| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความงามที่ควรแสวง (๑)
สลักธรรม 1
ต่างจากด้านนามธรรมคือจิตใจ ที่ยังไม่มีคลินิกความงามของจิตใจหรือศัลยกรรมจิตใจ เพราะเรื่องของจิตเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก เราจึงต้องอาศัยธรรมโอสถ โดยเข้าไปศึกษาว่า ทำอย่างไรจิตใจของเราจะงาม เมื่องามนอกแล้วจะต้องงามในด้วย
หากงามนอกเพียงอย่างเดียวแต่จิตใจไม่งามก็เป็นความงามที่ไม่เที่ยงแท้ เพราะรูปธรรมคือสิ่งที่รุดคืบหน้าไปสู่ความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา โดยปรากฏให้เป็นเป็นความแก่ชรา เป็นต้น เรจึงควรหันมาศัลยกรรมจิตใจของเราด้วยธรรมะดีกว่า
เมตตา คือ ความปรารถนาดีอยากผู้อื่นอันเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายได้มีความสุข โดย น้องกิ้ฟ...รายงาน [12 พ.ย. 2555 , 16:43:42 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
สลักธรรม 2
กรุณา คือ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่นให้มีความสุข ทนไม่ได้ที่เห็นเขามีความทุกข์
เช่นเห็นเขากำลังเจ็บป่วยอยู่ หรือกำลังได้รับทุกขเวทนาอยู่ เราก็มีโอกาสที่จะช่วยเหลือเขา เช่น เวลาเราไปจ่ายตลาด มีอาหารมากมายที่สำเร็จรูปแล้ว และเรารับประทานได้โดยที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์เป็นอาหารไม่ต้องทำบาปนั้นเอง
เมื่อเรามองดูรอบตลาด เราจะเห็นว่าเป็นโอกาสของเราที่จะฝึกหัดชีวิตจิตใจให้ประกอบไปด้วยเมตตาธรรมและกรุณาธรรม เช่นการปล่อยนกปล่อยปลา ให้อิสรภาพแก่สัตว์เหล่านั้น เมื่อไปเห็นสัตว์ที่จะต้องถูกฆ่าตายหรือถูกนำไปเป็นอาหาร เราก็มีจิตเมตตาสงสารว่า เขากับเราก็เหมือนกัน มีความกลัวตาย กลัวอด กลัวลำบากด้วยกันทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นเมื่อเขากับเราไม่ต่างกัน แต่เรามีโอกาสที่ดีมากกว่า เพราะเรามีเงินทองที่เหลือจากการใช้จ่าย และยังสามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ ด้วยการซื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่กำลังได้รับทุขเวทนามาปล่อย นี่คือจิตสงสารที่เกิดขึ้น และการกระทำการปล่อยหรือซื้อชีวิตผู้อื่น ก็เป็นความกรุณาแล้วโดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:45:02 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
สลักธรรม 3
มุทิตาจิต คือ ความยินดีกับการที่เราได้เห็นหรือได้รับฟังว่าเมื่อผู้อื่นได้ดี มีชื่อเสียง ได้รับความสุข เป็นต้น
โอกาสที่คนเราจะมีความสุขนั้นมีน้อยมาก เพราะชีวิตล้วนเป็นทุกข์ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตา เราแก้ไขทุกข์อยู่ตลอดเวลาต้องล้างหน้า ต้องแปรงฟัน ต้องอาบนำ ต้องแต่งตัว ต้องออกไปทำงาน เบียดเสียดกับรถราที่ติดอยู่รอบกรุงเทพ จิตใจก็หดหู่เศร้าหมองด้วยกันทั้งสิ้น
โอกาสที่จะมีความสุขเหมือนตันไม้ที่ได้น้ำ หรือได้รับสายฝนที่ตกลงมา ทำให้ต้นไม้เกิดความเขียวขจี และใบสดนั้นหาได้ยาก ปีหนึ่งจะมีเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับชีวิตของคนเรา เมื่อใดที่ผู้อื่นมีโอกาสได้รับความสุข ก็เหมือนกับเขาได้รับสายฝนลงมาชโลมจิตใจ
เราเป็นผู้เห็น เราเป็นผู้รู้ เราจึงควรจะรู้สึกยินดีอู้อื่นได้รับความดี หรือได้กระทำความดีนี่คือจิตใจที่งาม โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:46:24 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
สลักธรรม 4
อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง ไม่ลำเอียง ความไม่ลำเอียง
หมายถึง การไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง เมื่อเราจะเมตตากรุณากับใคร หรือกับสัตว์ตนใดก็แล้วแต่ เมื่อเราทำแก่ใครก็ควรจะทำให้เสมอเหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่าทำเพราะเป็นของ ๆ เรา เป็นที่รักของเรา
และถึงจะเป็นของ ๆ เราหรือเป็นที่รักของเรา ก็เป็นเพียงของจริงชั่วคราว หากเราไม่ตาจากเขาเขาก็ตายากเราไป แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎภัยทั้งสิ้น
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย และไม่มีใครไม่เคยเกิดมาพบเจอเป็นญาติกันเลย เมื่อเราทราบดังนี้แล้ว เราก็ควรจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจต่อกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยินดีกับเขาเมื่อเขาได้ดีและเมื่อมีโอกาสที่จะวางใจไม่ลำเอียง เราก็ควรกระทำ เพราะจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมที่จะลำเอียงเข้าข้างตนและของ ๆ ตนเสมอ นี้คือความนึกคิดที่เป็นไปตามธรรมชาติที่มีอนุสัยกิเลสหรือมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:47:59 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
สลักธรรม 5
คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนสวยนี้ไม่ได้อยู่ที่ลูกนัยต์ตา หรือการปัดมาสคาราให้ขนตางอนอย่างเดียว แท้จริงแล้วความสวยได้มาจากศีล เพราะศีลเป็นอาภรณ์ประดับร่างกาย คนเราจะมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือไม่ มีหลักตัดสินด้วยศีล ๕ ข้อ โดยให้คะแนนข้อละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์รวมเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
ถ้าผู้ใดรักษาศีล ๕ ได้ครบทุกข้อจัดว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารักษาศีลได้ ๔ ข้อ จัดว่าเป็นมนุษย์เพียง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารักษาศีลได้ ๓ ข้อ ๒ ข้อ หรือ ๑ ข้อ คะแนนก็ลดหลั่นลงไป ถ้าไม่รักษาศีลเลย ก็ไม่มีความเป็นมนุษย์เลยสักเปอร์เซ็นต์เดียว โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:49:03 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
สลักธรรม 6
จึงมีการเปรียบเทียบว่า เป็นมนุสสเปโต เป็นมนุสสติรัจฉาโน ฉะนั้น ศีลจึงเป็นอาภรณ์ประดับร่างกาย ที่เราเห็นคนสวย เช่น นางงาม นางสาวไทย ทำไมเขาจึงสวย ก็เพราะศีลที่เขาทำมาในอดีตชาติเป็นปัจจัยทำให้กัมมัชชรูปถูกตกแต่งไปด้วยคุณค่าของศีลนั่นเอง ทุกคนที่อยากสวยและอยากมีบุคลิกที่ดีงาม จึงต้องรักษาศีล
ศีล หรือ การรักษากาย วาจา ใจ ให้มีความปกติ ทางวาจา คือ พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ ล้วนเป็นทุจริตกรรมที่เราไม่ควรดำเนิน เพราะเมื่อดำเนินผิดศีลทุศีลแล้ว อำนาจกรรมจะเป็นเหตุปัจจัยให้เราเมื่อตายแล้วจะเกิดเป็นคนทุพพลภาพ ไม่สวยงาม เป็นต้น ใครที่อยากจะสวยจึงต้องรักษาศีล ไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะคนมีศีลมีธรรมเป็นคนน่าคบหาสมาคมเสมอ
เมื่อใดที่เรามีโอกาสรักษาศีลเราไม่ควรปล่อยโอกาสนั้นให้หมดไป เพราะเราไม่ทราบเลยว่า ในชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป เราจะมีโอกาสสมาทานศีลได้หรือไม่ หรือในชาติหน้าเราจะมีมือครบทั้งสองข้าง มีนิ้วมือที่ครบทั้ง ๑๐ นิ้ว ประนมมือขอศีลได้หรือไม่ หรือชาติหน้าเรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีออวัยวะที่ครบสมบูรณ์จะปล่อยให้โอกาสผ่านไปอีกทำไม
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:50:30 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
สลักธรรม 7ขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆเลยนะครับ ที่นำความงามแห่งจิตมายื่นมอบให้ พี่เณรอ่านแล้วก็พิจรณาดูตนเอง ก็ยังขาดตกในเรื่องความงามอยู่อีกมาก เพราะเท่าที่มีนั้นก็ยังมีเป็นช่วงๆๆๆอยู่ครับผม
โดย พี่เณร [12 พ.ย. 2555 , 16:51:34 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |