจะปีติใจทุกครั้งที่ผู้เขียนได้นำกุศลจากการเข้าปฏิบัติมากราบแทบเท้าท่าน แต่การไปครั้งนี้ของผู้เขียน ท่านกลับพูดว่า “ทำไมไปตั้งนาน…” แม่พูดด้วยสีหน้าที่ไม่สดใสเหมือนทุกๆ ครั้ง

ผู้เขียนไม่เคยนึกเลยว่า คำพูดประโยคนั้นจะเป็นคำพูดประโยคสุดท้ายที่ผู้เขียนจะมีโอกาสได้รับฟังจากปากของแม่ หากผู้เขียนมีฌานหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับแม่ ผู้เขียนคงจะไม่ไปเข้าปฏิบัติ แต่เพราะกรรมกำหนดให้เป็นไป ทุกชีวิตต่างลิชิตกรรมมาไม่เหมือนกัน ใครสร้างเหตุอย่างไร ย่อมต้องได้รับผลจากเหตุที่ตนกระทำมาเองทั้งสิ้น จึงทำให้วันนั้นผู้เขียนยังคงออกจากบ้านเพื่อไปเข้าปฏิบัติโดยไม่คาดคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับแม่ จวบจนเวลาประมาณบ่ายโมงในวันรุ่งขึ้นคือวันเสาร์ที่ 20 เมษายน ผู้เขียนก็ได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านที่ส่งข่าวให้รู้ว่า แม่กำลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะนี้พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ….ทันทีที่ได้รับฟังผู้เขียนพยายามควบคุมความรู้สึกของตนเอง ตลอดทางที่นั่งรถไปโรงพยาบาล ธรรมะในหัวข้อต่างๆ ที่ผู้เขียนเรียนมาได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสอนใจ ปลอบใจตนเอง และที่สำคัญพยายามย้ายอารมณ์ ข่มความรู้สึกหวาดกลัวในเหตุการณ์ที่ผู้เขียนไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะมีอะไรรอคอยเราอยู่ข้างหน้า

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:53:04 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 2


….ภาพแม่ที่นอนอยู่ในห้องไอซียู เรียกน้ำตาจากลูกๆ ทุกคน
แม่ ผู้ที่ดูเหมือนจะแข็งแรง พร้อมเสมอที่จะคอยบริการลูกๆ ด้วยการรับหน้าที่หุงข้าวทุกเช้าเย็นให้ลูกได้รับประทาน
แม่ ผู้ที่คอยเปิดประตูให้ลูกยามไปและกลับจากทำงาน
แม่ ผู้ที่นอนไม่หลับ ยามลูกๆ กลับไม่ถึงบ้าน

มาบัดนี้ เพียงแค่ชั่วข้ามวันเท่านั้น แม่ต้องมานอนอยู่อย่างไม่รู้สึกตัว พร้อมด้วยเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ที่คอยวัดทั้งความดัน การเต้นของหัวใจ และออกซิเจนเพื่อช่วยการหายใจที่ต้องให้อยู่ตลอดเวลา

วันนั้นโรงพยาบาลจึงเป็นสถานที่เข้าปฏิบัติของผู้เขียน มิใช่การปฏิบัติวิปัสสนา แต่เป็นการปรนนิบัติมารดาซึ่งหมอสรุปว่าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ แม่มีอาการหนักมาก แพทย์เวรและพยาบาลเข้ามาดูทุกระยะ เมื่อรู้สึกตัวตอนประมาณตีสาม แม่มีอาการดิ้นรนทุรนทุรายเหมือนคนที่ควบคุมตนเองไม่ได้ ซึ่งหมอบอกว่าเป็นอาการของคนที่ตกใจจนช็อค เมื่อรู้ว่าตนเองเคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่ได้ ผู้เขียนไม่ได้นอนทั้งคืน เฝ้ามองดูมารดาพร้อมนึกถึงคำว่า “แรงกรรม”

…แรงกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเงื่อนไขทั้งสิ้น กรรมก็เช่นกัน กรรมให้ผลตามหน้าที่ กรรมให้ผลตามกาลเวลา นี่คงถึงเวลาที่กรรมส่งผลให้แม่ต้องมีสภาพเป็นเช่นนี้….ความผูกพันย่อมทำให้เกิดความรันทด ความสลดใจทำให้เราลืมหลักการของความจริง

……ดูซิ วิบากไม่มีตา วิบากไม่มีหู ช่างไม่รู้ไม่เห็นเลยหรือว่า แม่ทำความดีทุกวัน แม่รีบตื่นแต่เช้า บางคราวก็ตื่นตี 2 ตี 3 เพียงเพื่อพยายามเตรียมอาหารใส่บาตรทุก ๆ วัน แล้วกลับมานั่งสมาธิเพื่อถวายกุศลให้หลวงพ่อได้ร่วมอนุโมทนา

การขาดสติ ย่อมนำความวิบัติมาสู่จิตใจเสมอ กว่าจะรู้สึกตัวก็คิดเพ้อไปต่างๆนานา แม้ว่าจะเรียนธรรมะมานาน ก็ยังร้าวรานในใจได้ถึงเพียงนี้ ซึ่งหนีไม่พ้นไปจากผลของความอุปาทาน หากเปรียบอุปาทานเป็นประดุจยางเหนียวที่มัดเกลียวเชือกให้รัดติดกันได้ฉันใด ความผูกพันฉันแม่ลูกก็ย่อมแยกออกจากกันได้ยากฉันนั้น

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:56:16 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 3

แม่ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน จนอาการเริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นอัมพาตซีกขวา เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ การสื่อความหมายก็จะใช้วิธีการพยักหน้า และส่ายหน้า เพื่อตอบรับหรือปฏิเสธในสิ่งที่ลูกถาม แต่ยามแม่ทำท่าเหมือนจะบอกอะไร ลูกๆ ก็ไม่มีใครทราบในอาการบอกใบ้ของแม่ ทำให้แม่ต้องหงุดหงิดและขุ่นเคืองในอารมณ์

แต่ครอบครัวของเราทุกคนยังไม่โชคร้ายไปเลยทีเดียว เพราะความเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเสือ พ่อที่ประกาศตนว่าจะไม่ทอดทิ้งลูกๆ พ่อที่พยายามผูกใจลูกทุกคนด้วยธรรมะ ผู้เขียนขอสนับสนุนในคำพูดอันเป็นสัจจะของหลวงพ่อ เพราะเรื่องราวและเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้ประสบพบเห็นกับตนเองในยามที่แม่ป่วย เป็นบทพิสูจน์ที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าหลวงพ่อเสือตามช่วยเหลือลูกศิษย์ตลอดเวลา

“….พ่อจะต้องไปโรงพยาบาลธนบุรีทุกวัน วันละ 2 - 3 ครั้ง ไปคอยดูแลแม่หนู…เขาต้องยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงมารดาตลอดคืน คอยล้วงเช็ดเสมหะจากปากแม่ พ่อไปช่วยเป่าเพื่อไม่ให้เขาล้มลงไปเสียก่อน……..”

บางครั้งแม่จะยกมือซ้ายข้างเดียวที่ใช้ได้ขึ้นประณมเหมือนไหว้พระ และจะไม่ให้ลูกๆ ยืนข้างเตียงด้านหนึ่งในบางเวลา สัญญาณเหล่านี้รับรู้ได้จากการพยายามดึงมือลูกให้ออกมาจากบริเวณนั้น ซึ่งผู้เขียนได้ทราบในภายหลังว่าแม่เห็นมีพระมายืนอยู่ข้างเตียง มีเหตุการณ์ที่สามารถยืนยัน นั่นคือเมื่อผู้เขียนนำรูปของหลวงพ่อไปโรงพยาบาล และเอามาให้แม่ดูเพื่อทำสมาธิ ทันทีที่เห็นภาพหลวงพ่อเสือ แม่มีอาการตระหนกและมีสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด รีบเอามือมาจับรูปหลวงพ่อ พร้อมยกมือขึ้นทำท่าเหมือนจะบอกกล่าวให้พวกเรารับทราบว่าบุคคลที่มาหาแม่นั้น คือ หลวงพ่อเสือ ….ขนาดแม่ซึ่งยังไม่เคยไปฟังธรรมะจากหลวงพ่อ ก็ยังได้รับความเมตตาได้ถึงเพียงนี้

“…เขาเป็นลูกศิษย์พ่อทางสมาธิ โดยอาศัยผ่านทางภาพของพ่อเป็นสื่อ เวลาพ่อไปหา เขาก็พยายามกันลูกไม่ให้มาถูกตัวพ่อ แต่ลูกๆของเขามองไม่เห็นพ่อเอง”

…หลวงพ่อ ท่านเป็นพ่อที่ไม่เคยทอดทิ้งลูกๆ ท่านคอยติดตามดูแลทุกคนดั่งที่ท่านได้ลั่นวาจาไว้ว่า

“…ยามใดที่ลูกอยู่กลางแดด เงาของลูกก็คือพ่อ แต่พอลูกเข้าที่ร่ม เสียงเต้นของหัวใจลูก นั่นแหละพ่อ ขออย่างเดียว ลูกพ่อต้องเป็นคนดี ความดีของลูกคืออาหารทิพย์ของพ่อ พ่ออิ่มทุกครั้งที่เห็นลูกพ่อทำความดี….”

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 13:59:22 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 4

แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ผู้เขียนมั่นใจว่าหลวงพ่อมาหาแม่ทุกคืน ….แม่ดูสงบขึ้นกว่าเมื่อก่อน ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ได้มากขึ้นกว่าเดิม หลายๆคนทักว่าแม่ยังคงมีหน้าตาสดใส ดูๆไปไม่เหมือนคนป่วย บางครั้งแม่จะมองไปที่จุดเดียวพร้อมกับยิ้มทั้งปากและดวงตา เวลานั้นพวกเรารู้ดีว่าจะต้องมีนิมิตดีๆ มาปรากฏให้แม่เห็น และมีสิ่งอะไรที่ดีๆ เกิดขึ้นกับแม่อย่างแน่นอน …..บางคราวแม่มีท่าทางเหมือนกำลังพูดคุยอยู่กับใคร ทั้งๆที่ไม่มีอะไรมาปรากฏให้พวกเราเห็น และเป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง

ในยามที่แม่มีอาการไม่สู้ดี หรือเมื่อมีเวลาผู้เขียนก็จะใช้วิธีการสวดบท “โพชฌังคปริต” พร้อมเอามือลูบไปที่หน้าอกของแม่ และนึกถึงความสำคัญของคาถาที่กล่าวว่าธรรมคือโพชฌงค์ ๗ อันได้แก่ สติ ธัมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา เป็นธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน เมื่อพระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นไข้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงซึ่งธรรมหมวดนี้ คือ โพชฌงค์ ๗ ทั้งสองเมื่อได้ฟังก็มีความชื่นชมยินดีในธรรมนั้นจนหายป่วยในทันที แม้เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระประชวร ได้รับสั่งให้พระจุนทะเถระมากล่าวโพชฌงค์ถวาย ทำให้พระประชวรนั้นหายโดยฉับพลัน

แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับกรรม แต่การกระทำในปัจจุบันย่อมสำคัญ เพราะจะเป็นปัจจัยที่เร่งเร้าให้กรรมนั้นมีอำนาจรุนแรงขึ้น หรือเบาบางลง …..จนเวลานี้ผู้เขียนปลงใจเชื่อในเรื่องของกรรม และวิบากกรรมมากขึ้นกว่าเดิม หากทว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการคือ จิตใจที่สงบของแม่ จิตใจที่ไม่ทุรนทุรายไปกับวิบาก หากมีความตั้งมั่นและระลึกในกุศลที่ท่านได้กระทำมาโดยเฉพาะเรื่องของการให้ทานที่ท่านทำมาเป็นอาจิณ

ขณะนี้เป็นเวลาเกือบ ๗ ปี แม่ของผู้เขียนก็ยังคงมีชีวิตอยู่ อายุ ๘๙ ปี แม้จะเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่แม่ก็ยังอยู่ได้ด้วยอำนาจกรรมของแม่เอง ประกอบกับกำลังใจที่ได้รับจากลูกๆ และ ที่สำคัญเราทั้งลูกและแม่ต่างได้รับพลังใจอันวิเศษจากหลวงพ่อ ผู้ซึ่งอธิษฐานขอมีไฟปัญญาเพื่อพาสัตวโลกไปให้พ้นจากความทุกข์

หากจะถามว่าแม่สบายหรือไม่ ไม่มีใครกล้ายืนยัน เพราะภาพที่ทุกคนมองเห็น คือ การเอาใจใส่ของลูกๆ ทุกคนที่มีต่อแม่ ผู้ที่มาเยี่ยมต่างบอกว่าแม่โชคดี ….หากมีใครถาม และแม่สามารถพูดได้ แม่อาจจะบอกว่า แม่ยังคงต้องการสภาพเดิม คือสภาพที่แม่ยังทำงานเพื่อลูกๆ ยอมเหนื่อยเพื่อลูกๆ ดีกว่าแม่ต้องมาอยู่ในสภาพที่เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ และต้องมานอนให้ลูกๆ ดูแล

…..เพราะไม่มีใครสามารถฝืนชะตากรรมของตนเองได้ ใครสร้างเหตุของกรรมไว้อย่างไร ก็ย่อมต้องได้รับผลอันเป็นวิบากเช่นนั้นอย่างแน่นอน

แม่คงเสียใจในวิบากของตนเอง วิบากเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ แม่จึงต้องยอมรับสภาพเช่นนั้นโดยปริยาย

ลูกๆ เอง ก็เสียใจในกรรมที่ผ่านมา “หากรู้ว่า….” คำๆ นี้จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าเราทำอะไรผิดพลาดในอดีต ซึ่งเราควรทำสิ่งนั้นๆได้ดีกว่านี้….

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 14:02:53 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 5

ก่อนที่แม่จะป่วย เราลูกๆ ทุกคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิเลส วุ่นอยู่กับการทำงานหาเงิน เงินที่ดูเหมือนว่ามีอำนาจยิ่งกว่าผู้ให้กำเนิดของเรา เมื่อกลับมาถึงบ้าน ความเหนื่อยล้าทำให้ไม่มีเวลาพูดคุยกับแม่ แม้ยามแม่ซักถามก็แสดงอาการหงุดหงิด ใส่อารมณ์ โดยลืมนึกไปว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นเพราะความรักของแม่ แต่แม่ก็อดทนต่อการกระทำของลูกได้เสมอ

มาบัดนี้เราทุกคนรู้ตัวว่าสายเสียแล้ว แต่ก็คง ยังไม่สายเกินไป เพราะแม่ยังมีชีวิตให้พวกเราได้มีโอกาสแก้ตัว ทุกๆคนทั้งลูกและหลาน จึงทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ และสร้างกรรมใหม่ที่ดี โดยการให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเต็มกำลังและความสามารถ ขอเพียงเพื่อให้แม่มีความสุข มีความสบายใจในบั้นปลายชีวิตของท่าน ก่อนที่จะถึงวันนั้น…ซึ่งเป็นวันที่เราแม่ลูกต้องจากกันโดยไม่มีโอกาสได้กลับมาพบกันอีก

ผู้เขียนเคยไปรดน้ำศพแม่ของเพื่อน เห็นภาพที่ลูกประคองหน้าและยกมือลูบไล้ไปตามผมและแก้มของแม่…ผู้ซึ่งขณะนั้นไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกเลย เพราะเป็นเพียงแค่สภาพของรูปที่นอนเหยียดยาวประดุจท่อนไม้ ภาพที่เห็นวันนั้น สะเทือนความรู้สึกผู้เขียน “สายเกินไป” คำๆนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะแก้ไข และแก้ตัวได้ น้ำที่บรจงรดใส่มือ แม่ก็ไม่รู้สึก ทำให้ผู้เขียนนึกไปว่า วันสงกรานต์เราควรรดน้ำให้แม่ทุกปี เพื่อให้แม่ได้รู้ว่าลูกๆยังเห็นความสำคัญของแม่อยู่ ดีกว่ามาทำให้ตอนที่แม่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย

แขกเหรื่อที่มารดน้ำ แม้จะมากเพียงใด แม่ก็ไม่สามารถขอบคุณเขาได้
ดอกไม้ที่จัดไว้สวยงาม แม้จะมีราคาเพียงใด แม่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้
แม้ลูกที่แม่รักที่สุด มานั่งลูบไล้ให้ความรักกับแม่ แม่ก็ไม่สามารถชื่นชมกับความรู้สึกนั้นได้

เพราะว่าวันนั้น ….มันเป็นวันแห่งการจบฉาก …..วันแห่งการพลัดพรากด้วย “ความตาย” แม้ เสียงสั่งครั้งสุดท้ายจากแม่ก็ไม่มี คงมีเพียงเสียงตอกฝาโลง ที่เป็นการประกาศอย่างโจ่งแจ้งถึงการจบสิ้นแห่งความผูกพันกันในชาตินี้ แม้นการเรียนธรรมะจะทำให้คิดว่า เราแม่ลูกอาจได้พบกันอีกในชาติต่อๆไป เพราะได้สร้างทางสายเดียวกัน สร้างเหตุไว้เหมือนกัน และอธิษฐานขอเป็นแม่ลูกกัน แต่นั่นก็คือแม่คนใหม่ ซึ่งไม่ใช่แม่คนเดิม คนเราจึงมีแม่เพียงคนเดียว เมื่อตายแล้วจึงเป็นการตายลับ ไม่อาจกลับมาเป็นแม่คนเดิมได้อีก ทำให้นึกถึงคำพระที่ท่านว่า “พ่อแม่คือพระอรหันต์” พระอรหันต์คือผู้ที่ตายแล้วไม่เกิดอีกฉันใด “แม่” ก็เช่นเดียวกัน เมื่อตายแล้ว ย่อมไม่อาจหวนกลับมาได้อีกฉันนั้น

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 14:05:48 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 6


การทำบุญกับพระอรหันต์ ย่อมมีอานิสงส์มาก หากใครทำย่อมนำความประเสริฐให้บังเกิดขึ้นที่ตน คนทุกคนย่อมต้องการสิ่งนี้ แล้วพยายามเสาะแสวงหาพระอรหันต์ โดยหารู้ไม่ว่าผู้ที่เราต้องการพบนั้น แท้ที่จริงอยู่ใกล้ตัว เมื่อรู้แล้วรีบเลือกทำ เลือกที่จะทำบุญกับพ่อและแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ของลูก รีบทำก่อนที่ทุกสิ่งทุกอยางจะสายเสียแล้ว หรือสายเกินไป เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังทรงมีปัจฉิมวาจา ซึ่งนับว่าทรงเป็นพระสุรเสียงที่ตรัสสั่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจักเตือนเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

บัดนี้เราทุกคนยังมีเวลา ยังมีโอกาส และมีความสามารถที่จะทำและยังประโยชน์ให้แก่ตนเอง และบุคคลอื่น โดยเฉพาะบิดามารดา แม้ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ โอกาสที่จะทำความดีกับท่านก็มีเวลาไม่นาน และแม้ขณะที่ทำบุญกับท่าน นั่นคือการกระทำประโยชน์ให้กับตนเอง นับเป็นการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ตามพระโอวาทของพระพุทธองค์ที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล เพราะความดี ความกตัญญู สิ่งเหล่านี้คือการสร้างสมอาจิณกรรม ซึ่งจะมามีอำนาจเสมือนเป็น เสียงสั่งครั้งสุดท้าย ให้กับตนเองในยามที่ใกล้ตาย (มรณาสันนกาล) ทำให้เกิดกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิต ที่จะลิขิตว่าชีวิตของเราจะต้องไปเกิดในภพภูมิใด มนุษยภูมิ หรือเทวภูมิ แน่นอนอบายภูมิย่อมไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ และทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครดลบันดาลให้ใครเป็นอย่างไรได้ อยู่ที่จิตใจของเราเท่านั้น จิตที่สามารถลิขิตเส้นทางของตนได้จากการกระทำกรรมนั่นเอง

…ธรรม ย่อมคุ้มครองรักษาผู้ที่ประพฤติธรรม
ธรรม ย่อมไม่ทอดทิ้งผู้ที่มีคุณธรรม…..

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 14:07:44 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 7

แรงบันดาลใจที่กระตุ้นผู้เขียนให้ร้อยเรียงเรื่อง “เสียงสั่งครั้งสุดท้าย” นี้ขึ้น ก็เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยของมารดา ประกอบกับมีผู้ใหญ่หลายๆท่าน ที่คอยถามข่าวคราวแม่ด้วยความเป็นห่วง และปรากฏว่ามีบางท่านที่คอยถามไถ่นั้น บัดนี้ได้หมดกรรมไปก่อนแม่แล้ว จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อคิดว่า ชีวิตของคนเราไม่ควรประมาท เพราะเราไม่อาจรู้วันตายได้ ผู้เขียนอาจจากแม่ไปก่อน หรือแม่อาจจากไปก่อน ไม่มีใครบอกได้ แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผู้เขียนคิดว่า ตนเองให้เวลากับแม่น้อยเกินไป และยังมีอีกหลายๆท่านที่ยังคงดำเนินชีวิตเหมือนผู้เขียนที่ผ่านมา จึงปรารถนาที่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับทุกคน

เพราะ “ยังไม่สายเกินไป” สำหรับท่านที่บิดามารดา และครูบาอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ควรที่จะรีบตักตวงบุญกุศลด้วยการดูแลท่านเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นมากที่สุด ก่อนที่จะต้องพบกับคำว่า “เสียใจ”

กุศลใดๆ ที่พึงบังเกิดจากการเขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นธรรมทาน ผู้เขียนขอมอบให้แก่ผู้ที่เป็นมารดา เนื่องในวันแม่ ขอให้พรหมวิหารที่มีอยู่ในจิตใจท่านทั้งหลาย จงเป็นหนทางพาท่านไปสู่ความสุขอันนิรันดร์ คือพระนิพพาน โดยในที่สุด ด้วยเทอญ





“ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง
การบำรุงบิดามารดา เป็นมงคลอันสูงสุด ”




แก้ไขเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๕

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 14:10:36 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 8


พ่อแม่ก็แก่เฒ่า.......................จำจากเจ้าไม่อยู่นาน

จะพบจะพ้องพาน…........................เพียงเสี้ยววารของคืนวัน


ใจจริงไม่อยากจาก....................เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน

แต่ชีพมิทนทาน.............................ย่อมร้าวรานสลายไป


ขอเถิดถ้าสงสาร.....................อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ

คนแก่ชะแรวัย...............................คิดเผลอไผลเป็นแน่นอน


ไม่รักก็ไม่ว่า...........................เพียงเมตตาช่วยอาทร

ให้กินและให้นอน..........................คลายทุกข์ผ่อนพอสุขใจ


เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง...............ให้นึกถึงเมื่อเยาว์วัย

ร้องไห้ยามป่วยไข้..........................ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบโยน


เฝ้าเลี้ยงจนโตใหญ่................แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน

หวังเพียงจะได้ยล...........................เติบโตจนสง่างาม


ขอโทษถ้าทำผิด....................ขอให้คิดทุกทุกยาม

ใจแท้มีแต่ความ..............................หวังติดตามช่วยอวยชัย


ต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง......................มีหรือหวังอยู่ได้นาน

วันหนึ่งคงล้มไป............................ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง

โดย อ. สุนทรเกตุ

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ส.ค. 2555 , 14:13:12 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )


  สลักธรรม 9

ติดตามอ่านต่อด้วยความรู้สึกนึกไปในเรื่องของตนเองที่ผ่านมาระหว่างตนกับแม่ ไม่ว่าจะรักกันมากเท่าใด ผูกพันกันแค่ไหน ในที่สุดก็ต้องจากกันไปแน่นอน เหมือนที่คุณวยุรีเขียนนะครับ

ขอบคุณและขออนุโมทนาในธรรมทานครั้งนี้อย่างยิ่งครับ

และขอส่งแรงใจให้เรื่องนี้ จงเป็นเสมือนเทียนเล่มน้อย ส่องเข้าไปถึงหัวใจของผู้เป็นลูกทุกๆคนได้ เพื่อจะตระหนักถึงเลาที่ยังมีกันอยู่ จะได้รีบทดแทนพระคุณท่านก่อนที่จะสายเกินไปครับ

โดย พี่เณร [20 ส.ค. 2555 , 14:14:54 น.] ( IP = 110.168.171.140 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org