มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความงามที่ควรแสวง (๒)







ความงามที่ควรแสวง (ตอนจบ)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒)


ตอนที่ผ่านมา

“คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน” คนที่ชราและมีอายุมาก ๆ เราก็เรียกว่า เป็นคนอายุยืน เพราะเขาเคยรักษาศีลข้อไม่ฆ่าสัตว์เอาไว้จึงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้มีอายุยืน

แต่คนแก่ในที่นี้ ไม่ใช่แก่เพราะว่าร่างกายเหี่ยวย่นหนังตกกระ แต่แก่ด้วยปัญญา แก่ด้วยความรู้ เพราะความรู้จะให้เราสามารถเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยปัญญา เราจึงต้องหาความรู้จากคันถธุรและวิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็นหลักในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คันถธุระ คือ การศึกษาเล่าเรียนให้เกิดความรู้ความเข้าใจว่า ชีวิตคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราจะดำรงชีวิตไปเพื่ออะไร บางคนไม่ทราบเลยว่า เราจะอยู่ไปทำไม บางคนตอบว่าอยู่เพื่อใช้กรรม คำตอบนี้ฟังดูแล้วชีวิตช่างมีค่าน้อยเหลือเกิน แต่เราก็พยายามดูแลชีวิตเป็นอย่างดี

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:31:57 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



รับประทานมากี่มือแล้ว อาบน้ำมากี่ครั้งแล้ว นอกมากี่ตื่นแล้ว บำรุงชีวิตมาเท่าไรแล้ว แต่ชีวิตก็หาซื่อสัตย์กับเราไม่ มีแต่มุ่งไปสู่ความเสื่อม ความเจ็บ และความตายซึ่งเป็นสามัญลักษณะ

ดังนั้น เราจึงต้องมีความรู้ว่า เราจะทำคุณประโยชน์ชีวิตที่เกิดมาต้องมีคุณประโยชน์ ชีวิตเราต้องมีค่า ไม่ได้เกิดมาต้องมีคุณประโยชน์ ชีวิตเราต้องมีค่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อตายอย่างเดียว แต่ต้องเกิดมาเพื่อทำความดี เพราะอำนาจของความดีจะรักษาให้ผู้ที่ทำไปในทางที่เจริญขึ้นเรียกว่า ธรรมะ

ส่วนอธรรม คือ ธรรมที่ทำแล้วเกิดความเสื่อม ไม่ต้องรอชาติหน้าเหมือนกัน เพราะชาตินี้ผู้ที่ปฎิบัติไม่ดีเรายังไม่ชอบเลย เช่น การคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่สังคมและโลกก็ไม่ยอมรับ

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:33:11 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อดูที่ตัวเองแล้ว เรามีความรู้หรือยัง ถ้ามีความรู้ทางโลกแล้วก็พิจารณาต่อไปว่า เรามีความรู้ทางธรรมหรือยังที่จะเป็นเครื่องชี้นำการปฎิบัติให้เราออกจากภัยพิพัติ เอาตัวรอดปลอดจากวัฎฏภัยได้

ความรู้เป็นยิ่งกว่าอาภรณ์ เปรียบเหมือนเกราะแก้วกำบังชีวิต ไม่ให้ชีวิตต้องตกอยู่ในความหดหู่เศร้าหมอง สามารถตื่นได้ทั้งกายและใจ ไม่ง่วงเหงาเศร้าซึม เพราะทราบว่าธรรมชาติต่าง ๆ ที่เป็นผลนั้นเกิดขึ้นมาจากเหตุอะไร และเหตุที่เราทำจะมีผลอย่างไร คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล นั่นเอง

การรู้จักเหตุ รู้จักผลจะพัฒนาให้เรามีการวางหลากชีวิตได้ถูกต้องในหลักของสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน เป็นหลักที่มนุษย์ทุกคนควรจะต้องมี

เพราะเป็นหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางรากฐานไว้เป็นแนวทางปฎิบัติเพื่อเข้ากับสัมคมอื่นได้อย่างคล่องแคล่วคบหาสมาคมกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่าผู้แก่

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:34:17 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 3



การรู้จักเหตุ คือ ทำเหตุอย่างนี้แล้ว เช่น สร้างเหตุกุศลแล้ว ผลคืออะไร สร้างเหตุอกุศลกรรมแล้ว ผลคืออะไร ถ้าเราพูดจามีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ คนฟังก็รื่นหู และคนใกล้ชิดกับเราไม่ว่าจะเป็นเด็ก ลูกน้อง หรือผู้ใหญ่ ก็ต้อนรับเราด้วยความนุ่มนวล เป็นต้น

การรู้จักผล คือ สิ่งที่เราได้รับทุกวันนี้ เป็นวิบากเป็นผลอันเกิดขึ้นจากกรรม เปรียบเสมือนการปลูกมะม่วง เช่นมะม่วงอกร่อง ผลจะเกิดเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ไม่ได้ ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ ทำอย่างไรต้องได้ผลอย่างนั้น เมื่อปลูกมะพร้าวจะให้ออกผลเป็นมะม่วง มะละกอก็ไม่ได้ จะต้องออกตามเหตุของพืชนั้น

และที่เราได้รับอยู่ทุกวัน ก็เพราะเราได้สร้างเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ไว้ เมื่อเราสร้างเหตุดีก็ได้รับผลดีแบบที่เรียกว่า มองผลไปหาเหตุ จะได้ไม่บ่นเพ้อตัดอาลัยไม่ขาด เพราะที่เราได้รับกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เป็นวิบาก เป็นผลที่เกิดจากเหตุ คือ กรรมดี กรรมชั่ว ที่เราได้ทำไว้

เมื่อเรามีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ เราจะได้คลายจากความเศร้าหมอง ไม่จมปลักอยู่ในอารมณ์ เพราะว่าเวลาที่เราได้รับของหรืออารมณ์ไม่ดีมา แล้วเรายังคร่ำครวญยังเก็บกักขังอารมณ์ไว้ ชีวิตนี้ก็จะน่าเสียดาย เพราะอารมณ์นั้นผ่านไปแล้ว มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความไม่เที่ยง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ทนอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้

เป็นสุขแล้วเดี๋ยวก็ต้องเป็นทุกข์และในชีวิตของเราทั้งกายและใจเป็นธรรมชาติที่เป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ว่า เราจะต้องสุขเสมอไป หรือเราจะต้องได้รับทุกข์เสมอไป เพราะสุขทุกข์คละเคล้าระคนอยู่ตลอดเวลา

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:35:25 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 4



ส่วน วิปัสสนา เป็นเรื่องปัญญาล้วน ๆ ที่จะนำเราออกจากความหายนะที่ไม่มีใครต้องการได้ เพราะป็นความอับปางของชีวิตโดยเฉพาะความตาย และกว่าเราจะดำเนินไปสู่ความตาย เราต้องต่อสู้กับชีวิตทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น เรียกว่าเรามีความรู้อย่างมีหลักการ

และหลักการที่ถูกต้องนี้เป็นหลักการที่เกิดขึ้นจากสัพพัญญุตญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้รู้จังแทงตลอดไปโลก หมายถึง กามโลก รูปโลก อรูปโลก คือ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม และอรูปพรหม

พระองค์ทรงวางคำสอนอันอ่อนแก่หย่อนตึงไว้ตามอัธยาศัยของสัตว์เหล่านั้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ดั้งนั้น ผู้ที่ศึกษาธรรมะมากจะมีทางออกของจิตใจมากกว่าผู้ที่ศึกษาน้อย และการฟังธรรมะเป็นมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:36:32 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 5



“คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต” คำว่า “คนรวย” ไม่ได้แข่งกันที่วัตถุ เช่น มีบ้านใหญ่โตมโหฬาร บางคนคิดว่ามีบ้านใหญ่ ๆ คงจะสบาย ดิฉันได้รู้จักคนหายคนที่มีบ้านหรือคฤหาสน์ใหญ่โต แต่เขาเหล่านั้นก็ยังเป็นทุกข์ เพียงแต่เราไม่ได้เข้าไปสัมผัส ไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ หรืออยู่ร่วมกับครอบครัวเขา เราก็คิดว่าเขามีความสุข

แต่เพราะทุกข์อยู่ที่ใจไม่ใช่ที่คฤหาสน์หรือบ้าน และบ้านหรือคฤหาสน์ก็ดีก็ไม่ได้ทำให้ผั้นถูกจัดว่าเป็นคนรวย ความร่ำรวยที่ควรยกย่อง คือรวยสินทาน คือ การให้ทาน การให้ หรือการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนผู้รวมเกิดแก่เจ็บตาย เช่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ได้รับอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย เป็นต้น

หรือช่วยสงเคราะห์คนป่วย ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือเด็กยากไร้ตามสถานที่สงเคราะห์ต่าง ๆ เมื่อเรามีโอกาสช่วย เช่นในโอกาสครบรอบวันเกิดของเรา แทนที่จะฉลองวันเกิดด้วยเค้กก้อนโต ๆ หรือพิชซ่า หรือพาเพื่อนมาสังสรรค์อย่างที่เราทำกันเป็นประเพณี แต่เป็นประเพณีที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเมื่ออาหารมื้อนั้นจบลง การเลี้ยงสังสรรค์ก็ต้องเลิกรา

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:37:31 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 6



แต่ถ้าหากเปลี่ยนมากระทำความดี หรือ เมื่อครบรอบวันเกิดที่นำสิ่งของไปตักบาตร ทำบุญ ไปเลี้ยงพระที่โรงพยาบาลสงฆ์ หรือตามสถานที่สงเคราะห์ที่มีความทุกขเวทนาอยู่และต้องการความช่วยเหลือ

เมื่อเราได้เอี้อมมือเข้าไปช่วยแบ่งปันความทุกข์จากเขานอกจากเราจะมีความปลื้มปิติที่เราเป็นผู้ให้แล้ว ผลของการให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มากมีเสนห์น่าปรานี เข้ากับสังคมอื่นได้อย่างคล่องแคล่ว เทวาอารักษ์พิทักษ์รักษา หลับก็เป็นสุขตื่นก็เป็นสุข นี่คือผลของทานซึ่งมีถึง ๑๑ ชนิด เราลงทุนทำนิดเดียวแต่ต้องประกอบไปด้วยจิตใจที่เมตตาจริง ๆ ก็จะได้รับผลตอบแทนมากมาย

ทาน หมายถึง การให้และให้ในสิ่งที่ควรให้ เช่น เห็นคนตกทุกข์ได้ยากไม่มีอาหารรับประทาน เมื่อเรามีโอกาสแบ่งปัน คือซื้อข้าวให้เขารับประทาน หรือให้เงินเขาไปซื้อข้าวรับประทาน เมื่อเขาหิวน้ำ เราก็ให้น้ำ เมื่อเขาขาดเสื้อผ้าอาภรณ์ เราก็ให้เสื้อผ้าอาภรณ์

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:38:44 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 7



คนจะงามงานน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน
คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยสินทานใช่บ้านโต


จึงเป็นสิ่งที่ควรคิด และควรลงมือกระทำ เพราะในขณะนี้โลกเดือดร้อน โลกวุ่นวายนอกจากผู้ที่มีน้ำใจจึงจะช่วยดับทุกข์ให้กับเขาได้ และเราจะรอให้ใครเป็นผู้มีน้ำใจถ้าหากเราไม่เริ่มต้นที่ตนก่อน

บทเพลงท่อนหนึ่งมีเนื้อหาอยู่ว่า “ เราต่างก็ร้องขอ ขอเป็นคนสมหวัง เราต่างก็ชิงชัง ที่จะเสียใจ” เมื่อเราไม่เอื้อมมือไปให้เขาก่อน แล้วทุกคนต่างแบมือพร้อมกันหมด ใครจะเป็นคนให้เราล่ะคะ

นี้เป็นสิงหนึ่งที่จะฝากเป็นข้อคิดสำรับท่านผู้ฟังรายการ ให้เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจสงบ ซึ่งตรงกับรายการคือ หันหน้าเข้าวัดที่หันหน้าเข้าสู่ความสงบ ผู้ที่ให้ย่อมได้รับความสุขได้รับความสงบ ตรงกันข้ามกับผู้ที่ขอ เขาจะมีแต่ความทุกขเวทนา

เพราะเมื่อจิตที่อยากจะได้เกิดขึ้น จิตที่จะร้องขอก็เกิดขึ้นตามมา ซึ่งมีแต่ความเร่าร้อนในความต้องการ คือ โลภเจตสิก และเมื่อไม่สมความปรารถนา ใครจะเป็นทุกข์ ผู้ที่ขอนั่นเองที่ต้องเป็นทุกข์

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:40:14 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 8



รายการหันหน้าเข้าวัดได้นำเสนอมาถึงตรงนี้ ก็คิดว่าเป็นประโยชน์เหมาะกับสมัยนี้ คือ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องหาอะไรมาก หาจิตใจของเราให้จอว่าแท้ที่จริงแล้ว เราต้องการอะไรกันแน่ ถ้าเราต้องการความสงบ และรู้ว่าความสงบนั้นเกิดขึ้นจากเหตุอะไร เราก็สร้างเหตุนั้น เมื่อเราสร้างเหตุนั้นได้ ผลก็ย่อมเป็นของผู้นั้น

ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดีทั้งชั่ว ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาเถิด เพราะกวีบทหนึ่งบอกไว้ว่า ใครชอบใครชังช่างเถิด ใครเชิดใครแช่งช่างเขา ใครด่าใครบ่นทนเอา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ

ใจเราจะร่มเย็นได้ก็ต่อเมื่อเรามีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เรามีการรักษาศีล คือการรักษากาย วาจา ใจให้สงบ เรามีความรู้ที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อจะเอาตัวรอดปลอดภัยจากภัยพิบัติ และเรามีทานมัย คือการให้อริยาทรัพย์ต่อตนเอง อริยทรัพย์จะตามติดข้ามภพข้ามาติเป็นทรัพย์ที่ไม่วิบัติ

โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2555 , 09:41:44 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )


  สลักธรรม 9

“ เราต่างก็ร้องขอ ขอเป็นคนสมหวัง เราต่างก็ชิงชัง ที่จะเสียใจ”เป็นสัจจะจริงๆเลยนะครับน้องกิ้ฟ เพราะแต่ละชีวิตก็ต่างไขว่คว้าหาสิ่งดีเข้าตัวและผลักสิ่งร้ายไปจากตัวกันจริงๆ

และในบางครั้งก็ผลักสิ่งร้ายๆไปยังผู้อื่นและสถานที่โดยขาดความยับยั้งช่างใจด้วย หรือเรียกได้ว่าอวดฉลาดนั่นเอง

มีอยู่ทิศทางเดียวจริงๆ ก็คือการเจริญจิตให้สงบจากกิเลสเท่านั้นอันตรายนานัปประการจึงจะสิ้นสุดลงได้

ขอบคุณน้องกิ้ฟมากมายเลยครับผม

โดย พี่เณร [13 พ.ย. 2555 , 09:42:56 น.] ( IP = 61.90.118.199 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org