มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น








รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น

ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕



สวัสดีค่ะทุกท่าน เมื่อวานนี้ได้รับคำถามจากผู้ที่เข้าปฏิบัติว่า จะทำอย่างไรดี ตามอารมณ์ไม่ทัน เพราะว่า เอาสติดูตามอารมณ์แล้วไม่ทัน ลมมันแตกไป?

คำถามนี้ฟังแล้วก็งงเลยตั้งคำถามกลับไปผู้ที่ถามว่าในขณะนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ทำสมาธิหรือวิปัสสนา ก็ได้รับคำตอบว่า ทำทั้งสมาธิและวิปัสสนา แต่ทำไม่ทันเพราะสติตามรู้อารมณ์แต่ลมมันแตกเสียก่อน ลมหายใจเข้ามันแตกเลยดูไม่ทันตรงหายใจออก คือมันหายใจออกไม่ได้ ก็เลยถามว่าคิดเอาเองหรือเปล่า เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถจะไปเห็นลมแตก

อีกคำถามหนึ่ง ตอนนี้ถูกให้ดูรูปนอน แต่ทำไม่ทัน เพราะรู้แค่หัวแตะพื้น หลังแตะ แต่ก้นไม่แตะ ก็เลยบอกไปว่าต้องทำให้ดู เพราะพูดแล้วมองไม่เห็นภาพว่า หัวแตะ ไหล่แตะ แต่ขาชี้เป็นอย่างไร

เราพูดกันตามความเป็นจริง อย่าเอาความคิดมาพูด “รูปนอน” อย่างที่ถามมาทำได้ไหม หัวแตะ ไหล่แตะ แต่ดูไม่ทันที่หลังแตะ ก้นแตะ เพราะหลังก็ไม่ทันแตะ กับก้นไม่ทันแตะ พูดอย่างนี้ในเรื่องจริงมันทำไม่ได้ ผู้ถามบอกมาว่า ถูกสอนมาแบบนี้และให้กำหนดอย่างนี้เป็นทีละท่อนๆๆ

ซึ่งได้อธิบายไปว่า ในการสอบอารมณ์นั้นผู้สอนอธิบายละเอียดมากและไม่ เหมือนเป็นการเรียนกายวิภาค ที่แยกแยะออกไปว่าลักษณะของรูปนอนนี่ มีอะไรโดนบ้าง ตั้งแต่หัว ไหล่ หลัง ก้น เอว ขา และก็ตาตุ่ม ผู้ถามก็บอกว่า ตาตุ่มโดนไม่ได้นะ ถ้าตาตุ่มโดนนี่รูปตะแคง ต้องสันหลังนี่นอน แต่ส่วนมากผมจะนอนแบะขาและตาตุ่มโดน

ตอนนั้น ก็มีรูปถ่ายอยู่ใบหนึ่งจึงหยิบขึ้นมาให้ดู สิ่งที่อยู่ในภาพก็คือบุคคลกำลังอยู่ในท่านอน ถามว่า เป็นรูปอะไร...รูปนอน เห็นตรงไหนนอนบ้าง... เห็นไปหมด เพราะมองปุ๊บก็รู้ทันทีว่า นี่เป็นลักษณะของการนอน ไม่ใช่นั่ง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [9 ต.ค. 2555 , 14:50:03 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1





ในเรื่องการศึกษาเล่าเรียนถ้าเป็นเรื่องกายวิภาคหรือทฤษฏีก็จะบอกว่า เหมือนเราเป็นเด็กไม่รู้เรื่องเลย ผู้สอนก็จะบอกว่า การนอนมีอะไรโดนกระทบบ้าง แต่เวลาเป็นจริงตอนนอนมันกระทบทุกส่วน ฉะนั้น การที่ไปไล่ดูทีละอย่างนี่ไปคิดเอา แต่ในการนอนนั้นเราดูความรู้สึก ก็รื้อสัญญาตรงที่ว่า เรานอน ออกไปเพื่อให้เป็นรูปนอน หน้าที่ของเรามีแค่นี้

และปัญญาอย่างเราๆ ต้องบอกเลยว่า เราไปดูชิ้นส่วนอย่างนั้นไม่ได้หรอก การดูของเราถึงจะบอกว่าดูได้แต่นั่นก็คือคิด ได้ ไม่ใช่รู้สึกได้ เอาแค่ว่ารู้สึกว่าเป็นรูป เป็นนาม แค่นั้นพอ

เราทำวิปัสสนากรรมฐานเพื่ออะไร? เพื่อไถ่ถอนสัญญาวิปลาส ไม่ใช่เข้าไปพิสูจน์อะไรมากมาย เราไม่ใช่นักพิสูจน์ แต่เราเข้าไปไถ่ถอนความเห็นผิด เห็นผิดตรงไหน? เห็นผิดว่าเป็นเรา เป็นเราทุกอย่างเลย

หลวงพ่อท่านเคยยกตัวอย่างไว้ว่า ถ้าเราเป็นพ่อบ้านมีเงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท และต้องให้เงินภรรยาเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท และมีลูก ๒ คน ให้ลูกไปคนละ ๒,๕๐๐ บาท เหลือได้ใช้เอง ๕,๐๐๐ บาท สมมุติว่าลูกตายไปคนหนึ่ง ก็เหลือให้ลูกคนเดียว ๒,๕๐๐ บาท ตัวเองเหลือใช้ ๗,๕๐๐ บาท ถ้าเผื่อภรรยาและลูกตายหมด ก็ได้ใช้เงินเดือนคนเดียว ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเผื่อไม่มีตัวเราเลย ก็ไม่ต้องทำมาหากินเพื่อจะเลี้ยงตัวเองแล้ว หลวงพ่อท่านสอนตรงนี้เพื่อกระจายว่า เราและของๆเรา มันมีอิทธิพลมากเลยที่จะต้องดูแล แต่ถ้าเผื่อไม่มีของๆ เราปุ๊บ ก็ต้องดูแลเราอย่างเดียว แต่ถ้าเผื่อไม่มีเรา ก็จะหมดภาระ

ถามว่าวิปัสสนาทำเพื่ออะไร? เพื่อทำลายความเห็นผิดว่ามีเราและของๆ เรา

เราอย่าลืมคำของพ่อที่พยายามขบเคี้ยวสิ่งที่ยากไว้ให้เราอย่างกลมกล่อม ท่านพยายามแสดงให้เราเห็นว่า ที่เราทำอยู่ตรงนี้มันเป็นธุระ พอธุระอันนี้สลายปุ๊บ ความผ่อนคลายก็มากขึ้น และถ้าเผื่อไม่มีเรา มันก็ไม่ต้องทุกข์ ฉะนั้น เมื่อใดที่มี “เรา” อภิฌชาและโทมนัสก็เกิดขึ้นได้ ทั้งอภิชฌาและโทมนัสล้วนอาศัยความเห็นผิด มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นมูลรวมอยู่ในนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:51:08 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 2





คำถาม ทำอย่างไรการกำหนดนามเห็นจึงจะให้จิตไปอยู่ที่ตา เพราะส่วนมากทุกวันนี้จิตเราไปอยู่ที่รูป?

คำตอบ การปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อไถ่ถอนก็ต้องศึกษาว่าความเห็นผิดอยู่ตรงไหน? อย่างเช่นสภาพการเห็น ท่านบอกว่า มีธาตุรับ ธาตุกระทบ และธาตุรู้ ธาตุรู้ทั้งหมดจัดว่าเป็นเหตุใกล้ แต่ธาตุที่มากระทบทั้งหมดคือเหตุไกล ที่บอกมาว่า ทุกวันนี้จิตเราไปอยู่ที่รูป แค่ฟังตรงนี้ก็ผิดแล้ว จิตไปอยู่ที่รูปไม่ได้ จิตเห็น แต่มันเลยไปก็เลยไปรู้ที่รูป

ทำไมถึงต้องกำหนดนามเห็น? เพราะเราเห็นผิด กำหนดนามเห็นเพื่อจะไถ่ถอนความเห็นผิดในขณะที่เราเห็น แท้ที่จริงคือจิตเป็นผู้เห็นคือจักขุวิญญาณ เมื่อกำหนดนามเห็นก็เท่ากับกำลังเป็นผู้ไถ่ถอนความเห็นผิด แต่ถ้าอยู่ดีๆ ให้ผู้ที่มาใหม่ไปกำหนดนามเห็นคงไม่ได้ ก็ต้องอธิบายให้เขารู้ก่อนว่าทำไมเขาให้กำหนดนามเห็น เพราะนามเห็นเป็นความจริง และการกำหนดนามเห็นจัดว่ากำลังสร้างสัมมาทิฏฐิ

ทุกวันนี้เราเห็นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นทิฏฐิ คือความเห็นผิด พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้เข้าไปรู้ว่าการเห็นจริงๆ ก็คือ จิตจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น เห็นรูปารมณ์คือรูปต่างๆ ที่มากระทบ และก็ตัดสินในวิถีต่อๆ มาว่าเป็น ดอกไม้ กล้วย ช้าง เป็นต้น บทเรียนที่เรากำลังเรียนอยู่นี้เรียนเพื่อให้เราแจ้งแก่ใจ เพราะถ้าอธิบายโดยวิถีเมื่อรูปารมณ์มากระทบ ปัญจทวาร เปิดรับรูปารมณ์ จักขุวิญญาณเข้าไปเห็น จิตเข้าไปรับรู้รูปารมณ์นี้แล้วมาตีเทียบ แล้วก็ค่อยตัดสินว่าเป็นอะไร ตรงนี้ต้องมีอดีตเหตุ มีของเก่า มีสัญญา เสพอารมณ์ลงชวนะ

ในการตัดสินตรงนี้ถ้าเราไม่มีโยนิโสมนสิการ เราก็เห็นผิดเป็นดอกไม้ เป็นกล้วย เป็นช้าง เป็นบัญญัติขึ้นมา (ดอกไม้ กล้วย ช้าง เป็นบัญญัติ) แล้วก็ให้เรียนอีกว่า กว่าจะเป็นดอกไม้ กล้วย ช้าง ได้นี่ จะมีวิถีใหญ่ๆ ๔ วิถี ในการเห็นมาร่วมทำงาน คือ อตีตัคคหณวิถี สมูหัคคหณวิถี อัตถัคคหณวิถี นามัคคหณวิถี

สองวิถีแรกคือ อตีตัคคหณวิถี สมูหัคคหณวิถี มีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ ส่วนสองวิถีหลังคือ อัตถัคคหณวิถี นามัคคหณวิถี มีอารมณ์เป็นบัญญัติ ทีทำงานกันเร็วมากเราจึงรู้เร็วมากรู้ว่าเป็นดอกไม้ เป็นกล้วย เป็นช้าง

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:51:43 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 3





ที่ถามมาว่า ทำอย่างไรการกำหนดนามเห็นจึงจะให้จิตไปอยู่ที่ตา? ก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะมันอยู่ที่ตาอยู่แล้ว แต่จิตของเราขาดการฝึกหัด จึงไม่ได้ปัจจุบัน ไม่ทันปัจจุบัน มันจึงเลยไปบัญญัติ ฉะนั้น คำตอบที่ตรงจุดเลยคือ ต้องทำบ่อยๆ ฝึกสติบ่อยๆ เมื่อสติมีกำลัง ปัญญามีกำลัง ก็จะได้ปัจจุบัน ไม่เลยไปเห็นที่รูป

ท่านอาจารย์บุญมีเคยยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีผู้ปฏิบัติมาเล่าให้ฟังว่า ได้ยินเสียงหมากัดกันในหู เสียงเกิดขึ้นในหูตรงนั้นเป็นจริง เพราะจิตไม่ไถลออกไปรู้เรื่องราว แต่ได้ปัจจุบันขณะนั้นเป๊ะเลย

เรื่องนี้หลวงพ่อท่านเคยยกตัวอย่างว่า เขียนรูปสามเหลี่ยมขึ้นมา เส้นที่ลากขึ้นจากฐานไปจนถึงจุดยอด และเส้นที่ลากจากจุดยอดลงมาที่ฐาน ระยะทางระหว่างขึ้นและลงนี้เป็นปัจจุบันทั้งนั้น เป็นปัจจุบันสันตติ ปัจจุบันอารมณ์ที่เราได้อาจจะเป็นตรงส่วนที่กำลังขึ้นหรือลงก็ได้ ฉะนั้น จะทำอย่างไร ก็ต้องฝึกบ่อยๆ ให้สติมีพลัง สติจะเข้าไปรู้เอง

ที่ถามมาเพื่อจะให้จิตไปอยู่ที่ตา ก็ไม่ต้องไปทำ เพราะจิตไปอยู่ที่ตาอยู่แล้ว ไม่ได้ไปอยู่ที่รูปข้างนอก จิตอยู่ที่จักขุประสาท อาศัยจักขุประสาททำหน้าที่เห็น แต่เหมือนกับว่าเราเห็นข้างนอก นั่นคือเราไปเอาเรื่องราวข้างนอกเข้ามาสู่จิต จิตไม่ได้วิ่งไปข้างนอกเลย เพราะจิตอยู่ตรงไหน นามต้องอยู่ตรงนั้น รูปารมณ์อยู่ตรงไหน นามก็อยู่ตรงนั้น นามก็อยู่ตรงรูปารมณ์ ที่จักขุประสาทตรงนั้น และจักขุวิญญาณอยู่ตรงหูก็ไม่ได้ เพราะไม่เป็นของคู่กัน

ฉะนั้น รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น จึงต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า ทุกวันนี้การเห็นอยู่ที่ตาอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกไปอยู่ที่รูป แต่เมื่อมีการเรียนมากขึ้นๆ ก็มีความปรารถนาว่า จิตต้องไปอยู่ที่ตาอย่าให้เลยไปรูป อย่าลืมว่า สภาพธรรมที่เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้


โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:51:59 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 4





ทำอย่างไรถึงจะกำหนดนามเห็นให้จิตไปอยู่ที่ตา? คำถามนี้เป็นคำถามที่ผิด

เพราะคำตอบก็คือจิตอยู่ที่ตาอยู่แล้วคือจักขุประสาท

จักขุประสาทเป็นรูป จักขุวิญญาณเป็นนาม รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น

เพราะในทางทฤษฏีเขาบอกว่า ทางตา มีหน้าที่เห็น เห็นอะไร? เห็นรูป คือ จักขุวิญญาณเห็นแสงต่างๆ แล้วเรามีความเห็นผิดว่าเราเห็น แท้ที่จริงตรงจักขุประสาท(รูป)นั้นมีจักขุวิญญาณ(นาม)มารับรูปารมณ์(รูป)เกิดการเห็น ...นามเห็น และส่วนหลังของคำถามที่บอกว่า ทุกวันนี้เราไม่ได้เห็นคลื่นแสง แต่เราเห็นดอกไม้ กล้วย ช้าง เป็นต้น นั่นก็เป็นเพราะว่า เราไม่ทันปัจจุบันอารมณ์ เราไม่ได้ปัจจุบัน แต่เลยไปในบัญญัติแล้ว

ฉะนั้น คำถามนี้จะต้องเปลี่ยนใหม่ว่า ทำอย่างไรเราจะได้ปัจจุบันทางตา จึงจะถูกต้องมากกว่า เราจะได้ปัจจุบันทางตา ก็ต้องฝึกบ่อยๆ หาความชำนาญ หาพลังของสติให้ได้ ให้ความเพียร สร้างพลังแห่งสติ เมื่อสติมีพลังแล้ว สตินั้นจะเกิดทันปรมัตถ์อารมณ์เอง การปฏิบัติวิปัสสนาไม่ได้อยู่ที่การสอนมากหรือเรียนมาก แต่อยู่ที่ความเข้าใจถูก และองค์คุณที่จะทำให้วิปัสสนาเกิดขึ้นมี ๓ ตัว คือ สติ ปัญญา อาตาปี

ตัวอย่างที่อาจารย์บุญมีกล่าวว่า ผมนะมีลูกศิษย์มาสอบอารมณ์ เมื่อก่อนได้ยินหมามันเห่ากันอยู่ตรงโน้น เดี๋ยวนี้มันมาเห่ากันในหูนี้ นี่เพราะสติของเขาแก่กล้า ก็ได้มาจากสติมา สัมปชาโน และอาตาปี แต่ทำไมจิตของเราจึงไม่ทันปัจจุบัน เพราะเรายังเป็นผู้ฝึกน้อย

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:52:15 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 5





ถ้าหากโจทย์ผิด เราก็ไปหาคำตอบผิด ถ้าตีโจทย์ไม่แตก ก็ไม่ได้คำตอบ ฉะนั้น ทำอย่างไรจะได้ปัจจุบันทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องมีองค์คุณ ๓ และในการปฏิบัติวิปัสสนานั้นมีองค์คุณอยู่แค่นี้ อกจากนั้นไม่เป็นองค์คุณ เพราะรู้มากก็กลุ้มไม่เป็นคุณ แต่ถ้ามีสติมากเป็นคุณ มีปัญญามากเป็นคุณ มีความเพียรมากเป็นคุณ

สรุปอีกครั้งว่า “รูปอยู่ตรงไหน นามต้องอยู่ตรงนั้น” และก็อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นคำพูดของครู ซึ่ง พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในกาลามสูตรว่าอย่าเชื่อโดยผู้พูดเป็นครู และผู้พูดน่าเชื่อ

มาพิสูจน์กันว่า เราเรียนเรื่องจิตปรมัตถ์ ปริจเฉทที่ ๑ ได้รู้ว่าจิตคืออะไร จิตมีมากมายโดยประเภท โดยชาติ เป็นต้น แต่ทั้งหมดมีหน้าที่รู้อารมณ์เท่านั้น เราเรียนเจตสิกปรมัตถ์ ปริจเฉทที่ ๒ เจตสิกมี ๕๒ มีชื่อเรียกต่างๆ กัน มีลักษณะ(ลักขณาทิจตุกะ)ต่างกัน แต่ทั้งหมดมีเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต แยกเป็น ๓ กอง คือ ธรรมชาติที่เป็นอกุศล(อกุศลเจตสิก) ธรรมชาติที่เป็นกุศล(โสภณเจตสิก) ธรรมชาติที่เป็นกลาง (อัญสมานาเจตสิก)

ถ้าเจตสิกที่เป็นกลางและเจตสิกเป็นอกุศลปรุงแต่งจิตก็เป็นอกุศลจิต ถ้าเจตสิกฝ่ายกุศลเข้ามาปรุงแต่งจิตก็เป็นกุศลจิต ฉะนั้น จิตนี่เป็นธรรมชาติที่เป็นกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ดำไม่ขาว แต่ถูกเจตสิกเข้าไปปรุงแต่ง จิตจึงเป็นไปตามลักษณะเจตสิก เหมือนกับที่เคยบอกไว้ว่า จิตเหมือนน้ำ เจตสิกสีแดง(อกุศล) เมื่อเอาสีแดงลงไปในน้ำ น้ำแดงด้วย เจตสิกสีเขียว(กุศล) เมื่อเอาสีเขียวไปผสมในน้ำ ก็กลายเป็นน้ำเขียว

และทำไมถึงเรียกว่า อกุศลจิต กุศลจิต ทำไมไม่เรียกเจตสิก ทั้งๆ ที่เจตสิกมีบทบาทมาก แต่เป็นเพราะประธานคือจิต จิตเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จ ได้ด้วยจิต ฉะนั้น เจตสิก มีหน้าที่เข้าไปผสมกับจิต ปรุงแต่งจิต

รูปมี ๒๘ และไม่ใช่รูปที่เราเห็นเต็มๆ ตา แต่เรียกว่า รูปปรมัตถ์ ประกอบด้วยอวินิพโภครูป ๘ เอกันตะกัมมชรูป ๙ เอกันตะจิตตชรูป ๒ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ ลักขณะรูป ๔ ปริจเฉทรูป ๑ รวมเป็น ๒๘ รูปปรมัตถ์ ก็คือรูปต่างๆ ที่เป็น ปรมาณู เห็นด้วยตาไม่ได้ แต่ท่านก็สามารถอธิบายให้รู้ได้ว่า รูปพวกนี้ก็คือในตัวเรานี่แหละ เช่น เนื้อเราจัดแล้วเป็นส่วนที่มีปถวีมากกว่าแต่แข็งน้อย แต่ถ้าไปจับกระดูกก็จะแข็งกว่า เพราะมีปถวีก็มากกว่าเนื้อ ที่มันเกาะกุมได้ก็เพราะมีธาตุน้ำ ทำให้ยืดโค้งได้ เ ทำไมร่างกายยังดำรงอยู่ได้ เพราะมีเตโชธาตุ ที่ทำงานกันอยู่ด้วยอำนาจกรรม เป็นตัวโครงการของกรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:52:32 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 6





เรียนเรื่องรูป จิต เจตสิก รูปแล้วก็ยังไม่ไปนิพพาน ก็กลับมาที่เรื่องของจิต จิตเขามีทางของเขาจะวิ่งเปะปะๆ ไม่ได้ วิถีจิตก็คือการเรียนเรื่องการเดินทางของจิตที่เป็นไปตามระบบ และมีระเบียบในเรือนใจ เป็นอย่างนี้ไม่ว่าใครจะเรียนหรือไม่เรียน วิถีจิตก็ต้องเป็นไปอย่างนี้ จะนับถือพระพุทธศาสนาหรือไม่นับถือพระพุทธศาสนาวิถีจิตก็เป็นอย่างนี้

เมื่อมีรูปารมณ์มา จิตก็เกิดขึ้น ทางตามีหน้าที่เห็นคลื่นแสง คลื่นแสงคือแสงที่ตกขึ้นมาวิ่งเข้ามาสู่ตาเรา คลื่นแสงนี้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ที่เราเห็นเป็นหน้าคนก็เพราะมันจับทีละจุดๆ เร็วมาก ถ้ามองที่หน้าคนเราจะเห็นจมูกก่อน เพราะคลื่นแสงตกมาที่ส่วนที่นูนที่สุดตรงจมูกก่อนทีละจุดๆ อย่าสงสัยว่าเป็นจุดๆ อย่างไร เพราะเช่นเดียวกับเส้นตรงที่มาจากจุดไข่ปลานั่นเอง

ลองนึกถึงตอนเด็กๆ ที่เราหัดเขียน ก.ไก่ ที่ต้องลากเส้นไปจุดๆ ๆ ที่เป็นโครงร่างตัวอักษร พอเราลากทับไปทีละจุดแล้วจึงกลายเป็นเส้นขึ้นมาแล้วก็อ่านได้ว่าเป็น ก.ไก่ จะเห็นว่าตั้งแต่เด็กๆ นี่เราใกล้ชิดปรมัตถ์ แต่พอลากทับเส้นไปหมดเราลืมไปว่ามีประจุดไข่ปลา พอเราเรียนมากขึ้น เราก็ได้บัญญัติมามากขึ้น ฉะนั้น เช่นเดียวกับการเห็น เราเห็นอะไรเป็นก้อนเป็นรูปร่างก็มาจากจุดที่เราโฟกัสคลื่นแสงที่มาเป็นขณะๆ วิถีจิตที่เกิดขึ้นทางตามากมาย

ถามว่าตรงที่เกิดขึ้นแต่ละจุดนั้นมีอุปาทะ ฐีติ ภังคะ ไหม? มี แต่เราไม่เห็นหรอกว่ามี อุปาทะ ฐีติ ภังคะ แต่จะมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีการเกิดแล้วดับไปเป็นปัจจัยให้เกิดอีก แล้วเกิดก็เป็นปัจจัยให้ดับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เมื่อคลื่นแสงมากระทบ แล้วไหวสะเทือน ตัดกระแสภวังค์ ขึ้นสู่วิถีทางตา รับรูปารมณ์ เข้าสู่จักขุประสาท (ทางทวารอื่น ...โสตประสาท กายประสาท ฆานประสาท) คลื่นแสง/สีมาทางตา จักขุประสาทเปิดรับ จักขุประสาทเป็นรูป มีจักขุวิญญาณไปตั้งรับรู้อารมณ์ จักขุวิญญาณเป็นนาม รูปกับนามอยู่คู่กันเสมอ

บางครั้งผู้ปฏิบัติที่มีสติแรงๆ ก็เกิดนามรูปปริจเฉทญาณได้ คือรูปกับนามคนละอย่างกัน เมื่อจักขุประสาทเปิด จักขุวิญญาณเกิดขึ้น จักขุวิญญาณรับเอาแต่คลื่นแสงเข้ามา เหมือนคลื่นแสงเข้ามาสู่ประสาทตา.. เรติน่า แล้วมารวมคลื่นแสงต่างๆ แล้วบัญญัติว่าเป็นสีแดง เขียว ขาว

ที่เราไม่ทันปัจจุบัน เพราะสติเราน้อย ปีนี้เราอายุเท่าไหร่ แล้วเราเพิ่งฝึกสติกันมากี่ปี แต่เราอยู่กับบัญญัติมา เป็นสิบๆ ปีแล้ว เพียงเวลาไม่กี่ปีที่เพิ่งหัดทำให้เกิดปรมัตถ์ เหมือนการเดินบนแคทวอร์คก็ยังไม่เก่ง โพสท์ท่ายังไม่ดี ยังไม่เป็นซุปตาร์ ฉะนั้น เราต้องทำจนเราเป็นซุปตาร์ให้ได้ คือ ซุปตาร์ทางตา สติมาตั้งให้ทัน ไม่ต้องไปหาวิธีแล้วว่า ทำอย่างไรถึงจะได้ตรงนั้น เพียรทำสติให้มั่นคงให้เกิดขึ้นอยู่เนืองๆก็พอ และอย่าลืมองค์คุณของวิปัสสนา

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:52:48 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 7





นี่คือการเรียนที่เหมือนการอธิบายเรื่องกายวิภาค ให้รู้ว่าการทำงานของชีวิตมันเป็นอย่างนี้ เราเรียนเรื่องจิตมี ๘๙/๑๒๑ เรียนเรื่องเจตสิกที่มีอยู่ ๕๒ ใน ๓ ราศี เมื่อเจตสิกเข้ามาปรุงแต่งจิต ก็ทำให้จิตเป็นไปในลักษณะต่างๆ กัน มีดีบ้าง ชั่วบ้าง ดีมาก ชั่วมาก มีดีธรรมดา กับดีมีปัญญา ยิ่งมาเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องวิถีจิต ก็จะยิ่งซาบซึ้งพระสัพพัญญุตาญาณ

เราเรียนมากมายในเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่เรื่องที่พระพุทธเจ้าสั่งนั้นมีอยู่ ๓ คือ

๑ จงละบาปอกุศลให้หมดไป ทางกาย วาจา ใจ ขึ้นชื่อว่าชั่ว อย่าทำ ทำบาปให้หมดไป

๒ เพียรทำความดีให้ถึงพร้อม คือ ทั้ง ๓ ทวาร

๓ จงทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส

ทำแค่ ๓ อย่างนี้จะมีผลมาเอง คือการหมดไปทีละลำดับจากละ ทำ ให้ถึง สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่กาย เวทนา จิต ธรรม ทำไมต้องมี ๔ เพราะวิปลาส มี ๔ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส สิ่งที่เราเรียนก็เพื่อไปละวิปลาส ทำไมต้องมี ๔ เพราะความวิปลาสมี ๔

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:53:04 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 8





สติปัฏฐานนี้มีองค์คุณอยู่ ๓ คือ สติมา สัมปชาโน อาตาปี ท่านเปรียบว่า ชีวิตของเราเหมือนเรือที่ลอยอยู่ในแม่น้ำตัณหายังขึ้นฝั่งไม่ได้ถ้าคลื่นซัดแรงๆ เรือก็คว่ำ จมอับปาง ท่านเปรียบสติมา สัมปชาโน อาตาปีว่า

“สติมา” เปรียบเสมือนชันยาเรือ ชีวิตของเรามีรูรั่ว ๖ รู คืออายตนะทั้ง ๖ เป็นที่ไหลเข้าของกิเลส เมื่ออายตนะใดทำงาน สติมาก็เหมือนชันที่เข้าไปอุดรูรั่วเพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าไปทำให้เรือจม

“สัมปชาโน” ปัญญาเปรียบเสมือนการวิดน้ำออก เพราะเรือที่ลอยอยู่นี้มันมีน้ำเข้าไปตลอดในขณะที่ขาดสติแล้วก็มีกิเลสอนุสัยอยู่เยอะ เมื่อสติกันไม่ให้น้ำข้างนอกเข้า ปัญญาก็ต้องวิดน้ำเก่าคือความเห็นผิดออกไป

“อาตาปี” เปรียบเสมือนการเพียรพายเรือ เพราะเมื่อเรือยังไม่ถึงฝั่งคือนิพพาน ก็ต้องอาศัยการพายไปด้วยความเพียรเพื่อให้ถึงฝั่งนั่นเอง

เราเรียนแล้วนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ เราก็จะมีความเข้าใจใหม่ว่า ที่เราเห็น แท้ที่จริงนามเห็น เราก็มีโยนิโสมนสิการคือ เห็นคือนามเห็น แต่จะเห็นเลยไปตรงไหนก็ช่างเถอะ เพราะเราเป็นผู้กำลังสร้างความเพียร และเมื่อเราเลยไปแล้วก็จะมีบัญญัติเข้ามามาก ท่านก็บอกว่าให้มีความสังวรระวัง อย่าไปมองอะไรมากๆ มองแค่ระยะมือตกเท่านั้นเองคือให้มองอยู่แค่ช่วงหัตถบาท

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:53:19 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 9






ทำไมต้องมีห้องปฏิบัติ? เพราะห้องนั้นมันเป็นสัปปายะสำหรับเรา ถ้าเราอยู่ในห้องกว้างๆ เช่นห้องนี้ ก็จะมีสารพัดสิ่งของและเราก็มีความคุ้นเคย พอกวาดสายตาไปก็พบแต่บัญญัติทั้งนั้นเลย แต่ห้องกรรมฐานเป็นห้องเป็นสัปปายะ มีเตียง มีเก้าอี้ มีห้องน้ำ ส่วนข้าวอาหารก็ไม่ต้องทำ มีปิ่นโตมาส่ง ก็เท่ากับตัดปลิโพธออกไปแล้ว ก่อนที่จะไปเข้าปฏิบัติก็บอกคนในครอบครัวหรือญาติเสียก่อนว่า เราจะไปปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวล เสื้อผ้าก็เอาไปแค่พอใช้

ห้องปฏิบัติเป็นห้องแคบๆ ไม่มีบัญญัติมาก ไปแล้วเราก็ไปนั่งแบบรู้ คือรู้ก่อน(บอกตัวเอง) ว่าเป็นรูปนั่ง แรกๆ ที่ฝึกปฏิบัติก็ให้บอกตัวเองอย่างนี้ไปก่อน แล้วให้มีสติระลึกว่านั่งนี่มันเป็นรูปนะ นำความรู้ที่เราเรียนมาออกมาใช้กับการนั่ง แล้วก็คอยดูรูปนั่ง และดูว่าที่รูปนั่งนั้นมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่ไปท่องว่า รูปนั่งๆๆๆๆๆ ให้ดูว่าในรูปนั่งนั้นมันมีอะไรอีก เช่นรูปนั่งนี้ มันมีเมื่อย มันมีคัน มันมีฟุ้ง มันมีคิด มันมีนึก มดกัด ฉะนั้น เราก็มาดูอย่างนี้

ถ้าดูรูปนั่งแล้ว มีมดกัดเจ็บ อะไรเจ็บ? นามเจ็บ บอกนามเจ็บ พอนามเจ็บปุ๊บ เอายาหม่องทา ก่อนจะทำเห็นแล้วใช่ไหมมีทุกข์เกิดขึ้นคือที่เราบอกว่า นามเจ็บ จึงจำเป็นต้องแก้ไข ไม่ใช่พอยุงกัดปุ๊บก็ตบเลย ในห้องปฏิบัติเราจะมาทำอีกแบบหนึ่งคือ รู้ก่อนว่ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มดกัด ใครเจ็บ นามเจ็บ การกำหนดเช่นนี้เท่ากับว่าเราเห็นถูกแล้ว เห็นตรงแล้ว เมื่อเห็นแล้วก็แก้ไข พอแก้ไขเสร็จแล้วก็ยังคันอยู่ก็กำหนดนามรู้ แล้วกลับมาดูรูปนั่ง

แต่ถ้าเราบอกว่า ที่นี่มีมดเยอะจังเลย ถามว่านี่คืออาการอะไร? เป็นนามฟุ้ง พอกำหนดนามฟุ้งแล้วกลับมาดูรูปนั่งใหม่ ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ตัดด้วยสติปัญญา ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้นก็ยืดออกไปอีกด้วยนามฟุ้ง แต่ถ้าฟุ้งไปแล้วยืดไปแล้วก็ช่างมันให้ตัดสายใยกลับมาเห็นถูกให้ได้ มันจะเกิดอะไรขึ้นตัด

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:53:34 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )


  สลักธรรม 10





“หิว” กำหนดนามทุกข์ กำหนดนามหิว หาทางแก้ไข “ง่วง” ใครง่วง? นามง่วง ก็นอนซิ พอนอนแล้วนอนไม่หลับ ใครรู้? นามรู้ ฉะนั้น มีแต่รูปกับนาม ในรูปนั่งก็มีอะไรเกิดขึ้น ในรูปนอนก็มีอะไรเกิดขึ้น ในรูปยืนก็มีอะไรเกิดขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นมันเรื่องธรรมชาติ เราก็ตัดๆ ๆ นั่นแหละสักวันหนึ่งก็จะได้ปัจจุบัน การตัดก็เหมือนการไม่สนใจ เหมือนจักรยานล้มแล้วหยิบจักรยานขึ้นมาถีบใหม่ เมื่อถีบเป็นแล้วไม่ล้มเอง

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติใหม่ๆ ถึงบอกว่าใช้ห้องแคบๆ อยู่บ้านก็ทำได้ จัดห้องเล็กๆ สักห้องทำเป็นห้องปฏิบัติ และเราก็ฝึกทำบ่อยๆ การทำบ่อยๆ ทุกวันกับการ ทำปีละครั้ง มันมีพลังต่างกัน ฝึกบ่อยๆ ดูแล้วจะเห็นทุกข์จริงๆ คือความน่าเบื่อหน่าย เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรนอกจากรูปจากนาม และสิ่งที่เกิดกับรูปกับนามเมื่อเราตัดบ่อยๆ จิตเราก็จะคล่อง อิสรภาพจะเกิดขึ้นที่ใจได้ง่ายเมื่ออยู่นอกห้องกรรมฐาน คือไม่พัวพันเรื่องอื่นมากมาย ใจจะร่มเย็น ไม่ลอยละล่อง วนเวียนในสายธาร

อะไรควรทำ อะไรควรละ อะไรควรควรจำ อะไรควรไม่จำ และอะไรควรจะนำทางชีวิต เหมือนแสงไฟที่ส่อง ขอประทีปทองแห่งชีวิตที่เกิดจากพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงคุ้มครองทุกท่าน ให้มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ทศสาร สมบัติไปตลอดจนสติ สัมปชัญญะอันจะนำไปให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้โดยไวชาติ ทุกท่านเทอญ อนุโมทนาค่ะ



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [9 ต.ค. 2555 , 14:53:51 น.] ( IP = 125.27.176.118 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org