มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศึกษาเพื่อสัมมาทิฏฐิ (๒)







ศึกษาเพื่อสัมมาทิฏฐิ (๒)
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕


คำถาม นิพพานเป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วเราจะเข้านิพพานไปทำไม?

คำตอบ ขอแก้ไขคำถามเพราะตรงนี้ผิด นิพพานเป็นนิจจัง เป็นสุขขัง แต่เป็นอนัตตา นิพพานไม่ใช่อนิจจัง ซึ่งต่างกับชีวิตของสัตว์โลกที่เวียนว่ายตายเกิดที่ตกอยู่ภายใต้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือตกอยู่ภายใต้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ คือสภาพไตรลักษณ์ แต่พระนิพพานไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ลักษณะ ๓ ทั้งหมด แต่มีเพียงลักษณะเดียวเป็น “เอกลักษณ์” คือ อนัตตาธรรม หมายความว่า เราไม่สามารถบังคับบัญชาอารมณ์ของเราให้ถึงพระนิพพานคือดับกิเลสได้ แต่การดับกิเลสต้องใช้มรรคจิตประหารกิเลส

ปรมัตถธรรม ๔ ประการ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ปรมัตถธรรมคือ ธรรมที่เป็นจริง เราเรียนเรื่องตัวเอง ๓ คือ จิต เจตสิก รูป เขาเรียกว่า ธรรมในโลก ส่วนพระนิพพาน เป็นธรรมนอกโลก

ท่านแสดงว่า โลกะ แปลว่า ฉิบหายหรือย่อยยับ ธรรมในโลกก็คือ ธรรมที่ฉิบหายย่อยยับ

ทำไมล่ะ? เพราะว่า ธรรมในโลกตัวนี้ตกอยู่ภายใต้ลักษณะไตรลักษณ์ คืออนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ

จิตมีสภาพเกิดดับ เจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดขึ้นพร้อมกับจิต มีที่ตั้งที่เดียวกับจิต และดับไปพร้อมกับจิต ฉะนั้น จิตเกิดดับ เจตสิกก็เกิดดับ รูปก็มีลักษณะ ๔ (อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา) มีสภาพเกิดดับนั่นเอง ฉะนั้น จิต เจตสิก รูป เป็นธรรมในโลกที่มีแต่ความเสื่อมหรือฉิบหายก็คือความแตกดับ

เมื่อจิต เจตสิก รูปนี้ เป็นอนิจจลักษณะ เช่นเดียวกัน จิต เจตสิก รูป นี้ก็เป็นทุกขลักษณะ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น จิตเห็น กับจิตรู้ เป็นตัวเดียวกันไหม? ไม่ใช่ รู้ว่าเป็นพัดลม อะไรรู้ จิตรู้...สัญญารู้ คือ รู้ว่าเป็นอะไร ซึ่งเป็นคนละสภาพจิตแล้วกับการเห็น(จักขุวิญญาณ) เมื่อมีสัญญาเข้ามาทำงานให้รู้ก็เป็นจิตคนละอย่างแล้ว นี่แสดงถึงการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือจะให้เห็นอยู่เฉยๆไม่ได้ มันต้องรู้อารมณ์ และรับอารมณ์ ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร? มาดูตรงวิถีจิต

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ต.ค. 2555 , 12:53:49 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ปัญจทวารวิถี อติมหันตารมณ์


O     ๑. อดีตภวังค์     ภวังค์จากอดีต

O     ๒. ภวังคจลนะ     ภวังค์ไหว

O     ๓. ภวังคุปัจเฉทะ     ตัดกระแสภวังค์

O     ๔. ปัญจทวาราวัชนะ    การพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบ

O     ๕. ปัญจวิญญาณ    (จักขุ โสต ฆานะ ชิวหา กายวิญญาณ)

O     ๖. สัมปฏิจฉนะ    การรับอารมณ์

O     ๗. สันตีรณะ    การพิจารณาอารมณ์

O     ๘. โวฏฐัพพนะ    การตัดสินอารมณ์

O     ๙. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๐. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๑. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๒. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๓. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๔. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๕. ชวนะ    เสพอารมณ์

O     ๑๖. ตทาลัมพนะ    ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ

O     ๑๗. ตทาลัมพนะ    ยึดหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนะ

O     - ภวังค์

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2555 , 12:54:17 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : )


  สลักธรรม 2







รูปารมณ์ คือ คลื่นแสงหรือรูปต่างๆ ที่กระทบเข้ามาตั้งแต่ก่อนจะขึ้นวิถี จนกระทั่งตัดกระแสภวังค์ที่เราเห็นหมายเลข ๑ – ๓ มันดับไป ๓ ขณะใหญ่หรือ ๙ ขณะย่อย รูปารมณ์ที่เข้ามานี้มันเข้ามาที่ปัญจทวาร (หมายเลข ๔) ที่เราบอกว่าเราเห็นพัดลม เราเห็นตรงนี้ชัดเลย ตรงหมายเลข ๕ จักขุวิญญาณ “เห็น” ฉะนั้น รูปารมณ์ที่มากระทบตั้งแต่อุปาทะขณะของจิตในอดีตภวังค์ แล้วมันดับไป แล้วก็มี อุปาทะ ฐีติ ภังคะ ของจิตอีกรวมทั้งหมด ๕ ดวง รวมเป็น ๑๕ ขณะย่อย

จะรู้ว่าเห็น (พัดลม) เห็นแล้วก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าเป็นอะไร จิตก็ทำงานส่งต่อไปยังสัมปฏิชนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ แล้วก็ชวนะ ซึ่งตรงนี้แค่เห็นรูปที่มันชัดขึ้นมา (จากนั้นก็จะมีวิถีจิตทางมโนทวารมาประมวลรวมรูปเหล่านี้อีกครั้งในการทำงานของ ๔ วิถีใหญ่มาทำงานอีกหลายร้อยหลายพันรอบ คืออตีตัคคหณวิถี ที่รับคลื่นแสงหรือรูปารมณ์จากวิถีทางปัญจทวาร(ทางตา) สมูหัคคหณวิถี รับรูปารมณ์เหล่านั้นมารวมๆกัน เพื่อให้ได้ความ อัตถัคคหณวิถี รู้เนื้อความของรูปารมณ์นั้นว่าเป็นอะไร นามัคคหณวิถี รู้ชื่อของอารมณ์นั้น ๆ หรือรูปนั้นๆ ว่าเป็นพัดลม )

ถ้าดูจากวิถีทางปัญจทวารก็จะเห็นว่าเกิดดับไปแล้ว ๒๔ ขณะย่อยในหนึ่งวิถี กว่าจะตัดสินได้ว่าสิ่งที่เป็นหรือรูปารมณ์นั้นเป็นพัดลม นี่ไง! เราเรียนตรงนี้แล้ว เราก็จะยอมรับว่า อนิจจลักษณะเป็นอย่างไร ทุกขลักษณะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พูดได้อย่างเดียว แต่เราเข้าใจด้วย ซึ่งถ้าเข้าใจแล้วก็จะไม่พูดถึงทุกข์หรือการเกิดดับง่ายๆ แบบไม่ยั้งคิด เพราะถ้าพูดเรื่องการเกิดดับด้วยความเข้าใจแล้ว ก็ต้องยกเรื่องวิถีจิตขึ้นมาอธิบายก็เข้าใจได้ง่าย

สรุปว่ากว่าเราจะบอกว่า “พัดลม” ได้ จิตต้องมีการเกิดดับ ตรงนี้ยอมรับแล้วใช่ไหมว่า จิตเกิดดับ? ยอมรับเพราะเถียงไม่ได้ ลักษณะของจิต ก็คือ อนิจลักษณะ ทุกขลักษณะ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เมื่ออารมณ์มากระทบแล้วต้องไหวสะเทือน ตัดกระแสภวังค์ขึ้นวิถี จักขุวิญญาณรับอารมณ์ พิจารณาอารมณ์ ไต่สวนอารมณ์ ตัดสินอารมณ์ แล้วจึงเสพอารมณ์ เป็นไปตามวิถี

และวิถีจิตนี้ก็ไหลเรื่อยไปเป็นลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เป็น ทุกขลักษณะ ฉะนั้น อย่าคิดว่าทุกข์นี้คือเวทนา แต่นี่คือ ทุกขลักษณะ แยกให้เป็นว่าเรากำลังพูดถึงทุกขลักษณะ

ทุกขลักษณะนี้ พูดโดยวิถีแล้วจะเห็นชัด อนิจจลักษณะพูดโดยวิถีก็เห็นชัดถึงความไม่เที่ยง และเช่นเดียวกันพูดโดยวิถีก็คืออนัตตลักษณะ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2555 , 12:54:36 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : )


  สลักธรรม 3





จิต เจตสิก รูป ตกอยู่ภายใต้อนัตตลักษณะ คือบังคับบัญชาไม่ได้ มีอะไรที่เราบังคับให้มันหยุดได้บ้าง บังคับให้ว่า รูปารมณ์ หรือวิบากต่างๆที่เกิดขึ้นมาให้มันหยุดลงไป เราทำไม่ได้ มันจะเป็นสภาพนี้ตลอดไปในวิถีจิตของแต่ละคน เป็นสภาพที่บังคับไม่ได้

คำว่าบังคับบัญชาไม่ได้นี้ ต้องเข้าใจว่าบังคับอะไร คือบังคับจิตไม่ให้ขึ้นสู่วิถีได้ไหม? ไม่ได้ บังคับจิต ให้หยุดแค่สันตีรณได้ไหม? ไม่ได้ การบังคับไม่ได้นี้คือ อนัตตลักษณะ คนละแบบกับทุกข์ในอิริยาบถ ฉะนั้น ในการเรียนก็ต้องแตกฉาน และครูผู้ให้ต้องเข้าใจว่ากำลังพูดถึงลักษณะอย่างไหน ถ้าเป็นทุกข์ในอิริยาบถก็ต้องสอนอีกแบบหนึ่ง และผู้เรียนก็ต้องพยายามแยกให้รู้ด้วยว่า ขณะนี้กำลังทำความเข้าใจเรื่องอะไร

นี่คือคำอธิบายจิต เจตสิก รูป ว่าตกอยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ คือ อนิจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ ที่นี้ “นิพพาน” เป็นธรรมนอกโลก (ผู้ที่กำลังจดอยู่ก็เขียนคำแปลกำกับไว้ด้วยนะ เผื่อลูกหลานเหลนโหลนมาอ่านเขาจะได้เข้าใจว่า ธรรมนอกโลกคืออะไร จะได้ไม่กลายเป็นเรื่องต่างดาวอวกาศ) ธรรมนอกโลกคือ ธรรมที่พ้นจากความฉิบหายหรือความพินาศ

เมื่อพ้นจากความฉิบหาย ความพินาศนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิพพานัง ปรมัง สุขขัง เป็นสุขอย่างยิ่ง ถามว่า ของที่เราหามาทำได้มาจนเราเป็นเจ้าของ จะมีความสุขไหม? ไม่สุขมันมีความทุกข์เพราะต้องดูแลรักษา แต่นิพพานนั้นเมื่อเราเป็นผู้หามา ได้มาแล้วมันความเที่ยง ได้มาแล้วมันไม่ไปไหน ได้แล้วได้เลย คือ โสดาปัตติมรรค ได้นิพพานครั้งแรก สภาพนั้นได้แล้วได้เลย ได้มรรคจิตครั้งแรก ก็ประหารกิเลสออกไป ๒ (ทิฏฐิ และวิจิกิจฉา) ทำลายสังโยชน์ออกไป ๓ (ทิฏฐิสังโยชน์ ความเห็นผิดในเรื่องตน วิจิกิจฉาสังโยชน์ ความลังเลสงสัย สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ความประมาทในศีล ) ทำลายอกุศลจิตไป ๕ ( โลภสัมปยุตตจิต ๔ และวิจิกิจฉา ๑)

การปฏิบัติของพระโสดานั้นได้แล้วได้เลย เมื่อมรรคจิตหรือว่านิพพานนั้นเกิดขึ้นครั้งแรก ประหารกิเลสสังโยชน์พวกนี้ออกไปก็ประหารได้เด็ดขาดไม่เกิดขึ้นมาอีกเลย ไม่ว่าผู้นั้นจะเกิดอีกกี่ชาติก็ตาม ( อย่างมากที่สุด ๗ ชาติ) เมื่เกิดขึ้นมาก็ไม่มีแล้ว โสมนสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง อุเปกขาสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกกัง สสังขาริกกัง และวิจิกิจฉา ๑ จะไม่เกิดอีกเลย

กิเลสและสังโยชน์เหล่านี้ทำให้ชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิด ต้องมีความหนัก ภาราหะเว ปัญจักขันธา และ ภาระหาโร จะปุคคโล จะถูกตัดออกไปได้ด้วยการตัดความเห็นผิดออกไปคือตัดอุปาทานซึ่งท่านกล่าวรวมว่าคือ อุปาทานขันธ์ ก็จะไม่เกิดอีกเลย พระโสดาท่านได้ถือครองไปเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ได้ครองไปว่า ฉันเป็นพระโสดาบันผู้หมดอกุศลจิตไป ๕ หมดสังโยชน์ไป ๓ สภาพการได้อย่างนี้ก็จัดได้เลยว่าเที่ยง

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2555 , 12:54:54 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : )


  สลักธรรม 4





นิพพานเป็นสภาพที่เป็นนิจจัง เพราะสิ่งที่ถูกประหารไปไม่เกิดอีกแล้ว ไม่ว่าชาติไหนก็ละสังโยชน์ได้แล้ว สิ่งที่ได้มาแล้วไม่หายไปกับความอุปาทานในชีวิตที่มันทำให้เราต้องทุกข์ว่า นี่ของฉัน นี่ของเรา นี่ตัวเรา นี่ของของเรา เมื่อไม่มีความเห็นผิดเหล่านี้ ก็จะทำให้ชีวิตเหมือนเอาภาระหนักๆ ออกไป ตัวหนักๆ ก็คือ สักกายทิฏฐิ เมื่อโยนของหนักออกไป ตัวก็เบา แล้วสภาพนั้นก็เป็นสุข

ที่เราทุกข์เพราะอะไร? เพราะเรามีกิเลสคือตัณหา ที่เราสุขเพราะว่าเราหมดกิเลส ฉะนั้น จึงเป็นสภาพ นิพพานัง ปรมัง สุขขัง แทนที่จะเป็นทุกขัง แต่นิพพานเป็นอนัตตา คือ เกินความสามารถและไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร นิพพานไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครบังคับบัญชา แต่เกิดขึ้นจากเหตุคือเป็นสภาพธรรมของมรรคจิต หรือมรรควิถีที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีใครบังคับ ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เมื่อเหตุปัจจัยพรั่งพร้อม ผลพรั่งพรู คือ มรรคจิต ตั้งแต่โสดาบันไปจนถึงอรหัตตมรรค อรหัตตผล ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใดเลย แต่ต้องทำเหตุทั้งสิ้นเลย ธรรมทั้งหลายจึงไหลมาด้วยเหตุ

เมื่อกล่าวโดยเหตุแล้ว นิพพานเป็นสภาพที่บังคับบัญชาให้เกิดขึ้นกับใครไม่ได้ แต่เมื่อมีเหตุย่อมมีผล ฉะนั้น พระนิพพานจึงเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา เหนือการบังคับบัญชาของใครเพราะธรรมเหล่านี้ เป็นไปโดยเหตุ เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ก็กลับมาตอบโจทย์ว่า ทำไมคนอยากเข้าถึงพระนิพพาน? ซึ่งจะไม่ตอบเอง แต่จะนำพระปาฎิโมกมข์มาตอบว่า

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสุลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา นะหิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี สะมะโน โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนังฯ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2555 , 12:55:08 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : )


  สลักธรรม 5





ท่อนตรงที่กล่าวว่า นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าพระนิพพาน หรือประเสริฐไปกว่าพระนิพพานแล้ว ที่เป็นธรรมอันยิ่ง เพราะนิพพานมีอำนาจที่สุด และมีกรรมใหญ่ที่สุด ในโลกนี้คนเราอาจจะเก่งเกินกัน แต่ไม่เก่งเกินกรรม ทุกอย่างเป็นไปด้วยกรรม แต่เมื่อสร้างเหตุโดยเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ เมื่อพระนิพพานเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยพรั่งพร้อม และอุดมอำนาจที่ประเสริฐที่สุดที่จะประหารสิ่งที่ร้อยติดกันเป็นลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์

ไม่มีคมใดอาวุธใดในโลกจะคมกล้ายิ่งไปกว่า พระนิพพาน เพราะประหารทีเดียวได้เด็ดขาด ประหารสิ่งที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ให้หมดไปด้วยการเกิดขึ้นเพียงคราวเดียว ครั้งแรกก็ประหารไป ๕ เลย และไม่เกิดอีกเลย ฉะนั้น พระนิพพานเป็นอาวุธที่ประเสริฐที่สุด นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง คือมีอำนาจยิ่ง ถ้าเรายังไม่ได้พระนิพพาน กรรมนี่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเราตกอยู่ภายใต้อำนาจกรรม แต่เมื่อได้พระนิพพานแล้ว พระนิพพพานก็มีอำนาจและประเสริฐยิ่ง เพราะตัดทีเดียวขาดไปเลย

เมื่อเราเข้าใจแล้วก็กลับมาพิจารณาว่า ชีวิตเรามีกิเลสไหม ? แค่ตรงที่มาเรียนกันนี้ก็ยังมีกิเลส คือเราพยายามเรียนๆๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อกุศลจิตหมดไป วันหนึ่งเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเราพยายามลองปฏิบัติเพื่อสกัดกั้นอกุศลจิต เช่น ไม่ให้เกิดโลภะ กินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้กินเพื่อแก้อยาก นั่งเพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้นั่งเพื่อแก้อยาก มันก็อุตส่าห์มีความอยากเกิดขึ้นมาจนได้ เช่นเกิดความยินดีในรสชาติขึ้นมาได้ นี่แหละกิเลสมันแทรกเข้าไปได้ทุกรูขุมขน ฉะนั้น พระนิพพานจึงเป็นธรรมที่พิเศษ และประหารได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อตัดแล้วตัดเลยทั้งสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพตปรามาส

ฉะนั้น เราก็รู้แล้วว่า ทำไมเรายังเกิดอยู่? ก็เพราะว่าเราไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไม่เกิด ที่ยังเกิดอยู่เพราะมีกิเลส คนเรายังเกิดอยู่เพราะมีกิเลส และกิเลสวัฏฏ์ทำให้เกิดกรรมวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ทำให้เกิดวิบากวัฏฏ์ วิบากที่เรารู้ไม่เท่าทันเพราะไม่มีสติปัญญา ไม่รู้ว่ากรรมให้เราต้องได้รับผล ไม่รู้ว่าผลมาจากไหน ก็จะก่อกิเลสไปเรื่อยๆ นี่แหละคือวัฏฏะสงสารที่เราต้องเรียนแล้วจึงจะเข้าใจ ไม่ใช่ฟังตามกันมา เพราะฉะนั้น ผู้รู้ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง หรือ เป็นธรรมอันประเสริฐยิ่ง ผู้รู้ทั้งหลายก็คือพระโสดาบันขึ้นไป ไม่ใช่เราที่จะอุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นผู้รู้

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2555 , 12:55:24 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : )


  สลักธรรม 6





เมื่อถามว่าทำไมคนเราอยากถึงพระนิพพาน ก็จะขอเปลี่ยนคำถามว่า ทำไม”ผู้รู้ทั้งหลาย” อยากเข้าถึงพระนิพพาน? ตั้งคำถามอย่างนี้จะถูกต้องกว่าไหม? ไม่ใช่คนเราหรือใครๆ แต่ต้องเป็น” ผู้รู้ทั้งหลาย” ต้องการเข้าถึงพระนิพพาน

ที่พูดมานี้ตรงนี้คือหัวใจของการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ และไม่รู้จริงด้วยว่า “ทุกข์” ที่กำลังพูดถึงในพระปรมัตถธรรมเป็นการพูดถึงลักษณะ ๓ และแจกแจงออกมาอย่างนี้ไม่ได้ ก็ยังไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่า เวลาไปปฏิบัติแล้วสภาพธรรมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร จะเห็นแต่สภาพทุกขเวทนา แล้วจะไต่เต้าไปที่สภาวะทุกข์ สังขารทุกข์ ทุกขลักษณะ ทุกขสัจจะ ไม่ได้ เพราะตั้งแต่เริ่มต้นเรายังไม่รู้จักเลย ฉะนั้น ความรู้จักนี้สำคัญ ความเข้าใจจึงสำคัญที่สุด อนุโมทนากับคำถามวันนี้

ขอความตั้งใจและความเข้าใจวันนี้ จงเป็นแรงให้ท่านมีความตั้งมั่น และกลับไปอธิษฐานอย่าให้มีทิฏฐิวิบัติ อย่าให้มีความเห็นผิด เข้าใจแล้วขอให้เข้าใจตลอด สิ่งที่มากระทบทางทวารต่างๆ ไม่สามารถถ่ายถอนความเห็นถูกของใจเราที่เรารู้ในพระสัทธรรมได้ ขอความสุขความเจริญ ความมีสติ ความมีปัญญา ความกล้าหาญในธรรม ให้ท่านสามารถบ่มอินทรีย์หนีวัฏฏะภัยได้พ้นทุกข์ได้โดยไวชาติทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2555 , 12:55:39 น.] ( IP = 125.27.169.40 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org