มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความงามที่ควรแสวง (๑)






ความงามที่ควรแสวง

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒)


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง รายการหันหน้าเข้าวัดมีโอกาสมาส่งเสริมและพัฒนาจิตใจให้ท่านเกิดความรู้ความเข้าใจในหลักการดำรงชีวิตอีกครั้งหนึ่งแล้ว มีกลอนอยู่บทหนึ่งซึ่งดิฉันท่องจำได้ขึ้นใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ และชอบมาก คือ

คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน
คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต


กลอนบทนี้มีเนื้อหาอันประกอบด้วยข้อคิดข้อควรจำและข้อควรนำมาปฎิบัติหลายประการ คือ

“คนจะงามมาน้ำใจใช่ใบหน้า “ ถ้าเรามาวิเคราะห์ว่าความงามนอกจากจะเกิดที่รูปทรัพย์แล้ว ความงามที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นจากน้ำใจงาม งามอะไรก็ไม่เท่ากับน้ำใจงาม

น้ำใจงามนี้ก็อาศัยหลักธรรมที่ราดรดรินใจของเราให้เกิดความสะอาดหลักธรรมที่เราอาศัยเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของเราให้งามคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือ เราเรียกว่า พรหมวิหารธรรม

โดยส่วนมากคนเราจะติดอยู่กับรูปธรรมมากกว่านามธรรม เห็นรูปสวย เราก็ติดแล้ว ชอบแล้ว และพยายามตกแต่ง เพียรพยายามสร้างสรรค์รูปลักษณะนั้นให้ดูดีดูงาม จะเห็นว่าในขณะที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่อาชีพหรือสถานที่เสริมความงามกลับมีรายได้ดี เพราะคนเราให้ความสำคัญกับรูปลักษณะมากกว่า

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:42:26 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ต่างจากด้านนามธรรมคือจิตใจ ที่ยังไม่มีคลินิกความงามของจิตใจหรือศัลยกรรมจิตใจ เพราะเรื่องของจิตเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก เราจึงต้องอาศัยธรรมโอสถ โดยเข้าไปศึกษาว่า ทำอย่างไรจิตใจของเราจะงาม เมื่องามนอกแล้วจะต้องงามในด้วย

หากงามนอกเพียงอย่างเดียวแต่จิตใจไม่งามก็เป็นความงามที่ไม่เที่ยงแท้ เพราะรูปธรรมคือสิ่งที่รุดคืบหน้าไปสู่ความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา โดยปรากฏให้เป็นเป็นความแก่ชรา เป็นต้น เรจึงควรหันมาศัลยกรรมจิตใจของเราด้วยธรรมะดีกว่า

เมตตา คือ ความปรารถนาดีอยากผู้อื่นอันเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายได้มีความสุข

โดย น้องกิ้ฟ...รายงาน [12 พ.ย. 2555 , 16:43:42 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )


  สลักธรรม 2



กรุณา คือ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่นให้มีความสุข ทนไม่ได้ที่เห็นเขามีความทุกข์

เช่นเห็นเขากำลังเจ็บป่วยอยู่ หรือกำลังได้รับทุกขเวทนาอยู่ เราก็มีโอกาสที่จะช่วยเหลือเขา เช่น เวลาเราไปจ่ายตลาด มีอาหารมากมายที่สำเร็จรูปแล้ว และเรารับประทานได้โดยที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์เป็นอาหารไม่ต้องทำบาปนั้นเอง

เมื่อเรามองดูรอบตลาด เราจะเห็นว่าเป็นโอกาสของเราที่จะฝึกหัดชีวิตจิตใจให้ประกอบไปด้วยเมตตาธรรมและกรุณาธรรม เช่นการปล่อยนกปล่อยปลา ให้อิสรภาพแก่สัตว์เหล่านั้น เมื่อไปเห็นสัตว์ที่จะต้องถูกฆ่าตายหรือถูกนำไปเป็นอาหาร เราก็มีจิตเมตตาสงสารว่า เขากับเราก็เหมือนกัน มีความกลัวตาย กลัวอด กลัวลำบากด้วยกันทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นเมื่อเขากับเราไม่ต่างกัน แต่เรามีโอกาสที่ดีมากกว่า เพราะเรามีเงินทองที่เหลือจากการใช้จ่าย และยังสามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ ด้วยการซื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่กำลังได้รับทุขเวทนามาปล่อย นี่คือจิตสงสารที่เกิดขึ้น และการกระทำการปล่อยหรือซื้อชีวิตผู้อื่น ก็เป็นความกรุณาแล้ว

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:45:02 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )


  สลักธรรม 3



มุทิตาจิต คือ ความยินดีกับการที่เราได้เห็นหรือได้รับฟังว่าเมื่อผู้อื่นได้ดี มีชื่อเสียง ได้รับความสุข เป็นต้น

โอกาสที่คนเราจะมีความสุขนั้นมีน้อยมาก เพราะชีวิตล้วนเป็นทุกข์ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตา เราแก้ไขทุกข์อยู่ตลอดเวลาต้องล้างหน้า ต้องแปรงฟัน ต้องอาบนำ ต้องแต่งตัว ต้องออกไปทำงาน เบียดเสียดกับรถราที่ติดอยู่รอบกรุงเทพ จิตใจก็หดหู่เศร้าหมองด้วยกันทั้งสิ้น

โอกาสที่จะมีความสุขเหมือนตันไม้ที่ได้น้ำ หรือได้รับสายฝนที่ตกลงมา ทำให้ต้นไม้เกิดความเขียวขจี และใบสดนั้นหาได้ยาก ปีหนึ่งจะมีเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับชีวิตของคนเรา เมื่อใดที่ผู้อื่นมีโอกาสได้รับความสุข ก็เหมือนกับเขาได้รับสายฝนลงมาชโลมจิตใจ

เราเป็นผู้เห็น เราเป็นผู้รู้ เราจึงควรจะรู้สึกยินดีอู้อื่นได้รับความดี หรือได้กระทำความดีนี่คือจิตใจที่งาม

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:46:24 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )


  สลักธรรม 4



อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง ไม่ลำเอียง ความไม่ลำเอียง

หมายถึง การไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง เมื่อเราจะเมตตากรุณากับใคร หรือกับสัตว์ตนใดก็แล้วแต่ เมื่อเราทำแก่ใครก็ควรจะทำให้เสมอเหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่าทำเพราะเป็นของ ๆ เรา เป็นที่รักของเรา

และถึงจะเป็นของ ๆ เราหรือเป็นที่รักของเรา ก็เป็นเพียงของจริงชั่วคราว หากเราไม่ตาจากเขาเขาก็ตายากเราไป แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎภัยทั้งสิ้น

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย และไม่มีใครไม่เคยเกิดมาพบเจอเป็นญาติกันเลย เมื่อเราทราบดังนี้แล้ว เราก็ควรจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจต่อกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยินดีกับเขาเมื่อเขาได้ดีและเมื่อมีโอกาสที่จะวางใจไม่ลำเอียง เราก็ควรกระทำ เพราะจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมที่จะลำเอียงเข้าข้างตนและของ ๆ ตนเสมอ นี้คือความนึกคิดที่เป็นไปตามธรรมชาติที่มีอนุสัยกิเลสหรือมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลังอยู่

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:47:59 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )


  สลักธรรม 5



“คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน” คนสวยนี้ไม่ได้อยู่ที่ลูกนัยต์ตา หรือการปัดมาสคาราให้ขนตางอนอย่างเดียว แท้จริงแล้วความสวยได้มาจากศีล เพราะศีลเป็นอาภรณ์ประดับร่างกาย คนเราจะมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือไม่ มีหลักตัดสินด้วยศีล ๕ ข้อ โดยให้คะแนนข้อละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์รวมเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ถ้าผู้ใดรักษาศีล ๕ ได้ครบทุกข้อจัดว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารักษาศีลได้ ๔ ข้อ จัดว่าเป็นมนุษย์เพียง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารักษาศีลได้ ๓ ข้อ ๒ ข้อ หรือ ๑ ข้อ คะแนนก็ลดหลั่นลงไป ถ้าไม่รักษาศีลเลย ก็ไม่มีความเป็นมนุษย์เลยสักเปอร์เซ็นต์เดียว

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:49:03 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )


  สลักธรรม 6



จึงมีการเปรียบเทียบว่า เป็นมนุสสเปโต เป็นมนุสสติรัจฉาโน ฉะนั้น ศีลจึงเป็นอาภรณ์ประดับร่างกาย ที่เราเห็นคนสวย เช่น นางงาม นางสาวไทย ทำไมเขาจึงสวย ก็เพราะศีลที่เขาทำมาในอดีตชาติเป็นปัจจัยทำให้กัมมัชชรูปถูกตกแต่งไปด้วยคุณค่าของศีลนั่นเอง ทุกคนที่อยากสวยและอยากมีบุคลิกที่ดีงาม จึงต้องรักษาศีล

ศีล หรือ การรักษากาย วาจา ใจ ให้มีความปกติ ทางวาจา คือ พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ ล้วนเป็นทุจริตกรรมที่เราไม่ควรดำเนิน เพราะเมื่อดำเนินผิดศีลทุศีลแล้ว อำนาจกรรมจะเป็นเหตุปัจจัยให้เราเมื่อตายแล้วจะเกิดเป็นคนทุพพลภาพ ไม่สวยงาม เป็นต้น ใครที่อยากจะสวยจึงต้องรักษาศีล ไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะคนมีศีลมีธรรมเป็นคนน่าคบหาสมาคมเสมอ

เมื่อใดที่เรามีโอกาสรักษาศีลเราไม่ควรปล่อยโอกาสนั้นให้หมดไป เพราะเราไม่ทราบเลยว่า ในชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป เราจะมีโอกาสสมาทานศีลได้หรือไม่ หรือในชาติหน้าเราจะมีมือครบทั้งสองข้าง มีนิ้วมือที่ครบทั้ง ๑๐ นิ้ว ประนมมือขอศีลได้หรือไม่ หรือชาติหน้าเรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีออวัยวะที่ครบสมบูรณ์จะปล่อยให้โอกาสผ่านไปอีกทำไม


โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [12 พ.ย. 2555 , 16:50:30 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆเลยนะครับ ที่นำความงามแห่งจิตมายื่นมอบให้ พี่เณรอ่านแล้วก็พิจรณาดูตนเอง ก็ยังขาดตกในเรื่องความงามอยู่อีกมาก เพราะเท่าที่มีนั้นก็ยังมีเป็นช่วงๆๆๆอยู่ครับผม

โดย พี่เณร [12 พ.ย. 2555 , 16:51:34 น.] ( IP = 110.168.148.47 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org