| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
๒๑ ปี รำลึกอาจารย์บุญมี เมธางกูร (๕)
สลักธรรม 1
คำถาม สติคืออะไร
คำตอบ(อาจารย์บุญมี) คำว่า "สติ" คนไทยรู้จักและใช้กันมานานแล้ว มักจะใช้ไปในการเตือนใจให้ไม่เผลอเรอในการดำเนินชีวิตหรือกระทำธุรกิจการงานต่าง ๆ ผู้ใหญ่มักจะเตือนสติเด็กเล็ก ๆ ว่า เดินไปให้ดี ระวังจะล้มลง
เรามักจะตวาด เตือนสติตัวเองว่า คนขี้เผลอเรอ ข้ามถนนโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเสียก่อน ดีว่าในขณะนี้รถยนต์ยังไม่มา เรามักจะเตือนกันเองเพื่อให้มีสติว่า อย่าประมาทในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ จะขาดทุนขาดรอนจนล้มละลาย และเรามักจะพูดกันว่า ผู้ที่ตกอยู่ในความประมาท คือผู้ที่ได้ตายไปแล้ว ทำการใดต้องอาศัยสติเป็นเครื่องคุ้มครองตัว
มีผู้แปลคำ "สติ" ว่าความระลึกได้ แต่ระลึกอะไรได้ หรือระลึกในเรื่องอะไรก็มิได้อธิบายไว้ให้ชัดเจนอย่างใดเลย ดังนี้ เราจึงใช้กันไปในเรื่องสารพัดทั้งปวง ไม่ว่าบุญหรือบาป แม้เดินออกไปในถนนหลวงแล้วเผลอไผลไม่ทันดูรถที่แล่นไปมา นึกขึ้นมาได้ หรือรู้สึกตัวขึ้นมา เราม็มักจะพูดกันว่า "ขาดสติ" ขึ้นรถเมล์แล้วลืมเอาสตางค์ติดกระเป๋ามา เราก็พูดกันว่า "สติไม่ดีเลย" และคนกินเหล้ากำลังเมาอยู่ เราก็พูดกันว่า "คนไม่มีสติ"
ถ้าว่าถึงสติเจตสิก และเป็นสติตามหลักปรมัตถธรรม สติมิได้แปลว่าระลึกได้เฉย ๆ โดยมิได้เจาะจงลงไปว่าระลึกอะไรได้ สติ จะใช้ทั่วไปในเรื่องราวสารพัดทั้งปวงไม่ได้
สติเจตสิก หมายถึงระลึกรู้สึกตัวมิให้จิตไหลไปในอกุศล และสติเจตสิกมีขอบเขตการใช้ในฝ่ายกุศลจิตอย่างเดียว จะเอาไปใช้ใน ฝ่ายอกุศลไม่ได้เลยเป็นอันขาด
คำว่า "ขาดสติ" ใช้กันไปก็ไม่มีใครว่ากระไร แต่จะเอามาใช้ในเรื่องที่กำลังศึกษา คือปรมัตถธรรมไม่ได้ เพราะสติจะเกิดกับกุศลจิตอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อคนคิดจะทำบาป เช่นไปยิ่งนกตกปลา แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ไม่ควรจะกระทำ เพราะชีวิตของใครใครเขาก็รัก จะไปยื่นโยนความเจ็บปวดให้คนอื่นนั้นไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ความคิดเช่นนี้ย่อมจะเป็นกุศล ความระลึกรู้สึกตัวขึ้นมาดังนี้ ย่อมจะมีสติเจตสิกเข้าประกอบ หรือบุคคลที่ทำสำรับกับข้าวใส่บาตรพระอยู่ทุก ๆ เช้า จะมีสติเจตสิกประกอบกับกุศลจิตของเขาทุก ๆ ดวง
โดย ศาลาธรรม [26 พ.ย. 2555 , 09:31:19 น.] ( IP = 125.27.181.150 : : )
สลักธรรม 2
คำถาม สติเจตสิกคือ ระลึกรู้สึกตัว ไม่ให้จิตไหลไปในอกุศล แต่ตัวอย่างที่อาจารย์แสดงมานั้น คนหนึ่งระลึกรู้สึกตัว ไม่กล้าทำบาปลงไป ด้วยเห็นว่าไม่สมควรทำ แต่อีกคนหนึ่งมิได้ระลึกรู้สึกตัวอะไรเลยในการกระทำบาป เขาใส่บาตรของเขาทุก ๆ วัน นึกถึงแต่บุญกุศลเท่านั้นเอง ไม่ได้นึกถึงบาปเลยสักนิด ก็เท่ากับว่าไม่เป็นไปตามความหมายที่ให้ไว้ตั้งแต่ต้น
คำตอบ(อาจารย์บุญมี) ผมขอถามท่านสักหน่อย ท่านจำไม่ได้หรือไม่ว่าผมได้เคยบรรยายไปแล้วว่า คนทั้งหลายมีแต่ความมักได้เห็นแก่ตัว เฝ้าคิดนึกตรึกตรองแต่จะให้ตัวเองสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง ให้ได้รับอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ ให้ได้อารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ ให้ได้สิ่งที่ตัวชอบใจอยู่ตลอดเวลา
มีน้อยเหลือเกินที่จะยอมเสียสละ ที่จะเผื่อแผ่ความสุขความสบายให้แก่คนทั้งหลายเป็นไปได้ยากที่สุดที่จะคิดเผื่อแผ่ความสุขความสบายให้แก่คนทั่วไป ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวเองของบุคคลทุกคนที่ได้สั่งสมอบรมมาเป็นเวลายาวนานเป็นเครื่องยับยั้งสะกัดกั้นเอาไว้
ด้วยเหตุดังนี้เอง ผู้ใส่บาตรอยู่ทุก ๆ วัน คือเสียสละจริง ๆ ไปยังผู้อื่น เขาก็จะต้องหักล้างทำลายความเห็นแก่ตัวเสียได้ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้น อำนาจความเห็นแก่ตัวชักพาจิตใจของเขาให้ไหลล่องไปตามความเห็นแก่ตัวไม่ได้เสียสละในช่วงระยะเวลานั้น จึงได้ชื่อว่า ระลึกรู้สึกตัวมิให้จิตไหลไปในอกุศลโดยปริยาย
แต่อย่างไรก็ดี ความรู้สึกตัวดังกล่าวมิได้รู้สึกสำนึกตัวจริงจังหรือชัดเจนออกมาให้เห็น เพราะในขณะนี้สติเจตสิกมิได้เป็นประธาน แต่ขอให้จำเอาไว้ว่า กุศลจิตเกิดขึ้นครั้งใด จะขาดสติเจตสิกเสียมิได้
โดย ศาลาธรรม [26 พ.ย. 2555 , 09:31:35 น.] ( IP = 125.27.181.150 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม ผมได้ฟังคำอธิบายแล้ว ก็พอจะมีความเข้าใจ แต่ก็ไม่วายสงสัยต่อไปอีกที่อาจารย์กล่าวว่า สติเจตสิกนั้นเกิดกับกุศลจิต ผมจึงขอให้อธิบายเพิ่มเติมอีกสักหน่อยว่า ประกอบกับกุศลจิตทุกประเภทโดยไม่มีเว้นเลยหรืออย่างไร
คำตอบ(อาจารย์บุญมี) สติเจตสิกจะต้องประกอบกับกุศลจิตทุก ๆ ประเภท ไม่ว่ากุศลจิตประเภทไหน เช่น
กามาวจรกุศล มีการทำบุญให้ทาน การแผ่ส่วนกุศลให้ผู้อื่น ตลอดไปจนถึงการทำสมาธิ ทำวิปัสสนา เป็นต้น
รูปาวจรกุศล ทำสมาธิจนกระทั่งได้ปฐมฌาน ไปจนถึงฌานที่สูง ๆ ขึ้นไป
อรูปาวจรกุศล ทำสมาธิที่มิได้เพ่งรูปตั้งแต่อากาสานัญจายตนฌานเป็นต้นไป
โลกุตตรกุศล การทำวิปัสสนาจนถึงได้มรรค ผล นิพพาน ตั้งแต่ขั้นต้นไปจนถึงความเป็นพระอรหันต์
โดย ศาลาธรรม [26 พ.ย. 2555 , 09:31:51 น.] ( IP = 125.27.181.150 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม คนทั้งหลายชอบพูดกันโดยทั่วไปว่า สติปัญญา มักจะใช้คำทั้ง ๒ นี้คู่กันไปอยู่เสมอ ผมเข้าใจว่า สตินั้นเป็นตัวหนึ่ง และปัญญาก็เป็นอีกตัวหนึ่ง
คำตอบ(อาจารย์บุญมี) เป็นเจตสิกคนละตัวกัน คือ สติเจตสิกตัวหนึ่ง และปัญญาเจตสิกอีกตัวหนึ่ง ปัญญาเจตสิกเป็นตัวสุดท้ายของเจตสิกทั้งหมดในเจตสิก ๕๒
ปัญญานั้นหาใช่ปัญญาดังที่เข้าใจกันในทางโลกไม่ เพราะปัญญาในทางโลกนั้นมีปัญญาอะไรก็ได้ ไม่ว่าบาปหรือบุญ ศึกษาวิทยาการต่าง เช่น วิชาแพทย์ วิชากฎหมาย วิชาวิทยาศาสตร์ ก็ว่าปัญญา แม้รู้วิธีฆ่าสัตว์ที่แยบคาย รู้วิธีคดโกงคนอื่นจนตำรวจไม่มีความสามารถจับได้ ก็ว่ามีปัญญา
ในพระพุทธศาสนา ปัญญานั้นว่าโดยตรงก็ได้แก่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาของชีวิต และจะเอาปัญญานี้เป็นหนทางนำชีวิตของตนเองไปสู่ความพ้นทุกข์ได้
ผู้มีปัญญาจะต้องเข้าใจเรื่องของกรรมว่าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร เก็บงำเอาไว้ที่ไหน และแสดงผลของกรรมขึ้นมาได้หรือไม่ เมื่อใด ผู้มีปัญญาจะต้องเรียนรู้เรื่องของชีวิตว่า เวียนว่ายตายเกิดอย่างไร มีที่เกิดอยู่ที่ไหนบ้าง ภพภูมิที่ได้รับความสุขอย่างสุดยอด ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัสมีจริงหรือไม่ เหตุใดจึงต้องเกิดอยู่ในที่นั้น ๆ
ผู้มีปัญญาจะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจในหนทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ คือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด โดยรู้จักหนทางนี้อย่างน้อยก็จากการศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ต้นเป็นลำดับไปจนถึงที่สุด
โดย ศาลาธรรม [26 พ.ย. 2555 , 09:32:06 น.] ( IP = 125.27.181.150 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม สติเจตสิกนั้น เกิดร่วมกับปัญญาเจตสิกหรือเปล่า หรือขณะใดปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว จะมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือหาไม่
คำตอบ(อาจารย์บุญมี) สติเจตสิกเกิดนั้นปัญญาเจตสิกอาจไม่เกิดก็ได้ แต่ถ้าปัญญาเจตสิกเกิดขึ้นมาแล้วสติเจตสิกจะไม่เกิดขึ้นมาก็ไม่มีเลย
สติเจตสิกเกิดอยู่ในจิต ๕๙ ประเภท ตัวอย่างเช่น ทำบุญให้ทาน รักษาศีล แต่ไม่ทราบเลยว่า กรรมนั้นจะมีจริงหรือไม่ ตายแล้วจะต้องเกิดอีกหรือเปล่า ทำเผื่อ ๆ เอาไว้กระนั้นเอง เผื่อว่าชาติหน้าอาจจะมีบ้างกระมัง
ผู้ทำบุญชนิดนี้ได้กุศลน้อยด้วย แล้วก็ไม่มีปัญญาเจตสิกเข้าประกอบด้วย แต่จิตนี้เป็นกุศลถึงจะได้กุศลน้อยก็ตาม ก็ประกอบด้วยสติเจตสิก
หรือบางท่านทำบุญให้ทานโดยมิได้พิจารณาความจริงของชีวิตประการใดเลย เขาว่าได้บุญก็ทำตาม ๆ เขาไปกระนั้นเอง เช่นเขามาเรี่ยไร หรือบอกบุญ ความจริงไม่อยากจะทำ แต่เกรงใจผู้มาขอเรี่ยไร จึงให้ไปเพราะด้วยความเสียไม่ได้ เช่นนี้ปัญญาก็ย่อมจะเข้าประกอบไม่ได้
จิตบางประเภททำสมาธิจนได้ฌานต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีปัญญาเข้าประกอบ เช่น พวกฤๅษีชีไพรที่เกิดก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น นอกจากนั้นก็เป็นจิตที่เรียกว่า โลกุตตระ คือ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้มรรค ได้ผล แล้วเป็นพระอริยบุคคล จิตประเภทเหล่านี้ที่สติจะต้องเกิดร่วมด้วยเสมอทุกครั้ง
สำหรับปัญญาเจตสิกนั้นเกิดได้ในจิต ๔๗ ดวงเท่านั้น ไม่ครบ ๕๙ เหมือนสติเจตสิก สติเจตสิกเกิดได้ในจิตที่มีปัญญาทั้งหมด แต่ปัญญาเจตสิกหาได้เกิดอยู่ในสติทั้งหมดได้ไม่
![]()
โดย ศาลาธรรม [26 พ.ย. 2555 , 09:32:20 น.] ( IP = 125.27.181.150 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |