| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิเป็นบาทของขันติและวิริยะใช่หรือไม่?
สลักธรรม 1
หลักการศึกษาพระอภิธรรมที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิโดยพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิ ท่านจะเรียงเป็นลำดับจากง่ายไปหายาก เหมือนนักเรียนที่ต้องเรียน ก.ไก่ เสียก่อน จึงจะไปหัดอ่านเขียน เราจะสะกดคำเลยไม่ได้เพราะเราไม่รู้จักตัวอักษร
การเรียนจิต เจตสิก รูป นิพพาน นั้นเป็นลำดับที่พระอนุรุทธาจารย์ท่านวางไว้ให้เหมาะกับอัธยาศัยของคนทั่วไป เรียนจากง่ายไปหายาก
ที่จริงเรื่องจิตนี้เรียนง่ายมากเพราะไม่ว่าจะ ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง ก็มีลักษณะเดียว คือมีลักษณะรู้อารมณ์ แต่จิตที่มีมากก็เพราะว่า เจตสิก ที่มีถึง ๕๒ ดวง แต่ก็ยังง่ายกว่าเรื่องรูป เพราะเจตสิกมีเอกลักษณ์เฉพาะ ส่วนรูปมี ๒๘ ยากมากกว่า ในคนๆ หนึ่ง ในลักษณะอาการหนึ่ง ไม่ว่าจะนั่ง ก็มี ๒๗ รูป มารวมกันทำงาน
แต่ในวันนี้ขอพูดเรื่องเจตสิก คือวิริยะเจตสิก วิริยะแปลว่าความเพียร วิริยะเจตสิกประกอบกับจิตได้ ๗๓ ดวง และอยู่ที่จิตตรงไหนบ้างล่ะ? ถ้าจะหาวิธีคิดง่ายๆ ก็คือ นำจิต ๘๙ ดวงมาลบออกเสีย ๗๓ ดวง ก็จะเหลือ ๑๖ ดวง เรียกว่า อวิริยะ คือไม่มีวิริยะเจตสิกเข้าประกอบ ที่อยู่ในกลุ่มของอเหตุกจิตเป็นส่วนใหญ่ วิธีการเช่นนี้ทำให้เราไปต้องไปหาให้ยุ่งยากว่าอยู่ที่ไหนบ้าง
มาดูกันว่าใน ๗๓ ดวงนี้ เราจะต้องทอนส่วนใดออกบ้างและต้องเพียรในส่วนใด ส่วนที่เป็นมหากิริยาจิต มหัคตวิบาก มหัคตกริยา นั้นไม่ใช่เรื่องที่เราทำให้เกิดได้ตอนนี้ ส่วนอกุศลจิตเราไม่ทำ ก็ตัดไป จึงเหลือจิตที่ควร ๒๑ ดวง คือ มหากุศล ๘ มหัคคตกุศล ๙ และโลกุตตรกุศล ๔ เท่านี้แหละที่เป็นบุญ เป็นสิ่งที่ควรเพียร แต่ก็มีความเพียรที่ไม่ได้ตรงต่อทางพ้นทุกข์คือไปสู่มรรคผลนิพพานทันทีมี ๙ ดวง เพราะไปทำฌาน ฉะนั้น เราก็ตัดออกไป เหลือ ๑๒ ดวง
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2555 , 14:00:04 น.] ( IP = 182.52.205.165 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อเรียนแล้วต้องรู้จักคิด ในเมื่อเราเป็นปุถุชน เราไม่สามารถทำอันไหนได้ ก็คือ มรรคจิต ๔ เพราะสติปัฏฐานเป็นเหตุให้เกิดมรรคจิต จึงต้องตัดออกไป เหลือมหากุศลจิต ๘
และใน ๘ ดวงนั้น มีจิตที่ ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ๔ ดวง คือ จิตที่เป็นญาณวิปปยุต ก็ตัดออกไปเลย จึงเหลือ ๔ ดวง คือมหากุศลญาณสัมปยุต ที่เราควรเพียรสร้าง เพียรทำบุญ เพียรทำทาน เพียรศึกษาเล่าเรียน เพียรให้เกิดปัญญา คือเพียรทำบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญานั่นเอง
จุดมุ่งหมายในการเรียนพระอภิธรรมก็เพื่อจะน้อมนำให้เกิดความเข้าใจว่า ชีวิตของเราหาใช่เป็นของเราจริงไม่ ชีวิตของเราปราศจากสาระแก่นสาร และไม่ใช่ของเราจริงๆ เรามาอาศัยชั่วคราว จากบ้านหนึ่งอาศัยอยู่ประเดี๋ยวเดียวก็ก้าวออกไปอีกบ้านหนึ่งอีกแล้วเพราะการเวียนว่ายตายเกิด เกิดแก่เจ็บตาย
ชีวิตของเราประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ ชิ้นส่วนของขันธ์ ๕ นี่แหละเรามาเรียกกันว่า คน สัตว์ โดยสมมุติ ซึ่งหามีสาระประโยชน์ไม่ เพราะมีแต่ความเสื่อมสิ้นไป เราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไป และที่เรายังเกิดอยู่ก็เพราะว่าเรายังมีกิเลส ๑,๕๐๐ มีตัณหา ๑๐๘ พอหลับตาปุ๊บคิดได้เลยว่า กิเลส ๑,๕๐๐ คือ ตัณหา ๑๐๘ คือ เพราะเราเรียนแล้วนำมาใส่ไว้ในใจ
( กิเลส ๑๐ คูณด้วยสภาวะธรรม ๗๕ เป็น ๗๕๐ คูณ ๒ คือเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นภายในตนเอง ๗๕๐ เกิดขึ้นในสันดานของคนอื่นอีก ๗๕๐ รวมเป็นกิเลส ๑,๕๐๐ ส่วนตัณหา ๑๐๘ คือ ตัณหา ๓ คูณด้วยอารมณ์ ๖ คูณด้วยกาล ๓ เป็น ๕๔ คูณด้วย ๒ คือภายใน/ภายนอก รวมเป็น ๑๐๘ )
เหมือนทุกวันนี้ เราอ่านหนังสือได้ชัดเพราะเราเข้าใจ ว่า ก.ไก่ สระอา รวมกับ ร.เรือ อ่านว่า การ ก.ไก่ สระอู อ่านว่า กู เรามีข้อมูลอยู่ในใจ พอเห็นปุ๊บก็ออกมาปั๊บเลย ความเข้าใจจะทำให้คิดเรื่องเหล่านี้ได้ทันที หลวงพ่อท่านบอกว่า เรียน ๕ ชนิด ที่ไม่ได้เป็นมงคลแท้จริงเลย คือ ๑. เรียนจบ ๒. ฟังจบ ๓. จดจบ ๔.ท่องจบ ๕. อัดจบ ใครเรียน ๕ แบบนี้เท่ากับไม่ได้จบอะไรเลย
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2555 , 14:03:37 น.] ( IP = 182.52.205.165 : : )
สลักธรรม 3
ย้อนกลับที่ไปวิริยะเจตสิก เมื่อเราเรียนแล้วก็อยากปฏิบัติธรรมตามสติปัฏฐาน ๔ เพื่อจะได้ออกจากวัฏฏะสงสาร เป็นการกระทำที่เป็นบุญประกอบไปด้วยปัญญาและยังเป็นบุญที่เป็นวิวัฏฏะคามินีกุศล เป็นกุศลที่ตัดภพตัดชาติ ทั้ง ๔ ดวงนี้เป็นกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นบาทไปสู่มรรคจิต
ความตั้งใจที่จะปฏิบัติกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญานี้เป็นสิ่งที่ดี (แต่เมื่อเรียนมากเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะรู้ว่ากุศลมีอำนาจต่างกัน เช่น กุศลที่จะพาเราไปทำพระนิพพานให้แจ้งได้ คือ กุศลอุกัฏฐุกกัฏฐะ) ความเพียรตรงที่วิริยะเจตสิกทำงานร่วมกับสติปัฏฐานชื่อว่า อาตาปี คือความเพียรเผากิเลส นั่นเอง
ขณะที่เราเดิน ไม่ใช่อยากเดิน แต่มีความจำเป็นต้องเดิน เช่นเพราะปวดปัสสาวะ เป็นต้น ความอยากเดินจึงไม่เกิดขึ้น แต่มีความเพียรก้าวไปเพื่อถ่ายปัสสาวะ เป็นการเดินที่ไม่มีกิเลสเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเดินนี้ ตรงนี้คือหน้าที่ของวิริยะเข้ามาทำงานร่วมกับสติและสัมปชัญญะ
ฉะนั้น ในขณะที่เรากำหนดรูปเดิน ก็เป็นการทำงานของทั้ง ๓ องค์เลย คือ เมื่อเรามีสติในการปฏิบัติธรรม เรียกว่า มีสติมา ในขณะที่สติมาแล้ว ก็มีสัมปชาโน แล้วมีอาตาปี ๓ ตัวนี้เป็นล้อเดียวกันในการลากออกไปจากวัฏฏะสงสาร
แต่ถ้าเรามีความเพียรทำบุญอย่างเดียว ก็จะมีสติมา แต่ไม่มีสัมปชาโนก็ได้ นี่จึงเป็นการ เพียรในวัฏฏะสงสารที่ไม่จำเป็นต้องมีปัญญาเข้าร่วมเสมอไป
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2555 , 14:03:53 น.] ( IP = 182.52.205.165 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม สมาธิเป็นบาทของขันติและวิริยะใช่หรือไม่?
คำตอบ ไม่ใช่ เพราะคำว่า เป็นบาท นี่เป็นสิ่งที่คิดขึ้นเอง ซึ่งก็มีใช้กันเกลื่อนไป แต่ถ้าถามว่าในขันติมีสมาธิไหม? ตอบว่า มี ในความเพียรมีสมาธิไหม? มี
ฉะนั้น เราต้องแยกเสียก่อนเพื่อให้เครื่องรับกับเครื่องส่งจูนตรงกันว่า สมาธิที่ถามมานี่คืออะไร? ใช่เป็นจิตที่มั่นคงในอารมณ์ด้วยการกระทำหรือเปล่า? แต่ถ้าเป็นสมาธิในเรื่องของ เอกัคคตาเจตสิกก็จะมีความหมายต่างกันไป
คำว่าสมาธิของผู้ถามนี้ อาจารย์เองก็ไม่ทราบว่า เป็นสมาธิชนิดไหน เพราะว่าคำว่าสมาธิโดยรวม ก็คือการกระทำเพื่อให้จิตนั้นสงบโดยหาคำบริกรรมขึ้นมาภาวนา เช่น พุธโธ หรือ สัมมา อะระหัง หรือ โอมหัง วันโท นะโม พุทธายะ หรือ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ฯลฯ ฉะนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้เราเรียกว่า ทำสมถภาวนาให้จิตเป็นสมาธิ เกิดขึ้นจากการบริกรรมภาวนา
ถามว่าขณะที่กระทำนั้นต้องอาศัยขันติไหม? ยังไม่ต้อง แต่ถามว่าอาศัยวิริยะไหม? ต้องอาศัย แต่เมื่อทำไปนานๆ เกิดความเมื่อยขึ้นมาแล้ว ก็ต้องอาศัยขันติคือ ไม่กระดุกกระดิกควบคุมให้อยู่ในการภาวนาอย่างนี้ขันติก็มาทำงานร่วมกันได้
อย่าถามว่าสมาธิเป็นบาทหรือไม่ สมาธิก็คือสมาธิ ในขณะทำสมาธิเราต้องมีความอดทน ที่จะอยู่กับอารมณ์นั้นอารมณ์เดียว เช่น อาโลกะกสิณัง ๆๆๆๆๆๆ พอท่องไปนานๆ กสิณเกิดขึ้นแล้ว หรือทำสีขาวอยู่ พอท่องๆ ปุ๊บ ภาพวงกสิณเก่าๆ เกิดขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องใช้การเพ่งมองแล้ว แต่เราก็ต้องหาคำมาภาวนาในการกระทำ ฉะนั้น เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้นในขณะนั้นก็มีวิริยะเจตสิกเกิดขึ้นร่วม เพราะในการกระทำมันต้องมีความเพียรทั้งนั้น แต่ขันติคือความอดกลั้นต่อความลำบาก ความอดกลั้นต่ออารมณ์ที่ไม่ชอบ ไม่พอใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2555 , 14:04:09 น.] ( IP = 182.52.205.165 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม ไทย จีน แขก ฝรั่ง ตายไปแล้วลงนรกที่เดียวกันไหม?
คำตอบ ที่เดียวกัน แต่เขาไม่รู้หรอกว่าที่ไหน เพราะสัตว์ที่อยู่ในนรกภูมิ ได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้าอยู่ตลอดเวลาจนไม่สามารถรับอารมณ์อื่นได้ เช่น คนที่ถูกรถชนจนอวัยวะเช่นศีรษะขาดกระเด็นไป ตอนนั้นที่เขานั่งอยู่ในรถนั้นนึกไหมว่าเขาจะถูกชนตรงส่วนไหน? นึกไม่ได้หรอก แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวทนาก็จะเกิดขึ้นตรงนี้ เช่น ที่ขา จิตก็มารับอารมณ์ตรงขา ตรงปวดเพื่ออยากจะบำบัด ฉะนั้น สัตว์นรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ในนรกตรงไหน แต่มันเป็นที่ที่ไปอยู่แล้วมีแต่ทุกขเวทนา
ตามหลักพระอภิธรรมที่เรานั่งอยู่นี้เรียกว่า มงคลจักรวาล ที่เรียกว่ามงคลจักรวาล เพราะเป็นที่ตั้งเป็นที่อุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจักรวาลนี้มีถึงแสนโกฏิจักรวาล เราพูดถึงมงคลจักรวาลนี้ก่อน ว่า มีโลกที่มีสัตว์มีชีวิตอาศัย ๔ ทวีป ที่เราอยู่ตรงนี้เรียกว่า ชมพูทวีป ในจักรวาลนี้ มีพระอาทิตย์ ๑ ดวง ที่ให้ความสว่างไปทั่วจักรวาล มีดาวน้อยใหญ่ และมีทางช้างเผือก
มงคลจักรวาลเป็นที่ตั้งของการอุบัติขึ้นของผู้ที่มีบุญบารมีที่สุดนั่นก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โยก่อนที่พระโพธิสัตว์(นิยตโพธิสัตว์ )จะจุติ คือ ตายจากสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยคำอธิษฐาน และการเชิญของเหล่าเทพทั้งหลาย
ท่านจะพิจารณาปัญจมหาวิโลกนะคือตรวจสอบความพร้อมของสิ่งที่สำคัญ ๕ อย่างก่อนที่จะตัดสินใจจุติ คือ ๑. กาล ๒.ทวีป ๓.ประเทศ ๔.ตระกูล ๕.มารดา และเมื่อทั้ง ๕ อย่างนี้มีความพร้อมเช่น มีพระมารดารออยู่แล้ว ก็จะจุติจากดุสิตแล้วปฏิสนธิที่ชมพูทวีป ในครรภ์พระมารดาคือ พระนางสิริมหามายา และในชมพูทวีปนี้ก็มีคนหลายระดับดีที่สุด แย่ที่สุด รวยที่สุด จนที่สุด
โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2555 , 14:04:28 น.] ( IP = 182.52.205.165 : : )
สลักธรรม 6
ในจักวาลนี้ก็จะมีภูเขาสัตตบรรพตกั้นขอบเขตของจักรวาล สัตตะ แปลว่า ๗ บรรพต คือภูเขา ภูเขา ๗ ลูก กั้นระหว่างจักรวาลนี้ มีนทีสีทันดรล้อมรอบ มีเขาสิเนรุซึ่งเป็นเขาคลุมจักรวาลอยู่ตรงกลาง มีโลกมนุษย์อยู่ในทิศสี่ทิศ มนุษย์ภูมิเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์นั้นอยู่ที่บริเวณพื้นและแล้วเป็นที่อยู่ของสัตว์เดรัจฉานด้วย สูงขึ้นไปบนยอดเขาสิเนรุเป็นที่ตั้งของเทวภูมิชั้นจาตุมหาราชิกา มีความใกล้เคียงมนุษย์เกิดด้วยกุศล ที่ตรงใจกลางสิเนรุเป็นที่ของอบายภูมิไล่ลำดับลงไปจนถึงนรก
ผู้ใดมีโลภะมากและโลภะนั้นประกอบไปด้วยทุจริต ฉ้อโกง คอรัปชั่น อำนาจโกง คอรัปชั่น โลภะอยากได้นี่ ทำให้พวกนี้ไปเป็นเปรต เปรตอยู่ไหน อยู่ต่ำจากเทวดาลงมาหน่อยเดียว ตรงอากาศบริเวณนั้นเป็นที่อยู่ของ เวมานิกเปรต กลางวันเป็นเทวดา กลางคืนเป็นเปรต (เมื่อไปเรียนปริจเฉทที่ ๕ แล้วก็จะเข้าใจละเอียดขึ้น)
ภูเขาคลุมจักรวาลนั้นมันประมาณเนื้อที่ไม่ได้ และใจกลางนั้นมีความทึบเพราะเป็นแท่งของภูเขาที่อัดซ้อนกันจนสามารถกั้นจักรวาลได้ ซึ่งมันต้องหนาขนาดไหน ไร้อากาศ ทึบหนา ฉะนั้นเป็นที่อยู่ของสัตว์นรก เราก็พอจะเทียบเคียงได้ว่า ในภูมิมนุษย์นั้นมีมนุษย์อยู่รวมกันทุกเชื้อชาติ ฉะนั้น ที่อยู่ของสัตว์ในโลกันต์นรกมันก็รวมทุกชาติ ไม่ว่าจะ ไทย จีน หรือประเทศไหนๆ ที่เป็นมนุษย์ชั่ว นี่คือคำตอบ
ขอความสุขความเจริญความมีสติความมีปัญญาจงเกิดกับทุกท่าน ขอบุญบารมีที่ท่านทำจงเป็นเสมือนพลังแห่งชีวิตเป็นร่มธรรมหอบให้ชีวิตนั้นเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้โดยไว ขอวิวัฏฏะคามินีกุศลจงไม่ยากเกินความสามารถทุกๆ คน สวัสดีค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2555 , 14:04:46 น.] ( IP = 182.52.205.165 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |