มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


๒๑ ปี รำลึกอาจารย์บุญมี เมธางกูร (๑)








เคยมืดมนหนทางร้างความหวัง
ความทุกข์โถมประดังไม่ขาดสาย
ปรากฏบาดแผลช้ำทั้งใจกาย
พลันคลี่คลายเมื่อได้ฟังคำอาจารย์

ท่านชี้แจงแถลงชัดขจัดเขลา
ให้บางเบาด้วยเหตุผลบนถ้อยสาร
ท่านสื่อให้เห็นกลไกวัฏฏะมาร
ท่านจ่ายแจกธรรมทานด้วยเมตตา

ท่านอาจารย์บุญมีปรีชาปราชญ์
ท่านองอาจแผ่ธรรมค้ำพระศาสนา
ท่านยืนยงคงเหตุผลเรื่องปัญญา
ท่านทายท้าการบิดเบือนเลือนหลักการณ์

ท่านเทิดธรรมทูนไท้ไว้เหนือเศียร
อบรมศิษย์ให้เล่าเรียนอย่างกล้าหาญ
มุ่งพิสูจน์ทฤษฎีเพิ่มเชี่ยวชาญ
ด้วยหมั่นการเจริญวิปัสสนาพาพ้นภัย

ท่านคือครูผู้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลศิษย์
หนุนชีวิตให้ทุนทรัพย์เพิ่มนิสัย
ให้รักบุญคุ้นการให้อภัย
ท่านพร้อมให้กำลังใจทุกเวลา




ขอเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่านร่วมงาน
"๒๑ ปี รำลึกอาจารย์บุญมี เมธางกูร"
ณ ศาลาเสือพิทักษ์ มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๕


๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๗ รูป เจริญพระพุทธมนต์

๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล

๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน

๑๒.๓๐ น. พิธีบังสุกุล และเปลี่ยนผ้าจีวรหุ่นขี้ผึ้ง รูปเหมือนพระอาจารย์บุญมี เมธังกุโร

๑๓.๐๐ น. ปาฐกถาธรรม โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวรารามฯ




โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:53:18 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




คำถาม เคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่บางคนพูด แล้วก็พูดกันต่อๆ ไป ว่า โตแล้วควรเรียนลัดดีกว่า ศึกษาหาความรู้เรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนาแล้วออกปฏิบัติเลย จะได้พ้นทุกข์เร็วๆ จะมัวศึกษาเล่าเรียนอยู่นานๆ ให้เสียเวลาไปทำไม

มีคนแนะนำว่าเรียนพอให้รู้ ให้ได้หนทางเข้าปฏิบัติให้ถูกต้องเท่านั้น ก็พอแล้ว เราไม่ได้เป็นครูจะได้ต้องเรียนมากๆ นอกจากนั้นเรียนไปมากๆ แล้วก็สับสนจำไม่ได้ เวลาก็หมดไปโดยเปล่าประโยชน์

คำตอบ(อาจารย์บุญมี) ฟังคำถามแล้ว ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะคนที่คิดอย่างนี้มีหลายคน ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นผู้ศึกษามาศึกษาอยู่ไม่นานเท่าใด พอมีความเข้าใจก็มักจะหายหน้าไป ได้ข่าวว่าออกไปปฏิบัติแล้วต่อจากนั้นก็ไม่กลับมาเรียนอีก หรือนานๆ ก็มาดูสักครั้ง หรือจะมาเฉพาะปาฐกถา หรือมีคนมาพูดเรื่องวิปัสสนาที่ตนชอบเท่านั้น

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจในบทเรียนที่ว่าเป็นทฤษฎีนั้นเสียก่อน ว่าเป็นทฤษฎีอย่างไร ขอให้พิจารณาด้วยดี เพราะเป็นประโยชน์อันสำคัญของตนเอง หาไม่แล้วความเข้าใจเผินๆ ดังที่ว่ามาก็จะเท่ากับเป็นการฆ่าตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว หรือเป็นการฆ่าประโยชน์อันมหาศาลที่ควรจะได้รับไปอย่างน่าเสียดายที่สุด

ถ้าจะไปขุดทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่เขาฝังไว้ใต้ดิน ก็จำเป็นที่จะต้องมีแผนที่สำหรับนำทาง ไปยังตำบลนั้น ทั้งเมื่อจะเดินทางไปขุดก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาแผนที่นั้นเสียให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ มิฉะนั้นอาจจะต้องเสียเวลาเดินทาง เสียเงินเสียทองและเบื่อหน่ายเสียกำลังใจ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรให้คุ้มค่าเลย

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:54:28 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 2





พระอภิธรรมนั้นเป็นปิฎกหนึ่งในปิฎก ๓ ปิฎก มีเนื้อความที่ลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก เป็นเรื่องที่เกี่ยวด้วยชีวิตทั้งสิ้น อันไม่มีวิทยาการใดในโลกที่จะมาเปรียบเทียบได้เลย รวมทั้งหมดมีอยู่ ๗ คัมภีร์ด้วยกัน คือ ธัมมสังคณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และ มหาปัฏฐาน

พระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์เหล่านี้มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมากเหลือเกิน ยากจนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีผู้ใดที่มิได้มีพื้นฐานมารองรับให้ดีเสียก่อนแล้ว จะศึกษาให้เข้าใจดีได้ ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงจำเป็นต้องศึกษา พอให้ได้พื้นฐานเสียก่อนเหมือนเรียนชั้นประถมแล้วจึงก้าวไปถึงชั้นมัธยม

พระอนุรุทธาจารย์ ผู้มีความเชี่ยวชาญในพระอภิธรรม จึงได้แยกและรวบรวมพระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นี้ออกโดยย่อ จัดหมวดหมู่เสียใหม่ เริ่มตั้งแต่ง่ายๆ เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ศึกษาเป็นชั้นประถมเสียก่อน เรียกชื่อคัมภีร์นี้ว่า "อภิธรรมมัตถสังคหะ" มีตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑ ถึง ปริจเฉทที่ ๙

ปริจเฉทที่ ๑ ชื่อ จิตตสังคหวิภาค เป็นการแสดงเรื่องจิตปรมัตถ์

ปริจเฉทที่ ๒ ชื่อ เจตสิกสังคหวิภาค เป็นการแสดงเรื่องเจตสิกปรมัตถ์

ปริจเฉทที่ ๓ ชื่อ ปกิณณกสังคหวิภาค เ ป็นการแสดงธรรม ๖ หมด คือ เวทนา เหตุ ทวาร กิจ อารมณ์ และวัตถุ

ปริจเฉทที่ ๔ ชื่อ วิถีสังคหวิภาค เป็นการแสดงการทำงานของจิต

ปริจเฉทที่ ๕ ชื่อ วิถีมุตตสังคหวิภาคเป็นการแสดงเรื่องจิตที่พ้นวิถี เช่น จุติปฏิสนธิยังภพภูมิต่าง ๆ

ปริจเฉทที่ ๖ ชื่อรูปสังคหวิภาค เป็นการแสดงเรื่องรูปปรมัตถและนิพพาน

ปริจเฉทที่ ๗ ชื่อ สมุจจยสังคหวิภาค เป็นการแสดงธรรมที่สงเคราะห์เข้าเป็นหมวดเดียวกันได้

ปริจเฉทที่ ๘ ชื่อปัจจยสังคหวิภาค เป็นการแสดงธรรมที่เป็นปัจจัย คืออุปการะซึ่งกันและกัน ตลอดจนบัญญัติธรรม

ปริจเฉทที่ ๙ ชื่อ กัมมัฎฐานสังคหวิภาค เป็นการแสดงถึงการปฏิบัติสมถะ และวิปัสสนา

เมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมมัตถสังคหะทั้ง ๙ ปริจเฉทนี้จนมีความเข้าใจบ้างพอสมควรแล้ว ก็ได้ชื่อว่าจบชั้นประถมหรือมัธยมต้น ต่อไปก็จะได้ศึกษาคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎกทั้ง ๗ คัมภีร์ อันเป็นมัธยมปลายและอุดมศึกษา

เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาสาระจากคัมภีร์พระอภิธรรมทั้งหมดแล้วก็จะเห็นได้ว่า เป็นวิทยาการที่เต็มได้ด้วยเรื่องราวของชีวิตอันลึกซึ้งทั้งสิ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษามีความเฉลียวฉลาด สามารถเข้าใจเรื่องแม้จะเร้นลับที่วิชาการสมัยใหม่มิอาจจะให้ได้

ผู้ศึกษาดีจะมีความสุขความเยือกเย็นใจ ไม่ว่าจะไปตกอยู่ในสารทิศใด ทั้งจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เสมอ แม้เวลาที่ถือกันว่าสำคัญที่สุด คือใกล้จะถึงแก่ความตายก็รวมอยู่ด้วย

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:55:04 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 3






ประการสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การศึกษาพระอภิธรรมทั้งหมดนั้น ผู้ศึกษาจะได้รับประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนาด้วย เพราะว่าพระอภิธรรมทุกปริจเฉทและทุกคัมภีร์ เมื่อศึกษาแล้วก็จะเห็นว่า ความรู้ที่ได้รับแต่ละขั้นแต่ละตอน ล้วนแต่เป็นการนำทางสู่เหตุผลมากมาย และนำไปสุ่จุดหมายปลายทางคือความพ้นทุกข์ทั้งนั้น เป็นการนำให้เข้าถึงความลึกซึ้งของการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างสำคัญทีเดียว

ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมมากเท่าใดก็ยิ่งจะได้เหตุผลจากการปฏิบัติลึกซึ้งมากเท่านั้น จะปฏิบัติผิดหรือถูกได้เหตุผลหรือไม่ก็จะเข้าใจ นอกจากนั้น ในเรื่องราวของพระอภิธรรมที่แสดงเป็นอันมาก เมื่อฟังแล้วพิจารณาตามไปด้วยดี ก็ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติด้วยเหมือนกัน

นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้มีปัญญาเพราะได้รับจากการศึกษาพระอภิธรรมย่อมจะได้รับมหากุศลญาณสัมปยุตอันเป็นปัญญา ซึ่งปัญญานั้นไม่เหมือนกับทรัพย์สินเงินทอง เพราะเงินทองนั้นเมื่อตายลงแล้วก็เอาไปไม่ได้ โจรผู้ร้าย อุทกภัย ตลอดจนอัคคีภัยก็ไม่อาจเบียดเบียนได้

ปัญญานี้จะติดตัวไปไม่มีการสูญหายเสียในระหว่างทาง ทั้งจะติดตามไปทุกๆ ชาติด้วย คอยป้องกันภัยอันตราย เป็นเพื่อนเดินทางผู้ซื่อสัตย์ ที่จะติดตามไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปตกทุกข์ได้ลำบากหรือ ยากดีมีจนอย่างใดก็มิได้ทอดทิ้ง คอยระแวดระวังมิให้เดินทางที่ตรงไปสู่ หุบเหวแห่งหายนะ

คือ กุศลจิตที่เกิดขึ้นมีปัญญาเข้าประกอบนี้ จะติดตัวไปทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีอันตราย เมื่ออุบัติขึ้นในชาติหน้ามีปัญญาติดตัวไปด้วยแล้ว ก็จะมีความหวังในการปฏิบัติวิปัสสนาว่าจะได้ผลสำเร็จไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เพราะผู้ที่มิได้มีปัญญาติดตัวมาจากอดีตชาติแล้ว จะบรรลุผลสมหวังมิได้เลย เหมือนกับผู้ที่ไม่เคยชอบวิชาวาดเขียนมาก่อน ในชาติที่แล้วๆ มาก็มิได้มีความสนใจ แล้วในชาตินี้จะเขียนรูปได้ดีก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:55:24 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 4





ผู้ที่เกิดมาแล้วมีความสุขสมบูรณ์พูนสุขมาก ร่ำรวยเงินทอง หรือมียศบรรดาศักดิ์ มีผู้นับหน้าถือตาทั่วไป ถ้าไม่มีปัญญาในเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกเข้าไปช่วยประคับประคองแล้ว ก็มักจะเหลิงลอยลมเตลิดไปยังทางต่างๆ ในทางโลก เพลิดเพลินไปกับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จนมิได้หันกลับมาดูข้างหลัง

สิ่งแวดล้อมที่น่าหลงใหลก็จะชักชวนไปยังสารทิศทั่วไป เพราะไม่มีปัญญาที่จะได้มอง หรือพิจารณาดูชีวิตของตนตามความจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ ภัยอันตรายก็จะเกิดขึ้นได้ ทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป

แต่ถ้ามีปัญญาเพราะได้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตติดตัวมาแล้ว แม้จะหลงเตลิดเพลิดเพลินไปอย่างไรก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะคงจะมีวันใดวันหนึ่งที่กุศลจิตอันประกอบด้วยปัญญาเกิดขึ้นมาก่อให้เกิดความรู้สึกยับยั้ง แล้วถอยกลับมาสู่หนทางที่จะหลุดรอดไปจากความทุกข์ หนทางที่มฤตยูรู้สึกหวาดกลัวไม่กล้าเข้ามาใกล้

ผู้ที่เกิดขึ้นมาแล้วมีช้อนทองติดตัวมาด้วยมีความสมบูรณ์พูนสุขทุกประการก็มี หรือเกิดขึ้นมาแล้วต้องได้รับความลำบากอดอยากยากจน หาเช้ากินค่ำ มีหนี้สินรุงรัง ดิ้นรนอย่างเต็มความสามารถที่จะพยุงฐานะของตนเองให้กระเตื้องขึ้นกว่าเดิมก็มี ทั้งนี้เพราะความเป็นไปของชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ย่อมผันผวนเปลี่ยนแปลงไปได้โดยไม่ยากอะไร

ทั้งความมั่งมีศรีสุข ก็ย่อมเป็นเหตุให้หลงเพลิดเพลินหรือหลงงมงายเข้าสู่อบายโดยไม่รู้สึกตัว และถ้าจังหวะใดเกิดความคับขันขึ้นมาก็ย่อมจะ ชักนำชีวิตให้ไปสู่ความหายนะไปได้โดยไม่ยากอะไร อาจกลายเป็นคนเล่นการพนัน คดโกง ตลบแตลงหลอกลวงชาวบ้าน หรือหากินทางทุจริต ปีนป่ายเหยียบย่ำไปบนคนอื่น หรืออาศัยน้ำตาของคนอื่นเพื่อหวังจะได้อาศัยเป็นหลักปักมั่นในความเป็นอยู่ของตน

เพราะอำนาจของความโลภที่ได้อบรมมาหรือสิ่งแวดล้อมชักพาไปหรือความยากจนอดอยากนี่เอง ที่ชักนำชีวิตไปสู่ทิศทางที่เป็นทุกข์โทษภัย แม้ตายลงแล้วก็มีหวังไปอบายเป็นแน่ แต่ถ้ามีปัญญาเข้าประกอบด้วยโดยอาศัยอบรมมา ปัญญาก็จะช่วยแก้ไขให้หนักเป็นเบา ปัญญาก็จะมาหันเหให้ชีวิตไม่ต้องเข้าไปสู่ทางหายนะ ทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:55:40 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 5





ผู้ปฏิบัติที่คิดหาทางลัดที่จะเดินเพื่อหวังว่าจะให้จบเกมของชีวิตเสียเร็วๆ จะได้ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป พอเรียนรู้ได้นิดหน่อยแล้วก็ว่า เรียนกันไปมากๆ ทำไมให้รกสมอง ให้ชักช้าเสียเวลาเปล่าๆ ด้วยเราไม่ได้คิดที่จะเป็นครู รีบๆ ปฏิบัติเร็วๆ โตแล้วเรียนลัดดีกว่า

บุคคลที่มีความคิดดังกล่าวนี้ ยังมีความคิดไม่ถูกต้อง เพราะมีการศึกษาน้อย ยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอ ผู้ปฏิบัติที่จะเข้าถึงหนทางที่จะไปสู่การพ้นทุกข์ได้นั้น จำจะต้องอบรมบ่มนิสัย ทำปัจจัยอันได้แก่ปัญญาบารมีมาแต่อดีตเพียงพอ ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากขาดปัญญาบารมีแล้ว แม้พยายามตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงแก่เฒ่าแล้วไปจนถึงแก่ความตาย ก็ไม่อาจบรรลุถึงที่หมายได้

เรื่องของบุคคลนั้น ในสภาวธรรมแสดงไว้หลายบุคคล แต่มีผู้เข้าถึงความจริงจากการปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นสูงญาณปัญญาเกิดได้มีบุคคลเดียวเท่านั้นคือ ติเหตุกบุคคล อันเป็นบุคคลพิเศษมีเหตุ ๓ ประกอบด้วยปัญญาบารมีนี้อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คงจะไม่ทราบว่า ตัวเองเป็นติเหตุกบุคคลหรือเปล่า ฉะนั้น ผู้เข้าปฏิบัติที่ไม่ยอมศึกษาให้มีความเข้าใจจึงอาจพบความล้มเหลวได้ง่ายดาย ทั้งความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ทราบเหตุผลด้วยว่า ล้มเหลวเพราะอะไร

จะเป็นเพราะมิได้ปฏิสนธิเป็นติเหตุกบุคคลจึงไม่สู้จะมีความเข้าใจจึงมีโยนิโสมนสิการไม่ถูกต้อง หรือการปฏิบัติย่อหย่อน หรือด้วยหาปัญญามิได้เพราะศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ทั้งในอดีตที่จะมาสนับสนุน ทั้งในปัจจุบันที่เกิดจากการศึกษาอบรม ดังนั้น แม้หนทางที่เดินก็อาจจะผิดชนิดหันหลังให้ ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ยอมศึกษาเล่าเรียนให้เกิดปัญญา เกิดความ สามารถที่จะช่วยตนเองให้เดินถูกทาง

อาจารย์สั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ทำไป เหตุผลอย่างไรไม่คำนึงถึง ปฏิบัติตามคำสั่งตะพึดตะพือไป ก็เป็นวิปัสสนาไม่ได้ หรือถ้าคำสั่งเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ก็เลยหลงวนเวียนอยู่ท่ามกลางป่า เพราะมิได้หาเข็มทิศติดตัวมาด้วย

และที่ร้ายไปยิ่งกว่านั้นบางคนคิดเลยเถิดไปว่าตนได้โสดาหรือ พระอรหันต์ไปจริงๆ ไม่ต้องไปอบายภูมิแล้ว จึงถอยจากการปฏิบัติไปเสียเลยก็มี

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:56:01 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 6





บางคนมาศึกษาเล่าเรียนอยู่พักหนึ่งก็หายไปเป็นเวลานาน ครั้นกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งได้ถามว่า หายไปไหนมา คงจะมีความจำเป็นอะไรกระมังจึงมาศึกษาเล่าเรียนไม่ได้

เขาได้ตอบว่า เปล่า ไม่มีธุระอะไร หากแต่ว่าอายุมากแล้ว เรียนอะไรจำไม่ค่อยได้ ความจำออกจะเต็มที

ผมจึงได้ถามเขาว่า เมื่อตอนที่คุณยังเป็นเด็กๆ และตอนที่คุณเป็นหนุ่มอยู่นั้น คุณได้ทำบุญอะไรหรือเปล่า

เขาบอกว่า ได้ทำอยู่เสมอ

ผมจึงได้ถามเขาต่อไปว่า เป็นบุญอะไรบ้าง ทำที่ไหน ทำด้วยอะไร

เขาก็ตอบว่า จำไม่ได้ทั้งหมด

ผมจึงได้เตือนว่า จะทำบุญไปทำไม เสียเงินทองข้าวของทั้งเสียเวลาเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยทำแล้วก็ลืมเสียเช่นนี้

ผมได้แสดงให้เขาทราบว่า บุญที่ทำเอาไว้ก็ได้เก็บเอาไว้ในจิตใจ มิได้สูญหายไปไหน เมื่อถึงเวลาได้โอกาส ได้ปัจจัยสนับสนุนเพียงพอก็จะผลิตผลขึ้นมา

โดยทำนองเดียวกันนี้ การสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นจากการเล่าเรียนก็เหมือนกัน ควรจะตั้งใจเรียน และพิจารณาตามไปด้วย ให้มีความเข้าใจได้ปัญญาจริงๆ แม้ว่าต่อไปนานๆ ถึงจะลืมไปแล้วปัญญานั้นก็มิได้สูญหายไปไหน กุศลอันเป็นปัญญาบารมีก้จะติดตัวตามไปทุกหนทุกแห่ง

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:56:22 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 7





ยังมีนักศึกษาอีกท่านหนึ่งมาบ่นว่า เต็มที เรียนไปมากๆ ไม่ทราบว่าความรู้ไปอยู่เสียที่ไหนหมด ยิ่งเรียนดูเหมือนยิ่งจะรู้น้อย ความจำไม่ดีเลย ผมก็เรียนๆ ไปให้เป็นอุปนิสัย จะได้มีปัญญาติดตัวไปภายหน้า จึงไม่ค่อยได้ขาดเรียนเลยหลายปีมาแล้ว

ผมได้ถามว่า คุณเคยสนทนาเรื่องธรรมะกับใครๆ เขาบ้างหรือเปล่า เคยฟังธรรมะที่ใครๆ เขาแสดงบ้างหรือไม่ เคยอ่านหนังสือธรรมะต่างๆ มากไหม

เขาก็ตอบว่า เคย

ผมจึงได้ถามเขาต่อไปว่า การสนทนาก็ดี การฟังก็ดี และการอ่านก็ดี ที่ผ่านๆ มาแล้ว คุณไม่เคยคิดไม่เคยคัดค้าน ไม่เคยแสดงความไม่เห็นด้วยบ้างเลยทีเดียวหรือ ว่ามันไม่ถูกสภาวะ มันขาดหลัก ขาดองค์ธรรม ตลอดจนเหตุผล

เขาก็ตอบว่า เคยคัดค้าน และบางทีถึงโต้เถียงเอาก็มี

ผมจึงได้เตือนว่า ถ้าคุณไม่มีความรู้ คุณจำอะไรไม่ได้เลย คุณจะไปคัดค้าน แสดงความคิดเห็นว่า ของเขาขาดองค์ธรรม ขาดหลัก และขาด เหตุผลได้หรือ

แต่เพราะความรู้ที่เก็บสะสมอยู่มีมากมายปะปนกัน ถ้ามิได้มีการกระตุ้น คือมิได้คิดนึกพิจารณา มิได้สนทนาโต้ตอบปัญหา ความระลึกรู้ในอารมณ์นั้นๆ ก็นอนนิ่งเฉย เกิดขึ้นมาได้ยาก ด้วยเหตุที่มากระทบใจไม่มีกำลังพอ ก็คิดขึ้นมาไม่ค่อยได้ เลยทำให้ดูคล้ายกับว่า เรียนไปมากแล้ว ก็เหมือนไม่มีความรู้อะไร

ประโยชน์ที่ได้จากการสร้างปัญญาบารมีให้บังเกิดขึ้นนั้นมีคุณค่ามหาศาล ไม่มีวิทยาการอะไรมาเปรียบปาน

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:57:06 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 8





และก็ยังมีความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า ไม่ควรที่จะเลยไปเสียคือ ผู้ที่ปลูกเพาะปัญญาบารมีให้บังเกิดแก่ตนเองให้มากนั้น โอกาสที่จะไปเกิดเป็นคนที่ไม่ทุพพลภาพทั้งกายและใจ คือร่างกายไม่ขาดตกบกพร่อง จิตใจก็สมประกอบทุกอย่าง ทั้งสถานที่เกิดก็อยู่ในสภาพที่เหมาะสมนั้นได้ง่ายที่สุด

เพราะผู้ที่มีกำลังของเจตนาอะไรมาก และสม่ำเสมอแล้ว ทิศทางของผู้นั้นก็มักจะไปตามกำลังแรงของเจตนาดังกล่าวมา เช่นผู้ติดสุราชอบเมามายอยู่เสมอ ก็ชอบไปยังร้านขายสุรา เพื่อพบปะเพื่อนฝูงคอเดียวกัน จะได้รื่นเริงบันเทิงใจกัน ณ สถานที่ขายสุรานั้น

ผู้ที่เป็นนักธุรกิจกับกระเป๋าตังค์ของคนอื่นเขาก็จะหมั่นขึ้นรถเมล์ รถราง รถไฟ หรือไปสนามม้า สายตาก็สอดส่ายไปมาตามกระเป๋าของผู้ที่มิได้ระวังตัว วันแล้ววันเล่า

ผู้ที่มีใจบุญสุนทาน ก็ชอบที่จะไปวัดไปวา หาเพื่อนฝูงที่เป็นสหายธรรมด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ชอบดื่มสุราเมามาย แล้วก็ไม่ไปยังร้านสุราอันเป็นที่เมามายสนุกสนาน กลับหมั่นไปวัดอยู่เป็นประจำจะได้อย่างไร ผู้ที่เป็น นักล้วงกระเป๋า แต่กลับชอบขลุกอยู่กับบ้านไม่ชอบพบฝูงชนจะได้หรือ และ ผู้ที่ชอบมาวัดวารักษาศีลปฏิบัติธรรม แต่กลับชอบไปยังร้านขายเครื่องดองของเมา หรือชอบคบกันกับพวกนักปล้น นักจี้ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

โดยทำนองเดียวกันนี้เอง ผู้ที่ชอบทำบุญให้ทาน ชอบศึกษาเล่าเรียนสั่งสมปัญญาบารมีมาเป็นอันมาก แต่เวลาตายลงแล้วกลับไปเกิดกับพ่อแม่มิจฉาทิฏฐิ คิดแต่เรื่องฆ่าแกง พ่อแม่ที่ชอบขี้โกงใจบาปหยาบช้า หรือพ่อแม่ที่ชอบดื่มสุรายาเมาอยู่ตลอดเวลา หรือพ่อแม่ปัญญาอ่อน ใบ้ บ้า ไม่ค่อยจะเต็มเต็ง การเกิดมาในพ่อแม่อันเป็นสถานที่รองรับเจตนาที่ตรงกันข้ามดังกล่าว จึงเป็นไปได้แสนยากยิ่ง เพราะกำลังของปัญญากับสถานที่รองรับนั้นห่างกันเป็นฟ้ากับดิน (มีข้อยกเว้นบ้าง)

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:57:24 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 9





คำถาม การที่จะศึกษาพระอภิธรรมนั้น ควรเป็นไปตามลำดับอย่างไร?

คำตอบ มีหลายท่านได้ประสบกับความล้มเหลว ถึงแม้จะไม่สิ้นเชิงก็ตาม ทั้งนี้เพราะการศึกษามิได้เป็นไปตามลำดับขั้นกล่าวคือตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑ ไปจนถึงปริจเฉทที่ ๙

หรือจะศึกษาเรื่องจิต เจตสิก รูป ได้แก่ปริจเฉทที่ ๑, ๒, ๖ แล้วจึงกลับมาศึกษาปริจเฉทที่ ๓, ๔, ๕, ๗, ๘, ๙ เป็นลำดับไปอย่างนี้

แต่บางท่านกลับศึกษากระโดดไปกระโดดมา ใครชวนให้ศึกษาอะไร หรือคิดว่าอะไรดีก็เอาทั้งนั้น แม้คัมภีร์ใหญ่ทั้ง ๗ ก็ตามไปศึกษา

ความจริงควรจะได้ศึกษาให้เป็นไปตามลำดับอย่าได้ขาดตอนเสีย แล้วเวลาที่เหลือนอกนั้น อยากจะศึกษาห้องใด หรืออยากจะศึกษาในปริจเฉทไหนเพิ่มเติมอีก แม้จะสลับกันอย่างไร หรือจะศึกษาคัมภีร์ใหญ่ก็ควรทำได้ เพราะได้สร้างพื้นฐานกำกับไปด้วยแล้ว ย่อมไม่คลอนแคลนได้ง่าย

ผมหมายความว่า ควรศึกษาให้เป็นลำดับไปอย่าได้ทอดทิ้งเสีย ส่วนเวลาที่เหลือนอกนั้น จะศึกษาอะไรก็ตามแต่ใจ

โดย ศาลาธรรม [16 พ.ย. 2555 , 10:57:41 น.] ( IP = 125.27.183.223 : : )


  สลักธรรม 10

เป็นความรู้สึกที่สะท้อนย้อนรอยอาลัยแห่งการพลัดพราก..ที่ไม่มีวันหวนกลับ นานนับทีเดียวกับรูปลักษณ์และรอยยิ้มของผู้ทรงคุณวุฒิที่แสนใจดี มีเมตตาธรรมอย่างสูงของท่าน..พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ความทรงจำอันน่าประทับใจยังคงมั่นและตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดมิรู้ลืม แม้นวันและเวลาจะดำเนินมาเป็นเวลา ๒๑ ปีแล้ว

จึงขอรวบรวมความเคารพรักที่มีอยู่ในใจอย่างเต็มเปี่ยมเสมอมา นำขึ้นสู่เจตนาและก้มกราบท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูรด้วยความเคารพสักการะในพระคุณของท่านไว้ ณ โอกาสนี้

โดย เทพธรรม [16 พ.ย. 2555 , 13:59:29 น.] ( IP = 115.87.161.31 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org