มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สังสารวัฏเป็นอย่างไร?









สังสารวัฏเป็นอย่างไร?
โดย หลวงพ่อเสือ



คำว่า สังสารวัฏหรือวัฏสงสาร หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ตายแล้วเกิด เกิดแล้วก็ได้รับทุกข์ภัยอย่างนั้นตลอดไปเป็นเวลายาวนานต้องเดิน ยืน นอน เป็นต้น ต้องได้รับวิบากที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องต่อสู้ต้องแข่งขันเป็นเวลายาวนาน แม้กระทั่งวันตาย แล้วบอกว่าไม่ต้องอุจจาระปัสสาวะแล้ว ไม่มี สมกับคำที่โบราณจารย์กล่าวไว้ว่า

“การที่สัตว์ทุกรูปทุกนามต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในภูมิทั้งหลายก็คือ การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ ซึ่งเป็นโลกที่ดีบ้างมีความสุขบ้าง และเป็นโลกที่ชั่วช้าเลวทราม คือสุคติกับทุคติอย่างไม่มีวันสิ้นสุด อาการที่ต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดไปเช่นนี้เรียกว่า วัฏสงสาร”

วัฏฏะคือ กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิบากวัฏ

คำว่า วัฏสงสาร เมื่อจำแนกออกเป็นประเภทใหญ่ๆ มีอยู่ ๓ ประการคือ

๑. การที่สัตว์ต่างๆ ทั้งหลายในโลกนี้ต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิหรือในโลกชั้นต่ำเรียกว่า ชั้นเลวทราม เรียกว่าเป็นภูมิที่มีแต่ความทุกข์โดยฝ่ายเดียวได้แก่ นิรยภูมิ (นรก) เปติวิสยภูมิ (เปรต) อสุรกายภูมิ เดรัจฉานภูมิ

๒. มัชฌิมสงสาร การที่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิหรือในโลกชั้นกลางๆ เป็นภูมิชั้นดีประกอบไปด้วยโลกียสุขพอประมาณ การท่องเที่ยวนี้มีอยู่ ๗ คือ มนุสสภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ (จาตุมหาราชิกา ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรตี ปรนิมมิตวสวัตตี)

๓. การที่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ต้องท่องเที่ยวอยู่ในภูมิชั้นสูง สูงกว่าเทวดา เป็นชั้นที่วิเศษดีเยี่ยม ประกอบด้วยสุขอันประณีต และประณีตสุขด้วย ก็คือมีพรหม ๑๖ ชั้น (เมื่อจะนึกไปเที่ยว ก็ลองคิดดูว่าเราท่องเที่ยวอยู่นานแล้ว แต่เที่ยวทำบุญก็ไปเถอะ ไปแล้วให้ได้บุญเกิดขึ้นมา) รวมเป็น ๓๑ ภูมิ (ยกเว้นสุทธาวาส๕) ย่อมเป็นอุบัติเป็นที่อาศัย ๒๖ ภูมิที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะประณีตดีอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเราหรือเป็นเขา ต้องมีเหมือนกันคือความตาย ไม่มีวันสิ้นสุดลงได้ ต้องท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏนี้ไม่ภูมิใดก็ภูมิหนึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:40:42 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ตัวอย่างเช่น ตัวเราแต่ละคนเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ชื่อว่ากำลังท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์ภูมิคือโลกมนุษย์ ได้รับความสุขบ้างคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ได้รับความทุกข์บ้าง คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ โลกียธรรม ๘ ประการ หรือจะกล่าวได้ว่าได้รับความทุกข์มากกว่าความสุข

และเป็นที่ทราบกันอยู่แก่ใจว่า ชีวิตของเราทุกข์มากกว่าสุข ประชาชนพลโลกทั้งหมดและสัตว์ในภูมิอื่นๆ ก็มีสภาพเหมือนกันคือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ไม่มีโอกาสที่จะหลุดพ้นไปได้ตลอดกาล จะเป็นไปตามอำนาจกรรมและอุบัติเกิดในภูมิที่ประเสริฐสูงขึ้นไป เช่น เป็นพรหมต่างๆ หรือบุญวาสนาทำให้เป็นเจ้าจักรพรรดิ พระราชาก็ดี ไปเกิดเป็นท้าวโลกีย์ สมเด็จพระอมรินทร์ธิราชเจ้าซึ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่ในสรวงสวรรค์ชั้นไตรตรึง หรือไปเกิดเป็นท้าวมหาพรหมก็เสวยสมบัติอยู่ในพรหมโลก หรือองค์อมรินทร์ก็มีความไม่เที่ยงอยู่ในที่นั้นอยู่ตลอดเวลา

ต่างตกอยู่ภายใต้กฎของพระไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้เหมือนกัน ต้องหมดเสื่อมสูญสิ้นจากสมบัตินั้นคือ ต้องตายจากความสุขนั้นเป็นของธรรมดา ในเมื่อสิ้นอายุขัยแล้ว หมดกรรมแล้ว ก็ต้องคลาดเคลื่อนมีการจุติและปฏิสนธิไปในภูมิอื่นๆ อีกมากมาย ภายในห้วงแห่งอำนาจกรรม ห้วงแห่งตัณหา กิเลส ราคะ และอุปาทาน

ท่านจึงกล่าวว่า “ดูก่อนผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย วัฏสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น และเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ทั้งมวลล้วนมีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้แล้ว ก็ย่อมจักท่องเที่ยวอยู่อย่างนี้เรื่อยไป โดยที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งสังสารวัฏนั้นไม่มีปรากฏให้เห็นเลย”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:41:23 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 2


ความสำคัญคือ อวิชชากางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ แล้วจะทำอย่างไร?

ต้องอาศัยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ไม่มีทางอื่นเลย

เพราะวิปัสสนากรรมฐานคือ ปัญญาที่เห็นว่าไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย เห็นเป็นรูปเป็นนาม ทำลายอวิชชา ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อแก้อยาก รู้เหตุจึงจำเป็นต้องทำ ตัณหาไม่เกิดในขณะนั้น

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องมีภูมิธรรมรู้ว่า นั่งเป็นรูป รู้เป็นนาม เห็นเป็นรูป รู้เป็นนาม เสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม กลิ่นเป็นรูป ได้กลิ่นเป็นนาม เปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ดจืดเป็นรูป รู้รสเป็นนามเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึงเป็นรูป รู้สึกเป็นนาม รักเกลียดชอบชังฟุ้งเป็นนาม ความฟุ้งเป็นรูปก็มี เป็นนามก็มี

จึงต้องมีการงานตัดความเห็นผิด คอยใส่ใจ สำเหนียก สังเกตด้วยสติมา สัมปชาโน อาตาปีว่า ขณะนี้อาการท่านตั้งอยู่ในขณะใด เป็นรูป อยากกินน้ำไม่มี หิวน้ำเป็นทุกข์ กำหนดเป็นทุกข์ ตัณหาไม่ร่วม มีความจำเป็นจึงต้องทำ เปรียบเหมือนคนป่วยเกิดขึ้นคือ คอแห้งแล้ว ยังจะต้องปฐมพยาบาลอีก ป่วยหนักแล้ว คนป่วยยังต้องพยาบาลตัวเองอีก ต้องเอื้อมไปหยิบ มีใครบ้างทำให้ต้องทำเองทั้งสิ้น ต้องกลืนเอง หรือใช้คำว่า หายทุกข์ รู้สึกแล้วก็พอ ต้องรู้สึกแล้ว ต้องวาง ผู้ป่วยก็ต้องทำงานต่อในการปฏิบัติ สติไว ปัญญามีเกิดขึ้นเองไม่ต้องไปหา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:41:43 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 3


ท่านกล่าวต่ออีกว่า “ดูก่อนผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปในอากาศ บางทีก็ตกลงมาทางโคน บางทีก็ตกลงมาทางขวาง บางทีก็ตกลงมาทางปลาย อุปมานี้ฉันใด สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ย่อมจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน คือ ต้องเป็นผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ตลอดเวลา บางทีก็จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น บางทีก็จากโลกนี้มาสู่โลกนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุไร เพราะเหตุที่สังสารวัฏกำหนดที่สุด เบื้องต้น และเบื้องปลายไม่ได้นั่นเอง”

พระพุทธฎีกานี้ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัด ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายย่อมท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในวัฏสงสารนี้ การที่จะต้องเป็นอยู่ในภูมิใดภูมิหนึ่งตลอดนั้น จะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะที่แท้จริงจะต้องท่องเที่ยวไปเกิดไปตายในภูมิต่างๆ เดี๋ยวทางโคนบ้าง ทางปลายบ้าง ทางขวางบ้าง ไปตามอำนาจกรรมที่ตนเองทำไว้ ท่านบอกว่า

“เพราะโลกหรือภูมิที่สัตว์ทั้งหลายต้องไปเกิดไปตายนั้นมีสภาพแตกต่างกัน โลกที่ดีมีความสุขก็มีมนุษย์เทวดา โลกที่ชั่วร้ายมากไปด้วยความทุกข์ก็มีสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย”

“หากคราใดสัตว์ในวัฏสงสารประสบโชค ได้โอกาสมาเกิดเป็นเทวดาในเทวโลกก็ดี หรือได้ไปเกิดในพรหมโลกก็ดี คราวนั้นก็นับว่าเป็นโชคดี จิตจับอารมณ์ดี แต่คราวใดโชคร้ายพลาดพลั้งลงไปอุบัติไปอบาย เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ถูกไฟนรกเผาตลอดเวลาอยู่ในนิรยภูมิ หรือเป็นเปรตมีความหิวอดอยากปากแห้ง ใครแผ่เมตตาไปก็ไม่ได้ หิวมากมายเป็นวิสัยของเปรตคราวนั้นก็นับว่าโชคร้าย ฉะนั้นโชคดีโชคร้ายก็มาจากกรรมดีกรรมร้ายนั่นเอง”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:41:59 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 4


การที่เราจะหนีพ้นก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่ต้องน้อมใจเชื่อยอมรับก่อนในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า สังสารวัฏที่มีความยาวนานนั้น ยาวนานขนาดไหน บอกว่ากำหนดไม่ได้ ถ้าเป็นทศนิยมก็เป็นทศนิยมไม่รู้จบ ไม่ทราบว่ายาวนานเท่าใดกันแน่ เพราะว่าสังสารวัฏนั้นสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าทรงแสดงว่า หาที่สุดกำหนดเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้ หมายความว่า ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้าย เหมือนหนังสติ๊กเป็นวงๆ ที่จริงมีแต่เราหาไม่เจอ หรือเราจะทำความเข้าใจง่ายๆ ก็จะอุปมาให้ฟัง เพราะมีคำอุปมาอันแสนจะไพเราะและลึกซึ้งที่แสดงความยาวนานแห่งสังสารวัฏคือ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าตรัสไว้ในสังยุตตบาลีมีใจความว่า

สมมติว่ามีบุรุษผู้หนึ่งพึงตัดทอนหญ้า ตัดกิ่งไม้ ตัดใบไม้ ซึ่งมีอยู่ในชมพูทวีปนี้ทั้งหมด เอามารวมแล้วเป็นกองใหญ่มโหฬาร แล้วเอามามัดเป็นมัดเล็กๆ มัดหนึ่งประมาณ ๔ นิ้ว เสร็จแล้วก็สมมติว่า “นี่เป็นมารดาของเรา”

หยิบกำหนึ่งสมมติว่า “นี่เป็นมารดาของมารดาของเรา”

หยิบอีกอันหนึ่งก็สมมติว่า “นี่เป็นมารดาของมารดาของมารดาของเรา”

บุรุษผู้นั้นกระทำสมมติอย่างนี้เรื่อยไปเป็นลำดับด้วยอาการเช่นนี้ ผลปรากฏว่ามารดาของมารดาแห่งบุรุษผู้นั้นมีจำนวนมากมาย ไม่ถึงความสิ้นสุดลงไปได้ แต่บรรดาหญ้า กิ่งไม้ ใบไม้ และท่อนไม้ซึ่งมีอยู่ในชมพูทวีปทั้งหมดนี้ เอามาตัดแล้วมัดเป็นมัดเล็กๆ กำละ ๔ นิ้ว มีจำนวนน้อยกว่า และจะพึงถึงความสิ้นสุดลงไปได้อย่างแน่นอน ที่เป็นเช่นนี้เพราะวัฏสงสารมีสภาพยาวนาน ยากแก่การจะกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:42:17 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 5


หรืออีกอุปมาหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาเป็นปัญหาโดยมีพุทธฏีกาตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย พวกเธอทราบหรือไม่ว่าน้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอนี้ ผู้ซึ่งคร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรักใคร่ ในขณะที่พวกเธอต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏโดยกาลนานนี้ เมื่อเธอนำมาเปรียบเทียบกับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ แล้ว สิ่งไหนจะมีปริมาณมากกว่ากัน”

พระภิกษุกราบทูลตอบแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งออกมาจากพวกเธอทั้งหลายซึ่งเคยร้องไห้คร่ำครวญ เพราะได้ประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรักใคร่ ในขณะที่พวกเธอต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี่ โดยกาลนานมานี้มีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ มีปริมาณน้อยกว่านับไม่ถ้วน”

“เพราะขณะที่พวกเธอเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั้น น้ำตาที่ไหลออกของพวกเธอย่อมประสบกับมรณกรรมของบิดา มรณกรรมของมารดา พี่ชาย พี่สาว น้องสาว บุตร-ธิดา ประสบกับความเสื่อมแห่งญาติ ประสบกับความเสื่อมแห่งโภคะ(สมบัติ) ประสบกับความเสื่อมเพราะโรคภัยไข้เจ็บตลอดกาล นำมาเปรียบเทียบกับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ แล้ว น้ำตาที่ไหลออกมาจากพวกเธอนี้ก็ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

อุปมาปัญหาอีกโดยมีพุทธฏีกาตรัสแก่พระภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูป ซึ่งล้วนสมาทานการอยู่ป่าเป็นวัตร สมาทานผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แล้วสมาทานไตรจีวรว่า

“ดูก่อนเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย พวกเธอทราบหรือไม่ว่า โลหิตที่หลั่งออกจากร่างกายของพวกเธอ ซึ่งเคยถูกตัดศีรษะในขณะที่ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันเนิ่นนานนี้ เอามาเปรียบเทียบกับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ แล้ว สิ่งไหนจะมีปริมาณมากกว่ากัน”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:42:37 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 6


พระภิกษุชาวเมืองปาวากราบทูลว่า “โลหิตพระพุทธเจ้าค่ะ”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “ถูกแล้ว โลหิตที่หลั่งไหลออกจากกายของพวกเธอผู้ซึ่งเคยถูกตัดศีรษะในขณะที่ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ เช่น เป็นวัว ควาย เป็ด ไก่ นักโทษที่ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ เป็นต้น ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

“ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารโลหิตที่ออกจากกายของพวกเธอผู้ที่เคยเกิดเป็นโคแล้วถูกเขาฆ่าโดยการตัดศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนตลอดกาลยาวนาน ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

“ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารโลหิตที่ออกจากกายของพวกเธอผู้ที่เคยเกิดเป็นแกะ แล้วถูกเขาฆ่าโดยการตัดศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนตลอดกาลยาวนาน ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

“ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารโลหิตที่ออกจากการของพวกเธอผู้ที่เคยเกิดเป็นแพะ แล้วถูกเขาฆ่าโดยการตัดศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนตลอดกาลยาวนาน ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

“ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารโลหิตที่ออกจากกายของพวกเธอผู้ที่เคยเกิดเป็นสุกร แล้วถูกเขาฆ่าโดยการตัดศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนตลอดกาลยาวนาน ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

“ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารโลหิตที่ออกจากกายของพวกเธอผู้ที่เคยเกิดเป็นมนุษย์ถูกฉุดกระชากลากตัวไป แล้วถูกเขาฆ่าโดยการตัดศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนตลอดกาลยาวนาน ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

“ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารโลหิตที่ออกจากการของพวกเธอผู้ที่เคยเกิดเป็นนักโทษที่ถูกสั่งประหารชีวิต แล้วถูกเขาฆ่าโดยการตัดศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนตลอดกาลยาวนาน ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:42:54 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 7


“ดูก่อนผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย พวกเธอทราบหรือไม่ว่า น้ำนมมารดาที่พวกเธอดูดดื่มกินในขณะที่ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารโดยกาลนานหาที่สุดไม่ได้ เมื่อนำมาเทียบกับน้ำที่อยู่ในมหาสมุทรทั้ง ๔ แล้วยังมากกว่า”

การที่มีพุทธฎีกาเช่นนี้จะเห็นได้ว่า สังสารวัฏนี้มีความยาวนานมาก ถามว่า เมื่อไหร่ ก็ตอบไม่ได้ เหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่มากมายในวัฏสงสารอันยาวนาน ก็นับว่าเป็นที่น่าทุกขเวทนาน่าอาดูรสลดใจอย่างยิ่ง

พระองค์แจ้งแก่ใจด้วยพระสัพพัญญุตญาณ สลดจิตและมองเห็นอดีตที่ผ่านมา มองเห็นสัตวโลกที่หลงระเริงอยู่ในกามคือยินดีติดใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หิวกาม บ้ากาม คละเคล้ากาม คลุ้งไปด้วยกลิ่นกาม

พระองค์นั้นสลดจิต จึงทรงบรรหารชีวิตเพื่อลิขิตทางธรรม ให้เรานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตและไม่คิดกลับคืนเข้าไปอยู่ในสังสารวัฏอีก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:43:17 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )


  สลักธรรม 8


ขอให้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย จงลองหลับตาวาดภาพดูเถิด ประชาสัตว์ทั้งหลายซึ่งรวมทั้งตัวเราด้วย จำต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ตลอดไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง ไม่ว่าจะเกิดมาครั้งใด ก็ต้องตายลงไปทุกครั้ง เกิดมาทีไรก็ตายทุกที ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ จะต้องเกิดต้องตายอีก ไม่รู้กี่แสนโกฏิชาติ ไม่มีวันหยุด และไม่มีใครหยุดยั้งให้ได้

ตัวเรานี้เอง ตายเกิดและเกิดตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่การที่จะยอมรับและสำนึกระลึกรู้สึกไม่ค่อยมีว่า เราตายแล้วเกิดมักทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่นึกถึงความตาย ก็เพราะอวิชชาความไม่รู้ในสภาพความเป็นจริงเข้ามาปิดบังปัญญาเสียมืดไปหมด จนไม่สามารถมองเห็นชาติภพในอดีตของตนได้ เราเกิดมาเท่าไหร่ต่อไปข้างหน้าจะอีกเท่าไหร่ เกิดๆ ตายๆ อีกเท่าไหร่

พระพุทธเจ้าตรัสไว้มากมาย เพื่อให้เราพยายามคิดและแก้ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทางเดียวเท่านั้น

ฉะนั้น ให้หมั่นระลึกถึงมรณานุสติจะได้ลิขิตเส้นทางเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นทั่วหน้ากัน พ่อให้ท่องกลอนบทนี้เพื่อยังประโยชน์ให้แก่ชีวิตเป็นมรณานุสติดังมีใจความว่า

เมื่อสิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพ
ถึงจุดจบเกมส์ชีวิตปิดฉากฉาย
นอนในโลงใบแคบแคบโอบแนบกาย
ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [6 พ.ย. 2555 , 15:43:32 น.] ( IP = 125.27.176.81 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org