| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สร้างความเข้าใจ ..ใช้ความรู้ให้เป็น
สลักธรรม 1
อาจารย์บุษกร : ก็ต้องขอบอกว่า มีความปรารถนาเช่นเดียวกับคุณหมอ คืออยากให้ทุกคนหันกลับเข้ามาศึกษาพระไตรปิฏก เพราะพระไตรปิฏกเป็นหลักที่ว่าไว้ถึงความจริง และเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ในขณะนี้มีสำนักปฏิบัติหรือลัทธิมากมายที่พูดถึงทางพ้นทุกข์ สติปัฏฐาน หรือ วิปัสสนา
คำว่า วิปัสสนา สติปัฏฐาน และทางพ้นทุกข์นั้นมีใช้กันมากมาย เจ้าของลัทธิต่างก็บอกว่าของตนเองใช่ของจริงทั้งนั้น ทั้งที่ในพระไตรปิฏก และคำสอนของพระพุทธเจ้า จริงๆ ไม่มีทางอื่นเลยตามที่พระบาลียืนยันว่า เอกายนมัคโค มีทางสายเดียวเท่านั้น ถ้าทุกคนได้ศึกษาตามหลักพระบาลีแล้วรู้ว่า ทางสายเอก สายเดียวนี้เป็นอย่างไร
แต่ทั้งนี้การทำสมาธิ การเจริญอานาปานสติ การยุบหนอพองหนอ หรือการใช้ความเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อสร้างสมาธิ ถ้าถามว่า ในทัศนะของอาจารย์ฯ มีความเห็นอย่างไร? เห็นดีค่ะ เพราะยังดีกว่าเขาทำบาป สาธุชนทั้งหลายตอนนี้มีความทุกข์กันมาก ปุถุชนเราในพ.ศ.นี้ ต่างก็มีความทุกข์ มีการแข่งขันดิ้นรนกันมากมาย และอีก ๒-๓ ปีข้างหน้านี้หากเปิดประชาคมอาเซี่ยน ในเรื่องของการใช้ภาษา คนไทยอาจจะแย่ เพราะเทียบกับคนพม่าแล้วพูดภาษาอังกฤษสู้เขาไม่ได้ หรือในเรื่องของการศึกษา คนไทยมีคอมพิวเตอร์ มีโน้ตบุ๊ค มีไอแพค เอาไว้เล่นเกมเป็นส่วนมาก แต่คนชาติอื่นเขาเอาไว้ค้นหาข้อมูล
มีตัวอย่างเมื่อวานนี้ เป็นวันเกิดครบ ๑ ขวบลูกชายของลูกศิษย์คนหนึ่ง ทางโรงเรียนที่ต่างประเทศเขาจัดงานวันเกิดให้ ในภาพที่เขาส่งมาให้ดูนั้นมีเด็กที่อายุ ๑ ขวบกว่าๆ นั่งกันเป็นระเบียบ มีขนมเค้กวางอยู่ตรงกลาง ครูเขาก็พูดให้เด็กๆ ฟังนิดหน่อย แล้วก็บอกว่า ทิกิ แฮปปี้เบิร์ทเดย์ น้องทิกิก็ยิ้มนิดนึง เพราะเขาพูดตอบไม่ได้ แล้วก็จุดเทียนมาตั้งที่เค้กเพื่อจะให้เป่า ทิกิก็ก้มลงแล้วจะเอามือไปจับ คุณครูบอก No ทิกิก็หดมือแล้วก็ฟัง เด็กทุกคนนั่งนิ่ง คุณครูเขาก็บอกว่า OK แฮปปี้เบิร์ทเดย์ ทูยู แล้วก็ให้ผู้ที่เป็นแม่ถือเค้กมาวางให้ หลังจากนั้นเด็กทุกคนก็ตั้งใจดูครูสอนบนกระดาน
นี่ถ้าเทียบกับเด็กไทยสมัยเราแล้วก็จะเห็นว่า ตอนเด็กๆ เราไม่ได้รับการส่งเสริม แต่พ่อแม่คนไทยจะส่งเสียอย่างเดียวคือเรียนอะไรก็ได้ เมื่อขาดการส่งเสริมเด็กคนไทยจึงไม่ค่อยมีการส่องแสง
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 21:57:18 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 2
เช่นเดียวกันกับในหลักของพระพุทธศาสนาที่มีมากมายจริงๆ และยิ่งคนมีความทุกข์มากขึ้นๆ ก็จะพึ่งวัด พึ่งเจ้าสำนักต่างๆ โดยขาดความรู้ว่า เราควรจะถามตนเองก่อนว่าเราต้องการอะไร? อย่างคุณหมอหรือทุกคนจะไปที่ไหนก็มีสิทธิ์ไป แต่ถามว่าเราต้องการอะไร เช่นเราต้องการความสงบ และสิ่งที่เราไปสถานที่นั้น ให้ความสงบสุขเราได้ไหม คือมีเหตุและผลเป็นที่ตั้ง
การที่เราจะเอาจุดศูนย์รวมของทุกคนมาตั้งให้ตรงกันคือ เป็นลูกพระพุทธเจ้า แต่นั่นก็เป็นแค่คำพูดเท่านั้นเอง เหมือนเราพูดว่าเป็น พุทธมามกะ ทุกวันนี้เราเชื่อบุญเชื่อบาปก็จริง แต่เราก็ยังทำบาปอยู่ นั่นคือเราเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เราตามใจกิเลสเกินไป
การที่เราจะโน้มน้าวใครนี่ก็ต้องวางใจว่า ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ที่เปิดมูลนิธินี้มาก็ไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายอะไรเลย เราเผยแพร่เป็นธรรมทานมาตลอดเวลา ก็มีคนเข้ามาเรียนพอจบแล้วก็จากไป และก็มีรุ่นใหม่เข้ามา ฉะนั้นถ้าถามว่า ทำไมเขาคนนี้จึงเข้ามา ทำไมคนอื่นเขาไม่มา ทำไมบางคนมาแล้วเรียนได้ บางคนเรียนไม่รู้เรื่อง เราต้องวางใจว่า ทุกอย่างมี บุพเพกตปุญญตา คือเคยสร้างบุญมาแต่ชาติปางก่อน เคยทำทางสายเดียวกันมาก็ย่อมต้องเจอกัน ย่อมมาในหนทางเดียวกัน
เหมือนในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพานก็มีศาสนาเยอะแยะ พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ด้วยแต่ทำไมเราไม่นิพพานล่ะ ทำไมคนเราไม่นิพพานทั้งหมด ในเมื่อเจ้าของอมตะธรรมยังมีพระชนม์ชีพอยู่ นั่นเพราะว่าพระองค์รู้เห็นว่า สภาพธรรมเป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับบัญชาใครได้
ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด เขาสร้างอุปนิสัยอย่างไรมา เช่นสายสมาธิเขาชอบมาอย่างนี้ เขาก็ไหลไปในทางสมาธิ เขาชอบในการบนบานสานกล่าว เขาก็ไหลไปในทางนั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 21:57:52 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 3
พระพุทธเจ้าจึงประกาศศาสนาออกมา เป็นกลางว่าไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อ แต่ท้าให้พิสูจน์ เชิญให้มาลองดู ถ้าเผื่อเคยมีบุญมีวาสนามา ในด้านศึกษาหลักธรรมถูกต้อง เขาเรียกว่า บุพเพกตบุญญตา กับในปัจจุบันนี้เขาต้องมี อัตตสัมมาปณิธิ คือ ตั้งตนไว้ชอบ คือมีจุดยืนของตัวเองที่ดี ย่อมเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ
พระพุทธศาสนาในตอนนี้ล่วงเลยมากว่า ๒๕๕๕ ปี แล้ว ก็ย่อมมีความเสื่อมเกิดขึ้นแน่ และอะไรเสื่อมก่อนเพื่อนเลยรู้ไหม? พระอภิธรรมเสื่อมก่อนเพื่อนเลย เพราะเข้าใจยาก ไม่มีใครอยากเรียนเรื่องตัวเอง ไม่มีใครอยากมาเรียนถ้าไม่มีบุพเพกตบุญญตา
พระพุทธเจ้าแสดงว่า ในชีวิตของปุถุชนทุกคน เต็มไปด้วยอกุศล ๑๒ ดวง มาดูว่าทำไมต้องเป็นที่เรา พระอภิธรรมนี่เหมือนการสอนตัวต่อตัว และไม่ได้ว่าใครเพราะพอเรียนเข้าใจแล้วก็ อ๋อ! ฉันเอง
ดวงที่ ๑ ชื่อพระบาลีว่า โสมนสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง แปลว่า จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด ไม่มีใครชักชวน รวมความแล้วคือโลภะที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครชักชวน
มาย้อนดูสิว่า ในชีวิตเรามีหรือไม่? เช่น คุณหมอไปสั่งก๋วยเตี๋ยว ทำไมต้องเติมน้ำปลา เพราะชอบใช่ไหม? ทำไมต้องเติมน้ำส้ม ชอบใช่ไหม? เพราะถ้าเผื่อยังไม่ปรุง เราก็ยังไม่ชอบ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือความยินดีในรสชาติและเกิดขึ้นเอง มีใครชักชวนไหม? ไม่มีใครชักชวน แล้วก็ประกอบไปด้วยความเห็นผิด เพราะเมื่อรสกลมกล่อมแล้ว เราก็รู้สึกดี จิตดวงแรกนี้ เรามีกันอยู่ทุกคนและมีกันอยู่เนืองๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 21:58:33 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 4
มาดวงที่ ๒ โสมนสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง สสังขาริกกัง แปลว่า จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด มีคนชักชวน เช่นมีคนมาบอกว่า คุณหมอทานอันนี้เถอะ อร่อยกว่า คุณหมอก็ชอบ แต่การชอบนี้เกิดขึ้นจากคนชักชวน แต่เราก็ต้องยินดีด้วย แค่ ๒ ดวงนี้ ถามว่าตั้งแต่เล็กจนโตมา มีตลอดเวลา ถามว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร สอนเรื่องชีวิต ซึ่งมีอยู่กับเรา ฉะนั้น โลภะนี้มี ๘ ดวง เป็นโสมนัส ๔ เป็นอุเบกขา ๔
ที่นี้มาถึงอุเบกขาบ้าง ส่วนมากคนเข้าใจว่า เป็นการวางเฉย แต่เรามาดูกันในเรื่องนี้ก่อน เช่นขณะที่เรากำลังทานก๋วยเตี๋ยวในรสชาติต้มยำ ปรุงเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครชักชวน อร่อยมากเลย ติดใจ แต่กว่าจะหมดชาม ความยินดีค่อยๆ ลดลง สภาพธรรมไม่เที่ยง น้อยลง มีโลภะที่เกิดขึ้นในชามก๋วยเตี๋ยวนั้นตลอดเวลา เราจะเห็นได้ว่า แค่ ๒ ดวงที่ยกมานี่ ดวงแรกและดวงที่เกิดตามมา ท่านจึงชี้ว่า จิตนั้นไม่เที่ยง ก็คือ สภาพนั้นก็อยู่ทนไม่ได้ มันมีความเปลี่ยนแปลง แค่ตรงนี้เรายังสามารถเข้าไปถึงลักษณะของไตรลักษณ์ได้เลย โดยการเรียน
ฉะนั้น โลภะ มี ๘ ดวง ๔ ดวงแรกนี้มี ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง ประกอบไปด้วยความเห็นผิด ๔ ดวงที่เหลือนี้มี ทิฏฐิคตวิปปยุตตัง ไม่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด บางครั้งเราก็เห็นผิด บางครั้งเราก็เห็นถูกแต่มันก็ยินดี อย่างแม่มีพระคุณไหมคะ? มี รักแม่ไหม? รัก แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง เรารักแม่ของเรา ห่วงแม่ของเรา ความยินดีโลภะ แต่เราเห็นถูก ไม่ได้เห็นผิดว่าแม่มีคุณ ไม่ได้ประกอบไปด้วยความเห็นผิด แต่ก็มีโลภะอยู่ โลภะ คือความยินดี โลภะไม่ได้แปลว่าอยากได้อย่างเดียว แปลว่า ยินดี ความยินดี ความพอใจ ในอารมณ์ ฉะนั้น โลภะอยู่กับเราตลอดเวลา
เช่นเดียวกัน โทสะ โทสะมี ๒ ดวง คือ เกิดขึ้นเอง กับ มีคนชักชวน นั่งๆ อยู่นึกหงุดหงิดขึ้นมาเอง จิตก็เป็นโทสะ เราก็นึกว่าหงุดหงิดไม่ใช่โทสะ นั่นอาการของโทสะแต่ไม่ได้แสดงออกมาแรงเท่านั้นเอง แต่ก็เรียก โทสะ เช่นเดียวกับที่บางคนพูดทำให้เราโกรธ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น โทสะและโลภะต้องมีมูลก็คือ โมหะ
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 21:59:05 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 5
การเรียนเรื่องอกุศล ๑๒ ดวงนี้เหมือนเรากำลังมาเปิดเผยตัวเอง ว่าตัวเองมีกิเลสเต็มเปาเลย และพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงไว้ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง นิพพานัง ปรมัง สูญญัง นิพพานสูญสิ้นจากกิเลส คือต้องหมดจากอกุศลจิตพวกนี้ โดยลำดับขั้นนั้นพระโสดาบันท่านตัดไปได้ ๕ ดวง พระสกทาคามี ทำให้ธรรมที่เหลือเบาบางลง พระอนาคามีตัดให้เหลือน้อยอีก พระอรหันต์ตัดได้หมดทั้ง ๑๒ ดวง แต่เรายังไม่ได้ตัดอะไรเลย
เรายังเป็นปุถุชนเต็มขั้น โลภ โกรธ หลง บางคนมีขันติ มีความอดกลั้น แต่กิเลสที่มันยังไม่หมดก็เหมือนกับดินโคนบัว พอน้ำใสไหลเย็นก็เห็นตัวปลา แต่ถ้าเราเอาไม้ไปกวน น้ำก็ขุ่นขึ้นมา ความขุ่นเกิดขึ้นมาจากไหน ก็มาจากก้นบึ้งเขาเรียกว่า อาสวะกิเลสที่หมักดองอยู่ ยังไม่สามารถขุดรากถอนโคนได้
ฉะนั้น ตรงนี้นอกจากจะชี้ให้เราเห็นว่าเรายังเต็มไปด้วยกิเลสแล้ว ก็ยังบอกได้เลยว่า การที่จะถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน ต้องสิ้นอาสวะกิเลส หรือหมดไปจากอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงนี้ เมื่อเราเข้าใจแล้วก็จะมีบรรทัดฐานที่ดี
การศึกษาพระอภิธรรมเหมือนกับการมีไม้บรรทัดไปวัดสิ่งต่างๆว่าตรงหรือไม่ พอไปคุยกับใครที่เขาบอกว่าเป็นพระอริยะ เราก็นำไม่บรรทัดอันนี้ไปเป็นแม่แบบ เช่นถ้าพูดอะไรออกไปแล้วเขายังหงุดหงิดอยู่ หรือยังโกรธอยู่นั่นก็คือการที่ยังมีกิเลส จึงยังไม่ใช่ผู้หมดกิเลสคือ พระอรหันต์
การเรียนพระอภิธรรมเป็นการเรียนแบบนำไปใช้ตรวจสอบ แผนผังจิตตรงนี้คือบรรทัดฐานที่พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นคือ จิตทั้งหมดมี ๘๙ ดวง (หรือ ๑๒๑ ดวง โดยพิสดาร) มีอกุศล ๑๒ ดวง และในชีวิตของเราก็ยังมีกุศลเกิดขึ้นได้ ๘ ชนิด มีกุศลญาณสัมปยุต กุศลญาณวิปปยุต กุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา เช่นขณะเรียนกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา แต่ในขณะที่เราทำบุญตามประเพณี เช่นมีซองกฐินมาเราก็ใส่ซองไปโดยไม่ได้คิดอะไร ก็เป็นวิปปยุตไม่ประกอบไปด้วยปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 21:59:56 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 6
และเมื่อกรรมมี ๒ อย่าง ผลที่เกิดขึ้นมาก็มี ๒ แบบ ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด มีผลเป็นเครื่องปรากฏ ผลตรงนี้เขาเรียกว่าวิบาก ทำอย่างไรได้อย่างนั้น วิบากแถวบนเรียกอกุศลวิบากเป็นผลของอกุศลกรรม ที่มาปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วิบากแถวล่างเป็นผลของกุศลกรรม ส่วนกิริยาจิตตั้งแต่หสิตตุปปาทเป็นต้นไปเป็นเรื่องของพระอรหันต์
เมื่อเรียนแล้วก็จะรู้ว่า นี่คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทำไมตามี ๒ ตา เพราะแถวบน อกุศลวิบาก ที่เรียกว่าเห็นไม่ดี แถวล่างคือ กุศลวิบาก ฉะนั้น ทางตา เรามีทั้งเห็นดีและเห็นไม่ดี และเมื่อสักครู่นี้ถามคุณหมอว่า เห็นสีไหม? เห็น เห็นสีอะไร? สีชมพู เห็นได้ด้วยอะไร? เห็นได้ด้วยตา ก็ขอเฉลยเลยว่า ไม่ใช่ เพราะการเห็นต้องมีเหตุประชุมกัน ๔ อย่าง
พระพุทธเจ้าทรงเป็นยอดปราชญ์เมธี การได้ศึกษาอันนี้ เป็นการศึกษาที่สุดยอดที่จะทำให้เราเข้าใจ และสามารถเข้าถึงได้ ด้วยการรู้ว่าการจะพ้นทุกข์ ต้องแก้ไขตรงอกุศลจิตนี้ แล้วก็พยายามหาทางที่จะปลีกออกจากความโลภ ความโกรธ และความหลงผิด โดยเฉพาะหลงว่า ชีวิตนั้นเป็นของดี เพราะชีวิตนั้นเป็นของไม่ดีเลย เป็นอสุภะตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เป็นที่ตั้งเป็นรังของโรค ที่เรามีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะวิบากยังค้ำจุนอยู่ ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด เมื่อหมดเหตุแล้ว จึงหมดผล
จึงเป็นเรื่องยาก ที่คนเราจะมาเรียนเรื่องตัวเองและยอมรับได้ เรานึกว่าเราไม่มีกิเลส ถามว่าการทำบุญเช่นใส่ซองดีไหม? ดี แต่ยังมีดีกว่านี้ เพราะมีกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา ซึ่งพระอภิธรรมจะสอนให้เราเห็นตรงเห็นถูกนั่นเอง เมื่อเรายอมรับได้ เราก็จะเกิดกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญาได้ เช่นเราก็มองซองผ้าป่านั้น แล้วพิจารณาได้ว่าเป็นการสร้างบารมี เป็นการให้ แล้วทรัพย์ที่หยิบออกจากกระเป๋านี้ ไม่ว่าจะเป็นแบงค์ร้อย แบงค์ห้าร้อย ก็เป็นทรัพย์ภายนอก ตายไปเอาไปไม่ได้เลย ขณะนี้ถึงเวลาแล้ว ได้โอกาสวิบากดีแล้วที่เราจะเปลี่ยนทรัพย์ภายนอกให้เป็นทรัพย์ภายใน ราชรถกุศลมาเกยแล้ว
อธิษฐานจบด้วยความตั้งใจเสียสละ เป็นกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา เวลาที่พลิกแพลงชีวิตนั้นจะง่ายถ้ามีความเข้าใจ และใช้หลักให้เป็น
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 22:00:26 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 7
พระพุทธเจ้าก็แสดงไว้แล้วว่า ในบรรดาคำสอนทั้งหลาย พระอภิธรรมเสื่อมก่อน ตอนนี้ก็หาคนสอนยากด้วย ไม่ค่อยมีการสอนกันแล้ว เพราะกว่าจะเรียนจบได้แต่ละดวง รายละเอียดนั้นมากมาย เพราะจิตไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง มีองค์ประกอบทำให้จิตนั้นดีและชั่ว จิตเป็นธรรมชาติที่เป็นกลาง ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ดำไม่ขาว ทุกคนมีจิตเหมือนกันหมด คือธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ได้ แต่มีตัวปรุงแต่งจิต ๕๒ ชนิด เรียกว่า เจตสิก ที่เข้ามาร่วมทำงานกับจิตตลอดเวลา
เจตสิกเข้าร่วมอย่างต่ำๆ ก็มี ๗ ดวง คือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ และมนสิการ ทั้ง๗ ดวงนี้ เข้าไปอยู่ในทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี จิตจึงเหมือนน้ำเปล่า ไม่เหมือนเด็กคลอดออกมาใหม่ ที่เราบอกว่าบริสุทธิ์ จริงๆ ไม่บริสุทธิ์ เพราะขณะปฏิสนธิตรงนั้นกิเลสเข้าไม่ได้ก็จริง แต่ในท้องทำไมเด็กถึงดิ้น กระทุ้งโป่งขึ้นมา ก็เพราะเจ็บ แม่นั่งไม่ถูกท่า หรือว่าโก้งโค้งเกินไป หรือว่าเกิดความเมื่อยตัว เด็กก็เกิดโทสะ ไม่พอใจก็ดิ้น ใครสอนให้เด็กโทสะ ถ้าไม่มีอดีตเหตุ
ถามคุณหมอว่า คนเรานี่เกิดกลางวันหรือกลางคืนมากกว่ากันคะ? กลางคืน เพราะอะไรคะ? เพราะอุตุเข้ามามีส่วน พอกลางคืนอากาศเย็นกว่ากลางวัน การบีบตัวก็มีมากกว่า เด็กก็จะได้โอกาสที่เหมือนมีแรงขับเคลื่อนออกมา
จิตนี้ก็คือเปรียบเสมือนแก้วน้ำเปล่าซึ่งไม่มีรสและสีเลย แต่เราเติมสีเข้าไป เช่นสีเขียว เราก็เรียกว่าน้ำเขียว เขียวก็ไม่ใช่น้ำ น้ำก็ไม่ใช่เขียว แต่มันกลมกลืนกันจนเราเรียกว่าน้ำเขียว แต่พอแยกแล้วเขียวก็คือเขียว ที่เอามาปรุงกับน้ำ น้ำจึงเป็นสีเขียว จิตกับเจตสิกเข้ากันกลมกลืนขนาดนั้น โทสะเป็นเจตสิกเมื่อเข้ากับจิต จิตจึงโกรธ โลภะเป็นกิเลสเป็นเจตสิกเมื่อเข้ามาปรุงแต่งจิต จิตจึงโลภ ฉะนั้น เราเห็นถึงขนาดนี้ว่ามีตัวปรุงแต่งจิต
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 22:01:01 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อเราเรียนแล้ว เราจึงสามารถหยุดอย่างมีสติ เราเห็นอะไร...อยากได้ เราก็รู้เลยว่า มีโลภเกิดขึ้น มีโลภะเข้ามาแล้ว เราก็สร้างสติ หยุดสักนิดหนึ่ง พยายามถามตัวเองว่า จำเป็นไหม? คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญแล้วค่อยตัดสิน นี่ก็จะชะลอการเกิดกิเลสในฉับพลัน และเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ฉะนั้น เมื่อเกิดขึ้นง่ายๆ ทำบ่อยๆ ก็เกิดความฉับไว ปฏิกิริยาตอบสนองมันเกิดทันที
จากเดิมเราเป็นคนที่คล่องในกิเลส แต่เมื่อเรามีสติ ชะลอลงไป การกระทำมันมีความเนิบช้า สติเกิดมาก่อนหน้าแล้วมีกำลังมากกว่า ก็เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี เหลือเก้าอี้ตัวเดียวแต่มีผู้นั่ง ๒ คน ใครที่วิ่งเร็วกว่าก็จะได้นั่งเก้าอี้ ทุกวันนี้กิเลสวิ่งเร็วกว่า แต่ถ้าเรามาฝึกสติ เจริญปัญญา เข้าชิงเก้าอี้ กิเลสพวกนั้นก็จะเข้าไม่ได้เอง นี่คือพุทธวิธีแห่งความพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องยาก ที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เช่นนี้มาเรียนแล้วจะให้เขาเข้าใจเหมือนกันหมดก็เป็นไปไม่ได้
แต่ก็ยังดีกว่าที่เขาไปทำชั่ว เช่น ทุกข์แล้วก็ไปยิงนกตกปลา การเรียนจึงน่าส่งเสริม น่ายินดีกับผู้ที่เปิดให้เขาเรียน และก็ต้องรู้จักวางใจว่า ทำไมเราไม่พ้นทุกข์ เพราะว่าบุญเรายังคงไม่ถึง เหตุธรรมยังไม่มีมา เหตุปัจจัยยังไม่พร้อม เมื่อใดที่เรามีเหตุปัจจัยพร้อมแล้วก็รักษาเอาไว้ ถามว่า เด็ก ๔ ขวบ จับช้อนเป็นด้วยมือขวาเป็นหรือยังคะ? เป็นแล้ว เพราะถูกฝึกมาให้มีความคุ้นเคย ความสันทัดก็เกิดขึ้นได้ไม่ต้องรอถึง ๔ ปี
ฉะนั้น กุศลที่เราทำให้เกิดคุ้นเคย ก็จะให้เกิดความชำนาญ ทำให้มีสติคิดนึกได้ว่องไว ทำให้เราได้เริ่มต้นสะสมเป็นอุปนิสัย เราต้องรู้จักสร้างเหมือนเพิ่งเริ่มต้น ไม่ใช่รอถึง เพราะเราต้องไวกว่านี้ ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป
โดย น้องกิ๊ฟ [22 ก.ย. 2555 , 22:01:32 น.] ( IP = 61.90.110.177 : : )
สลักธรรม 9มารับความรู้ด้วยคน ขอบคุณหลายค่ะ
โดย * (herbs) [23 ก.ย. 2555 , 11:26:13 น.] ( IP = 101.108.140.169 : : )
สลักธรรม 10กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ
และขออนุโมทนากับคุณน้องกิ๊ฟและน้องนวลด้วยค่ะโดย abctoy (abctoy) -
[24 ก.ย. 2555 , 11:28:08 น.] ( IP = 110.77.140.179 : : 192.168.1.90 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |