มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วัฏฏะสงสารเนิ่นนานด้วยตนเอง








วัฏฏะสงสารเนิ่นนานด้วยตนเอง
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕



กราบสวัสดีทุกท่านค่ะ เวลาเรานิมนต์พระมาสวดมนต์เนื่องในโอกาสทำบุญขึ้นบ้านใหม่ก็ดี หรือในกิจทำบุญอื่นๆ ก็ดี จะมีการสวดพระธัมมจักรบ้างแต่ไม่ค่อยได้เห็นว่าจะมีใครเจาะจงให้มาสวดบทอนัตตลักขณสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่สำคัญเพราะหลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็ได้ประกาศธรรมคือได้เข็นพระธรรมจักรไปรอบหนึ่งแล้วก็มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่บรรลุธรรมคือ ท่านพระอัญญาโกทัญญะ ส่วนบทอนัตตลักขณสูตรนั้นทำให้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุพระอรหันต์

บทอนัตตลักขณสูตรที่เราสวดกันเมื่อเช้านี้เป็นบทที่สำคัญแต่เราก็ไม่ค่อยจะได้ฟัง และพระก็ไม่ค่อยได้มีการสวด พอจะสวดบทนี้ขึ้นมาพระก็ต้องแจกหนังสือสวดมนต์ให้กัน เพราะไม่ได้มีความทรงจำในบทนี้ ฉะนั้น จึงเป็นข้อยืนยันว่าอะไรที่ไม่ได้ทำ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น และก็จำไม่ได้ แต่อะไรที่ใช้บ่อยๆ มันก็เกิดความจำได้ขึ้นมา ติดอยู่ในจิตใจของเราก็จะสามารถสวดได้

เมื่อสักครู่นี้ก่อนที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้า ได้หยิบหนังสือ “จุดประกายปัญญา” ขึ้นมาเปิดดูที่หน้า ๓๖ อ่านจบแล้วก็รู้สึกอยากฟังเพลงเพลงสองฝั่งคลอง เพราะมีความรู้สึกพลุ่งขึ้นมาในเรื่องเกี่ยวกับพระธรรมที่รู้ตัวว่า “สิ่งที่เรายังไม่รู้ยังมีอีกมาก” แล้วก็นึกถึงคำนี้ว่า “ทำไฉนหนอ เราจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้เกิดขึ้นได้” จึงรู้สึกที่ตนเองว่า เราเองจะต้องเป็นผู้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอีกนาน

จากการที่ได้รับฟังคำสอนจากหลวงพ่อว่า “วัฏฏะสงสารเนิ่นนานด้วยตนเอง” ก็รู้สึกว่าแค่ชาตินี้ เรายังเหนื่อยขนาดนี้เลย เรายังมีความทุกข์และเรื่องราววุ่นวายขนาดนี้ ภายในสัปดาห์หนึ่งๆ ชีวิตวุ่นวายมาก มีเรื่องที่มากระทบมากมาย และก็เป็นเรื่องที่ต้องให้แก้ไข ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องอาหารไม่ถูกปาก แต่ไม่มีเรื่องที่จะไปวุ่นวายกับใคร อันนี้มันเป็นความโชคดีของชีวิตที่ได้อยู่คนเดียว

แต่ในการอยู่คนเดียวนี่ก็มีฟุ้งซ่านไปบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ เพราะตอนเช้าหลังจากทำเรื่องส่วนตัวหรือทานอาหารแล้ว ก็จะนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นงานที่เลือกทำและตั้งใจทำเพื่อให้ธรรมะเป็นทาน มีการลงงานในลานธรรมของมูลนิธิบ้าง และสนทนาโต้ตอบกับสมาชิกใน facebook บ้าง ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะฟุ้งแบบที่ใครๆ เขาฟุ้งคือ นึกถึงอดีตและวาดหวังไปในอนาคต เพราะมันมีงานที่ปัจจุบันทำ นี่คือความโชคดีของชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [25 ต.ค. 2555 , 15:05:20 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ในสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ เมื่อย้อนกลับมาดูตนเองว่า ก็รู้สึกมีความพอใจมาก และก็เห็นธรรมชาติที่ได้เรียนไปคือเจตสิก ว่าในวันหนึ่งๆนี้ที่เราคิดว่าเราทำดีแล้ว แต่รู้ตัวเลยว่า ดีของเรานี่มันมีการหนุนหลังด้วยตัณหา ดีของเรามีอำนาจของโลภะและทิฏฐิเข้าไปร่วมมากมาย เพราะเราตอบคำถามได้ และเป็นที่รักของคนหมู่มากจริงๆ ฉะนั้น มันก็เกิดความรู้สึกยินดี และด้วยความรู้สึกยินดีนี่แหละ มันก็เลยผลักดันให้เกิดการกระทำต่อไปๆ ซึ่งไม่ได้ทำไปด้วยความต้องการที่ปรารถนาจะพ้นทุกข์

จึงมานึกถึงคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า “วัฏฏะสงสารเนิ่นนานด้วยตนเอง” เพราะไม่มีใครทำร้ายเราได้ แต่เราทำร้ายตัวเราเอง ซึ่งในหน้าที่ ๓๖ ของหนังสือจุดประกายปัญญา ที่ตนเองได้เขียนขึ้นเมื่อ ๑๕ ปีก่อนนั้น เขียนไว้ว่า

“เราต่างรอคอยความสมหวัง และรางวัลของชีวิต จงหมั่นคิดว่า รางวัลของคนดีมีน้อย ยามเกิดความท้อแท้ขึ้นมาในชีวิต เพราะคิดว่าเราทำดีแล้ว ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ จงคิดใหม่เสียว่า รางวัลของคนดีมีน้อย ขนาดเราทำความดีถึงเพียงนี้แล้ว รางวัลแห่งความดีนี้ ยังมาไม่ถึงเราเลย”

อ่านตรงนี้เสร็จแล้วใจก็ต่อเลยว่า เมื่อเราทำความดีถึงขนาดนี้แล้ว รางวัลยังไม่เกิดขึ้นกับเราเลย เพราะรางวัลของคนดีมีน้อย เรายิ่งจะต้องเพิ่มความดีให้มีคุณค่าและมีความเข้มข้นขึ้น ก็เลยไปนึกถึงนักกีฬา อย่างเช่น ฟุตบอลโลก กว่าจะเป็นฮีโร่ของบอลโลกซึ่งสี่ปีจึงจะมีการแข่งขันครั้งหนึ่ง เขาก็ต้องเข้าแข่งขันตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลตามประเทศโน้นประเทศนี้ เพื่อคัดแล้วก็เอาสายเอ สายบี สายซี มาไขว้กันแข่งขันเพื่อจะได้ที่หนึ่ง ฉะนั้น จึงต้องอาศัยเวลาจริงๆ

ในการแข่งขันกับกิเลสเพื่อที่จะพาตัวเองให้มาอยู่ในแถวหน้า คือถูกเลือกให้ได้รับสิทธิ์ว่า รางวัลนี้จะเป็นของฉัน เมื่อถูกเลือกแล้วนี่ยังต้องถูกคัดเลือกโดยมีการแข่งขันต่อไปจนกระทั่งชนะคู่ต่อสู้ทุกฝ่ายคือกิเลสจนราบเรียบได้เป็นฮีโร่คือที่หนึ่ง เราจึงต้องเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ว่า รางวัลของคนดีมีน้อย แล้วก็ต้องกลับมาดูตนเองว่า “เราเป็นคนดีขนาดไหน” การดูตนเช่นนี้จะทำให้เราไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ว่าเรายังไม่ได้รับรางวัลของความดีนั้นเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:06:21 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )


  สลักธรรม 2




และต่อจากหน้า ๓๖ แล้วก็มีข้อความต่อว่า “ความน้อยใจเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราแค่รู้ความจริงของชีวิตด้วยการเรียน”

พวกเราทุกคนมาที่มูลนิธิเพื่อเรียนเรื่องชีวิตว่า ชีวิตของเราเป็นอย่างไร ก็คือ มีรูป มีนาม และรูปนามนั้น มีจิตที่เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ มีเจตสิกที่เป็นธรรมชาติปรุงแต่งอารมณ์ มีสภาพของรูปธรรมที่มีแต่ความเสื่อมดับอยู่เสมอๆ ฉะนั้น ธรรมชาติของชีวิต จิต เจตสิก รูป และเราก็อยู่ร่วมกันโดยใช้บัญญัติ

การศึกษาเพื่อจะได้เข้าใจชีวิต ว่าชีวิตของเรานี้ “มีวิบาก” ที่นั่งอยู่นี่ก็วิบาก มีแต่วิบากขันธ์ที่ได้มา เราทำมาอย่างไร เราก็ได้อย่างนั้น เปรียบว่าทำไมมีผิวดำมีผิวขาวก็คือเซลล์นี่มีส่วนมาจากอำนาจกรรมที่จะทำให้กัมมชรูปนั้นเป็นอย่างไร กรรมจากอดีตจึงมีส่วนเป็นอย่างมาก และไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัส นี่ก็เป็นวิบากทั้งสิ้นเลย ซึ่งก็คือแถวของอเหตุจิตที่เป็นวิบากทั้งหมด ก็จะเห็นว่า เรามีวิบากอยู่ตลอดเวลา และก็ยังมีกรรมเป็นของตน เพราะเรายังทำกรรมอยู่

เรารู้ความจริงของชีวิตด้วยการเรียนเท่านั้น เมื่อเรียนแล้วแต่เราไม่ได้เอาไปใช้ เราจึงมีความน้อยใจเกิดขึ้นได้ว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำไมเราเป็นอย่างนี้เป็นอย่างนั้น แต่พระอรหันต์ท่านเป็นผู้เห็นความจริงของชีวิตจริงๆ ต่างกับเราที่เป็นผู้รู้ความจริงตามการเรียน ฉะนั้น พระอรหันต์ท่านจึงหมดความน้อยใจเพราะไม่มีอุปาทาน แต่เรารู้ความจริงของชีวิตจากการเรียน และเราก็ยังมีอุปาทานเต็มเลย ว่านี่เป็นเรา นี่เป็นการกระทำของเรา นี่สิ่งนี้เกิดกับเรา ฉะนั้น ในยามที่เกิดความน้อยใจขึ้นมา ก็ต้องหมั่นบอกตนเองว่า “จงเร่งทำความดี เพื่อรางวัลแห่งความดี”

เราไม่ได้ทำดีเพื่ออะไร นอกจากจะได้ไปรับรางวัลอันนั้นของเรา แต่ก็เป็นรางวัลของความดีที่มีน้อย จะได้มาถึงเราบ้างหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ถ้ายังไม่ได้ก็จงบอกตนเองว่า ขณะนี้เรายังดีไม่พอ เราจึงไม่ได้รับรางวัลของความดี เตือนตนไว้อย่างนี้ก็จะคลายความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจลงไปได้ เพราะเหตุย่อมทำให้ผลเกิด แต่ผลที่ยังไม่เกิดเป็นรูปเป็นร่างให้เราเห็นนี่ เพราะเหตุของเรายังมีน้อย ซึ่งก็เหมือนกันถ้าการเรียนของเราน้อยก็รู้น้อย เรียนมากก็รู้มาก เพราะคำว่า “มาก” มาจาก “น้อย” ทั้งสิ้น นี่คือความธรรมดาที่สุด

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:06:37 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )


  สลักธรรม 3




ชีวิต ณ วันนี้ ถามว่าเราเป็นคนดีหรือยัง? ยัง แต่เรามีโอกาสที่จะดีได้มากกว่าคนที่ยังไม่รู้จักธรรมะเลย เราจึงต้องเพิ่มปริมาณความดีให้มากขึ้น และไม่ต้องน้อยใจในโชคชะตา ในโลกนี้มีอยู่ ๒ เรื่อง คือ ทำไม่ได้ กับ ไม่ทำไม่ได้ เรื่องที่ทำไม่ได้เลยคือ บาปทุจริตทั้งปวง เช่น ไปฆ่าสัตว์ เราต้องไม่ทำอย่างเด็ดขาดเลย ตายเป็นตาย ฆ่าสัตว์ไม่ได้ เพราะนั่นบาปทุจริต เป็นการตัดรอนชีวิตผู้อื่น ให้เราไปลักทรัพย์ผู้อื่น ฉ้อโกงผู้อื่น เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าห้ามทำ แล้วเราก็ทำไม่ได้ เพราะผลของบาปมีมากมาย

เรื่องหนึ่งก็คือ ไม่ทำไม่ได้ เมื่อเรามีชีวิต ต้องกินอยู่ขับถ่าย อยู่ตลอดเวลา ต้องบำรุงดูแลชีวิต ต้องรับผิดชอบชีวิต รับผิดชอบคนเดียวไม่พอ ยังรับผิดชอบคู่ชีวิต รับผิดชอบคู่ชีวิตยังไม่พอ ลูกของคู่เรามันมีพ่วงมายาวเหยียดเลย ไม่ทำไม่ได้ ฉะนั้น เราต้องทำงาน ๖ วัน เราจึงอยู่ในการกระทำงานที่จำเจซ้ำๆ ซากๆ เพราะเราหลีกเลี่ยงวิบาก เราหลีกเลี่ยงกรรมที่เราเลือกมาเองไม่ได้ จะโทษใครก็ไม่ได้ ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมโดยดุษฎี ดูแลศรีภรรยา ดูแลลูก ดูแลกันไปให้ดีที่สุด เป็นสหายกันให้ได้ เป็นกัลยาณมิตรกันให้ได้ ภายในบ้าน เพราะเราเลือกพวกเขามาเอง

ทำอย่างไรสามีภรรยาจะเป็นคู่มิตร คู่คิด และคู่สร้างแก่กัน? ก็จะต้องมาศึกษาธรรมด้วยกัน ก็น่าอนุโมทนาจริงๆ เลย ที่มาเป็นคู่หลายคู่ มาเรียนรู้เรื่องกรรมทั้งคู่ เรียนรู้ว่าอะไรไม่ดีทั้งคู่ มันก็จะมีตัวเบรกใจกันทั้งคู่ เพราะถ้าเทียบกับเมื่อก่อนนี้ เราไม่รู้หรอกว่าเป็นวิบาก ก็จะโทษอีกฝ่าย แต่เดี๋ยวนี้เราไม่โทษอย่างนั้นแล้ว เพราะไม่มีใครทำร้ายเราได้ แต่วิบากส่งมาให้ อาศัยผ่านพวกเขามาให้เรารู้สึก พวกเขาเป็นทางผ่านของที่ส่งมาถึงเราแค่นั้นเอง เช่น เรื่องที่ไม่ดีๆ เขาไม่ได้ทำ แต่เรามีวิบากที่จะได้ยินเรื่องที่ไม่ดีทางโสตวิญญาณผ่านปากภรรยามาสู่เราแค่นั้นเอง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ให้กลับมาห่วงตัวเองเถิดว่า ถ้าเราโทษเขาแล้วคิดซ้ำๆอีก เรากำลังสร้างกัมมวัฏฏ์ใหม่ กิเลสวัฏฏ์ให ม่ วิบากวัฏฏ์ใหม่ ร้อยรัดขึ้นอีก เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วก็จะอยู่ด้วยกันอย่างสบายใจ เป็นคู่กัลยาณมิตรของกันและกัน มาเป็นคู่กรรมดีของเราที่จะจูงมือกันไปในสังสารวัฏฏ์เพื่อสร้างสรรค์ความดี

และสำหรับอีก ๑ วัน ที่เราว่างจากการทำงาน เราก็ต้องเพิ่มศรัทธาในวันนี้ให้มากยิ่งขึ้น โดยตั้งใจเรียนให้รู้จริง และเอาความรู้จริงนี่ไปปฏิบัติให้จริง ตรงนี้แหละเป็นการสร้างเร่งสปีดความดีด้วยการทำบ่อยๆ เช่นหัดเดาะบอลบ่อยๆ อีกหน่อยเราก็เตะเข้าประตูได้อย่างแม่นยำ แล้วเราก็จะถูกคัดเลือกไปเป็นผู้รับรางวัลความดีนั่นเอง ฉะนั้น ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:06:52 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )


  สลักธรรม 4




แล้วทำอย่างไรล่ะ เราจะพ้นจากภัยในวัฏฏะสงสารได้? ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติที่ค่อยๆ หลีก ละ ลด และเลิก จริงอยู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นทางสายเดียวและทางสายเอกที่จะนำสัตว์โลกสู่ความพ้นทุกข์ แต่การที่จะไปสู่การงานที่สมบูรณ์ตรงนั้นได้ก็ต้องเริ่มต้นจากการหลีก ละ ลด เลิก ตรงนี้ก่อนที่เป็นก้าวแรกของความดี เพราะเราต้องดีให้พร้อม เหมือนเราเป็นนักฟุตบอลที่ไปแข่งขันแล้วชนะพกวโนเนม ก็ไม่มีผลอะไร ฉะนั้น เราต้องคิดไว้ว่า “วิบาก” นี่โนเนม ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลย เพราะวิบากส่งมาแป๊บเดียว แต่กรรมสิเป็นพวกแบรนด์เนมที่ดังยิ่งกว่าหลุยส์วิตตองทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม

วิบากเป็นพวกโนเนม เราไม่ควรไปใส่ใจมาก ต้องปรับระดับตัวเองให้ชอบแบรนด์เนม และแบรนด์เนมที่เลือกใช้ก็ต้องเลือกที่เป็นของแฮนด์เมดทำชิ้นเดียวในโลก ก็คือ กุศลกรรมที่ตัวเราทำคนเดียว และก่อนที่จะไปถึงการเจริญสติปัฏฐาน เราต้องใช้หลักชีวิต หลีก ละ ลด และเลิก ตามที่หลวงพ่อท่านบอกว่าเป็น พุทธวิธีชนะกิเลส

หลีกอะไร? หลีกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง อะไรไม่เข้าเรื่องอย่าไปให้ความสำคัญมาก อะไรที่ไม่ควรจะทำ ไม่ควรจะคิด ไม่ควรจะพูด เราไม่ควรจะทำ ไม่คิด ไม่พูด เพราะไม่ใช่เรื่องแบรนด์เนมที่ดี เราต้องคอยหมั่นเจริญสติให้ทันว่า ทางใจของเราที่กำลังคิดหรือคิดไปแล้วนี่มันดีหรือไม่ดี เช่น คิดโกรธ คิดเกลียด น้อยใจ คิดไหวตาม คิดว่าโกรธนี่คืออะไร คือโทสะเจตสิก นำไปไหน? นำไปนรก เราต้องมีสติหมั่นเอามาคิดว่า สิ่งไม่เข้าเรื่องก็คือเรื่องบาปทั้งหลาย ทางวจีของเรา ก็ไม่ควรที่จะไม่เข้าเรื่อง นินทา ว่าร้าย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ โกหก วจีทุจริต ๔ ก็คือการยุ่งไม่เข้าเรื่อง เพราะว่าไม่เข้าเรื่องที่ดี ก็ต้องหลีกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่องออกมา

ชีวิตของเรานี่มีโอกาสทุกวินาทีที่จะข้าไปอยู่ในบาปและบุญ แล้วเราอยากจะได้อะไรล่ะ เราอยากจะได้บุญ ฉะนั้น เรื่องอะไรที่ไม่ได้เข้าไปในบุญ เราก็พยายามไม่ทำให้ได้

ใครจะทำอะไร ที่ไหน ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง เพราะเขาก็คือเขา เราก็คือเรา อะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย แล้วจะทำให้เราเกิดชั่ว เราไม่ทำ จึงต้องพยายาม เพราะไม่มีใครทำได้ทันทีหรอก จากวันนี้ไปต้องบอกตนเองเลยว่าเราเป็นคนมีคลาส อย่าไปเลือกอะไรที่โนเนม ต้องเลือกแบรนด์เนม และแบรนด์เนมในที่นี้มี ๒ ยี่ห้อ คือบาป และบุญ การที่เราจะใช้ชีวิตที่ดี เราต้องหลีกจากเรื่องที่จะนำไปสู่บาปให้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:07:05 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )


  สลักธรรม 5




เมื่อหลีกได้แล้ว ก็ต้องละ “ละ” อะไร ? ละจากการทำทุกอย่างเพื่อแก้อยาก มาทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ เช่นกินเพื่อแก้ทุกข์ ชีวิตของเรานี่เลือกกินได้ทุกมื้อ เลือกกินให้ทุกวัน แต่ลองสิ ลองกินแบบข้าวผัดกะเพรา อาทิตย์ละมื้อ กินส่งๆ อย่ากินสั่งๆ เพื่อลดกิเลส ลดโลภะลงมา ลดกิเลสอีกตัวนึงก็คือ ลดโทสะ ไม่มีใครพูดให้เราโกรธเราโกรธเอง มีผลอย่างไร ทำร้ายตนเอง ถ้าเผื่อโกรธมีอำนาจตายไปไหนเรา ไปนรก เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ ทำใจเย็นๆ ฟังให้รอบคอบ แล้วก็คิดอย่างรอบรู้ ฟังให้รอบคอบว่าเขาพูดดูเหตุผลเขา แล้วคิดอย่างรอบรู้ว่าทำไมเราถึงต้องได้ยิน เพราะเรามีวิบากกำลังส่งผล ผ่านปากคนนี้มาสู่หูเรา เท่านั้นเอง อาศัยปากเขามาสู่หูเรา เราก็รู้สึกว่าไม่ดี ฉะนั้น เป็นเรื่องวิบากทั้งสิ้น โนเนม ไม่ควรใส่ใจ

ถ้าเผื่อจิตไม่สบายเช่นขณะนั้นโทสะจิตเกิดขึ้น โทสะมีหน้าที่ประทุษร้าย เปรียบเสมือนลูกระเบิดทำลาย ตูมแรกก็ทำลายตนเองก่อนเพราะเป็นคนถือ แล้วอำนาจลูกระเบิดก็ลามไปถูกผู้อื่นด้วย ส่วนโลภะเปรียบเสมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่รู้จักเต็ม ตักเท่าไหร่รั่วหมดๆ ฉะนั้น พอเรียนธรรมะแล้ว เรายอมรับวิบาก แทนที่จะคิดว่า ทำไมถึงทำกับฉันได้ ต่างคนต่างก็ไม่ทำร้ายกันเพราะมันบาปส่วนตัว ก็จะเริ่มมีเมตตาจิต เมื่อต่างคนต่างมีเมตตา ต่างคนต่างรู้ธรรมะ มันก็ไปด้วยกันได้ นี่เขาเรียกว่า คู่สร้าง

เมื่อมีโอกาสหลีก ละ แล้วไม่พอ ต้องลด คือลดกิเลสโลภะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ ลงมา แล้วเราก็มา “เลิก” การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เพราะการมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นเป็นทุกข์ยิ่งนัก ใครก็แล้วแต่มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ต่างคนต่างรักตัวเองกันทั้งสิ้น ถ้าเผื่อเขาไม่อยู่ จริงๆแล้ว เราไม่ตายจากเขา เขาก็ตายจากเรา อยู่กันชั่วคราว ต้องมีชีวิตด้วยตนอง ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน อัตตาหิ อัตตโน นาโถ โกหิ นาโถ ปะโรสิยา ใครล่ะจะมาเป็นที่พึ่งอันแน่นอนของเราได้

ถามว่ามาถึงตรงนี้แล้วเป็นการก้าวเข้าสู่วิปัสสนาไหม? ก้าวแล้ว เพราะทั้งสามขั้นตอนเป็นการลดกิเลสให้น้อยลง มาทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์เป็นการลดโลภะให้มันน้อยลง แล้วกิเลสที่ยังเหลืออยู่คือโทสะ มันก็น้อยลงอีกเพราะไม่มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เราเกิดมาคนเดียว สุขทุกข์เราคนเดียว เวลาเราเดิน เราก็ต้องเดินคนเดียว ต้องก้าวเอง แล้วก็ตายคนเดียว


โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:07:20 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )


  สลักธรรม 6





ที่นั่งอยู่ตรงนี่บอกมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากเป็นผลของกรรมคือวิบากล้วนๆ ถ้าเผื่อเราเคยทำบุญสุนทรทานมากๆ เคยจิตใจผ่องใสในอดีตชาติ ไม่โทสะง่าย หน้าตาผิวพรรณวรรณะก็ดี แต่ถ้าเผื่ออดีตชาติเรา ทำไว้ไม่ดี ผิวพรรณวรรณะเราก็ไม่ดี กัมมชรูปส่งผลให้ดำหรือขาวคือดีกับชั่วนั่นเอง

ความสุขที่แท้จริงก็คือ การไม่เกิด แต่เราไม่รู้ว่าวันไหน หรืออีกนานแค่ไหนเราไม่รู้เลย แต่พระธรรมให้คำตอบว่า เรายังเนิ่นช้าอีกนานจริงๆ เราต้องการความสุขทุกคน เราไม่ต้องการความทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การเกิดเป็นทุกข์ แล้วเรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จะเกิดเป็นคนดีขนาดไหนวรรณะดีขนาดไหน ต้องเดินเอง กินเอง ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ฯลฯ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ชีวิตเมื่อมีการเกิดเป็นทุกข์จริงๆ ทุกข์ที่ต้องดิ้นรนแค่ชีวิตรอดไปวันหนึ่งๆ หายใจเข้าอย่างเดียวไม่หายใจออกก็ตาย ชีวิตกับความตายมันใกล้กันเหลือเกิน ชีวิตคนเราประมาทไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ตายด้วยโรคอะไร บางคนอยู่อย่างสบายๆ ไปงานสังสรรค์ ดูสดชื่น วันดีคืนดีตรวจพบเป็นมะเร็งขั้น ๔ แล้ว เกษียณออกมาเงินก็ไม่ได้ใช้ ถ้าถามว่ามีคนให้เงินเรา ๑๐๐ ล้าน แล้วเราเป็นมะเร็ง เราเอาไหม? ไม่เอา ฉะนั้น ชีวิตไม่แน่นอนเลย ใครจะรับรองเราได้ ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ตายด้วยโรคอะไร แล้วก็ตายที่ไหน ไม่รู้เลยว่าเราตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร

การมีชีวิตก็ดิ้นรนค้นหากันเรื่อยไป เหมือนอยู่กลางสองฝั่งคลอง ที่สายน้ำพาวนสู่ห้วงตัณหา เมื่อมีความอยากเกิดมาแล้วก็ต้องไขว่คว้าค้นหา เมื่อมีความอยากก็ทให้มีการเกิด ใครสอนให้เด็กมีความอยากมีตัณหา เด็กเล็กๆ นี่มีตัณหาเกิดขึ้นมาแล้ว เอานมให้ก็ดูด พอเอาน้ำให้กินปลิ้นทิ้ง เพราะรสชาติมันต่างกัน ความยินดีติดใจมันเกิดขึ้นมา เพราะมีโลภะเป็นชวนะครั้งแรกเลย ฉะนั้น เรารู้สิ่งเดียวคือตั้งใจฟันฝ่า ยามใดหยุดอ่อนล้าเหมือนดังฆ่าตัวตาย และก็ตายอยู่ในแบรนด์เนมที่ชั่วนั่นแหละ

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:07:37 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )


  สลักธรรม 7




เราจึงต้องฝืนใจมา และมาฝึกจิตของเราให้เข้มแข็ง ให้ทนต่อแรงต้านทานของกิเลสให้ได้ อดีตที่ผ่านมาก็ ช่างมัน ปัจจุบันเริ่มใหม่ เพราะไม่รู้ว่าวันไหนที่เราจะได้ขึ้นฝั่ง เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฏฏ์ตราบนานเท่านาน และเราเป็นผู้ทำชีวิตของเราเอง เราเสพอารมณ์ทุกวัน มีอารมณ์มากระทบเราทุกวัน วิบากมากระทบเรา จะเป็นรูปารมณ์ สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผชฐัพพารมณ์ กระทบตลอดเวลา เราก็เป็นผู้รู้ ผู้ได้รับ และเราก็ตัดสินอารมณ์นั้น เป็นพอใจไม่พอใจ ตัดสินตามเหตุและปัจจัยของเรื่องเหล่านั้น แล้วเราเสพชวนะเข้าไป ๗ ขณะ แล้วแต่ละครั้งที่ได้เห็นได้ยินนี่ มันไม่ใช่วิถีเดียว แต่แค่ยกวิถีเดียวนี่ เราเป็นคนสร้างชาติเป็นอนันตชาติ เราสร้างภพชาติอย่างมหาศาลให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลา

เราเรียนแล้วก็จะรู้ว่า ชวนะดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า คือชาติต่อไปนี่แหละ ถามว่าทำไมไปเอาตัวสุดท้าย ทำไมไม่เอาชวนะดวงที่ ๒ หลวงพ่อท่านก็เปรียบว่า เหมือนเอาแก้วน้ำมาหนึ่งใบ เอาเหรียญ ๕ หรือเหรียญ ๑๐ หย่อนลงไปในแก้วน้ำ ความรู้สึกชัดนี่ตัวที่ ๑ เหรียญแรกที่หล่นลงไปล่างสุดก้นแก้วเลยกระเทือนอย่างแรง ให้ผลในชาตินี้ เปรียบว่าให้ผลตรงที่เราได้ยินเสียง “แกร๊ก” ส่วนเหรียญที่ ๒ ถึง ๖ ก็ไม่ค่อยได้ยินเสียงแล้ว จึงให้ผลในชาติที่ ๓ จนอโหสิกรรม

ฉะนั้น การทำงานของเราครั้งหนึ่งที่เป็นบาป เป็นบุญ เราไม่ได้สร้างชาติแค่ชาติเดียว แต่เราสร้างชาติภพชาติภพให้เราตลอดไป เพราะชวนะเกิดขึ้นต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่น่ากลัว ที่ทำให้เราไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงในวันไหน ตราบใดที่เราไม่สามารถ ทำกุศลให้เกิดเป็นวิวัฏฏะคามินีกุศล เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด อยู่อย่างนั้น ไม่มีใครทำอะไรกับเราได้เลย ไม่มีใครช่วยเราได้เลย เราทั้งสิ้นเป็นผู้กำหนดชะตากรรม กำหนดชาติ กำหนดวิบากของเราด้วยตัวเราเอง เราคนเดียวเป็นผู้กำหนดกรรมกรรมแล้วหยุดกรรมได้ด้วยตนเองถ้าเผื่อเรามีวิธี

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพ ตลอดจนบารมีธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ยังทรงพุทธฤทธิ์ พระธรรมอันล้ำค่า ขอองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนอำนาจของพระอริยสงฆ์ที่เป็นตัวอย่าง ทายาทในพระพุทธศาสนาที่ทำให้เรารู้ว่า ทางที่สิ้นสุดแห่งทุกข์นั้น ทำได้ ประกอบกับความเพียรในกุศลทั้งหลาย ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของคณาจารย์ที่นี่ทุกคน มีอาจารย์บุญมี มีหลวงพ่อเสือ มีท่านพระครูศรีโชติญาณ และครูบาอาจารย์ที่นี่ ท่านมีน้ำใจ และมีเมตตากับเราตลอดมา ด้วยความปรารถนาดี และกุศลกรรมทางกาย วาจา ใจ ของทุกๆ ท่านที่พยายาม ดำเนินชีวิตให้ดีมาโดยตลอด ก็จงเป็นอุปการะพาเป็นเสมือนเรือที่นำท่านขึ้นฝั่งพระนิพพานได้โดยไม่ยากทุกท่านทุกคน อนุโมทนา



ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ต.ค. 2555 , 15:07:51 น.] ( IP = 182.52.204.15 : : 10.0.1.255 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org