| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความรู้เรื่องตัณหา ๓
สลักธรรม 1
ตัณหา ๓ อย่างเป็นไฉนเล่า? ในพระอภิธรรมวิภังคปกรณ์ได้แจกตัณหาออกเป็น ๓ อย่างคือ
๑. สสฺสตทิฏฺฐิสหคโต ราโค ภวตณฺหา ความว่า ราคะที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิดว่า "เที่ยง" ชื่อว่า ภวตัณหา
๒. อุจฺเฉททิฏฺฐิสหคโต ราโค วิภวตณฺหา ความว่า ราคะที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิดว่า "ขาดสูญ" ชื่อว่า วิภวตัณหา
๓. อวเสสา ตณฺหา กามตณฺหา ความว่า ตัณหาที่เหลือ ชื่อว่า กามตัณหา
คำว่า "ภว" และ "วิภว" ที่ประกอบอยู่กับคำว่า "ตัณหา" ในพระบาลีธรรมสังคิณี ข้อ ๘๔๖ มีคำแปลจำกัดความไว้เฉพาะว่า ความเห็นผิดว่า อัตตาและโลกจักเกิดต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุดนี้เรียกว่า "ภวทิฏฐิ" ความเห็นผิดว่า อัตตาและโลกจักสูญ เรียกว่า "วิภวทิฏฐิ"
ในธรรมสังคิณีข้อ ๘๔๘ ท่านยกเอาคำว่า สสฺสตทิฐิ และ อุจฺเฉททิฐิ ที่ติดอยู่กับบทว่า สหคตราโค มาแปลไว้อีกว่า ความเห็นผิดว่า อัตตาและโลกเที่ยง เรียกว่า "สัสสตทิฐิ" ความเห็นผิดว่า อัตตาและโลกขาดสูญ เรียกว่า "อุจเฉททิฐิ"
จะเห็นได้ว่า คำว่า "วิภวทิฏฐิ" มีความหมายเป็นอย่างเดียวกันกับ "อุจเฉททิฐิ" จะต่างกันก็เพียงแต่พยัญชนะเท่านั้น ยิ่งพิเคราะห์ดูตามพระบาลีคัมภีร์วิภังค์ประกอบด้วยแล้วก็จะยิ่งเห็นชัดยิ่งขึ้นว่า ภวตัณหาก็คือราคะที่ประกอบกับสัสสตทิฐิ วิภวตัณหาก็คือราคะที่ประกอบกับอุจเฉททิฐิ โดย ศาลาธรรม [22 ต.ค. 2555 , 09:20:32 น.] ( IP = 58.9.81.162 : : )
สลักธรรม 2
คำว่า "ราคะ" กับคำว่า "ตัณหา" ก็มาจากโลภเจตสิกเหมือนกัน เพราะในบรรดาเจตสิก ๕๒ นั้น โลภเจตสิกตัวเดียว ที่พระพุทธองค์ทรงจัดเป็นสมุทัย
ถ้าจะพิเคราะห์โลภมูลจิต ๘ แล้ว ภวตัณหา กับวิภวตัณหา ก็อยู่ในจำพวกโลภมูลจิตเหมือนกัน คือเป็นประเภทจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิดที่เรียกว่า "ทิฏฐิสัมปยุต" ส่วนกามตัณหา ก็เป็นประเภทของโลภมูลจิตที่ไม่ประกอบด้วยทิฐิคือความเห็นผิดที่เรียกว่า "ทิฏฐิวิปปยุต"
ตามหลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า เรื่องตัณหานี้มีอรรถอันลึกซึ้งมาก จำเป็นต้องอาศัยคำอธิบายในคัมภีร์วิสุทธิมรรคสัมโมหวิโนทนี และในปปัญจสูทนี จึงจะพอมีความเข้าใจได้
ในคัมภีร์สัมโมหวิโนทนี แก้วิภังคบาลี หน้า ๑๔๓ พระบาลีที่ว่า
"กามตัณหา" หมายเอาตัณหาในกามชื่อว่า "กามตัณหา" คำว่า "กามตัณหา" นี้เป็นชื่อของราคะคือความกำหนัดยินดีในกามคุณห้า ความพอใจยินดีในภพชื่อว่า "ภวตัณหา" คำว่า "ภวตัณหา" นี้เป็นชื่อของนิกันติคือความยินดีในฌานและของราคะคือความยินดีในรูปภพและอรูปภพที่เกิดพร้อมกับทิฐิที่เห็นผิดว่าเที่ยง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจของการมีภพเป็นที่ตั้ง ความยินดีในวิภวะ คือความขาดสูญ ชื่อว่า "วิภวตัณหา" คำว่า "วิภวตัณหา" นี้เป็นชื่อของราคะคือความยินดีที่เกิดพร้อมกับทิฐิคือ ความเห็นผิดว่าขาดสูญ
ตามข้อความเท่าที่แปลมานี้ จะเห็นได้แล้วว่า ภวตัณหานั้น ท่านหมายถึงความกำหนัดยินดีในรูปภพและอรูปภพ ซึ่งประกอบด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยงรวมทั้งความยินดีในฌานด้วย
ส่วนวิภวตัณหานั้น หมายถึงราคะคือตัณหาที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิที่เห็นว่าขาดสูญ ตามใจความก็ลงกันกับบาลีวิภังค์ดังกล่าวแล้วข้างต้น หากแต่ในที่นี้ ท่านขยายความออกโดยย่อเท่านั้น จึงกล่าวกามตัณหาเฉพาะกามคุณห้าโดยสามัญนัย โดย ศาลาธรรม [22 ต.ค. 2555 , 09:22:49 น.] ( IP = 58.9.81.162 : : )
สลักธรรม 3
ส่วนในคัมภีร์วิสุทธิมรรค สัมโมหวิโนทนี และปปัญจสูทนี ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ว่าไว้อย่างสูงทีเดียวว่า ตัณหานั้นที่กำลังยินดีรูปก็เป็นไปด้วยอำนาจของกามราคะ จึงชื่อว่า "กามตัณหา" ยินดีว่ารูปยั่งยืน เที่ยงจริง เป็นไปอยู่ด้วยอำนาจของราคะที่เกิดกับความเห็นผิดว่าเที่ยง จึงชื่อว่า "ภวตัณหา" ตัณหาที่ยินดีอย่างนี้ว่า รูปขาดสูญ พินาศ ดังนี้แล้วจักไม่เกิดอีก เป็นไปด้วยอำนาจของราคะที่เกิดพร้อมทิฐิ คือความเห็นผิดว่าขาดสูญจึงชื่อว่า "วิภวตัณหา"
เพราะฉะนั้น ตัณหาจึงมี ๓ อย่างด้วยอาการตามที่ได้กล่าวมานี้ เหมือนอย่างว่า รูปตัณหาฉันใด แม้สัททตัณหาคือความพอใจยินดีในเสียงเป็นต้นก็ฉันนั้น ดังนั้นตัณหาเหล่านี้จึงแยกออกเป็น ๑๘ ฯลฯ
ท่านผู้ศึกษาควรตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า "ยถา ว รูปตณฺหา ตถา สทฺทตณฺหาทโยปีติ" เป็นต้น แสดงว่าท่านหมายเอาอารมณ์ทั้งหกมีรูปเป็นต้นจนกระทั่งถึงธรรมารมณ์เป็นที่สุดมาเป็นอารมณ์ของตัณหา ตัณหาที่ยินดีในอารมณ์ ๖ ด้วยกามราคะคือความใคร่ธรรมดาชื่อว่า "กามตัณหา" ตัณหาที่ยินดีในอารมณ์ ๖ โดยราคะที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิดว่าเที่ยง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหกอารมณ์นี้ชื่อว่า "ภวตัณหา" ตัณหาที่ยินดีในอารมณ์ ๖ โดยราคะที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิดว่า ขาดสูญ ว่าเป็น "วิภวตัณหา"
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ๓/๑๗๙ และสัมโมหวิโนทนี หน้า ๒๓๔ ท่านแสดงไว้ว่า ก็เมื่อใด รูปตัณหานั่นแลยินดี รูปารมณ์ที่กำลังมาปรากฏทางตาเป็นไปอยู่ด้วยอำนาจของความยินดีในกาม ในกาลนั้นก็ชื่อว่า "กามตัณหา" แต่เมื่อใด อารมณ์นั้นนั่นเอง ตัณหาที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิดว่ายั่งยืน ว่าเที่ยง เมื่อนั้นก็ชื่อว่า "ภวตัณหา" เพราะราคะที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิดว่าเที่ยง ท่านเรียกว่า "ภวตัณหา" โดยเฉพาะ แต่ทว่าในเวลาใดตัณหานั้น เป็นไปพร้อมๆ กับความเห็นผิดว่า ขาดสูญ ท่านจึงได้เรียกว่า "วิภวตัณหา" โดย ศาลาธรรม [22 ต.ค. 2555 , 09:24:55 น.] ( IP = 58.9.81.162 : : )
สลักธรรม 4
แม้ในตัณหาที่ยินดีในเสียงเป็นต้นก็นัยเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ตัณหาเหล่านี้จึงมีจำนวน ๑๘ และตัณหาดังกล่าวนี้ ก็มีจำนวนถึง ๑๐๘ เพราะเป็นอดีตเสีย ๓๖ อนาคต ๓๖ และปัจจุบันอีก ๓๖ นั่นเอง
รวมความว่าทั้ง ๒ ปกรณ์นี้ก็มีเนื้อความตรงกัน โดยยกเอาอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น จนถึงธรรมารมณ์เป็นที่สุดเอามาเป็นอารมณ์ของตัณหาทำนองเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้วในปปัญจสูทนีนั้น
คือว่าตัณหาที่ยินดีในอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น ด้วยกามอัสสาทะ(มีความหมายอย่างเดียวกับราคะ) ชื่อว่า "กามตัณหา"
ตัณหาที่เป็นไปกับด้วยสัสสตทิฐิ เห็นผิดว่าอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น ยั่งยืน ไม่เปลี่ยนแปลง ชื่อว่า "ภวตัณหา" และย้ำบาลีในวิภังคปกรณ์มาประกอบคำอธิบายอีกว่า ราคะที่ประกอบด้วยสัสสตทิฐิชื่อว่า "ภวตัณหา"
ตัณหาที่เป็นไปกับด้วยอุจเฉททิฐิ เห็นผิดว่าอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ชื่อว่า "วิภวตัณหา" และย้ำในบาลีวิภังคปกรณ์มาอธิบายประกอบอีกว่า ราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิชื่อว่า "วิภวตัณหา"
ตัณหา ๓ แจกตามอารมณ์ ๖ จึงเป็นตัณหา ๑๘ (คือเอา ๓ คูณ ๖ จึงเป็นสิบแปด) แล้วแยกอารมณ์ ๖ ออกเป็น ๒ คือ ภายในและภายนอก แล้วเอา ๒ ไปคูณ ๑๘ จึงเป็น ๓๖ แล้วแยกออกเป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ และปัจจุบัน ๓๖ ฉะนั้นเมื่อเอา ๓ มาคูณ ๓๖ จึงได้รวมเป็นตัณหา ๑๐๘ พอดี โดย ศาลาธรรม [22 ต.ค. 2555 , 09:26:43 น.] ( IP = 58.9.81.162 : : )
สลักธรรม 5
และจะต้องศึกษาคัมภีร์อื่นเช่นทิฐิวิภังค์และพรหมชาลสูตรในฑีฆนิกายเป็นต้นประกอบพระอภิธรรมด้วย จึงจะได้ความรู้ในเรื่องของตัณหาได้ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องที่มีความกว้างขวางมาก แต่เพื่อช่วยให้เข้าใจความโดยย่อดังต่อไปนี้
ภวตัณหานั้น เป็นโลภะคือความอยากได้ของคนที่มีความเห็นผิดว่า คนและสัตว์เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นคนเป็นสัตว์อย่างเดิมตลอดไปทุกๆ ชาติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เคยมั่งมีหรือยากจนอย่างไรก็คงเป็นอย่างนั้นไปทุกๆ ชาติดังนี้ เป็นต้น
รวมทั้งการที่จะไปเกิดเป็นรูปภพและอรูปภพโดยเห็นว่าเป็นภพที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ไม่มีวันที่จะแตกสลาย และกินความไปถึงความใคร่ในฌาน (คือติดใจอยู่แค่ฌานโดยไม่ยอมที่จะหวนเข้าวิปัสสนา) ดังนั้น ความโลภคือตัณหาของคนจำพวกนี้ จึงเป็นภัยแก่สังคมมาก
เพราะเห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว ก็แสดงว่าไม่มีการเชื่อกรรมคือการกระทำกันเลย ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักบาปว่าจะมีอำนาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ มีแต่จะกอบโดยหาประโยชน์ใส่ตัวแต่อย่างเดียว ได้มาเท่าไรก็ดีทั้งนั้น ไม่เลือกว่าเป็นทุจริตหรือสุจริตกันแล้ว ไม่ต้องมีการทำบุญให้ทานอะไรกัน เพราะไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป เลยเข้าเขตของอกิริยทิฐิ อเหตุกทิฐิ และนัตถิกทิฐิไปในตัวอีกด้วย
วิภวตัณหานั้น เป็นโลภะคือความอยากของคนที่มีความเห็นผิดว่า คนหรือสัตว์เกิดกันเพียงชาติเดียว เมื่อตายแล้วก็ขาดสูญกันแค่นั้น ไม่มีการเกิดต่อไปอีก ความโลภคือตัณหาของคนจำพวกนี้จึงเป็นภัยแก่สังคมมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าภวตัณหา
เพราะเมื่อมีความเห็นผิดว่าเกิดกันเพียงชาติเดียวเท่านั้น ก็เป็นอันไม่เชื่อกรรมเช่นเดียวกัน กอบโกยหาประโยชน์บำรุงความสุขในชาตินี้ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ไม่เลือกว่าทุจริตหรือสุจริต เพราะเมื่อตายแล้วก็เป็นอันว่าเลิกกันชาติหน้าไม่มี สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี บุญบาปอะไรก็ไม่มีทั้งสิ้น ล่วงเข้าเขตของอกิริยทิฐิ อเหตุกทิฐิ และนัตถิกทิฐิเช่นเดียวกัน จะกลัวบ้างก็เพียงคุกตะรางเท่านั้น เรื่องนรกเป็นอันว่าไม่ต้องกลัวแน่ เพราะเมื่อไม่เชื่อกรรมเสียแล้ว เรื่องนรกหรือเรื่องสวรรค์ก็เป็นอันว่าไม่ต้องไปพูดถึง
กามตัณหานั้น เป็นโลภคือความอยากได้อารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น อย่างชนิดธรรมดา ไม่ประกอบไปด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยงหรือขาดสูญดังกล่าวมา และกินความถึงอาการอยากเกิดในกามธาตุ คือมนุษย์และสวรรค์ด้วยฯ โดย ศาลาธรรม [22 ต.ค. 2555 , 09:28:25 น.] ( IP = 58.9.81.162 : : )
สลักธรรม 6
เรื่องของตัณหา ๓ นี้ ในฉบับของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ฉบับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และฉบับของสมเด็จพระสังฆราช(สา) ทรงนิพนธ์ไว้ก็ตรงตามบาลี และอรรถกถาเท่าที่ได้กล่าวมาข้างต้นทั้งสิ้น "ไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่ใช่วิภวตัณหาแต่อย่างใดเลย" และที่สำคัญที่สุดก็คือฉบับของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ที่ว่าการเกิดในกามธาตุ คือเป็นมนุษย์และสวรรค์ จัดเข้าในกามตัณหาด้วยนั้น น่าเลื่อมใสมาก เพราะได้พบในบาลีวิภังค์ หน้า ๔๙๔ ได้กล่าวไว้ว่า ราคะที่ปฏิสังยุตด้วยกามธาตุ จัดเป็นกามตัณหาฯ ซึ่งเป็นความลึกซึ้งมาก ความตรงกันกับที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนิพนธ์ไว้เป็นอย่างดี และเมื่อพิจารณาดูในสัมโมหวิโนทนีที่แสดงวิภวตัณหาไว้ ก็สมกันเพราะภวตัณหา ท่านเอาแต่การอยากเกิดในรูปภพและอรูปภพเท่านั้น
ที่ว่า การอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นภวตัณหา และการไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นวิภวตัณหานั้น ไม่ตรงตามบาลีและอรรถกถาดังกล่าวนั้นเลย ถ้าจะถามว่า การอยากเป็นรัฐมนตรีเป็นต้น จะเป็นตัณหาอะไร? ก็คงต้องตอบว่า "เป็นภวตัณหา" เพราะเป็นเรื่องที่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งตามหลักปรมัตถ์แล้ว ท่านจัดเป็นกามตัณหา เพราะเป็นความอยากได้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในอารมณ์ ๖ โดยที่ไม่มีทิฐิประกอบด้วยเลย จึงไม่ใช่ภวตัณหา
และที่ว่าไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นวิภวตัณหา ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะตัณหานั้น เป็นเรื่องของโลภะคือความอยาก แต่การไม่อยากได้มันเป็นเรื่องของอโลภะต่างหาก และจะจัดเป็นตัณหาได้อย่างไร ไม่มีทางจะเป็นไปได้เลย ทั้งขัดกับพระบาลีในธรรมจักรที่ว่า "ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี" ซึ่งแปลว่า "ตัณหานี้ใด ทำให้มีภพใหม่อีก เกิดพร้อมกับราคะคือความเพลิดเพลิน มักมีความยินดียิ่งในภพหรือในอารมณ์นั้นๆ" ดังนั้น เรื่องของตัณหา จึงควรที่จะแก้ไขเสียให้ตรงกับพระบาลีและอรรถกถาตามที่ได้กล่าวมา จะเป็นประโยชน์สร้างทิฐิสมบัติให้เกิดแก่กุลบุตรผู้ที่สนใจในสุดท้ายภายหลังด้วย
![]()
โดย ศาลาธรรม [22 ต.ค. 2555 , 09:30:54 น.] ( IP = 58.9.81.162 : : )
สลักธรรม 8
สลักธรรมที่ ๑ กล่าวถึงตัณหาว่ามี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา และองค์ธรรมของตัณหาคือ โลภเจตสิก
และตัณหาเกิดขึ้นได้ในโลภมูลจิต ๘ ฉะนั้น ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ก็เกิดอยู่ในขอบเขตของจิตทั้ง ๘ ดวงนี้
สลักธรรมที่ ๒ วิเคราะห์ว่า ภวตัณหา และวิภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจที่เกิดพร้อมด้วยความเห็นผิด คือ สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งองค์ธรรมก็คือ ทิฏฐิเจตสิก ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่าอยู่ในส่วนที่เป็น"ทิฏฐิสัมปยุต" ๔ ดวง (โลภเจตสิก,ทิฏฐิเจตสิก)
ส่วนกามตัณหา นั้นเป็นโลภะที่มีความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ (กามอารมณ์)ให้เกิดความพอใจโดยไม่มีทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านจึงบอกว่าอยู่ในส่วนที่เป็น "ทิฏฐิวิปปยุต" ๔ ดวง
และสลักธรรมอื่นๆ ได้อธิบายเรื่องของตัณหาทั้ง ๓ ในแง่ต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างโดย ศาลาธรรม [9 พ.ย. 2555 , 10:33:31 น.] ( IP = 125.27.174.171 : : )
สลักธรรม 9อ่านเพิ่มเติม http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=10740
โดย ศาลาธรรม [13 พ.ย. 2555 , 16:05:20 น.] ( IP = 125.27.180.224 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |