มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความจริงของชีวิต








ความจริงของชีวิต

ธรรมะบรรยายวันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร



การเห็นประกอบไปด้วยเหตุใหญ่ๆ ๔ อย่าง จักขุวิญญาณ ทำหน้าที่เห็น วิญญาณเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และวิญญาณเป็นนามธรรม ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ส่วนทางทวารอื่นๆ ธรรมชาติที่ได้ยินนั้น ก็ไม่ใช่คน ธรรมชาตินั้นเป็นวิญญาณแต่เข้ามาทำหน้าที่ตรงหู เรียกว่า โสตวิญญาณ แล้วก็ไม่ใช่คนได้กลิ่น แต่เป็นวิญญาณที่มาทำหน้าที่อยู่ที่ฆนวิญญาณ

วิญญาณเป็นนามธรรมไม่ใช่คน แต่ปกติเราไม่รู้ว่าทำมไไม่ใช่คน แต่ถ้าเราเป็นช่างซ่อมรถเปรียบเสมือนว่ารู้เข้าไปในกลไกของรถยนต์หรือชีวิตว่า ที่ไม่ใช่คนเพราะอะไร เราจึงต้องเรียนให้รู้แล้วนำความเข้าใจไประลึกความจริงในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็คือ รูปและนามนี่เอง

ชีวิตของเรามีการกระทำกรรมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะว่าไม่รู้ เราจึงเสพอารมณ์ต่างๆ ความพอใจและไม่พอใจ แต่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการเพิ่มปัญญา คือเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้ความจริง และในขณะที่รู้ความจริงนั้นสิ่งที่ไม่จริงก็ต้องหมดไป

การเรียนธรรมะโดยเฉพาะพระอภิธรรม เป็นการเรียนที่พิเศษสุด เพราะ เรียนให้ยอมรับความจริงด้วยตัวเอง ไม่มีการบังคับให้เชื่อ แล้วเราจะซึ้งและศรัทธาในพระธรรมนั้น ความศรัทธาที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เรามีพลังที่จะขับเคลื่อนชีวิตไปในข้างหน้า โดยไม่ต้องมีใครมาผลักดัน และแรงผลักดันจากคนอื่นนั้นก็มีกำลังไม่มาก คนเรามาจูงกันเดินไปก็จูงกันได้แป๊บเดียวแล้วก็เบื่อ

แต่เมื่อเรามีศรัทธาในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราก็สามารถนำไปปฏิบัติโดยไม่ต้องไปที่ไหนมากมาย เพราะเราอยู่กับความจริงที่อยู่กับตัวเรา คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ความจริงนี้ ไม่ได้อยู่ที่วัดไหน ความจริงไม่ได้อยู่ที่สำนัก ความจริงไม่ได้อยู่บนภูเขา แต่ความจริงอยู่ที่ปัจจุบัน อะไรเกิดขึ้นก็เกิดที่ปัจจุบัน คนเราจะหิวก็หิวที่ปัจจุบัน เจ็บที่ปัจจุบัน ปัจจุบันคือความเป็นจริง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ก.ย. 2555 , 15:39:19 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1





ปัจจุบันมีอะไรเกิดขึ้น ก็คือมีรูปหรือนามเกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๕

ทางตา ตาไปกระทบอารมณ์ กระทบกับแสง จึงเกิดการเห็น

ทางหู หูไปกระทบกับคลื่นเสียง จึงเกิดการได้ยิน

ทางจมูก ไปกระทบกับกลิ่นหอมเหม็น จึงหอม จึงเหม็น

ทางลิ้น ไปกระทบกับรส ต่างๆ จึงรู้รสต่างๆ

ทางกาย ไปสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง นี่คือธรรมชาติ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:39:47 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 2





ในปริยัติ เราเรียนแล้วว่า ชีวิตคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุด้วยปัจจัยที่ดำรงชีวิตไปเพียงชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ตาย

ชีวิตคือรูปนามขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปคือ รูปธรรม

เวทนา คือ นามธรรม

สัญญา คือ นามธรรม

สังขาร คือ นามธรรม

วิญญาณ คือ นามธรรม

ฉะนั้น ย่นย่อแล้วก็คือรูปกับนาม ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์

คนสัตว์เป็นสมมุติ สมมุติเรียกให้เกิดความแตกต่าง หญิง เพื่อให้ ต่างกับชาย เด็กให้ต่างกับคนแก่ ทั้งหญิงทั้งชายทั้งคน เหมือนกันตรงมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีรูปกับนาม ไม่มีคน ไม่มีสัตว์

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:40:05 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 3





ทางตา ....ทุกวันนี้ "เราเห็น" นี่เข้าใจผิด คิดผิด ความผิดต่างๆ นี้ ใช้คำว่า "วิปลาส" แปลสั้นๆ ว่า "โง่"

มีความโง่หลงไป ว่าชีวิตนั้นเป็นของดี เขาเรียกว่า สุภวิปลาส

โง่หลงไปว่าชีวิตนั้นเป็นของดี เขาเรียกว่า สุขวิปลาส

โง่หลงไปว่าชีวิตนั้นเป็นสุข หลงว่าเที่ยง เขาเรียกว่า นิจจวิปลาส

หลงว่าเป็นตัวตนคนสัตว์ เขาเรียกว่า อัตตวิปลาส

วิปลาสทั้ง ๔ นี้ ปกครองเรามาตลอด เราจึงตกอยู่ภายใต้โมหะอวิชชา โมหะ...ความมืด อวิชชา...ความไม่รู้ เมื่อรวมพลังกันอย่างนี้ เราจึงเป็นผู้ไม่รู้

เมื่อไม่รู้แล้วจึงเดินไปแบบคนไม่รู้ เดินไปไหน? เดินไปในวัฏฏสงสาร ไม่รู้ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ สุดแต่กรรมจะเหวี่ยงไป เพราะเรามีกรรมเป็นพืชเชื้อ ดังนั้น เราต้องแก้ไขวิปลาสอันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:40:22 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 4





การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการทำลายวิปลาสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ออกไป ได้

ทางตา .... เห็น ทุกคนมีสิทธิ์จะเห็น เห็นอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว "เรา" ไม่ได้เห็น "วิญญาณ" เห็น วิญญาณเป็น"นาม " จึงต้องกำหนด "นามเห็น" เพื่อเอา"เรา"ออก เพราะเมื่อมี"เรา"เมื่อไหร่ นั่นคือมีความเห็นผิด

เรามีหน้าที่เข้าไปรู้ความจริง ... เมื่อเห็นปรากฏขึ้นปุ๊บ เหมือนเราเป็นผู้สั่งงานเป็นผู้กำกับเวทีว่านี่คือ "นามเห็น"

ขณะที่เรารู้ว่า"นาม" ที่เคยรู้ว่า"เรา"มันก็คลายออกไป "โง่"มันก็ออกไป แต่"ปัญญา"เข้ามาแทน เป็นการเอาปัญญามาตั้งแทนที่ความโง่ เวลาเห็นจึงต้องกำหนด "นามเห็น"

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:40:39 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 5





ทางหู ... เสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศ เป็นคลื่นเสียง ที่สะท้อนมากระทบ แล้วทำให้เกิดการได้ยิน เป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน จึงเกิดการได้ยิน แต่พอได้ยินปุ๊บ หลงผิดว่า"เรา" เป็นผู้ได้ยิน

เมื่อ"เรา" เป็นผู้ได้ยินปุ๊บ "ชอบ"ก็เกิด "โลภะ"ก็เกิดได้ "ชัง"ก็เกิดได้ "โทสะ"เปิดทางให้ความชั่วเข้ามาได้

แต่วิปัสสนาเป็นการสกัดไม่ให้ชั่วเกิดขึ้น "นาม" เป็นผู้ได้ยิน ไม่ใช่"เรา" เพราะจิตเป็นผู้ได้ยิน จิตเป็นนามหรือวิญญาณ จึงเป็น"นามได้ยิน"

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:40:55 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 6





ทางจมูก ... "กลิ่น" มีหอมกับเหม็น น้ำหอมอยู่ในขวดจึงหอม " เรา"ไม่ได้หอม น้ำหอมนั้น"หอม"แต่เราเอามาฉีด ทำลายความเหม็นในตัว "น้ำหอม"มันหอม เราหลงว่า"เราหอม" แท้ที่จริงน้ำหอมนี้มีกลิ่นหอม กลิ่นเป็น"รูป "

ฉะนั้น เราเห็นผิดว่า"เราหอม" เราจึง"ชอบ" เราหลงผิดว่าเราเหม็น เราจึง"ไม่ชอบ" แท้ที่จริงอุจจาระมันเหม็น เราจึงไม่ชอบ

หอมและเหม็นเป็น "รูป" ไม่ใช่"เรา" จึงต้องกำหนด "รูปกลิ่น" เวลาได้กลิ่นหอม แทนที่จะได้จะรู้สึกหอมก็คือ "รูปหอม" เพราะกลิ่นที่มากระทบเป็น"รูป"

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:41:13 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 7





ทางลิ้น ... รส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็น"รูป"

เกลือ มีรส ยังไง? " เค็ม" เกลือ มันอยู่ในไห เค็มมั๊ย? " เค็ม"

พริก มีรส "เผ็ด" พริกอยู่ที่ต้นล่ะเผ็ดมั๊ย? "เผ็ด"

แต่เราไปเอาพวกนี้มาแตะลิ้น แล้วเราก็บอกว่าเราเค็ม เราเผ็ด ที่จริง"เกลือ" เค็ม "พริก"เผ็ด

กัดใส่ปากซะครึ่งหนึ่ง ใส่ปากคนอื่นซะครึ่งนึง ยังเผ็ดอยู่มั๊ย กัดเกลือซะครึ่งก้อนไปใส่ปากคนอื่นยังเค็มอยู่มั๊ย

รสชาติต่างๆ มันอยู่ที่"รูปรส" แต่วิปลาสหลงว่าเป็น"เรา"หมดเลย เราจึงชอบ เราจึงชัง แท้ที่จริงเป็นรูป

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:41:29 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 8





ทางกาย ... ร้อน-เย็น เป็นเรื่องของอากาศ เป็นรูปร้อน รูปเย็น

ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากระทบ กายประสาทมันรับอารมณ์แล้วเรารู้สึกเราเย็น แท้ที่จริง"รูปเย็น"

อารมณ์ที่มาประทบกายประสาทนั้นก็คือ รูปเย็น รูปร้อน

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือ การปฏิบัติวิปัสสนาจึงเป็นการก้าวเข้าไปหาความเป็นจริง ไม่ใช่หลับตาเฉยๆ ฉะนั้น จะหาความจริงได้ก็ต้องหาปริยัติที่ถูกต้องแม่นยำเสียก่อน

ทางตา คลื่นแสงเป็นรูป เห็นเป็นนาม

ทางหู เสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม

ทางจมูก กลิ่นเป็นรูป ได้กลิ่นเป็นนาม

ทางลิ้น เปรี้ยวหวานมัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รส เป็นนาม

ทางกาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นรูป รู้สึก เป็นนาม

เราโง่ตรงไหน ต้องแก้ไขเอาโง่ตรงนั้นออก เพราะความโง่ตัวเดียว ทำให้เราเกิดความยินดี เวลาได้ดีหรือรู้สึกดี โลภะก็เกิดขึ้น กรรมก็เกิดขึ้น กิเลสวัฏฏ์เกิดขึ้น เมื่อกรรมเกิดขึ้น วิบากก็คือผลที่ทำให้เราต้องไปเสวยก็คือชาติก็เกิดขึ้น ฉะนั้น จึงต้องแก้ตรงกรรม อย่าเห็นผิดก็คือ อย่าให้กิเลสมันเข้ามา จึงต้องทำวิวัฏฏะกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:41:47 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 9





สมาธิ(สมถะภาวนา)กับวิปัสสนา (วืปัสสนาภาวนา) ต่างกันสิ้นเชิง

สมาธิ คือ การที่จิตกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพียงอารมณ์เดียว สมาธิมีการกระทำกันอยู่มากตอนนี้ และเป็นของดีเพราะทำให้เราไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้ความจำดี เหมาะสำหรับใช้กับชีวิต พวกหงุดหงิดง่าย ฟุ้งซ่านง่าย เพ้อเจ้อง่าย ควรหัดทำสมาธิแต่เราต้องรู้สรรพคุณเสียก่อน

สมาธิมีผลคือสงบ ส่วนวิปัสสนามีผลของเขาคือ สว่าง ให้ความเห็นจริงเหมือนของที่คว่ำแล้วหงายออก เราก็จะเห็นว่าอะไรอยู่ในนั้น ไม่ต้องเดา เพราะมันสว่าง มันรู้จริง ฉะนั้น สมาธิได้สงบ วิปัสสนา ได้สว่าง สมาธิกับวิปัสสนาจึงต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะสงบ...หลับตาก็ได้ ลืมตาก็ได้ เช่น เราทำสมาธิ แต่เราทำสมาธิยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ เพราะสมาธิต้องพึ่งบัญญัติ เราต้องหาที่พึ่ง

ความจริงมี ๒ จริง คือ จริงสมมุติ และก็จริงปรมัตถ์ จริงสมมุติก็คือบัญญัติต่างๆ ที่ตั้งชื่อเรียกให้เกิดความเข้าใจในหมู่ชนเดียวกัน เช่น สีดำ สีน้ำเงิน สีเขียว ฟังแล้วรู้ นึกภาพออก แต่พอเราต้องไปต่างประเทศ พูดไม่ได้แล้วสีดำ สีน้ำเงิน สีเขียว เป็นภาษาเป็นบัญญัติ สมาธิต้องพึ่งบัญญัติ

ส่วนจริงปรมัตถ์ คือจริงแท้แน่นอน ไม่มีวันวิปริตเปลี่ยนแปลง จะเป็นเราคนเดียวก็ประกอบด้วย ๕ ฝรั่งมังค่าก็ประกอบไปด้วย ๕ จะเด็กหรือว่าคนแก่ ก็มีคนละ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

เรากับสุนัข เรากับแมว เรากับนก มีคนละ ๕ เหมือนกัน ฉะนั้น ปรมัตถ์ธรรมก็คือความจริงที่ไม่วิปริตผันแปร "รูป" และ"นาม"

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:42:12 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )


  สลักธรรม 10





ส่วนบัญญัติเช่น คำว่า พุทโธ หรือ สัมมาอาระหัง หรือจะใช้คำบัญญัติต่างๆ เพื่อให้จิตนั้นมีที่ตั้ง เช่น พุธโธๆๆๆ เพื่อให้ทำงานเจาะอยู่ในจุดนั้น คือ ไม่สัดซ่ายฟุ้งซ่าน เขาเรียกว่าทำให้เกิดสมาธิ

สมาธิคือการที่จิตกำหนดรู้ในอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว ไม่วอกแวก โดยหาคำใดคำหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเพ่ง เช่น กสิณต่างๆ อย่างอาโปกสิณ เราก็บอกน้ำๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อบอกบ่อยๆเข้าพลานุภาพก็มีมากขึ้น เมื่อจิตมีอำนาจอย่างอื่นก็ด้อยลงไป แต่พอเลิกแล้ว จิตก็สามารถซัดส่ายฟุ้งซ่านไปได้

ท่านถึงได้เปรียบว่า สมาธิเหมือนเอาหินไปทับหญ้า ไม่ให้หญ้ามันงอกขึ้นมา แต่เป็นเพราะหินมันหมด เอาออกไป หญ้ามันก็งอกออกมาอีก หญ้าในที่นี้หมายถึงอวิชชา หรือวิปลาส มันก็งอกขึ้นมาอีก ถึงเราจะสงบแล้ว ก็ยังมี"เรา" แท้ที่จริง " เราไม่สงบ" ใครสงบ "จิตสงบ" จิตเป็นอะไร เป็นนาม

ฉะนั้น สมาธิพึ่งบัญญัติแล้วมีที่ผลของเขาก็คือ ได้เกิดฌานจิตต่างๆ เรียกว่า มหัคคตกุศลเกิดขึ้นตั้งแต่ปฐมฌาน ไปจนถึงปัญจมฌาน แล้วก็ทำฌานพิเศษอีก ๔ พอตายแล้วก็เกิด ในพรหมโลก ตายแล้วก็เกิดดี จัดเป็นฝ่ายโลกียจิต ซึ่งยังเป็นจิตฝ่ายโลกีย์อยู่

พระพุทธเจ้าสอนให้ไปถึงโลกุตตรจิตก็คือ มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ มรรคจิตก็คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามรรค อนาคามีมรรค อรหัตตมรรค ผลจิตก็คือโสดาปัตติผล สกทาคาผล อนาคามีผล อรหันตผล เมื่อถึงตรงนี้แล้วก็นิพพานเท่านั้น

โลกุตตรธรรม ก็คือ นวโลกุตตรธรรม มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ไม่เกิดแล้ว อย่างเดียวที่ต้องไปคือนิพพาน ฉะนั้น จะถึงตรงนี้ได้ ก็จะต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพราะวิปัสสนากรรมฐาน เพิ่งความจริง ละวิปลาส

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ย. 2555 , 15:42:29 น.] ( IP = 182.52.205.15 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org