มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความกตัญญูกตเวที









ความกตัญญูกตเวที
โดย หลวงพ่อเสือ



ความรุ่งเรืองทั้งหมดในโลกนี้ เกิดขึ้นได้เพราะความดีทั้งปวง ฉะนั้น ไม่มีอะไรที่รุ่งเรืองทั้งหมดในโลกนี้ เกิดขึ้นจากความเลวเลย แม้กระทั่งพระนิพพานซึ่งรุ่งเรืองที่สุดหาใดเสมอเหมือนแล้ว ก็เกิดขึ้นจากความดีทั้งปวงคือ กาย วาจา ใจที่ดี

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องสะสมความดี แล้วก็สะสางความชั่ว ด้วยการศึกษาเล่าเรียน เป็นการ Clear ชีวิตทุกอย่าง อะไรที่ไม่รู้ต้อง Clear ด้วยการศึกษา Clear อย่างเดียวไม่พอ ต้อง Clean ด้วย ทุกๆ อย่างในโลกนี้โดยเฉพาะโลกของเรานั้น สิ่งที่เรายังไม่รู้ยังมีอีกมาก

เช่น ทำไมเราถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมคนนั้นเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ ทำไมเราต้องรับกรรม ทำไมเราต้องชอกช้ำระกำใจ ก็เป็นปมปัญหามานานตั้งแต่สมัยมนุษย์หิน ทำไมคนเราจึงต่างกัน

ฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติขึ้นมาเพื่อ Clear ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ สร้างเหตุอย่างไร ต้องได้รับผลอย่างนั้น เมื่อบางครั้งเรารู้ไม่ทัน หรือผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะก็จะไม่รู้สาเหตุเลย ฉะนั้น การศึกษาธรรมะเป็นการ Clear ปัญหาทั้งหมด

เมื่อเราสามารถ Clear ปัญหาทั้งหมดได้แล้ว ก็จะทราบถึงเหตุต่างๆ ที่ทำให้เรามีการเวียนว่ายตายเกิด เป็นต้น ฉะนั้น เราจึงต้อง Clean ความชั่วทำให้เกิดความสะอาดจนเป็นวิสุทธิ เพราะฉะนั้นความรุ่งเรืองทั้งหมดในโลกนี้เกิดขึ้นจากความดีทั้งปวง ชีวิตจะดีและมีสุขสันติภาพต้อง Clear และ Clean

อะไรควรทำ คือความดีทั้งปวง

อะไรควรละ คือ ความชั่วทั้งปวง

อะไรเป็นประโยชน์ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูกต้อง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:12:05 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


การทำบุญหรือการทำความดี ทุกคนมีโอกาสเหมือนกัน แต่บรรยากาศไม่เหมือนกัน ขอให้บุญคุ้มครองนะลูก เราจะต้องเอาบุญประคองชีวิตต่อไปด้วยการทำความดีทั้งปวง

ทุกอย่างเกิดขึ้นที่เรา เป็นที่เรา ได้รับที่เรา มีสายตาเป็นล้านๆ คู่ที่มองดูเราอยู่ว่าสิ่งที่เราพูดไป เราทำได้จริงไหม อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญสำหรับคำขวัญวันเด็กซึ่งมีกันมาแต่อดีตดั้งเดิม เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำอะไร พระพุทธเจ้าจึงสั่งสอนอยู่เสมอว่า ทำตัวเองให้มีพร้อม แล้วค่อยแผ่ความพร้อมไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่เป็นคนที่มีแต่ความคิดประดิษฐ์ถ้อยคำที่สอดคล้องและดูดี แต่ทำไม่ได้ อนุชนรุ่นหลังก็มองแล้วว่านี่คือคำขวัญ แต่สิ่งที่ทำตามก็ต้องทำแบบนี้

ฉะนั้น จึงบอกว่าคิดก่อนพูด คนเราต้องคิดก่อนแล้วค่อยพูด คิดแล้วต้องพิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ และค่อยตัดสินว่า สิ่งที่เราคิดเป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้ว สิ่งที่เราคิดเป็นประโยชน์ต่อเราไหม จะเป็นประโยชน์ต่อเราตรงที่เราทำได้ ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศหรือปราชญ์เมธี ซึ่งไม่มีใครทัดเทียมพระองค์ได้

พระพุทธองค์ตรัสภาษิตไว้ว่า เอสา ภิกฺขเว สปฺปุริสภูมิ ยิทิทํ กตญฺญุตา กตเวทิตา แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อธรรมคือกตัญุตาและกตเวทิตานี้เป็นสัปปุริสภูมิ

ฉะนั้น สัปปุริสภูมิ หมายถึง ระดับชั้นของคนดี สัปปุริสธรรม คือ การู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน รู้จักเลือกคบคน เป็นธรรมครองโลกของคนดี ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเสมอว่า ข้อธรรมอันได้แก่ กตัญญุตาและกตเวทิตานี้เป็นสัปปุริสภูมิ เป็นคุณธรรมของคนดีที่เขาประพฤติและปฏิบัติกันโดยสามัญ แต่สิ่งที่เป็นวิสามัญคือความชั่วนั้น คนดีๆ เขาไม่ปฏิบัติกัน

ฉะนั้น คนที่ติดตะราง ขายยาบ้า ไม่ใช่คนดี เพราะฉะนั้นคนดีๆ ก็จะทำมาหากินไปตามอาชีพสุจริต ได้มากบ้างน้อยบ้าง เขาก็อดทนต่อสู้กัดฟันต่อไป ไม่ถึงขนาดต้องมาปล้นหรือคอรัปชั่น ต้องตอบแทนผู้มีพระคุณด้วยการฆ่าอีกคนเพื่อล้างแค้น ซึ่งดูแล้วโลกนี้วิบัติแล้ว กำลังอยู่ในกาลวิบัติ เพราะอะไร? เพราะทิฏฐิวิบัติ ฉะนั้นทิฏฐิวิบัติเป็นความหายนะที่สุด ทิฏฐิโดยตรงแปลว่า ความเห็น สัมมาทิฏฐิคือความเห็นถูก ถ้าพูดถึงทิฏฐิคือความเห็นหรือจะพูดว่าคนนี้มีทิฏฐิกล้าคือความเห็นผิดนั่นเอง เพราะฉะนั้นความเห็นถูกคือสัมมาทิฏฐิ ซึ่งตรงกันข้ามกับมิจฉาทิฏฐิ แต่ใช้คำสั้นๆว่า คนนี้มีทิฏฐิจังเลย ไม่ใช่มีความเห็นถูกนั่นเอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:12:33 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 2


ดังนั้น คุณธรรมที่คนดีเขาประพฤติปฏิบัติกันก็คือ มีศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียกว่า พรหมจรรย์นั่นเอง คนไม่ดีเขาไม่ปฏิบัติสัปปุริสธรรมเพราะไม่รู้จักเหตุ

สัปปุริสธรรมนั้นก็คือ ต้องรู้จักเหตุว่าทำไปแล้วได้ผลอย่างไร เช่น การฆ่าสัตว์มีผล ๙ ประการ คือ เป็นคนทุพพลภาพ รูปร่างหน้าตาไม่งาม มีกำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย มีความกล้าฆ่าตนเองหรือถูกฆ่าได้ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอ พินาศในบริวาร อายุสั้น ก็ทำให้เกิดความกลัว เช่น เพียงแค่ตบยุงก็ให้ผล ๙ ประการ จึงเกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมา และมีสติแรงขึ้น ทำให้เรายับยั้งชั่งใจหยุดสร้างเหตุที่ไม่ดี ก็ทำให้ผล ๙ ประการเกิดไม่ได้ และนอกจากนี้แล้วสัปปุริสธรรมข้อที่ ๒ คือต้องรู้จักผล เมื่อเรารู้จักเหตุแล้ว และรู้จักผล ๙ ประการตามตัวอย่างข้างต้น เมื่อผลบังเกิดขึ้นกับเรา ก็ทำให้ร้องอ๋อว่าเราทำมาเอง ไปโทษใครไม่ได้เลย จึงหยุดดูผู้อื่น ดูตนเองตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าทรงสอนเป็นหลักชัยที่จะคุ้มครองตนเอง รู้จักตนนั้นคือรู้จักตัวเองว่า การเกิดมาสมควรทำอย่างนี้ไหม เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์คือผู้ฝึกได้ ทำไมเราจะไม่ฝึกใจของเราให้ดีขึ้น

สัปปุริสธรรมข้อต่อไปนี้คือ รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน ๗ อย่างนี้เป็นระดับชั้นของคนดี เป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับคนชั่วฉะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า กตัญญูและกตเวทิตาเป็นสัปปุริสภูมิ หมายถึง เป็นระดับชั้นของคนดี

คำว่า กตัญญู หมายถึง การสำนึกบุญคุณของผู้อื่นที่เคยให้ไว้แก่ตนเอง

ส่วนคำว่า กตเวทิตา หมายถึง การยอมรับบุญคุณของผู้อื่น จิตน้อมยอมรับบุญคุณของผู้อื่น เช่น พ่อ-แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง สำนึกได้

จะทำอะไรให้นึกถึงพ่อ นึกถึงแม่ นึกถึงครูบาอาจารย์ นึกถึงความดีที่เขาทำให้กับเรานี่เรียกว่า กตัญญู แต่กตเวทิตา ก็คือ การยอมรับบุญคุณของผู้อื่น และพร้อมจะตอบแทนบุญคุณของผู้อื่นเรียกว่า กตเวทิตา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:12:51 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 3


คุณธรรม ๒ อย่างนี้เอามารวมกันจึงเรียกว่า ความกตัญญูกตเวที หมายถึง การรู้คุณคนและตอบแทนคุณคน

เฉพาะคำว่า ความกตัญญูมีความหมายละเอียดลึกซึ้งมากมาย ไม่ได้เพียงรู้คุณตามที่เราได้ยินได้ฟังข่าวว่า พระท่านเทศน์สั่งสอน แต่ต้องเกิดขึ้นจากจิตสำนึก ละเอียดลึกซึ้งมาก เอามาพิจารณาว่าจริงไหม เช่น เมื่อเกิดมาแล้ว พยาบาลห่อตัวเป็นลูกหนู ถ้าเขาเอาผ้าวางไว้เฉยๆ ไม่ให้นม ก็ต้องตาย เราก็ต้องคิดว่าใช่... ตาย และหากเขาจับเรานอนคว่ำ เด็กเล็กๆ ไม่มีแรงพลิกเอง หายใจไม่ออกก็ต้องตาย

เพราะฉะนั้นต้องเกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าพ่อแม่นี้มีบุญคุณ เมื่อโตขึ้นมาปีกกล้าขาแข็ง ก็เพราะแรงของความรักและน้ำใจจากเศษสตางค์ที่ทำให้เรามีกิน ก.ไก่ตัวแรกก็ได้จากพ่อแม่ ไม่ใช่ครู จึงต้องเกิดขึ้นจากความสำนึกจึงจะเรียกว่า กตัญญู แต่ที่แค่สอนๆ นั้น คือ ซาบซึ้ง ยอมรับในที่ลับๆ แต่เวลาต่อหน้าพ่อแม่ก็เถียงคำไม่ตกฟาก

การที่ชีวิตของคนเราจะทำทุกอย่าง จะเป็นคนมีความกตัญญูได้ต้องมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. รู้ว่าใครบ้างมีบุญคุณต่อตนเอง รู้ว่าเขาได้เคยทำอะไรให้ ให้อะไรกับตนเองบ้าง มีความสามารถจำได้ มีความสำนึกเกิดขึ้น เช่น พ่อจำได้ว่า แม่สำเรียมเคยตัดดอกบัวที่บ้านมาดอกหนึ่งพร้อม ๑๐ นิ้วประณมยื่นดอกบัวให้พ่อ และบอกว่านับตั้งแต่วินาทีนี้จะถือศีล ๘ ตลอดชีวิต จะไม่คิดอะไร นอกจากหนทางมรรคผลนิพพาน

ถามว่า เพราะอะไร ตอบว่า เพราะรู้สึกสำนึกในบุญคุณของหลวงพ่อสอนมาเยอะแล้ว ถ้าไม่ทำก็เป็นคนอกตัญญู เวลาผ่านไปนาน ๑๕- ๑๖ ปี เมื่อมาก็สำนึกได้ว่าเขาตั้งใจทำดีให้กับเรา อุทิศส่วนกุศลให้ทุกครั้งทุกคืน เมื่อเขามาก็นึกได้ นี่คือการสำนึกในพระคุณ หรือครูบาอาจารย์ชั้นประถม-มัธยม แม้ท่านตายไปแล้ว เราก็นึกแผ่เมตตาไปให้ เราสามารถจำได้มีความสำนึก ยอมรับในบุญคุณของเขาอยู่ในใจตลอดเวลา

เมื่อจิตอันนี้หรือการขัดเกลาอยู่ในใจตลอดเวลา การลบหลู่บุญคุณท่านก็แทบน้อยลง จนไม่มีเลยก็ได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:13:09 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 4


๒. ต้องนึกรู้ว่าคนที่อุปการะแก่ตนมา ให้นึกถึงความอุปการะที่เขาให้กับเรา คือรู้ถึงจิตใจของเขาว่า เขาต้องการอะไรตอบแทนจากเรา เช่น พ่อแม่ต้องการอะไรตอบแทนจากเรา ไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการให้เราเป็นคนดี เอาตัวรอด เป็นต้น พ่อแม่ให้อภัยลูกทุกอย่าง และดูลูกดีไปหมด

ดังนั้นต้องมีจิตสำนึกรู้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร ไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่พ่อแม่ต้องการให้เราได้ดีมีสุข พ่อแม่ก็นอนตายตาหลับ ให้เรารวยล้นฟ้าเป็นมหาเศรษฐี แต่โกงเขามาพ่อแม่ก็นอนตาถ่าง เป็นห่วงลูกกลัวถูกจับ

ครูก็เหมือนกัน เมื่อสอนแล้วลูกศิษย์สอบเอ็นทร๊านซ์ติดที่ไหน ก็ดีใจ ดูบางท่านสมัครเป็นครูสอนวิชาหลีก ละ ลด และเลิกจากกิเลส แต่ลูกศิษย์กิเลสก็ยังหนา แต่ไม่ฆ่าสัตว์ก็ชื่นใจแล้ว เลิกตบยุงได้สักอย่างก็ยังดี ครูก็ให้ได้ทั้งชีวิต สอน ๑๐๘ อย่าง ศิษย์ทำได้ ๑ อย่าง ครูก็มอง ๑ อย่างนั่นแหละ ไม่ได้ตีราคา ๑๐๗ ลูกศิษย์ว่าชั่ว แต่ก็ดีใจว่าเราไม่เสียเวลาเลยที่ลูกศิษย์ของเราไม่ฆ่าสัตว์ได้แล้ว

ต้องรู้ใจด้วยว่า ผู้มีอุปการคุณต่างๆ เขาต้องการอะไร และต้องสามารถรู้ด้วยจิตของตนเองด้วยนะ ไม่ใช่รู้จากคนอื่น ต้องรู้คอยสังเกตว่าพ่อแม่ ครูขาดอะไร เช่น พ่อมีครูอยู่คนหนึ่งใส่แว่น ขาแว่นตาท่านหัก ท่านก็เอาเชือกปอมาผูก อ่านใบลานให้ฟัง สอนเรื่องโหราศาสตร์ต่างๆ ให้ แต่หลวงพ่อไม่มีอัฐ เพราะไม่รับเงิน กินอยู่ด้วยการออกบิณฑบาตซึ่งก็พอแล้ว เมื่อกลับมาแซยิด ก็ได้อัฐมาทำบุญกับวัดไป

แต่ประชุมสงฆ์ว่าอาตมาเป็นเจ้าอาวาส เงินทุกบาทเป็นของวัด ประชุมสงฆ์ขออนุญาตให้สงฆ์ทั้งหมดร่วมกันทำกุศลซื้อแว่น จะอนุญาตไหม เมื่ออนุญาตก็เอาเงินส่วนหนึ่งไปซื้อแว่น แล้วเดินทางไปอุบลราชธานี เอาไปให้ท่าน รู้ว่าท่านขาด ไม่ใช่มีคนมาบอก แต่ต้องนึกได้อย่างนี้เรียกว่า กตัญญู

ฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าละเอียดลึกซึ้ง ตรงนี้คือฐานที่ทำให้ยืนมั่นคงไปสู่วิปัสสนา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:13:32 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 5


๓. รู้ว่าตนเองควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อผู้ที่เคยมีอุปการะ เคยทำอะไรให้แก่ตนเองมา หมายถึงว่า ต้องรู้ว่าตนเองควรตอบแทนผู้มีพระคุณเหล่านั้นแค่ไหน ถึงจะเหมาะสมกับคำว่า อุปการะที่เขาเคยให้ไว้กับเรา

พ่อแม่ปูที่นอน ทำผ้าอ้อมให้เราตั้งแต่เด็กและสอนไหว้พระ เด็กๆ ก็พูดดี แต่พอโตขึ้นหมดความน่ารัก หาเวลาลองดู ทำเถอะ พ่อเป็นพระยังทำเลย แม่ปูที่หลับปัดที่นอนให้ ซักผ้าอ้อม ตั้งแต่ ๗ ขวบ ปีหนึ่งวันเกิดแม่พ่อก็กลับบ้าน กราบตักท่าน ซื้อของให้ท่าน นั่งทานกับท่าน แล้วขออนุญาตเข้าห้องท่าน ซื้อผ้าปูที่นอนไปเปลี่ยนปูให้ท่าน ปลอกหมอน แล้วพูดกับท่านไปว่า

“แม่ครับ พ่อครับ ลูกจำไม่ได้แล้วว่าพ่อแม่ปูที่นอนให้กี่ครั้ง แต่เพราะความสำนึกในพระคุณให้ลูกมีโอกาสปูที่นอนให้พ่อให้แม่นอนบ้างนะครับ” กราบตักท่านเสีย ความดีต่างๆ ที่ทำไม่ไปไหนหรอก และเป็นเหตุปัจจัยให้เราถึงพระนิพพานได้

สมัยก่อนนั้นมีโยมคนหนึ่งปวารณาไว้ เมื่อโยมแม่อายุ ๖๐ ปี ก็ไปช่วยดูทุกข์ดูสุขโยมที่ปวารณา สอนเทศน์เขา เขาก็เอาสตางค์มาให้ พ่อก็บอกไม่เอาโยม พ่อจะเดินกำหนดกรรมฐานกลับด้วย แล้วบอกเขาว่าวันนี้อาตมาขอบิณฑบาตเถอะ ผ้าขาวลินิน หรือผ้าสำเร็จรูปที่เขาปูที่นอน ไปซื้อให้ที่ตลาดทีซิโยม เขาถามว่า ปู่จะเอาไปทำไม ก็ตอบว่า อีก ๔ เพลาโยมแม่วันเกิดอายุ ๖๐ ปี นิมนต์พระไปบ้าน ไปสวดโพชฌงค์ สวดสามพรานให้ ทำน้ำมนต์ให้ท่านดื่ม

จนวันเกิดโยมแม่ พ่อก็บอกโยมว่า “ฉันมาคราวนี้ ฉันขออนุญาตเข้าไปในห้องโยมหน่อย” แต่ไม่ได้เข้าไปคนเดียว เอาพระไปอีก ๒ รูป เพราะเป็นห้องสตรี

“โยมช่วยรื้อที่นอนหน่อย แล้วพ่อก็เปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ ส่วนพี่ชายเอาผ้าลายมาให้โยมแม่เปลี่ยนเลย ให้โยมแม่อาบน้ำนุ่งผ้าใหม่ แล้วขึ้นมาฟังพระเทศน์

เมื่อปูที่นอนให้โยมแม่เรียบร้อยแล้ว ก็บอกว่า “ฉันจะกลับแล้ว โยมแม่พักนะ ฉันปูที่หลับปัดที่นอนให้เรียบร้อยแล้ว ๖๐ ปีแล้ว พักเสีย ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสมาปูให้หรือเปล่า โยมแม่นอนให้ฉันชื่นใจเป็นบุญต่อชีวิตที่ฉันได้กตัญญูสักครั้งเถอะ”

โยมแม่ก็ร้องไห้ เราก็กลั้นใจ ขอบุญคุณที่เราทำคุ้มครองผ้าเหลืองของเรา อย่าให้มีมารมาไหม้เลย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:13:56 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 6


ฉะนั้น ต้องรู้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไร ต้องการให้ลูกกลับไปปรนนิบัติบ้าง ถ้าพ่อแม่ตายแล้วทำอย่างไร ซื้อผ้าซิลูกหรือปลอกหมอนไปบ้านคนชรา ซื้อผ้านุ่ง เสื้อคอกระเช้าไปบ้านคนชรา เอาไปให้แล้วบอกเล่าไปว่า

“คุณลุงค่ะ วันนี้นึกว่าคุณลุงคือคุณพ่อ เพราะพ่อฉันตายแล้ว พ่อฉันชื่อ... คุณลุงช่วยอุปการะฉันนิดหนึ่ง ช่วยเป็นพ่อฉันแทนหน่อยเถอะ” ก็สามารถทำได้ ต้องปฏิบัติต่อผู้อุปการะเช่น การปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว ก็ซื้อเสื้อผ้าให้ป้าแทน แล้วให้ป้านึกถึงแม่ วันนี้แม่ก็ต้องใส่ผ้าใหม่เหมือนกัน เป็นต้น

หรือบางทีบ้านคนชราเข้ายาก ก็ดูคนขอทานเอาผ้าลูกไม้สวยๆ และให้สตางค์เขาด้วยแล้วบอกว่า “ป้าวันนี้วันเกิดแม่หนู หนูทำทานกับป้านะ ให้ป้าได้ใส่เสื้อใหม่ แล้วนึกถึงแม่ตัวเอง”

นี่แหละลูกชีวิตจะรุ่งเรือง รู้ว่าตนเองจะต้องตอบแทนแค่ไหนจึงจะเหมาะสมกับที่เขาอุปการะเรามา หรือมีผู้ประกาศให้ชีวิตลูกพ้นทุกข์ เช่น อาจารย์บุญมี เมธางกูร เราไม่ต้องถวายชีวิตท่าน แต่เมื่อถึงวันเกิดท่าน ๑๕ มีนาคมของทุกปี เราก็ถือศีล ๕ ศีล ๘ หรือซื้อผ้านุ่งต่างๆ ไปหาครูบาอาจารย์ ไม่ต้องรอสงกรานต์หรอก วันไหนที่ว่างก็ไปหาครู ทำกันเถอะความกตัญญู

ความรู้สำนึกทั้ง ๓ อย่างข้างต้นเรียกว่า ความกตัญญู และไม่ใช่รู้อย่างเดียวนะ ต้องรู้ครบทั้ง ๓ ลักษณะด้วยจึงชื่อว่า กตัญญูแท้ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ทำให้กตเวทิตาเกิดขึ้นไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะกตเวทิตาธรรมเป็นเรื่องของการตอบแทนตามที่ตนได้กตัญญูคือรู้มาแล้ว เพราะรู้แล้วจึงทำตอบได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:14:13 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 7


กตเวทิตามีได้เพราะกตัญญู หรือกตัญญูเป็นเหตุให้เกิดกตเวทิตา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรม ๒ ข้อนี้ไว้ด้วยกันเสมอ ท่านเรียกว่า ธรรมะแฝด ขาดจากกันไม่ได้ เหมือนเราไม่รู้ว่าแกงส้มทำอย่างไร ก็ทำไม่สำเร็จฉันใดฉันนั้น เพราะไม่รู้ว่าใครมีบุญคุณ ไม่รู้ว่าที่เขาทำนั้นเขาหวังอะไรจากเรา และเขาต้องการอะไร

เช่น สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า (รัชกาลที่ ๙) พระองค์ทรงดำรงมั่นอยู่ในคุณธรรมข้อนี้ตั้งแต่ต้น เราจะได้เห็นจากการที่พระองค์สำนึกในคุณูปากรของสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ทรงมีต่อพระองค์มา ทรงซาบซึ้งถึงความต้องการ ทราบถึงพระราชหฤทัยของสมเด็จย่า ทุกวันพุธพระองค์จะเสด็จจากวังสวนจิตรลดาไปวังสระปทุม ไปเสวยพระกระยาหารกับสมเด็จพระราชชนนีทุกสัปดาห์ ไม่ไปไหน นอกจากติดภารกิจจริงๆ ก็ไปร่วมดินเนอร์ส่งสมเด็จย่าเข้าพระบรรทม พระองค์ทำตลอด ลูกจะมีครอบครัวอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ยังเป็นลูก

เมื่อซาบซึ้งต่อพระราชหฤทัยแล้ว ยังทราบถึงความต้องการและอื่นๆ พระองค์ทรงทราบว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีของพระองค์ต้องการอะไร หรือมีความประสงค์อะไร แม้มิได้ตรัสบอก แต่เพียงสบพระเนตร หรือเห็นพระพักตร์ หรือเพียงได้สัมผัสพระหัตถ์ ก็ทรงทราบถึงความคิดและความต้องการของสมเด็จพระบรมราชชนนีแล้ว จะเห็นได้จากที่โรงพยาบาลศิริราช

ตอนที่สมเด็จย่าทรงพระประชวร ในหลวงของเราก็ทรงพระประชวร ก็ขอเข็นแม่เอง แค่เห็นพระพักตร์ แม่ห่วงลูกขนาดไหน ทรงเริ่มเดินได้ ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินจากตึก ๗๒ ปี ทำแข็งแรงให้สมเด็จแม่เห็นพระพักตร์ ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกมีความสุข แม่ก็มีความสุขด้วย (ไม่เหมือนพวกเราส่วนใหญ่กลับไปหาแม่ มีแต่ปัญหาทุกข์ใจไปฝาก ซึ่งควรจะเก็บงำไว้)

ในหลวงท่านทราบว่าไม่ต้องเอาอะไรไปให้ เพียงได้สบพระพักตร์ จับพระหัตถ์ ทรงอ่อนน้อมถ่อมพระวรกายให้สมเด็จย่าจุมพิต นั่นแหละคือการตอบแทนแม่พอ พระองค์ทรงทราบว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไร แม่ต้องการให้ลูกทุกคนเป็นคนดี จึงทำอย่างไรหรือจะตอบแทนอย่างไรจึงจะสมกับพระคุณูปการของสมเด็จพระชนนี เมื่อทรงทราบแล้วก็ปฏิบัติพระองค์ไปตามนั้น โดยไม่ทรงท้อแท้เลย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:14:37 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 8


ส่วนสมเด็จพระราชบิดานั้น พระองค์ก็ทรงตั้งทุนมหิดลให้พ่อ การที่ทรงปฏิบัติพระองค์ต่อพระราชชนนีด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาธรรมนั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สำหรับพระองค์เองและสมเด็จย่าเท่านั้น ยังประโยชน์แก่พสกนิกรชาวไทยที่รู้เห็นด้วย เอาไปปฏิบัติตาม การปฏิบัติพระองค์เช่นนั้นเป็นแบบอย่างแบบฉบับที่ดีของพสกนิกร ในเรื่องลูกที่พึงปฏิบัติต่อพ่อแม่ของตน

เมื่อพสกนิกรชาวไทยเห็นในหลวงปฏิบัติต่อสมเด็จย่า ต่างก็ชื่นชมว่าในหลวงน่ารักจังเลย สมเด็จย่าก็รักลูกจังเลย และโสมนัสกันทั่วหน้า บางครั้งสมเด็จย่าทรงปลูกต้นไม้กระถางเล็กๆ เป็นของขวัญ ขณะที่ทำคทาทองนั้น สิ้นเปลืองเงินแผ่นดิน ท่านไม่ต้องการ แต่ท่านรดน้ำต้นไม้ด้วยพระองค์เอง พอบานแล้ว ก็เอาไปเยี่ยมลูก ในหลวงก็รินพระราชหฤทัยไปหาสมเด็จแม่

นี่เอาเป็นตัวอย่างที่ทำให้ท่านเป็นที่รักของคนหมู่มาก นอกจากทานบารมีแล้ว ทำพระองค์เป็นที่ชื่นชมตลอดเวลา เป็นที่พอพระทัย ทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นตัวอย่างและแบบฉบับ พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสมเด็จย่า ประชาชนก็ชื่นชมโสมนัส เห็นความสำคัญของกตัญญูกตเวทิตาธรรม

งานพระบรมศพก็เสด็จไปทุกวัน ขณะที่ไปก็ทรงห่วงประชาชน ปีนั้น (พ.ศ.๒๕๓๙) น้ำท่วมวัดพระแก้ว ทรงนั่งพนมมือฟังสวดพระศพอย่างตั้งใจจนจบทุกวัน เพื่อทำบุญให้เกิดขึ้นทางกายกรรมเต็มที่ แล้วหลั่งสิโนทก

เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาบอกตนเองว่าเราปรนนิบัติและตอบแทนพ่อแม่ของตนเองอย่างไรบ้างถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนกตัญญูกตเวทิตาคุณ

แท้ที่จริงความกตัญญูกตเวทิตาคุณมิใช่เป็นเพียงเครื่องหมายของความสำนึกในบุญคุณและตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณเท่านั้น คนเราควรกตัญญูกตเวทีต่อคนด้วยกัน ก็ไม่ใช่เท่านั้น ยังหมายรวมถึงการกตัญญูกตเวทีอีกหลายอย่างเช่น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:14:55 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 9


๑. กตัญญูกตเวทีต่อสัตว์ที่ใช้งาน

สมัยก่อนพ่อค้าพาณิชย์ลำเลียงฟืน จะให้วัวได้พักผ่อน จุดไฟล้อมคอกกันยุง ให้กินดีอยู่ดี ต้องกตัญญูต่อเขา เพราะถ้าไม่มีเขาเราแย่ การที่บุคคลได้อาศัยสัตว์ใดเลี้ยงชีพ อาศัยโค กระบือช่วยไถนา ช่วยลากเข็นภาระต่างๆ ก็ต้องกตัญญูรู้คุณตอบแทนบุญคุณสัตว์เหล่านั้น โดยไม่ดูถูกเหยียดหยาม ต้องลูบศีรษะ ขอบใจ เอาน้ำให้เขาทาน ดูแลตอบแทนบุญคุณ ไม่ด่าไม่ว่า ไม่ฆ่ากิน แต่ต้องดูแลให้อิ่มหนำ แข็งแรง ให้พักผ่อนบ้าง ไม่ใช้งานหนักอย่างเดียว ปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่า กตัญญูรู้คุณต่อสัตว์


๒. กตัญญูกตเวทีต่อสถานที่

สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเด็กนักเรียนก็ต้องดูแล ไม่ทำลายสถานที่ เมื่อเราได้อาศัยในประเทศที่สมควรใดก็แล้วแต่ ก็สำนึกรู้สึกถึงบุญคุณตอบแทนด้วยการไม่ดูถูกเหยียดหยามประเทศที่ตนอาศัย ไม่ดูถูกถิ่นหรือสังคมของตนเอง ไม่ก่อความวุ่นวายเดือดร้อน ไม่ทำให้เกิดความฉิบหายแก่ประเทศชาติและบ้านเมืองของตน หากว่าช่วยให้โตไม่ได้ ก็อย่ามาตัดกิ่งและทำลาย เราไปไหนก็แล้วแต่ เราคนหนึ่งไม่อกตัญญู ถ้าสังคมในโลกนี้เป็นอย่างนี้ทุกคน ได้อาศัยหลักธรรม กตัญญูกตเวทีนี้ โลกนี้ก็จะมีความสุขกว่านี้ ในขณะเดียวกันต้องใช้สติปัญญา กำลังดูแลรักษาสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง หรือท้องถิ่นทุรกันดารด้วยความเสียสละตนเอง อย่างนี้เรียกว่า กตัญญูกตเวทีต่อสถานที่หรือต่อสถาบัน


๓. กตัญญูกตเวทีต่อวงศ์ตระกูล

ตนเกิดมาในตระกูลหรือใช้นามสกุลอะไรก็แล้วแต่ ต้องรับผิดชอบรักษาชื่อเสียงของตระกูลไว้ ไม่ทำให้ตระกูลเสียหายด่างพร้อย เพราะการกระทำไม่ดีของตนเอง เช่น พระยาพิชัยดาบหักท่านกล้าหาญยิ่งนัก ท่านเป็นต้นตระกูลไทย หากเป็นพระก็ช่วยได้ คือสอนคนอย่าให้ฆ่ากัน อย่าปล้นชิงวิ่งราว เราเป็นลูกพ่อเสือต้องวางอาวุธ และวางกิเลส สู้ด้วยมือเปล่า พระพุทธเจ้าสู้ด้วยมือเปล่า และนอกนั้นท่านมีจิตแห่งความเป็นมือปราบ ปราบกิเลสนั่นเอง และอยากให้ศัตรูพ่ายแพ้อยู่เย็นเป็นสุข ต้องรักเขาก่อน พูดดีกับเขาก่อน อ่อนน้อมถ่อมตนไป ไม่อวดดื้ออวดเบ่ง มานะข่ม ต้องไม่ดูหมิ่นดูแคลนใครด้วย ฉะนั้นก้ต้องอยู่ได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:15:14 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )


  สลักธรรม 10



๔. กตัญญูกตเวทีต่อสังขารร่างกาย

เราเป็นเจ้าของสังขารร่างกาย ก็ต้องกตัญญูให้ร่างกายได้หยุดพักผ่อนบ้างตามเวลาและโอกาส ไม่ใช่นั่งเล่นไฟ่ ๓ วัน ๓ คืน ไม่นอน ไม่สงสารบ้างหรือ ถ้าเป็นเครื่องจักร ต้องอัดจารบีไม่รู้เท่าไหร่แล้ว สนิมกินแล้ว ที่จริงขี้ไคลก็คือสนิมนะ แต่เรามาล้างทุกวัน ฉะนั้นต้องไม่หักโหมใช้งานมากเกินไป ไม่ตรากตรำทำงานหนักเกินไปจนร่างกายทรุดโทรมก่อนเวลาอันสมควร

ร่างกายจัดแล้วเป็นเครื่องยนต์ชนิดหนึ่งเรียกว่า สรีรยนต์ ก็ต้องการหยุดพัก ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ต้องการการซ่อมบำรุงเหมือนเครื่องยนต์เครื่องอื่นๆ การทำให้ร่างกายหยุดพักบ้าง บำรุงร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะร่างกายมีแต่ทรุดโทรม เหี่ยวไปตามกาลเวลา และรู้จักประมาณในการโภชนาการ อาหารต้องครบ ๕ หมู่

งดเว้นใช้ร่างกายไปในทางที่ผิด เช่นไปนั่งตกปลาเป็นมิจฉาสมาธิ หรือนั่งดักแมลงสาบ โดยเฉพาะขอโทษเรื่องกามารมณ์ ทำให้ร่างกายโสโครก สกปรก ทรุดโทรม ไม่เป็นไปเพื่อพรหมจรรย์ พระจึงห้าม มนุษย์มีกิน กาม เกียรติ ส่วนพระมีแต่กินกับเกียรติ เกียรติของความเป็นพระนั้นต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ให้มีโรคภัยเบียดเบียนได้ เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ ก็บำรุงรักษาให้หาย จัดเป็นความกตัญญูกตเวทิตาต่อร่างกาย

เมื่อทำให้ร่างกายทนอยู่ได้นาน สามารถอยู่รับใช้ตนเองและรับใช้ผู้อื่นได้นาน เพราะถ้าร่างกายทรุดโทรมเจ็บป่วยและตายไปก่อนเวลาอันสมควร เพราะเหตุที่ไม่ดูแลรักษาเพราะคิดว่า “ช่างมัน ตายเสียได้ก็ดี เบื่อแล้ว จะได้เกิดใหม่ “ ถ้าเกิดใหม่ เราก็ไม่ทราบว่าอนาคตจะดีหรือ ปัจจุบันดีอยู่แล้ว โอกาสที่จะทำความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองก็จะมีมากขึ้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [14 พ.ย. 2555 , 10:15:32 น.] ( IP = 125.27.180.17 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org