มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศึกษาเพื่อสัมมาทิฏฐิ (๑)






ศึกษาเพื่อสัมมาทิฏฐิ (๑)
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕


การสวดมนต์ทำวัตรเช้าเป็นการเริ่มชีวิตด้วยการสำรวมกาย วาจา และใจ เพราะวันๆ หนึ่ง ชีวิตของเราไปกับกระแสกิเลส โอกาสที่เราจะสยบชีวิตยอมสิโรราบสิ่งใดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และตรงนี้มีพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่สร้างศรัทธา และเป็นที่พึ่งเสมือนสิ่งที่เราเคารพสูงสุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น การที่เราสยบสิโรราบ นั่งด้วยความเคารพ กล่าววาจาด้วยความเคารพ และน้อมใจไปในการกระทำนั้นถือว่าเป็นสิริมงคล ชีวิตอย่างนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เมื่อมีโอกาสแล้วควรจะทำ ขอให้ทุกคนประนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์ ฯลฯ

คำแผ่เมตตา ด้วยกุศลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้เพียรกระทำมา ขอจงกลับมาคุ้มครองรักษาสภาพใจของข้าพเจ้า ให้มั่นคงอยู่ในศรัทธาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายามใดที่ข้าพเจ้าได้รับฟังธรรม ขอให้ข้าพเจ้าเข้าใจ และแตกฉานในธรรมนั้น ขออย่าให้มีทิฏฐิที่วิบัติวิปริตวุ่นวายใจไปกับคำพูดอันจะทำให้เกิดความสงสัยในหลักธรรมที่ตรงต่อทางมรรคผลนิพพานเทอญ

ขออนุโมทนาทุกท่าน ต้องบอกว่าคำแผ่เมตตาที่กล่าวไปนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่อยากให้ท่านนำไปอธิษฐานบ่อยๆ ไม่ใช่อธิษฐานแค่ขอให้ได้ศึกษาเล่าเรียน แต่เมื่อได้ศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ขอให้แตกฉาน แล้วก็สร้างศรัทธาให้ไม่แคลนคลอน เพราะการเล่าเรียนนั้นเกิดประโยชน์ก็จริง แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่จะต้องอธิษฐาน โดยเฉพาะขออย่าให้เราเป็นผู้มีทิฎฐิวิบัติ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [30 ก.ย. 2555 , 16:10:12 น.] ( IP = 58.9.119.170 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




คำถาม : ทำไมคนเราถึงอยากเข้าถึงพระนิพพาน แล้วเราจะเข้าพระนิพพานไปทำไม?

อาจารย์บุษกร : ก่อนที่จะเริ่มสวดมนต์นั้นได้รับคำถามนี้จากลูกศิษย์ก็คิดว่าจะตอบอย่างไรให้รัดกุม ก็คิดว่าจะต้องสวดมนต์ก่อนและก็ควรตอบตามพระบาลี และบทสวดที่นำมาสวดเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นคำตอบของทุกคำถามได้เลยถ้าเราเข้าใจ คือ โอวาทปาฏิโมกข์ และภาระสุตะคาถา เพราะหลักในการดำเนินชีวิตนั้นได้ถูกวางไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์แล้ว และทำไมพระพุทธเจ้าทรงวางหลักนี้ขึ้นมา คำตอบก็คือ ภาระสุตะคาถา เพราะว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ และถ้าอยากจะพ้นทุกข์จากการมีขันธ์ ก็จะต้องเดินตามโอวาทปาฏิโมกข์ นั่นก็คือคำตอบที่สว่างในใจตนเอง

ทำไมคนเราถึงอยากเข้าถึงพระนิพพาน แล้วเราจะเข้าพระนิพพานไปทำไม? สองคำถามนี้มีคำตอบอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์ ทำไมต้องมีโอวาทปาฏิโมกข์? ก็เพราะมีภาระสุตะคาถา คำตอบที่ได้ที่ตนเองอย่างนี้จึงทำให้รู้สึกว่า เราต้องอธิษฐานในความเข้าใจตรงนี้คือ ขอให้สามารถรักษาสภาพใจของเราให้มีความเข้าใจนี้อย่าได้เสื่อมไป และก็เป็นศรัทธาแรงกล้าทำให้ก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ก็ขอให้ท่านลองนำคำอธิษฐานนี้ไปใช้ไม่ใช่อธิษฐานเพื่อเรียนแตกฉานเพียงอย่างเดียว

ถ้าไม่ได้รักษาศรัทธาว่า เราจะเรียนเพื่ออะไร? หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นไปเพื่ออะไรแล้ว มันก็ได้แค่ความรู้ แต่ความรู้นี้ก็ทำให้มีบ่อเกิดของความวิจิกิจฉามากมาย เพราะในขณะนี้เราไม่ได้นั่งอยู่หน้าพระพุทธเจ้า เราไม่ได้มีบารมีมากพอที่เราจะ อ๋อ! เข้าใจสิ่งที่เรียนได้ตลอด แล้วเราก็ไม่ได้ฟังพระอรหันต์สอน แต่เราฟังปุถุชนสอนกัน ฉะนั้น ความคิดของปุถุชนก็จะมีออกมาเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนได้ นี่ก็คือประมวลความรู้สึกอยากจะอธิษฐานว่า ขอให้เราก้าวไปในเส้นทางที่ดี ขอให้เรามั่นคงในศรัทธา

โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ย. 2555 , 16:10:55 น.] ( IP = 58.9.119.170 : : )


  สลักธรรม 2




ผู้ที่เป็นลูกศิษย์เก่าๆ ก็จะคงทราบว่า หลังจากที่อาจารย์ผ่าตัดกระดูกสันหลังใหม่ๆ นั้นนั่งไม่ได้ แพทย์ไม่ให้นั่งกับพื้น และช่วงนั้นก็ใกล้วันวิสาขบูชาที่จะต้องไปเวียนเทียนกัน ก็ได้ไปอธิษฐานที่หน้าพระศรีทศพลญาณ พุทธมณฑล

และอธิษฐานที่หน้าพระบรมสารีริกธาตุว่า สภาพร่างกายของตนเองจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขออย่างเดียวคือขอให้กราบพระได้ จะพูดไม่ได้ก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้กราบพระได้ เพื่อจะได้กราบระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า จึงขอให้ทำสิ่งนี้ให้ได้ และก็ทำได้มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ที่พยายามเรียกท่านทั้งหลายให้ลงมานั่งกับพื้นเพื่อกราบพระ ก็เพราะว่าแค่ช่วงเวลาไม่ถึง ๑๕ นาที หรืออย่างมากที่สุดก็เพียงครึ่งชั่วโมง ทำไมเราไม่ยอมตาย ทำไมจะต้องเอาร่างกายที่มันเสื่อมลงไปในความแก่ มาเป็นอุปสรรคให้เราไม่กราบพระผู้มีพระภาคเจ้า นี่คือความรู้สึกที่คิดว่า ทำไมพี่ๆ น้องๆ ไม่เป็นเหมือนกับที่เรารู้สึก

จึงอยากจะชวนทุกท่านว่า มันไม่ตายหรอกนะที่จะอดทนนั่งลงกับพื้น แต่ถ้าจะตายก็ตายไปเถอะ เพราะ เมื่อเทียบความอดทนกันแล้ว พระพุทธเจ้าก่อนที่จะบรรลุโพธิญาณนั้นทรงอธิษฐานว่า หากเลือดเนื้อ เอ็น กระดูกจะต้องเหือดแห้งไป ถ้าไม่บรรลุโพธิญาณก็จะไม่ลุกจากที่นี้

พระองค์ท่านยอมตายกี่ชาติมาแล้วเพื่อเผยแพร่พระศาสนาธรรม พวกเราผู้ที่ได้รับพระคุณจากท่านนี้เจ็บปวดเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง เทียบกับพระพุทธองค์ที่ทรงมอบชีวิตเพื่อการบรรลุธรรมนั้นแตกต่างกันมาก ก็จะได้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านทำมาขนาดไหนท่านจึงละบ่วงมารทั้งหลายออกมาได้ แต่เราไม่ได้ละกันเลยและยังถนอมขันธมารของเราด้วยซ้ำ

โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ย. 2555 , 16:11:18 น.] ( IP = 58.9.119.170 : : )


  สลักธรรม 3





หนังสือมิลินทปัญหานั้นอ่านแล้วซึ้ง บางตอนถ้าอ่านแล้วทำความเข้าใจว่า กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้านั้นต้องเพียรพยายามอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษากว่าการเปรียบเทียบวันเวลาของมนุษย์กับสวรรค์ว่ามีกี่วัน เพราะไม่ว่ามนุษย์ พรหม อินทร์ เทวดา ก็จะต้องอยู่ในบ่วงมารทั้งสิ้น แต่พระพุทธเจ้าทรงชนะบ่วงนี้ได้ ลองมาดูว่า พระพุทธเจ้าก้าวออกไปจากเครื่องพันธนาการ ๑๐ อย่าง คืออะไรบ้าง

การเป็นพระโพธิสัตว์ ต้องเพียรพยายามทุกชาติๆ เพื่อก้าวออกจากเครื่องพันธนาการ ๑๐ อย่าง คือ

๑. มารดา จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๒.บิดา จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๓.ภรรยา จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๔.บุตร จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๕.ญาติ จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๖.มิตรสหาย จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๗.ทรัพย์ จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๘.ลาภสักการะ จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๙.อิศริยะยศ จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก
๑๐.กามคุณทั้ง ๕ จัดว่าเป็นเครื่องพันธนาการในโลก

พระนาคเสนกล่าวกับพระยามิลินท์ว่า ขอถวายพระพรเครื่องพันธนาการในโลกมี ๑๐ อย่างนี้ เป็นเหตุให้สัตว์ผูกมัดแล้วก้าวออกไปไม่ได้ แม้นก้าวออกไปแล้ว ก็ต้องหวนกลับมา ขอถวายพระพรพระโพธิสัตว์ ทำลายเครื่องพันธนาการ ๑๐ อย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เสพกลับหวนเข้ามาอีก

โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ย. 2555 , 16:11:39 น.] ( IP = 58.9.119.170 : : )


  สลักธรรม 4





ถามว่า เครื่องพันธนาการ ๑๐ เหล่านั้นเรามีหรือไม่? มี แต่พระโพธิสัตว์ท่านพยายามที่จะละเครื่องพันธนาการเหล่านี้ ฉะนั้น ใจของท่านจะต้องเด็ดขนาดไหน เช่น พระมารดาเป็นเครื่องพันธนาการในโลก แม่ก็คือแม่ ยั งไงก็คือแม่ แม้เราก้าวออกไปแล้วชาตินี้ เราก็ต้องก้าวเข้าไปสู่ความเป็นแม่ เพราะเราจะต้องดูแล ยังไงก็คือความผูกพันทางใจ แต่สำหรับพระโพธิสัตว์แล้วด้วยพระบารมีสร้างสมเข้าไว้ ท่านไม่ได้หนีจากความมีแม่ แต่ท่านสร้างจนท่านพร้อมมูลด้วยแก้ว ๗ ประการ มีแม่ผู้ประเสริฐ มีภรรยาผู้ประเสริฐ ขอยกมา ๒ อย่างนี้

“แม่ผู้ประเสริฐ” คือเจตนาในคำอธิษฐานกับความเห็นถูก เมื่อจะต้องมีแม่เป็นเครื่องพันธนาการแล้ว การที่จะเป็นพระโพธิสัตว์จะต้องพ้นจากเครื่องพันธนาการเหล่านี้ ฉะนั้น ท่านจึงบำเพ็ญทศบารมีธรรม มีทานเป็นต้น มีปัญญาเป็นที่สุด และสิ่งต่างๆ ที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ ทำให้ท่านสามารถก้าวเข้าไปอยู่ในตระกูลที่สูง ผลของทานทำให้เกิดในตระกูลที่สูง เมื่อมีตระกูลที่สูงแล้ว นั่นก็คือพ่อแม่ต้องมีทรัพย์ จึงตัดกังวลไปแล้ว ไม่ต้องต้องเรียนหรือทำงานเช่น หาบน้ำเพื่อที่จะเลี้ยงแม่ ก็หมดไปแล้วกับการที่จะต้องห่วงว่า พ่อแม่ไม่มีจะกิน

และความที่ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนโยนด้วยเมตตาและกรุณา ท่านจึงเป็นที่รักของบิดามารดา ต้องการอะไร ทำอะไร ไม่ถูกขัดขวาง และท่านมีสันโดษ แม้บ้านจะร่ำรวยมีฐานะแต่มีความพอเพียงในใจ ท่านสร้างบารมีมาด้วยดีทำให้มีเนกขัมมะบารมี

เมื่อศึกษาเรื่องบารมีแล้วจะได้รู้ว่าพระโพธิสัตว์ท่านทำอะไรมาบ้าง แล้วเรากำลังดำเนินชีวิตตามใครล่ะ เราอย่าตามแค่ตัวหนังสือ มาตามความเข้าใจดีกว่า ตัวหนังสือนี้บางครั้งก็ไม่ค่อยให้ความกระจ่างกับเรา เราต้องทำความเข้าใจว่า บารมีนี่เป็นเหตุให้ออกจากบ่วงมาร และการที่มีการอธิษฐานเป็นแม่พระพุทธเจ้า ผู้อธิษฐานก็จะมีจิตที่คล้ายกัน จิตคล้อยไปในทางเดียวกัน ไม่รั้งกัน เป็นกำลังดันและเป็นกำลังดึงกัน ก็จะพ้นบ่วงได้

ก็ขอย้อนกลับมาตรง ภารา หะเว ปัญจัก ขันธา ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก ภาระ หาโร จะ ปุคคะโล บุคคลเป็นผู้แบกของหนักพาไป นี่คือการอ่านแล้วแปล แค่ทำให้เกิดความเข้าใจ แต่จิตของเราเป็นตัวรู้อารมณ์ ห้ามไม่ให้เห็นไม่ได้เมื่อมีสิ่งมาให้เห็น ห้ามไม่ให้สิ่งไม่ดีมาเกิดไม่ได้ เพราะมันมีวิบาก เราต้องเห็น ได้ยินได้กลิ่น ได้รู้รส สัมผัสถูกต้อง ทุกเช้าลืมตาจนหลับตา ทั้งดีทั้งไม่ดี

โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ย. 2555 , 16:11:58 น.] ( IP = 58.9.119.170 : : )


  สลักธรรม 5







รูปร่างกายเราจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ มันมีความทุกข์อยู่ ตลอดเวลา คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องบริหารมาก พระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า ต้องเดิน ต้องยืน ต้องนั่ง ต้องนอน ต้องเหยียด ต้องคู้ ต้องก้ม ต้องเงย ต้องมีอิริยาบถย่อยเข้ามาแก้ไขทุกข์อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่แรกเกิดไปจนกระทั่งตาย นี่แหละ บุคคลต้องแบกภาระนี้ไปตลอดชาติ

ภาราทานัง ทุกขัง โลเก การถือของหนักเป็นทุกข์ในโลก การถือของหนักนั้นคือการอุปทานขันธ์ ๕ นึกว่าเป็นของเรา ภาระนิกเขปะนัง สุขัง การสลัดของหนักลงเสียได้เป็นสุข ตรงนี้ท่านหมายถึง การสลัดจากอุปทานเท่านั้นเองจึงจะเป็นสุข นิกขิปิตวา คะรุง ภารัง พระอริยเจ้าทั้งหลาย สลัดของหนักลงแล้ว ทำลายความอุปาทานไปแล้ว

อัญญัง ภารัง อานาทิยะ และไม่หยิบฉวยเอาของหนักอื่นๆ ขึ้นมาอีก เพราะอะไร สะมูลัง ตัณหัง อัพพุฬหะ ก็เพราะเป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นกระทั่งราก ไม่มีการเจริญเติบโตอีกแล้ว นิจฉาโต ปะรินิพพุโตฯ เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิท ไม่มีส่วนเหลือ คือเป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ก็คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากในภพทั้ง ๓ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เพราะตัณหาถูกถอนเอาไปแล้ว

ภารสุตตคาถา ภาราหะเวนี้ เป็นโฉนดที่ทำให้รู้แผนที่ชีวิต และโอวาทปาติโมกข์ก็เป็นคำตอบว่า ทำอย่างไรภาระนี้จะหมดลงได้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [30 ก.ย. 2555 , 16:12:21 น.] ( IP = 58.9.119.170 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org