มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ในทางธรรม..เมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่าตายแล้วหรือดับสูญแล้ว?




..สงสัยเกี่ยวกับการตายในทางธรรมเมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าตาย?
เช่นคนที่เกิดอุบัติเหตุสาหัสต้องอาศัยเครื่องช่วยชีวิตเท่านั้นจึงมีชีวิตอยู่ได้ มีลมหายใจ แต่เขาไม่มีความรู้สึกแล้ว ไม่สามารถรับรู้ เคลื่อนไหวใด ๆ ได้แล้ว หากถอดเครื่องช่วยหัวใจจะหยุดเต้น ไม่สามารถมีลมหายใจได้อีก จริง ๆ เขาถือได้ว่าตายแล้วหรือยัง จิตดับสิ้นแล้วหรือยัง จะรู้ได้อย่างไร
เราจะสามารถให้เค้ารับรู้ปล่อยวางจิตในช่วงที่มีเครื่องช่วยชีวิตได้อยู่อีกหรือไม่

โดย ปุจฉา [9 ส.ค. 2545 , 17:26:20 น.] ( IP = 203.170.173.108 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ความตาย (มรณะ) ซึ่งภาษาธรรมะเรียกว่า จุติ นั้น จำแนกเป็น ๓ ประเภท คือ

๑. ขณิกมรณะ ความตายที่เกิดขึ้นเป็นขณะๆ คือ การดับไปของรูปและนาม ที่มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ความตายประเภทนี้จะประจักษ์กับผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ได้วิปัสสนาญาณในขั้น
“อุทยัพยญาณ”ขึ้นไป

๒. สมมุติมรณะ ความตายที่เกิดขึ้นในภพชาติหนึ่งๆของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย เป็นการสิ้นสุดของรูปชีวิต และนามชีวิตในภพชาติหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังต้องมีการสืบต่อไปอีก คือเกิดใหม่ในภพชาติต่อไป ทั้งนี้เพราะผู้นั้นยังมีกิเลส ตัณหาอยู่

๓. สมุจเฉทมรณะ ได้แก่การปรินิพพานของพระอรหันต์ ผู้ปราศจากกิเลส เป็นเหตุให้ไม่มีการเกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป

โดย วยุรี [10 ส.ค. 2545 , 06:40:35 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )


  สลักธรรม 2


ในกรณีที่คุณถามนั้นเป็นความตายแบบที่เรียกว่าสมมุติมรณะ

สิ่งที่คุณสงสัยนั้น ขอไม่ตอบ แต่จะยกเรื่องความตายที่ท่านอาจารย์บุญมีเคยสอนไว้ คิดว่าหากได้อ่านแล้ว คุณอาจจะเข้าใจ และได้คำตอบด้วยตัวเอง

. .อารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาใกล้ตายนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกออกเป็น ๒ ภาค คือ
๑. มรณาสันนกาล
๒. มรณาสันนวิถี

ในช่วงเวลาที่ใกล้จะตาย ซึ่งเรียกว่า มรณาสันนกาลนั้น อาจเกิดขึ้นหลายๆ นาที หรือหลายๆวัน ดังนั้นคนไข้จะเกิดอารมณ์ต่างๆ อาจสับสนกลับไปกลับมาก็ได้
ถ้าผู้นั้นไม่มีครุกรรม คือกรรมอันหนักแล้ว อาสันนกรรม คือกรรมใกล้ตายอันนี้แหละที่จะมามีบทบาท เช่นถ้าผู้ดูแลคนไข้นั้นให้อารมณ์ เช่นบอกให้สวดมนต์ สวดมนต์ให้ฟัง หรือให้พูดคำว่าพุทโธ ให้ทำกรรมฐาน

…หากคนไข้นั้นมีพื้นฐานในทางธรรม ได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมมาก่อนแล้ว อารมณ์ที่จะเกิดในตอนนี้ย่อมเป็นกุศลได้ง่าย แต่ถ้าคนไข้นั้นมีความสันทัดกับเรื่องอกุศลแล้วจะนึกคิดแต่เรื่องอกุศล บางครั้งจะแสดงกิริยาอาการต่างๆที่น่ากลัว เพราะจะได้ยินเสียง หรือจิตได้สร้างภาพอันน่าหวาดเสียวที่ตนเองได้เคยทำไว้ในอดีตให้มาปรากฏชัด

ฉะนั้นอาจิณกรรม คือกรรมที่ได้กระทำไว้บ่อยๆ อาจจะมาปรากฏขึ้นเป็นอารมณ์ในมรณาสันนกาลนี้ได้โดยง่าย

ขณะเกิดมรณาสันนกาลนี้ ถ้าคนไข้ไม่กลับฟื้นขึ้นมาแล้ว นับว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญยิ่งของชีวิต เพราะเขาอาจจะไปมีความสุขอย่างสุดที่จะพรรณนา หรือได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสก็ได้

ดังนั้นเราผู้ยังไม่ถึงมรณาสันนกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่ไม่พึงประมาท จะต้องหมั่นกระทำอาจิณกรรมฝ่ายกุศลให้มาก ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเอาไว้ ถ้ายิ่งศึกษาธรรมะให้มากๆ ก็จะยิ่งดี
….ตอนปลายของมรณาสันนกาลนั้น กำลังของจิตและรูปเริ่มจะอ่อนลงมากที่สุดแล้ว

โดย วยุรี [10 ส.ค. 2545 , 06:44:01 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )


  สลักธรรม 3


การที่รูปของเรายืนหยัดอยู่เป็นรูปได้นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะกรรมชรูป
กรรมชรูปคือรูปที่เกิดจากอำนาจกรรมรักษาไว้
แม้หทยวัตถุ ซึ่งเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตนั้นก็ประกอบขึ้นมาได้เพราะอำนาจกรรม ..(จึงมีคำกล่าวว่า คนเราที่ตาย ก็เพราะหมดกรรม)

ฉะนั้นในขณะมรณาสันนกาลตอนท้ายนี้ กรรมชรูปก็เริ่มดับ ซึ่งปกติทั่วไปแล้วกรรมชรูปย่อมจะดับ และเกิดทดแทนกันอยู่ทุกขณะจิต (และต้องจำไว้ว่าจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ ๑๗ ขณะ รูปจึงจะได้ไป ๑ รูป เพราะรูปดับช้ากว่าจิตมาก)

แต่เมื่อสิ้นสุดมรณาสันนกาล เข้าสู่มรณาสันนวิถีแล้ว ในมรณาสันนวิถี ซึ่งเป็นวิถีตาย(เป็นวิถีสุดท้ายที่เกิดในภพชาตินี้) ก่อนจุติ ๑๗ ขณะ กรรมชรูปจะดับ และไม่มีการเกิดรูปทดแทนอีกเลย

ฉะนั้นเมื่อถึงขณะที่ ๑๗ นั้นจึงเป็นจุติจิต (จิตที่เกิดดวงสุดท้าย) นับเป็นการสิ้นสุดของการมีชีวิตในภพนี้ จิตที่จะเกิดต่อจากจุติจิต จึงเป็นปฏิสนธิ เป็นจิตที่เกิดขึ้นดวงแรกในภพชาติใหม่ (ซึ่งจะมีกรรมชรูปใหม่ที่เกิดขึ้นจากอำนาจกรรมของบุคคลนั้นๆ)

ในมรณาสันนวิถีนี้ คนไข้จะเต็มไปด้วยโมหะไม่มีสติเลย ความรู้สึกทั้งหลายก็สิ้นไปจากทวาร ๕ ต่อให้เอาเข็ม เอาไฟไปจึ้ก็ไม่รู้สึก กำลังจะตกมากที่สุด เพราะกรรมชรูปเริ่มดับตั้งแต่ภวังค์ดวงที่ ๑ และดับไปตามลำดับจนถึงจุติจิต ก็จะดับหมดสิ้น วิถีสุดท้ายนี้จึงมีกำลังอ่อนมาก เพราะที่ตั้งที่อาศัยของจิตหมดกำลัง จิตก็พลอยอ่อนกำลังลงไปด้วย ชวนะจึงมีเพียงแค่ ๕ ขณะเท่านั้นเอง

กำลังของกรรมที่ส่งให้ไปปฏิสนธินั้น สืบเนื่องมาแต่มรณาสันนกาล เช่นได้ยินเสียงสวดมนต์ จิตก็รับอารมณ์สวดมนต์ในมรณาสันนกาลเป็นตัวส่งให้ไปปฏิสนธิ เพราะยังมีกำลังมากกว่า ส่วนในมรณาสันนวิถีเป็นแต่รับกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตมาจากมรณาสันนกาล แล้วสืบต่อไปจนถึงจุติจิตเท่านั้น
ฉะนั้นในมรณาสันนวิถีจิตเกิด-ดับ ๑๗ ขณะ เมื่อถึงขณะที่ ๑๗ กรรมชรูปดับไม่เกิดอีก
จิตสุดท้ายจึงเรียกจุติ คือดับ หรือตาย
ความตายจึงได้เกิดขึ้น เพราะไม่สามารถจะตั้งอยู่ต่อไปได้อีก ทิ้งไว้แต่ซากศพ เอาไปได้แต่ชั่วดี คือบุญ และบาปเท่านั้น

แท้ที่จริงแล้วคนเราจะมีชีวิตอยู่ หรือจะตายก็ตาม จิตก็ย่อมเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เช่นนั้นตามธรรมชาติ ข้อที่แปลกสักหน่อยอยู่ที่จุติจิตที่เกิดขึ้น คือจิตดับลงแล้วก็พ้นจากชาติเก่า ร่างเก่าเท่านั้น ในทันทีนั้นก็ปฏิสนธิเลย ได้แก่การเกิดขึ้นติดต่อกันด้วยความรวดเร็วมาก โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลาง เหมือนกับจิตที่เกิด-ดับอยู่ตามธรรมดานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ คำว่าจิตล่องลอยไปเกิดก็ดี หรือจิตท่องเที่ยวไปตามอำนาจกรรมก็ดี จึงได้ชื่อว่าเป็นความเห็นผิด

ฉะนั้นการที่ผู้ตายไปสู่สุคติ หรือทุคตินั้นก็แล้วแต่กรรม แล้วแต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะใกล้จะตาย

ดังนั้นผู้ดูแลคนไข้ที่ฉลาดในเรื่องของชีวิต และมีความเมตตากรุณาจึงยอมเสียเวลาสละประโยชน์อันพึงจะได้อย่างอื่นๆ มาช่วยเหลือให้สติแก่คนไข้ด้วยความระมัดระวัง….


ทั้งหมดนี้ สอนโดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร เป็นเรื่องราวของชีวิต ที่มีอยู่ในพระอภิธรรมปิฏก

ถ้าคุณได้เรียนพระอภิธรรมแล้ว จะคลายความสงสัยทั้งหมดของคุณลงได้

เป็นยังไงบ้างคะ
อ่านแล้ว มีอะไรยังสงสัยอีกบ้าง
ถือว่าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะคะ

โดย วยุรี [10 ส.ค. 2545 , 06:54:09 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )


  สลักธรรม 4


ขอเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัวนะคะ

ดิฉันมีแม่นอนเป็นอัมพาตมา ๗ ปีแล้ว
เหมือนไม่รู้สึกตัวเลย
ลูกๆ ทุกคน จะพูดคุยกับแม่เป็นประจำ
พูดถงกุศลต่างๆ ที่ท่านเคยทำ
สวดมนต์ให้ฟัง
ให้ท่านได้ทำบุญ

เพราะเราไม่รู้เลยว่า ท่านได้ยินไหม
หากท่านได้ยิน เท่ากับว่าเราไปให้อารมณ์ที่ดีแก่ท่าน
เมื่อถึงมรณาสันนกาล มรณาสันนวิถี ท่านจะได้อารมณ์ที่ดี
เป็นหน้าที่ของเราค่ะ

แต่ต้องบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม
เพราะดิฉันเคยมีคนที่รู้จัก หมอบอกว่าถ้าเอาเครื่องออก ก็จะไป ลูกๆ กลังแม่จะทรมานมาก ยอมให้หมอเอาเครื่องช่วยฯ ออก ปรากฏว่าอีก ๒-๓ วันก็กลับบ้าน ไปนอนให้ลูกดูแลที่บ้านต่อได้อีกเกือบปี

เห็นไหมคะ ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม
แต่เป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องให้อารมณ์ที่ดีแก่เขา

โดย วยุรี [10 ส.ค. 2545 , 07:16:17 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )


  สลักธรรม 5

ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านเพราะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากกระทู้ที่ 1367 ของพี่เล็กค่ะ ขอกราบขอบพระคุณน้าแอ๊ะมากเลย ต้องถือว่าเป็นวิบากดีที่เกิดขึ้นในวันนี้จริงๆ โด่งได้อ่านกระทู้ที่พี่เล็กเขียนไว้ แล้วก็เลยกำลังคิดสงสัยเรื่องวิถีจิตก่อนตายพอดี

จากที่น้าแอ๊ะอธิบายไว้ ทำให้โด่งสรุปได้ว่าช่วงมรณาสันนกาลก่อนเข้ามรณาสันนวิถีที่มีจุติ ๑๗ ขณะ เป็นช่วงที่กรรมชรูปทั้งหมดดับลงและไม่มีการเกิดรูปใดๆขึ้นมาอีกจนกว่าจะถึงปฏิสนธิจิต การที่ไม่มีรูปเป็นฐานที่รองรับอาศัย ทำให้จิตอ่อนกำลังลงไปจนต้องไปยึดเอาอารมณ์เก่าในช่วงมรณาสันนกาลมาเสพต่อไปจนถึงจุติจิตใช่หรือเปล่าคะ (ถึงตรงนี้ไม่ค่อยเข้าใจค่ะว่า ชวนะ 5 ขณะนั้นเกิดขึ้นตรงไหนและอย่างไร)

ที่พี่เล็กเขียนอธิบายไว้ในกระทู้ก่อนก็คงหมายถึงเวลาที่มรณาสันนวิถีเกิดขึ้น ในขณะเดียวกับที่กรรมชรูปดับลงไปเรื่อยๆจนไม่มีรูปเป็นตัวส่งต่อความรู้สึกเจ็บปวดมาถึงจิตได้ ทำให้คนที่ใกล้ตายจึงรู้สึกว่าความเจ็บปวดน้อยลงนั่นเอง

ถ้าความเข้าใจของโด่งผิดพลาดไปอย่างไร ได้โปรดช่วยชี้แนะด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

โดย โด่ง [10 ส.ค. 2545 , 14:02:36 น.] ( IP = 130.54.130.227 : : )


  สลักธรรม 6

พอดีผ่านมาเจอพระธรรมจักรหมุน จึงได้copyไว้เรียบร้อยแล้ว จึงถือโอกาสอ่านกระทู้นี้ รู้สึกว่าน่าสนใจ จึงทำให้อดใจที่จะไม่ตอบไม่ได้ ยิ่งเห็นลงชื่อเป็นน้องโด่ง จากญี่ปุ่น ถึงอยู่ไกลก็เจอกันหน้าจอคอมพ์ ใกล้นิดเดียว ฮิ ฮิ

......การที่ไม่มีรูปเป็นฐานที่รองรับอาศัย ทำให้จิตอ่อนกำลังลงไปจนต้องไปยึดเอาอารมณ์เก่าในช่วงมรณาสันนกาลมาเสพต่อไปจนถึงจุติจิตใช่หรือเปล่านั้น
เป็นช่วงเวลาใกล้ตาย
ในระหว่างมรณาสันนกาลที่เป็นวิถีสุดท้ายดับลง
แล้วเข้าสู้มาณาสันนวิถีที่จะต้องตายแน่นอน
ในมรณาสันนวิถีนี้มีชวนเกิดได้ ๕ ขณะ เพราะเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน มีการรับอารมณ์ที่ส่งมาจากมรณาสันนกาลด้วยอำนาจของกุศล อกุศลเจตนากรรมที่ได้กระทำไว้ จะต้องนำไปปฏิสนธิในภพภูมิที่(ที่ชอบๆ)ที่ได้กระทำมา ไม่มีใครสามารถจะมาลบล้างวิถีจิตนี้ได้ ดังคำหลวงพ่อเสือสอนว่า ไม่มีใครเก่งเกินกรรม

โดย พี่ดา+เณรสิงห์ [11 ส.ค. 2545 , 00:13:31 น.] ( IP = 203.170.131.130 : : )


  สลักธรรม 7

การเจ็บปวดที่ว่าน้อยนั้นมีแง่คิด ๒ กรณี
๑. ผู้ที่ใกล้ตายมีความสุข ได้รับอารมณ์ที่ดีที่จะไปในสุคติภูมิ การเจ็บปวดนั้นก็จะลดน้อยถอยลง เพราะมีอารมณ์ที่มาปรากฏนั้นเป็นนิมิตเครื่องหมาย อย่างเช่นเห็นราชรถ เทพบุตร นางฟ้า เป็นต้น



๒. ผู้ที่ใกล้ตายนั้นได้รับความทุกขเวทนาหรือ
โทมนัสสเวทนา หรืออย่างใดอย่างหนึ่งมาก ย่อมทำให้มีอาการทุรนทุราย เช่นคนเป็นมะเร็งต่างๆ จะได้รับทุกขเวทนามาก
แม้ว่ากรรมชรูปจะเริ่มดับลงแล้วก็จริง
แต่เวทนาที่เสวยนั้นเป็นทุกขเวทนาหรือ
โทมนัสสเวทนานั้น มีกำลังอำนาจแรงมาก
ชวนที่รับอารมณ์นั้นเป็นการรับส่งไปในภพภูมิเท่านั้น

แต่อำนาจของอกุศลในมรณาสันนกาลนั้น เป็นเรด้าส่งไปให้มรณาสันนวิถี

โดย พี่ดา+เณรสิงห์ [11 ส.ค. 2545 , 00:24:09 น.] ( IP = 203.170.131.130 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนากับทุกท่านค่ะ พี่แอ๊ะตอบคำถามได้ละเอียดและชัดเจนมากค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย เล็ก [11 ส.ค. 2545 , 07:14:06 น.] ( IP = 203.107.142.184 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนากับคำตอบของทุกท่านค่ะ
อ่านแล้วได้ทบทวนความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ

ได้อ่านความเห็นเพิ่มเติมของพี่แอ๊ะแล้ว ประทับใจในความกตัญญูของลูกที่มีต่อแม่... พยายามให้สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่แม่ ถึงแม้แม่จะไม่มีความรู้สึกตัว..
อนุโมทนากับพี่แอ๊ะค่ะ

ขอเล่าประสบการณ์ ซึ่งคล้ายๆกับพี่แอ๊ะ เพราะอ่านแล้วทำให้นึกถึงแม่..ค่ะ

ตัวเองก็มีแม่ที่นอนเป็นอัมพาตรวมระยะเวลาทั้งหมด 22 ปี แรกๆก็ยังพยุงลุกเดินเหินได้บ้าง ระยะหลังประมาณ 10 ปี ที่นอนเหมือนไม่รู้สึกตัว สงสารท่านมาก ได้แต่พยายามช่วยสุดความสามารถ แต่...ไม่มีใครเก่งเกินกรรมเลยจริงๆค่ะ

ในโอกาสวันแม่นี้ ขอมอบความรักและความห่วงใยแด่คุณแม่ของพี่แอ๊ะด้วยค่ะ

โดย ธัญธร [12 ส.ค. 2545 , 21:39:24 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณพี่ดากับเณรสิงห์มากเลยค่ะ ได้ความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้นมาอีก การทำอกุศลนี้ให้ผลน่ากลัวจริงๆนะคะ เมื่อวานนอนฟุ้งๆไป ยังคิดว่าถ้าตายไปตอนนี้เราจะมีอารมณ์มรณาสันนกาลเป็นอย่างไรนะ จะสามารถจับกำลังกุศลแรงๆที่เคยทำมาได้หรือเปล่า คิดว่าก็รู้ตัวเลยว่าเรายังทำกุศลกรรมไม่พอ ต้องเร่งขนขวายสร้างความเคยชินไว้ก่อนจะไม่มีโอกาสซะแล้วค่ะ

โดย โด่ง [13 ส.ค. 2545 , 18:20:55 น.] ( IP = 130.54.130.67 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org