มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลักการเชื่อ..เพื่อไม่ประมาท




วันอาทิตย์นี้ แม้จะไม่มีธรรมปฏิสันถารจากหลวงพ่อ แต่ท่านก็ได้ฝากให้อาจารย์มาแก้ไขใจที่มีความเห็นผิดของพวกเราทุกๆคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความเชื่อ ซึ่งหลวงพ่อเคยสอนบ่อยครั้งว่า...สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงวางหลักไว้ให้ถึง ๑๐ ประการ วันนี้ท่านอาจารย์จึงได้นำมาถ่ายทอดให้พวกเราได้ฟังกันอย่างละเอียดอีกครั้ง นั่นก็คือ

๑. อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา เป็นเรื่องปากต่อปาก พอฟังมาก็ไปเล่าต่อ พอเล่าไปๆ คำพูดก็เปลี่ยนไปแล้วเพราะจำมาไม่หมด บางครั้งจำตอนต้น พอตอนกลางลืมแล้วก็แต่งเอง หรือจำตอนต้นไม่ได้แต่เรื่องเป็นแบบนี้ก็สรุปเอาเอง ดังนั้นจึงไม่ควรเชื่อโดยฟังตามกันมา เพราะมันอันตราย เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งที่ฟังมานั้นถูกต้องหรือไม่

๒. อย่าเชื่อโดยสืบตามกันมา อย่างเช่นที่เรานับถือศาสนาพุทธโดยสืบตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หายากยิ่งที่จะรู้ว่านับถือกันทำไม ? การที่เราจะนับถืออะไรสักอย่าง เราควรรู้คุณสมบัติ คุณวิเศษของสิ่งนั้นๆ อย่างเช่นตอนนี้เราได้มาเรียน เราจึงแก้ไขได้ว่าเราไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเพราะสืบต่อกันมาเช่นเดิมๆ แต่เรามีเหตุผลในการนับถือนั้น

๓. อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว เช่นนี้ในยุคนี้ที่มีข่าวสารมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาว่าเมื่อมีข่าวก็ต้องมีคนขายข่าวซึ่งเป็นของคู่กัน ซึ่งผู้ที่บริโภคข่าวนั้นไม่รู้ทั้งข่าว และทั้งไม่รู้ไม่เห็นว่าเป็นจริงหรือไม่ หากไม่จริงก็เป็นการบริโภคความเห็นผิดนั้นไป

๔. อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา โดยเฉพาะตอนนี้ตำราที่มีอยู่ทั่วไปส่วนใหญ่ปุถุชนเขียนกันเยอะ แต่งกันขึ้นมาก็มี ปุถุชนคือผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ ทิฏฐิก็ไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นตำราต่างๆจึงมีทั้งผิดและถูกจึงต้องมีการแก้ไข แม้กระทั่งพระไตรปิฎกยังมีการสังคายนากันเลย ฉะนั้นเราจะบอกอ้างตำราเล่มนั้นเล่มนี้แน่นอนไม่ได้เลย

๕. อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอา เช่นสังสัยอย่างนั้น สงสัยอย่างนี้

๖. อย่าเชื่อโดยคาดคะเนเอา เหมือนนึกเดาเอา บางครั้งการยิ้มก็บอกไม่ได้ว่าเขาเป็นสุข หรือการร้องไห้ก็บอกไม่ได้ว่าเขาเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราเดิหรือคาดคะเนอะไรไม่ได้เลย

๗. อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการ เช่นเดียวกับข้อที่ ๖

๘. อย่าเชื่อโดยชอบใจว่าเป็นลัทธิของตน เพราะลัทธิต่างๆนั้นมามากมายและมีมาก่อนพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

๙. อย่าเชื่อโดยผู้พูดนั้นน่าเชื่อถือ

๑๐. อย่าเชื่อโดยผู้พูดเป็นครูของเรา

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ก.ย. 2555 , 07:49:57 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่ออธิบายจบ อาจารย์ได้ให้พวกเราคิดดูว่า ทั้ง ๑๐ ประการนี้ หากรวมมาเป็นจุดประสงค์เดียวที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้เชื่ออย่าเชื่อประการเดียวเท่านั้น คืออะไร ?

หากคิดไปแล้วทุกวันนี้เราไม่ได้ทำตามที่พระพุทธองค์ทรงห้ามใน ๑๐ ประการนั้นเลย เพราะเรายังเชื่อในสิ่งที่เขาบอกมา เชื่อข่าว เชื่อตำรา พูดง่ายๆ คือเชื่อทั้ง ๑๐ ที่เป็นข้อห้าม ซึ่งสรุปลงแล้วคือ เราเชื่อตัวเอง เราเอาตัวเองเข้าไปตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นการฟังตามกันมา ก็เรา ...ตื่นข่าวก็เรา ...อ้างตำรา ก็เรา นึกเดาเอา ...คาดคะเนเอา ก็เรา ...เราทั้งสิ้น เมื่อบอกว่าอย่าเชื่อ ก็เท่ากับว่า อย่าเชื่อตนเอง เพราะว่าคนเราไม่ควรเชื่อที่สุด ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เหตุผลก็คือ คนอย่างเราๆทั้งหลายนั้นยังจัดอยู่ในบุคคลประเภทปุถุชน ปุถุชนคือ ผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลส โดยเฉพาะพวกเรานั้นยังมีทิฏฐิ คือความเห็นผิดอยู่อีกมาก

กล่าวได้ว่าเราทุกคนมีความเห็นผิดเป็นตะกอนใจอยู่เต็ม พร้อมที่จะปล่อยออกมาพร้อมกับการเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น....(การรับรู้ทางทวารต่างๆ) แม้แต่การคิด นึก ทำ พูด ดังนั้นสิ่งที่เราปล่อยออกมานั้นล้วนเป็นของเสีย(ทิฏฐิ)ทั้งสิ้น ท่านจึงสั่งว่า อย่าเชื่อ แต่เมื่อใดจำเป็นต้องเชื่อ จงเชื่อเมื่อสิ่งนั้นประกอบด้วยเหตุและผล ดังที่ท่านกล่าวว่า เมื่อธรรมเหล่านั้นเป็นไปด้วยเหตุและผล ธรรมเหล่านั้นแหละที่ควรเชื่อ ยิ่งเราได้มาศึกษาก็จะเห็นว่าแม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ให้เชื่อพระองค์ แต่ให้เชื่อธรรมที่ประกอบด้วยเหตุและผล

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ก.ย. 2555 , 07:51:42 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 2

ท่านอาจารย์บอกว่าที่เอามาเตือนพวกเรากันในวันนี้ เพราะหลักนี้เข้ากับการปฏิบัติวิปัสสนาของพวกเราอยู่แล้ว ที่ยกมาพูดเพราะเวลานี้เรายังมีความเห็นผิดกันอยู่มากมาย ทำผิดก็มากมาย ถ้าเผื่อความมากมายนั้น เราพร้อมที่จะแก้ไขก็ยังไม่เท่าไร แต่ถ้าความเห็นผิดมีมากแต่ยังไม่พร้อมที่จะแก้ไขความเห็นผิดนั้น มันน่ากลัว ...ทุกอย่างอยู่ที่เราคนเดียว

และประกอบกับวันนี้มีลูกศิษย์เพิ่งออกจากห้องกรรฐาน ๒ ท่าน อาจารย์จึงสอบถามอารมณ์ ซึ่งหนึ่งนั้นคือ คุณป้าหมอ(จำเนียร) ซึ่งท่านก็ปฏิบัติมานานแล้ว โดยเริ่มมาเรียนธรรมะตั้งแต่มูลนิธิฯ สอนอยู่ที่ศาลาโพธิ์ลังกา วัดโพธ์



สมัยที่ท่านอาจารย์บุญมียังหนุ่มๆ เรียนจนท่าน อาจารย์บุญมีแก่ จนบวช และถึงแก่มรณภาพไป ๑๖ ปีแล้ว ประการสำคัญคุณป้าหมอไม่เพียงแค่เรียนเท่านั้น แต่ก็เข้าปฏิบัติวิปัสสนาตลอด และเป็นเรื่องที่น่าปีติใจว่าการเข้าปฏิบัติครั้งนี้ ป้าหมอได้รับรู้ถึงความสะดวกในการปฏิบัติ รู้เท่าทันในอารมณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นไปอย่างธรรมชาติ โดยไม่ง่วง ไม่หงุดหงิดเหมือนครั้งก่อนๆ

ท่านอาจารย์จึงบอกให้พวกเราดูป้าหมอเป็นตัวอย่างว่า ทำดีนานๆ จึงจะได้ดี ทั้งนี้เพราะชีวิตของป้าหมอนั้นเข้าปฏิบัติมานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้สึกเข้าล็อกครั้งนี้เอง ซึ่งในเรื่องของการปฏิบัตินั้นเมื่อผู้ปฏิบัติทำไปนานๆ แล้วการปฏิบัตินั้นก็จะเข้าล็อกเอง เหมือนฟันเฟืองที่ไม่ปีนเกลียวแล้ว ตอนแรกๆ (ของการปฏิบัติ)มันก็อาจจะยังไม่เข้าล็อก ก็จะมีความฝืด ความหนืดเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องรู้ว่านั่นเป็นอุปสรรค จะทำอย่างไรดี ต้องรู้ด้วยว่าจะทำอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร (อย่างกรณีป้าหมอนี้มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติจะซักถามอาจารย์ และเป็นผู้ที่ชอบฟัง และอ่านเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนามาก) แต่เมื่อฟันเฟืองเข้าล็อกแล้ว เราไม่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรแล้ว เพราะมันก็หมุนของมันไปเรื่อยๆ แล้วเราก็รู้ตามอาการหมุนของมันไปเรื่อยๆ นี่เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องด้วย และเป็นการปฏิบัติที่ดีด้วย เพราะไม่มีเรื่องราวอะไรมาให้คิด แต่มีเรื่องราวให้รู้ คือรู้ตามอาการ และอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง...

ฉะนั้นการปฏิบัติ ต้องทำไปเรื่อยๆ ข้อสำคัญอยู่ที่การวางใจ หรือมนสิการ หรือการตั้งเจตนา คือบอกตนเองให้ถูก ถ้าบอกตัวเองไม่ถูกว่าไปเพื่ออะไร ...จะไปดูรูปนาม ดูไปทำไม ? เราต้องเข้าใจก่อน เพราะเมื่อเราตั้งเป้าว่าจะไปดูรูปนาม เราก็จะไปหารูปหานามเสมอ คือไปท่องรูป ไปหานาม ทั้งๆที่มันมีอยู่แล้ว เราแค่เพียงไปศึกษาการงานของรูปนามเท่านั้น หรือไม่ไปทำความรู้สึกในรูปที่มีอยู่ ในนามที่มีอยู่ ..ไม่ใช่ไปดูรูปนาม

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ก.ย. 2555 , 07:54:04 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 3


เมื่อพูดถึงดูก็คู่กับเห็น บางคนเมื่อเข้าปฏิบัติแล้วก็บ่นกันว่า เมื่อไรจะเห็นรูปเห็นนามกันซักที (ก็เพราะเราตั้งใจไปดูรูปนาม จึงอยากเห็นรูปเห็นนามนั้น) ดังนั้นเมื่อเราวางใจผิด แล้วยังตั้งใจไปดูรูปนาม แล้วเราทำความดูไม่เป็นอีกด้วย เพราะคอยนึกเอา คิดเอา แถมยังบ่นว่า อยู่คนเดียวไม่ค่อยมีรูปนามให้ดูเลย

เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าปฏิบัติต้องทำใจ และวางใจให้ถูกตั้งแต่ก่อนเข้าเลยว่า เราจะไปทำลายความเห็นผิด(ทิฏฐิ) และในขณะที่ปฏิบัติอยู่นั้นเราต้องคอยสังเกต หรือทำความรู้สึกในสิ่งที่เกิดขึ้น นั้นว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร (เพราะรูปนามนั้นมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาอีก) เราทำความรู้สึกไปเรื่อยๆ เหมือนฟันเฟืองที่หมุน แรกๆ อาจจะติดขัดบ้าง พอทำไปๆ แก้ไขไป (โดยถามครูบาอาจารย์ในสิ่งที่ติดขัด) ในที่สุดฟันเฟืองนั้นก็จะเข้าล็อกเองดังเช่นป้าหมอที่มาเล่าให้พวกเราได้ฟังในวันนี้

จะเห็นได้ว่าธรรมะของพระพุทธองค์นั้นท้าให้มาพิสูจน์ว่า ทางมรรค ผล นิพพาน มีอย่างแน่นอน นิพพานนั้นเป็นของตนเอง และต้องได้ด้วยตนเอง เพราะเมื่อเข้าใจดีแล้ว อาศัยความเพียร เพาะไป บ่มไป ซึ่งเป็นการเข้าไปพิสูจน์ว่า รูปนามนั้นมีให้เห็น มีให้ดู มีให้รู้ และความเกิด-ดับของรูปนามนั้นมีจริง และอาการอย่างนี้ทั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกทั้งหลายได้เดินผ่านไปแล้วนั้น มีอยู่จริงๆ ...ก็เหมือนกับที่ป้าหมอเดินทางมาตั้งไกล เพิ่งจะมาเห็นท่าข้าม ซึ่งเป็นสิ่งดีที่สามารถมาจอดที่ท่าข้ามนี้ได้ ซึ่งถ้าไม่หยุดความเพียรแล้ว ก็จะสามารถข้ามไปฝั่งโน้นได้ คือ พระนิพพาน



ฉันใดฉันนั้นเราทุกคนก็เหมือนกัน ต่างกำลังเดินทางกันอยู่ ทางนั้นเป็นถนนชีวิตที่มีถึง ๗ สาย แต่ที่เราทุกคนต้องการไปคือสายของพระนิพพานเท่านั้น เพียงแต่เราก็กำลังเดินทางอยู่ แต่โอกาสที่จะไปถึงพระนิพพานยังมีน้อย เพราะมันต้องอาศัยเหตุและปัจจัยที่พร้อมจริงๆ เหตุปัจจัยในที่นี้คือ คือ สติ สัมปชัญญะ และความเพียรที่พร้อมแล้ว ที่เรียกว่า สติมา สัมปชาโณ และอาตาปี

สติ คือ ความรู้สึกตัวมากๆ เราจึงต้องมีสติให้มากๆ ส่วนสัมปชาโณนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษา คือเรียนให้เข้าใจถูก แล้วนำไปปฏิบัติถูก ฉะนั้นถ้าเราศึกษามาผิด ก็เอาไปทำผิดๆ ความพร้อมก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการได้ซักถาม และทำความเข้าใจจึงเป็นโอกาสที่ดีมากๆ (ในเมื่อเราจะไปแก้ไขความเห็นผิด เมื่อเราทำแล้วไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิด เราก็ต้องซักถาม)

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ก.ย. 2555 , 07:56:01 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 4


อาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า การปฏิบัตินั้นไม่ใช่เราไปดู หรือกำหนดตลอดเวลา เช่นนามได้ยิน(เสียงนก)ตลอดเวลา เพราะอะไร ? (อาจารย์หยิบสมุดขึ้นมาเล่มหนึ่ง และเปิดให้ดู พร้อมอธิบายว่า เวลาเราเข้าปฏิบัติเป็นการไปอ่านตนเอง (ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ) แล้วในตัวเองก็มีพร้อมอยู่แล้วทั้งรูปและนาม ฉะนั้นเราก็ไปอ่านรูปอ่านนามที่ตนเองนั่นเอง ก็เหมือนกับสมุดเล่มนี้ (ที่อาจารย์ถืออยู่) เราไปอ่านก็ต้องเปิดอ่าน พอเปิดหน้านี้(ที่มีตัวหนังสือมาก)ก็มีให้อ่าน เราก็อ่านเนื้อเรื่องที่ปรากฏนั้น ฉันใดฉันนั้นเวลาปฏิบัติ(อ่านตนเอง)ถ้าความรู้สึกเรามีมากทางนามก็เหมือนกับว่าสมุดหน้านี้มีนามให้ดูมาก ก็ต้องอ่านมาก พิจารณามาก อย่างเช่นบางคนพอนั่งปุ๊ป ในรูปนั่งนั้นก็มีความรู้สึกคันบ้าง ปวดปัสสาวะบ้าง เมื่อยบ้าง ฯลฯ คือมีนามหลายๆนามปรากฏในรูปนั้น เห็นไหม ? ก็เหมือนหนังสือหน้านี้ที่มีตัวหนังสือให้เราอ่านมาก แต่พอเปิดไปอีกหน้ามีตัวหนังสือน้อย ก็เท่ากับว่ามีเรื่องให้เราอ่านน้อย ก็เหมือนกับรูปใหม่ที่เกิดขึ้น(จากการเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว)อาจมีเรื่องคือนามต่างๆ ปรากฏน้อย หรือบางครั้งพอเปิดไปอีกหน้าปรากฏว่าไม่มีตัวหนังสือเลย เราจะไปอ่านได้ไหม ก็อ่านไม่ได้ แต่ถามว่ามีหน้า(ของหนังสือ)ให้ดูไหม ก็ยังมีปรากฏอยู่ ก็ดูหน้านั้นไป



อย่างเช่นคำถามจากคุณสุพรรณที่ได้ไปเข้าปฏิบัติฯมาว่า มีความรู้สึกตัวอยู่ในรูปนั่งนั้น แต่มันเหมือนมีความนิ่งอยู่กับรูปมากๆ (เรียกว่าความสงัด) ไม่มีอารมณ์อย่างอื่นเลย ท่านอาจารย์จึงเปรียบให้เห็นว่าเหมือนสมุดที่เปิดไปพบหน้านั้นไม่มีตัวหนังสือให้อ่าน (แต่ก็มีหน้าเปล่าให้เราดู)พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะขณะนั้นเรามีกายวิเวก จิตวิเวกเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจว่าไม่เห็นมีอะไร แต่ถ้าการปฏิบัตินั้นฟันเฟืองยังไม่เข้าล็อก (ที่ส่วนมากมักเกิดกับผู้ปฏิบัติใหม่) พอเปิดพบหน้าที่ว่างเปล่า แต่จิตใจไม่ว่างเปล่า คือจะเกิดความกระสับกระส่าย เพราะยังมือใหม่(ในการปฏิบัติ) บางครั้งมากจนดูไม่ออก หรือวุ่นวายว่าไม่มีอะไรจะดู หรือบางคนเข้าครั้งแรกๆ มีความเพียรมาก กำหนดมาก มีอะไรก็กำหนดไปหมด พอวันที่สองเจอหน้าเปล่าๆ ทั้งๆที่มีรูปแต่พยายามจะไปหาเรื่องเข้ามาศึกษา ซึ่งต่างกับกรณีที่คุณสุพรรณประสบมาว่ามันไม่มีอะไร แต่ก็มีความรู้สึกอยู่ที่รูป ไม่มีความรู้สึกอื่นๆ แม้กระทั่งเสียงและเรื่องที่กำหนด นามก็ไม่มี เพราะไม่มีนามอื่นมาให้ทำงาน

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ก.ย. 2555 , 07:57:29 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 5


นามในที่นี้คือ นามจิต นามเจตสิก ซึ่งมีมากมายที่เข้าปรุงแต่งจิต ซึ่งในขณะที่เราปฏิบัติอยู่นั้นกุศลรักษาอยู่ ความต่อเนื่องของกุศลที่มีกุศลจิตเกิดอยู่ตรงนั้น ความฟุ้ง โกรธ หงุดหงิดซึ่งเป็นนาม(เจตสิก) แต่ถูกปฏิเสธออกไปในตอนนั้น เพราะจิตเป็นมหากุศลอยู่ และอำนาจของเจตสิกในมหากุศลที่เข้าประกอบเขาก็ทำหน้าที่กลมกลืนกัน ไม่ว่าจะเป็นอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ และโสภณกุศลเจตสิกที่มากันเป็นทีมเวิร์ก แต่ของอกุศลนั้นไม่ว่าจะเป็น โมจตุกะ ๔ โลติกะ ๓ หรือ โทจตุกะ ๔ ลักษณะของเขาก็เป็นไปคนละอย่าง ซึ่งต่างขึ้นมาทำงานเป็นหัวหน้า และมีลูกน้อง ซึ่งผิดกับกุศลที่ทำงานเป็นทีม จะเรียบเหมือนลมที่พัดไปเรื่อยๆ อุปมาเหมือนเอาผ้าชีฟองมาสบัดซึ่งเนื้อผ้านั้นจะพริ้ว แต่ของอกุศลนั้นเหมือนเอาผ้าดิบที่เป็นถุงปูน หรือถุงแป้งมันมาสบัด ไม่พริ้วแถมยังมีฝุ่นกระจายออกไปอีกต่างหาก

ฉะนั้นเวลาเจตสิกฝ่ายบาปเข้าประกอบจิตการงานของเขาก็โดดเด่นเป็นตัวๆ และกระตุ้นจิตให้นึกคิดแตกต่างกันไป แต่ถ้าเผื่อเป็นเจตสิกฝ่ายกุศลแล้ว กุศลก็จะควรแก่การงาน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรให้จิตไปรับรู้ความแรงของเจตสิก (ซึ่งผิดกับฝ่ายอกุศล หากใครได้อ่าน ความหมัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ ตอนที่ ๔๓ เรื่องถีนะมิทธะ ก็จะเข้าใจดีขึ้น)

จากนั้นอาจารย์ได้ให้ข้อคิดกับพวกเราว่า ให้ทำเรื่อยๆ (อย่างป้าหมอที่มั่นใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว ก็ทำไปเรื่อยๆ ) อาศัยบ่มเพาะ คือความปะติดปะต่อ

เปรียบได้กับการแปรงฟัง เราต้องแปรงทุกวัน ถามว่าถ้าเราไม่แปรงฟันวันเดียวเหม็นไหม เหม็น ที่มันไม่เหม็นมากก็เพราะเราแปรงทุกวัน การปฏิบัติก็เหมือนกับการแปรงฟันเพื่อชำระของเหม็น เหมือนเราหยิบแปรงออกมาแปรงใจเราทุกวันใจที่มีความเห็นผิด ถ้าเราทำทุกวันก็เกิดความคล่อง เมื่อคล่องแล้วไม่ต้องไปดู ไม่ต้องอยากได้แปรงแล้ว เราไม่อยากให้ฟันเหม็นแต่...มันเป็นหน้าที่ มันเป็นความคุ้นที่เราจะชำระความเห็น(ผิด) เมื่อเรามีความคุ้นกับการชำระความเห็น ไม่นานกลิ่นที่มีมากก็จะไม่มีเอง เพราะมันสะอาดขึ้นเรื่อยๆ เราแปรงครั้งหนึ่งก็สะอาดทีหนึ่ง แปรงทุกครั้งก็สะอาดทุกครั้ง ชำระคราบสกปรก ทำตรงนี้เลย ไม่ใช้ต้องคอยเวลาที่จะเข้าปฏิบัติ บางคนคอยเทศกาลวันนักขัตฤกษ์ แล้วคอยปีหน้าวันนักขัตฤกษ์อีก เหมือนฉลองวันเกิด เท่ากับ ๓๖๕ วันได้วันเดียว แล้วจะได้อะไร ก็เหมือน ๓๖๕ วันแปรงฟันอยู่วันเดียวฉันใด



ฉะนั้นอย่าปล่อยแปรงที่ทำลายความสกปรกคือความเห็นผิดที่เกาะกินใจทิ้งไป นั่นคือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่เราควรจะทำทุกๆวัน

สุดท้ายในวันนั้น ท่านอาจารย์ได้ให้คำพรที่ประทับใจพวกเราทุกคนว่า

ก็ขออนุโมทนา ขอเจตนาและความตั้งใจในคุณงามความดีของทุกท่านจงเป็นทางสะดวกให้ท่านนั้นมีความแคล่วคล่องสามารถถ่ายเทอนุสัยที่มีความเห็นผิดออกไปจากจิตใจได้ ....ขอคุณพระคุณเจ้า คุณบารมีของหลวงพ่อเสือ ท่านอาจารย์บุญมี และพระครูศรีโชติญาณ จงมาร่วมอนุโมทนาและเป็นกำลังใจให้ทุกท่านว่า ทำดีแล้วย่อมได้ดี แต่ทำดีนานๆจึงจะได้ดีกว่า ขอขอบคุณในน้ำใจของทุกๆ ท่านที่ร่วมฟังมา ขอธรรมที่ได้พูดไปจงสมานใจ ทำให้เราพี่น้องกัน มีบ้านอบอุ่นเช่นนี้ทุกๆ ชาติ มีบ้านที่สามารถทำให้เราเข้ามาสนทนาธรรม และทำให้เราสามารถก้าวออกจากวัฏฏภัย ไปจากการเวียนว่ายตายเกิดได้โดยไวชาติสมเจตนาทุกๆ ท่าน ...ก็ขออนุโมทนา

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มาด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [20 ก.ย. 2555 , 08:00:25 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 6

ชอบมากเลยค่ะกับตัวอย่างของชีวิตที่ "ต้องแปรงฟันทุกวัน" ..นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในสิ่งที่ต้องกระทำเพื่อความสะอาด การขจัดกิเลสที่เป็นสิ่งสกปรกของจิต จึงเป็นสิ่งที่ปล่อยให้หมักหมมไว้นานไม่ได้ ....ดีจังๆ

และในเรื่องของความเชื่อที่หลวงพ่อได้กรุณาให้คำอธิบายและท่านอาจารย์ได้สานต่อการวิจัยธรรมออกมานั้น นับเป็นเรื่องที่ทำให้ได้รับความเข้าใจได้มากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่สรุปลงตรงไปยังเรื่องของสัมมาทิฏฐิ และสภาพที่แท้จริงของชีวิตที่มีเพียงรูปกับนามมาทำงานร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ

การเชื่อข้อใดข้อหนึ่งที่ห้ามเชื่อตามหลักกาลามสูตร เกิดขึ้นเพราะเรานำความคิดหรือทิฏฐิของตนเข้าไปร่วมตัดสินให้เกิดความเชื่อนั้นๆ จึงเป็นความเชื่อที่มีพื้นฐานมาจากกิเลส และก็จะก่อกิเลสต่อไปๆหลังจากที่ตัดสินใจเชื่อแล้ว

แต่เมื่อใดพิจารณาถึงเหตุและผลแล้ว ในขณะที่พิจารณานั้นก็จะปราศจากอคติส่วนตน แต่เป็นการทำงานของปัญญาโดยตรงซึ่งเป็นสภาพเจตสิกมาเป็นผู้ตัดสิน ...ซึ่งพ้นไปจากสภาพของความเป็นเรา ..หรือของเรา

บ่อยครั้งที่พบเหตุการณ์การโต้เถียงหรือขัดแย้งทางความเชื่อของนักศึกษาพระอภิธรรม ที่แม้จะศึกษาเรื่องของสัมมาทิฏฐิกันอยู่ แต่ก็อดที่จะออกนอกทางไปใช้ความเห็นส่วนตัวซึ่งก็คือความเชื่อที่เกิดจากการยอมรับในตำรา หรือตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาตัดสิน จนกลายเป็นความกระทบกระทั่งและยกเลิกการเสวนาธรรมกันไปกลายเป็นวจีทุจริตขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ไม่สมปรารถนา

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อและท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่วยุรีมากค่ะที่นำมาให้ทบทวนทำความเข้าใจอีกครั้ง

โดย น้องกิ้ฟ [20 ก.ย. 2555 , 08:02:09 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดที่ดีนะคะ...ปฏิบัติวิปัสสนาทุกๆวันให้เป็นอาจิณ ทำบ่อยๆ และข้อสำคัญอย่าท้อถอยว่าปฏิบัติแล้วไม่เห็นได้อะไร

เมื่อปัจจัยทุกอย่างพร้อม ก็จะปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่วเอง

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [20 ก.ย. 2555 , 08:03:23 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )


  สลักธรรม 8

"การเชื่อตนเอง" โดยคิดว่าตนเองถูก ทั้งๆ ที่มีความเห็นผิด และไม่พร้อมที่จะแก้ไขความเห็นผิดนั้น มันเป็นความน่ากลัวมากค่ะ

ข้อคิดในการปฏิบัติ ที่จะต้องทำบ่อยๆ เปรียบได้กับการแปรงฟังซึ่งทำทุกวัน ถ้าเราสามารถทำได้เช่นนี้ ก็จะช่วยชำระความเห็นผิดลงไปทุกวันๆ

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อและท่านอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณพี่วยุรีและอนุโมทนาค่ะ ที่นำประโยชน์มาฝาก

โดย เซิ่น [20 ก.ย. 2555 , 08:04:29 น.] ( IP = 61.90.118.147 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org