| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
๒๑ ปี รำลึกอาจารย์บุญมี เมธางกูร (๖)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
คำถาม ปัญญาเจตสิกนั้น หมายถึงการมีความรู้ในเรื่องอะไร และที่ว่ามาเป็นใหญ่เป็นประธานนั้น มาเป็นใหญ่เป็นประธานอย่างไร?
คำตอบ (อาจารย์บุญมี) บรรดาชาวโลกทั้งหลายพากันมีความเข้าใจว่า วิทยาการต่าง ๆ ทางโลกนั้นเป็นบ่อเกิดของปัญญา เช่น วิชาแพทย์ วิชากฎหมาย วิชาเศรษฐกิจ หรือวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
บรรดาชาวโลกทั้งหลายคิดว่าวิชาที่ว่าด้วยการเมือง การทหาร หรือความสามารถเป็นพิเศษในการรบราฆ่าฟันกันนั้น เป็นปัญญา
บรรดาชาวโลกทั้งหลายพากันเข้าใจว่า ผู้ที่หลีกหนีเอาตัวรอดได้จากภัยพิบัติต่าง ๆ ว่าเป็นผู้มีปัญญา
บรรดาชาวโลกทั้งหลายพากันเข้าใจว่า ผู้ใดทำเล่ห์เพทุบายฉลาด ในการหาทรัพย์สินเงินทองมาได้มาก แม้ว่าจะคดโกง หลอกลวง ทำทุจริตประการใดก็ตาม ว่าเป็นผู้มีปัญญา
และบรรดาชาวโลกทั้งหลาย เมื่อทำบุญให้ทานแล้ว ถ้าผู้ใดตั้งจิต มุ่งหมายที่จะให้ผลของกุศลเหล่านั้นชักนำตนให้ไปถึงมรรคผล นิพพาน พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ว่าเป็นผู้ที่โง่เขลา เพ้อฝัน ในเรื่องที่มิได้เป็นความจริงอะไร แล้วก็พากันเข้าใจว่า การมุ่งหวังความสุขความสบาย หรือหายจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีทรัพย์สินเงินมากนั้นว่าเป็นผู้มีปัญญา
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:46:50 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 2
ความรู้ในวิทยาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะสูงถึงชั้นไหน หรือความเข้าใจ ในตัวอย่างที่ยกขึ้นมาทั้งหมดหาได้ชื่อว่าเป็น "ปัญญา" ไม่
เพราะปัญญาตามหลักของธรรมะนั้นจะต้องรู้แจ้งในสภาวธรรม มีความเข้าใจดีในเรื่องของชีวิต เชื่อในเรื่องของกรรม เชื่อในผลของกรรม เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏฏะ และรู้หนทางที่จะเดินให้ไปสู่มรรคผลนิพพานที่ถูกต้อง
ปัญญาแยกออกเป็น ๒ ประการ คือ
๑. โลกียปัญญา
๑.๑ กัมมสกตาปัญญา รู้ว่ากรรมเป็นสมบัติของตน
๑.๒ วิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่รู้ขันธ์ ๕ รูปนาม อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ สัจจะ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:47:04 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 3
๒. โลกุตตรปัญญา ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจะ ๔ หรือแยกออกได้ดังนี้
มหากุศลญาณสัมปยุต ๔ มหาวิบากญาณสัมปยุต ๔ มหากิริยาญาณสัมปยุต ๔ (รวมเป็น ๑๒)
มหัคคตกุศล ๙ มหัคคตวิบาก ๙ มหัคคตกิริยา ๙ (รวมเป็น ๒๗)
โลกุตตรปัญญา ๘ รวมทั้งหมด ๔๗
คำว่าโลกนั้น มิได้มีความหมายเหมือนกับที่เราเรียนกันในวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งแปลว่าพื้นแผ่นดิน แผ่นน้ำที่เราอาศัยอยู่นี้ แล้วพรรณนากันว่าโลกนี้สวยงามน่ารักน่าพิสมัย
หากแต่หมายถึงความแตกดับหรือความพินาศ เพราะพ้นไปไม่ได้ คือยังไม่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อ ๆ ไป แต่ก็มีปัญญารู้ความจริงของเรื่องชีวิต รู้ว่าจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อ ๆ ไป จริง ๆ ถ้าหากว่ายังมิได้ตัดต้นเหตุของความเกิดให้หมดสิ้นและรู้หนทางเดินที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง คือพ้นไปเสียจากการเวียนว่ายตายเกิดโดยเด็ดขาดได้ ว่าจะเดินไปทางไหน
ส่วนโลกุตตรปัญญานี้ เป็นปัญญาที่พ้นจากโลก คือพ้นจากความพินาศ ซึ่งได้แก่ผู้ที่เข้าถึงมรรคผลนิพพาน
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:47:22 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 4
โลกียปัญญาที่หมายถึงปัญญาที่มีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตนั้น แบ่งออกเป็น ๒ คือ กัมมสกตาปัญญา การรู้เรื่องกรรมและผลของกรรม รู้ว่าชีวิตนี้จะต้องเวียนว่ายตายเกิดข้อหนึ่ง
อีกข้อหนึ่งนั้นก็ได้แก่วิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่รู้ความจริงของ สรรพสิ่งทั้งหลายว่า มันไม่เที่ยงต้องผันแปรไปอยู่เสมอมิได้หยุดเลย เป็นทุกข์เพราะจะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็นตัวตน คนหรือสัตว์ สักแต่ว่ามันมารวมประชุมกันของรูปหรือของนาม ทั้งจะบังคับบัญชา ให้เป็นไปตามชอบใจของใครไม่ได้เลย
ปัญญาที่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน หรือกัมมสกตาปัญญานั้น คือปัญญาที่มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง เรียกว่า ทสวัตถุกสัมมาทิฏฐิ
ท่านที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนสภาวธรรมในขั้นละเอียด หรือท่านที่มิได้พิจารณาชีวิตให้ถึงซึ่งความลึกซึ้งจริง ๆ แล้ว ก็มักจะเข้าไปไม่ถึงเรื่องของ กัมมสกตาปัญญาทั้ง ๑๐ ประการ
ฉะนั้นความไม่รู้ไม่เข้าใจความจริงของกัมมสกตาปัญญาทั้ง ๑๐ ประการนี้แม้แต่ประการหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีปัญญา
กัมมสกตาปัญญานั้น แบ่งออกเป็น ๑๐ ประการ คือ
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:47:42 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 5
๑. อตฺถิ ทินฺนํ ปัญญาที่รู้เห็นว่า ทานที่บุคคลให้ คือทำบุญให้ทานแล้ว ย่อมจะมีผลดี
ทราบเป็นอย่างดีว่าทานที่ได้กระทำลงไปแล้ว เช่นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บริจาคหรือช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์นั้น ย่อมจะมีผล ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ผลแห่งเจตนาที่ได้กระทำไปแล้วย่อมจะเก็บประทับเอาไว้ภายในจิตใจ มิได้สูญหายไปไหน เมื่อได้โอกาสมันก็จะแสดงผลของมันขึ้นมาทันที เป็นการสนองตอบเจตนา คือกรรมที่ได้กระทำไปแล้วทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป
ผู้ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ปรารถนาโดยตรงหรือโดยปริยายที่จะให้สัตว์เจ็บปวด และถึงแก่ความตาย ก็ย่อมจะเป็นผู้เจ็บป่วยมาก และมีอายุสั้น และจะถึงแก่ความตายเสียก่อนถึงเวลาอันสมควร
ผู้ชอบขโมยหรือชอบคดโกงผู้อื่นอยู่เสมอ ด้วยจิตปรารถนาให้ผู้อื่นสูญเสียทรัพย์สมบัติ ก็จะเป็นผู้ยากจนอดอยาก หรือทรัพย์สินจะพินาศ
ด้วยเหตุนี้เองผู้ชอบบริจาคทานอยู่เสมอ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีการกินอยู่ใช้จ่ายมิขาดแคลน ผลที่จะได้รับเป็นการสนองตอบก็คือ จะมีการกินอยู่ ใช้จ่ายดี ทรัพย์สินเพิ่มพูน
ผู้มีปัญญาย่อมทราบความจริงว่าทานที่ได้กระทำไปแล้วย่อมจะมีผลสนองตอบได้อย่างแน่นอน (การให้ผลในชาติปัจจุบันนั้นน้อย เพราะมีกำลังอ่อน)
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:47:58 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 6
๒. อตฺถิ ยิฏฺฐํ ปัญญาที่รู้เห็นว่า การบูชาต่าง ๆ ย่อมมีผลดี
ในเรื่องนี้ มีบุคคลเป็นอันมากเหมือนกันที่มีความเห็นผิด คิดว่าการเคารพบูชาสิ่งต่าง ๆ เช่น ปูชนียสถาน หรือรูปปั้นอันสมควรเคารพกราบไหว้ การเคารพบูชานั้นเป็นการกระทำของผู้ที่หลงงมงาย หรือเพ้อฝันไป
บางคนเอารูปปั้นหรือรูปถ่ายของผู้ที่เคารพนับถือ หรือผู้ที่มีพระคุณมาเคารพบูชา เป็นการระลึกคารวะด้วยความจริงใจ แต่บางคนก็เห็นผิดไปว่า การกระทำดังนี้เป็นการหลงใหล เพ้อฝันของคนที่หาปัญญามิได้
แต่ตามหลักของสภาวธรรม การเคารพการบูชาที่ได้กระทำไปแล้วย่อมจะได้รับผลดี ผู้เคารพบูชาย่อมจะเกิดกุศลจิต เมื่อกระทำอยู่เสมอ ๆ จิตก็จะได้โอนอ่อนไปในทางกุศลยิ่ง ๆ ขึ้น
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:48:14 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 7
๓. อตฺถิ หุตํ ปัญญาที่รู้เห็นว่า การเชื้อเชิญ การบวงสรวงย่อมมีผลดี
ปัญหาเรื่องการเชื้อเชิญบวงสรวงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือต่อเทพเจ้านั้น ผู้ที่มีการศึกษาในวิชาการทางโลกมาก ๆ บางท่าน เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เป็นการกระทำของคนป่าเถื่อนที่ขาดการศึกษา ดังนั้น ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้านั้นมีจริง ๆ หรือไม่ และถ้ามีจริง ๆ แล้วจะทำให้การเชื้อเชิญบวงสรวงได้รับผลดีขึ้นมาจริง ๆ หรือประการใด
ถ้าว่าตามสภาวธรรมแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้านั้นมีจริง ๆ เป็น ผู้ปฏิสนธิที่เรียกว่า โอปปาติกะ ที่เกิดขึ้นมาเป็นตัวใหญ่เต็มตัวเลยทีเดียว เป็นเทวดาที่มีกายอันละเอียด เรียกว่าปรมาณูอันเกิดจากรรมชรูป และมีจิตเจตสิกเกิดขึ้นมาพร้อมกันด้วย
บรรดาท่านเหล่านั้นบางท่านก็มีอำนาจทางจิต มีความสามารถพิเศษ ที่มีโอกาสสนับสนุนให้บังเกิดผลดีได้ตามสมควร
อย่างไรก็ดี เรื่องของกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว และที่จะกระทำใหม่นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ย่อมจะนำผลดีหรือผลร้ายมาให้ได้อยู่เสมอ ด้วยเหตุดังนี้เอง ผลดีอันเกิดจากการเชื้อเชิญบวงสรวงที่ได้ทำไปแล้ว ก็เกิดขึ้นมาจากอำนาจของกรรมเป็นสำคัญ แต่ผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าผู้มีอำนาจทางจิตนั้นก็มีโอกาสสนับสนุนได้บ้างตามสมควร
ด้วยเหตุดังนี้เอง ผู้ที่มีความเชื่อว่าเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถดลบันดาลให้เป็นไปได้จริง ๆ ตามความปรารถนาของตนตามที่เชื้อเชิญบวงสรวงแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นความเห็นผิดอีกเหมือนกัน เพราะดลบันดาลให้เป็นไปตามใจของใครไม่ได้
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:48:30 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 8
๔. อตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก ปัญญาที่รู้เห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีและชั่วมีอยู่ ย่อมจะได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม
กรรม คือการกระทำ ทั้งดีหรือชั่วก็ตาม อันบุคคลผู้ซึ่งได้ทำแล้ว ย่อมจะประทับเก็บไว้ภายในจิตใจทั้งสิ้น มิได้สูญหายไปไหน และกรรมดังกล่าวนี้ แม้ว่ามันจะไม่มีตัวตน ทั้งสัมผัสถูกต้องไม่ได้ก็จริง แต่มันก็มิได้สูญหายไปไหน ทั้งยังมีกำลังอำนาจที่จะให้ผลสนองตอบจากการกระทำนั้นแก่ผู้กระทำได้ด้วย เช่นในการบันดาลใจให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ เป็นต้น
ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามีความรู้ดีพอก็จะมีความเชื่อมั่นในผลของกรรมอย่างมั่นคง เพราะการศึกษาจะนำทางให้เข้าถึงเหตุผลข้อเท็จจริงจนผู้ศึกษาพ้นจากข้อสงสัยได้
แต่อย่างไรก็ดี เรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งและมีความสลับซับซ้อนยิ่งนัก จึงจำเป็นจะต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งศึกษาจากพระอภิธรรมปิฎก และศึกษาให้มากพอด้วย จึงจะค่อย ๆ คลายความสงสัยลงไปได้เรื่อย ๆ ตามการศึกษาที่มากขึ้น
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:48:45 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 9
๕. อตฺถิ อยํ โลโก ปัญญาที่รู้เห็นว่า โลกนี้มีอยู่ คือผู้จะมาเกิดนั้นมี
การศึกษาในวิชาการสมัยใหม่ในปัจจุบัน ย่อมจะหันเหทิศทางของความจริงที่ซ่อนเร้นบางประการในเรื่องของชีวิตเสียได้ เช่นพากันเข้าใจว่า พ่อแม่สมสู่อยู่ด้วยกันแล้วจึงได้มีเด็กเกิดขึ้นมา หรือเข้าใจว่าเด็กที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นผลอันเกิดจากการรวมตัวกันของเซลล์ของพ่อแม่เท่านั้น เหตุนี้จึงมีแต่รูปอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนจิตใจก็เกิดจากรูปที่มารวมกันเหล่านี้เองมาเป็นสมอง จึงได้มีความเห็นว่า คนตายแล้วก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหรือเป็น อากาศธาตุไป จะเกิดขึ้นมาใหม่อีกไม่ได้อย่างแน่นอน
ผู้มีความเห็นผิดดังนี้ ก็จะกระจายความเห็นผิดนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็พากันได้ศึกษารับเอาความเห็นผิดนี้ไปโดยทั่วกัน
๖. อตฺถิ ปโร โลโก ปัญญาที่รู้เห็นว่า โลกหน้ามีอยู่ คือผู้จะไปเกิดนั้นมี
สำหรับข้อนี้ก็เหมือนกับในข้อ ๕ คือผู้ที่จะมาเกิดนั้นมี หมายถึงผู้ที่ตายลงไปแล้วก็จะมาเกิดอีก หาใช่เป็นเพราะการสมสู่อยู่ด้วยกันของพ่อแม่แต่ประการเดียวไม่ และในข้อ ๖ นี้ ก็หมายความว่ามีภพใหม่ ชาติใหม่ในชาติหน้าอย่างแน่นอน
๗. อตฺถิ มาตา เห็นว่าคุณของมารดามีอยู่ คือการทำดีทำชั่วต่อมารดา นั้นจะต้องได้รับผล
หมายถึงบุญคุณของมารดานั้น เหลือที่จะพรรณนา ผู้ที่อกตัญญู ไม่รู้คุณของมารดานั้น ย่อมจะเป็นอกุศล ผู้ที่ทำดีทำชั่วต่อมารดานั้นจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน
๘. อตฺถิ ปิตา เห็นว่าคุณของบิดามีอยู่ คือผู้ที่ทำดี ทำชั่ว ต่อบิดาย่อมจะได้รับผลโดยไม่ต้องสงสัย
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:49:01 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : )
สลักธรรม 10
๙. อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา ปัญญาที่รู้เห็นว่า สัตว์ที่มีกายละเอียด เกิดขึ้นมาโตทันที คือ โอปปาติกสัตว์นั้นมีอยู่ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม
คนที่ศึกษาวิชาสมัยใหม่ แต่ธรรมะไม่กระดิกหู ก็จะดูหมิ่นเอาว่า เป็นคนป่าเถื่อนล้าสมัย เชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะสัตว์ดังกล่าวนั้นมีแต่คำกล่าวอ้างเท่านั้น มิได้มีจริง ๆ เลย
อย่างไรก็ดี แม้ในคนที่ศึกษามาดีในวิชาการทางโลก ก็มีส่วนมากเหมือนกันที่เชื่อว่าสัตว์ที่ไม่เห็นตัวดังกล่าวนั้นมีจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ ข้อถกเถียงจึงได้เกิดขึ้น และก็ได้ถกเถียงกันเรื่อย ๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และจะต้องถกเถียงกันไปอีกในอนาคต คงจะไม่มีใครแพ้ชนะกันเป็นแน่ ทั้งไม่มีใครที่จะมาเป็นผู้ตัดสินให้ด้วย จึงได้กล่าวกันโดยทั่วไปว่า เป็นปัญหาโลกแตก คือจะต้องถกเถียงต่อสู้กันไปจนกว่าจะโลกแตกทำลายหรือตายไปด้วยกัน
ในหลักของพระพุทธศาสนานั้นสอนว่า สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ที่มีกายอันเรามองไม่เห็น ตลอดจนถึงเทวดาและพรหมนั้น มีจริง ๆ
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไรแล้ว พระองค์ก็จะต้องให้เหตุผลตลอดจนข้อเท็จจริงด้วย แม้บทพิสูจน์ต่อคำสอนดังกล่าวก็มิได้ละเลย ดังนั้น ผู้ศึกษาในพระอภิธรรมปิฎกจนมีความเตกฉานพอสมควร ความสงสัยข้องใจในเรื่องที่กล่าวมา จึงได้ค่อย ๆ ละลายหายสูญไปจากจิตใจทีละน้อย ๆ ตามความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ๆ
ในพระพุทธศาสนามิได้ร้องขอให้ผู้ใดเชื่อสิ่งใดลงไปเฉย ๆ เท่านั้น หากแต่ให้หลักการเหตุผลบทพิสูจน์พร้อมบริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เอง การศึกษาพระพุทธศาสนาในขั้นละเอียด ผู้ศึกษาก็จะได้เหตุผลเพิ่มมากขึ้นเข้ามาหักล้างทำลายความเห็นอันไม่ถูกต้องนั้นเสียได้ด้วยตนเอง
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ย. 2555 , 10:49:15 น.] ( IP = 182.52.206.95 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |