| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
โซ่ชีวิต
สลักธรรม 1
๒. ทำให้เกิดความปราศจากทุกข์
ทุกข์มี ๒ ชนิดคือ ทุกข์ประจำ และทุกข์จร
ทุกข์ประจำ คือ เกิด แก่ ตาย
ทุกข์จร คือ ความทุกข์กายก็ดี ความทุกข์ใจก็ดี ความเศร้าหมองอันเกิดขึ้นจากการไม่สมความปรารถนาในอารมณ์ ความเศร้าหมองอันเกิดขึ้นจากการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรักใคร่ มีความทุกข์กายก็เกิดความเศร้าหมอง มีความทุกข์ใจก็เกิดความเศร้าหมอง
ดังนั้นเมื่อเรียนธรรมะและเข้าถึงธรรม ก็จะต้องรู้ว่าสิ่งที่เราได้รับนั้นคือวิบากที่เราทำมาเองจากเหตุ ธรรมชาติทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ เราสร้างเหตุไว้เอง จึงได้รับ เมื่อเราเกิดความรู้จริง รู้ถูกแล้ว ความทุกข์ที่จะหลงใหลไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นอันเป็นวิบากนั้น มันก็ถูกสกัดกั้นด้วยสติสัมปชัญญะ ปราศจากความทุกข์จรที่เกิดจากการแช่อารมณ์ในความทุกข์อันเกิดขึ้นจากผลของวิบากนั่นเองได้
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:13:55 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 2
๓. ทำให้ไม่สะสมกองกิเลส
เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนว่า กิเลสเป็นโรคร้ายทางใจ กิเลสมี ๓ ต้นตระกูลใหญ่ๆ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ
โลภะคือสภาวะของความอยากได้ ผู้ใดมีโลภะมาก ผู้นั้นชีวิตของตนเองเปรียบเหมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่มีทางเต็มได้ รั่วไหลหมด ตักเท่าไรก็รั่วไหลหมด แล้วโลภะเกิดขึ้นง่าย ความต้องการเกิดขึ้นง่าย เห็นนิดนึงก็อยากได้ไปหมด แล้วเราจะสมความปรารถนาไหม ไม่แน่ว่าเราจะสมความปรารถนา
โทสะคือความไม่พอใจในอารมณ์ มีความขุ่นเคืองในอารมณ์นั้น เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็เปรียบเหมือนลูกระเบิดทำลาย ตูมแรกก็ทำลายตนเองก่อน แล้วอำนาจของระเบิดก็ริดรอนผู้อื่นไปจนมอดไหม้โดยเฉพาะตนเอง
โมหะ คือความมืดบอด คือความไม่รู้จริงตามความจริง เมื่อคนเราไม่รู้จริงก็เรียกว่าเป็นคนโง่ คนโง่ก็ทำอะไรอย่างโง่ๆ คิดโง่ๆ แล้วก็ได้รับผลที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คือได้รับผลของความโง่กลับมาเป็นของตน
พระพุทธองค์ทรงสอนว่ากิเลสเป็นของไม่ดี แล้วก็ทรงสอนวิธีการชำระ เมื่อเราถึงธรรม ก็สามารถลดโลภ โกรธ และหลง ให้เบาบางลงได้ ก็ทำให้เราไม่สะสมกองกิเลสอีกต่อไปที่จะมีมากขึ้นๆ (คำว่าสะสมก็คือ มีอยู่แล้ว แล้วสะสมเข้าไปอีก สรรหาเข้าไปอีก) ไม่สะสมกองกิเลส ก็จะเป็นคนที่เพียรพยายามแก้ไข ปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการอันได้แก่กิเลสออกไป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:14:16 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 3
๔. ทำให้เป็นคนมักน้อย
เพราะโดยปกติวิสัย ทุกคนมักมาก มักมากโดยเฉพาะเรื่องการกิน การหา กระเพาะของแต่ละคนบรรจุข้าวก็ได้แค่พอประมาณ แต่เมื่อมันเกิดความต้องการ เราสำรวจได้เลยนะ ข้าวหนึ่งจานที่เรารับประทานกันเนี่ย เคยรู้บ้างไหมว่าคำที่เท่าไรรู้สึกอิ่มแล้ว
ส่วนมากจะไปจนหมดชาม หรือไปจนทานไม่ลง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าคำที่หนึ่งอาจจะยังไม่อิ่ม หรือคำที่หนึ่งก็อิ่มได้ แก้ไขทุกข์ เพราะเมื่ออะไรมันตกลงไปท้องมันว่าง เหมือนแก้วน้ำที่มันว่างเปล่า พอมีอะไรใส่เข้าไป แม้กระทั่งเล็กมันก็มีของแล้ว แต่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยใส่ใจ อาศัยความชำนาญแห่งความชอบในรสชาติต่างๆ กินเข้าไปๆ ตักอาหารเยอะ
แต่เราเคยรู้ไหม เครื่องบดย่อย หรือกระเพาะนี่ เราไม่เคยบอกเลยว่าเป็นกี่ทัพพี เป็นกี่ช้อน ฉะนั้นเราไม่เคยเป็นคนมักน้อย
ในธรรมชาติที่พระพุทธองค์ทรงสอน ให้เรารู้จักว่ามีแต่การแก้ไข เมื่อขาด...เติม ไม่พอก ไม่พูนให้ล้น ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขอยาก เมื่อเราสามารถดำเนินชีวิตเข้าถึงธรรมได้ ความต้องการอันเกิดขึ้นจากการคลายกำหนัด ปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส ก็จะทำให้เราเป็นคนมักน้อยอยู่ เพราะไม่มีอะไรมากก็ไม่ต้องดูแลมาก เมื่อทำให้เกิดเช่นนี้ได้แล้ว ข้อที่ห้าก็ตามมา
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:14:32 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 4
๕. ทำให้มีความสันโดษ
พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เมื่อยังไม่มี หาในความจำเป็น เมื่อหาได้แล้ว พอใจในสิ่งนั้น
๖. สงัดสงบจากหมู่คณะ
เพราะธรรมะสอนว่าแต่ละคนมาไม่เหมือนกัน จริตอัชฌาศัยต่างกัน จริตมีถึง ๖ จริต คือ ราคจริต สัทธาจริต โทสจริต พุทธิจริต วิตกจริต โมหจริต ทุกคนมีเหมือนกันหมด แต่อำนาจของจริตแต่ละตัวที่กล่าวมานี้โดดเด่นต่างกัน บางคนโทสจริตมีอำนาจแรง บางคนราคจริตมีอำนาจ
เขากับเราจึงไม่มีทางเหมือนกัน เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เราจะสุข เราจะทุกข์ เขาจะสุข เขาจะทุกข์ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ แต่เพราะเราต้องการพันธนาการให้เขาเหมือนเรา เราจึงมีความทุกข์ แล้วเราจะได้เรียนให้รู้ว่าชีวิตของแต่ละคนมาลำพัง อยู่ลำพังแล้วก็ไปลำพัง เกิดมาอาศัยกันชั่วคราว รู้จักกันชั่วคราว แล้วก็ต้องเดินทางแยกกันไปตามลำพังในสังสารวัฏฏ์
การที่คลุกคลีกับหมู่คณะมาก เราก็ต้องคล้อยตามในสิ่งที่บางครั้งต้องฝืนใจ ต้องคล้อยตามในสิ่งที่ตนเองนั้นไม่อยากจะทำ เมื่อไม่อยากทำแล้ว เราก็จะมีความอึดอัด ไม่เป็นอิสระ ไม่ป็นตัวของตัวเอง
แล้วยังต้องมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นเพราะการผูกพันเข้าไป การเก็บอารมณ์ ยิ่งนานเท่าไร ยิ่งบ่มความรู้สึก เก็บสัญญาวิปลาสเข้าไปมาก เราก็จะปลีกออกมาหาความวิเวกได้ยาก
ดังนั้น เมื่อรู้แล้ว เรียนธรรมะ เข้าถึงธรรม ก็จะทำให้เราเริ่มหันเห ปลีกทางออกจากการทำให้เรานั้นมีความวุ่นวายจากชีวิตมาก เพราะชีวิตก็วุ่นวายอยู่แล้ว โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:14:49 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 5
๗. เป็นไปเพื่อความเพียรอันเกิดประโยชน์แท้
เพราะชีวิตเรานี้เพื่ยรอะไร? เพียรหาสะสมสมบัติซึ่งเอาไปไม่ได้ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์แท้ แต่เมื่อเรียนธรรมะ พระพุทธองค์สอนให้มีความเพียรโดยเฉพาะเพียรในสัมมัปปธาน ๔ คือเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา
เมื่อใครเพียรทั้ง ๔ ตัวนี้ ชีวิตนั้นจะหมุนเวียนเปลี่ยนจากปุถุชนที่หนาแน่นด้วยกิเลสสู่กัลยาณชน สู่โสดาบัน สู่สกิทาคามี สู่อนาคามี และพระอรหันต์ สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด และหลักทั้ง ๗ ข้อที่เกิดมาจากการเรียนธรรมะก็จะทำให้เกิดข้อที่แปด
๘. ครองชีวิตได้อย่างมั่นคงและสะดวก
คือเลี้ยงชีพง่าย
ฉะนั้น การที่ฟังธรรมะจะได้ประโยชน์แน่ แต่ขอให้รู้ว่า เราต้องการความรู้นี้เพื่อจะเอามาทำไม ต้องการความรู้นี้เอาไปเพื่ออะไร ความรู้ที่เราเรียนไปจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรานำไปใช้ สำคัญมาก ๘ ข้อนี้ ตีความให้ลึกซึ้ง ลูกจะรักพระธรรมยิ่งนัก เพราะว่าเป็นแสงสว่างที่จะทำให้เรานั้นคลายออกจากความโง่ ความจมปลักชีวิต
ชีวิตที่เคยลุ่มๆ ดอนๆ เพราะหกล้ม คลุกคลาน ปวดเจ็บ ร้าวรอนในจิตใจ เราจะรู้ว่าเพราะเหตุอะไร ไม่มีใครทำเราได้ เราทำเอง ในโลกนี้ ไม่มีใครแกล้งใครได้ เราทำมาเอง ทุกอย่างเป็นเพราะเรา ต้องแก้ไขที่เรา มองตนเองให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
และมองตนเองอย่างผู้มีปัญญามอง ลูกจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานทันที ชีวิตสบาย ไม่ต้องมานั่งถอนหายใจ...เฮ้อ กลุ้ม เพราะรู้ต้นสายปลายเหตุ นั่นก็คือการมีหลักอันถูกต้อง เป็นหลักการที่จะทำให้เรารู้จักปฏิบัติตน
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:15:09 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 6
การเข้าถึงธรรมะนี้ เรียนธรรมะนี้ ทำให้เราเป็นคนดีได้ เป็นคนดีได้อย่างไร? คนดีคือเป็นผู้รู้จักเหตุ เป็นผู้รู้จักผล เป็นผู้รู้จักตน เป็นผู้รู้จักประมาณ เป็นผู้รู้จักกาล เป็นผู้รู้จักชุมชน และเป็นผู้รู้จักเลือกคบคน เรียกว่าสัปปุริสธรรม หรือธรรมของสัปบุรุษ
๑. เป็นผู้รู้จักเหตุ
ก็คือรู้จักต้นเหตุว่าก่อให้เกิดผลอย่างไร อะไรเป็นเหตุสุข อะไรเป็นเหตุทุกข์ อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ชีวิตเรานั้นต้องไปสู่ทุคติ อะไรเป็นเหตุให้ชีวิตเราไปสู่สุคติ ฉะนั้น ก่อนจะทำต้องรู้จักเหตุ เมื่อรู้จักเหตุว่าจะต้องได้รับผลอย่างนี้ มันก็เกิดการชั่งใจ ชีวิตจะตัดการด่วนได้ฉิบหายช่างมันออก
๒. เป็นผู้รู้จักผล
คือผลที่เกิดขึ้นกับเรา เช่นความสุขมาจากไหน เรามีลาภมีฐานะนี้มาจากไหน เราได้ครอบครัวที่ดีมาจากไหน เราได้ครอบครัวที่ไม่ดีมาจากไหน ..รู้จัก ก็มาจากเหตุที่ใครทำไว้ ฉันทำไว้ แล้วก็รู้ว่าเหตุนั้นเป็นอย่างไร ก็จะได้หลีก ละ ลด เลิกในเหตุที่ไม่ดี แล้วเหตุที่ได้มาดี ความสุขนี้มาจากไหน รู้ เมื่อต้องการ ก็ทำต่อ
๓. เป็นผู้รู้จักตน
คือรู้จักตนเองว่ามีอะไรบ้างในการมีชีวิต อยู่ตามความเป็นจริง และสมควรแก่การอยู่อย่างไร เช่นฐานะเช่นนี้เราสมควรอยู่อย่างไร มีเงินแค่นี้สมควรไหมที่จะซื้อของแบบนี้ คิด ใคร่ครวญ ไม่ด่วนได้ฉิบหายช่างมัน ขอไปที หนี้ไม่ว่าผ่อนได้ คนดีไม่ทำ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:15:23 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 7
๔. เป็นผู้รู้จักประมาณ
คือรู้จักคำว่า พอดี พอสมควรให้กับชีวิตตนเอง การแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตโดยอาศัยปัจจัย ๔ เว้นกั้นอาศัยปัจจัย ๔ ด้วยตัณหาและอวิชชา
ชีวิตอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เว้นกั้นอาศัยปัจจัย ๔ ด้วยตัณหา และอวิชชา นั่นคือรู้จักประมาณนั่นเอง
๕. เป็นผู้รู้จักกาล
คือ รู้จักเวลาอันสมควรในการประกอบกิจต่างๆ คือการดำเนิน หรือการแสดงพฤติกรรมต่างๆออกไป รู้จักกาลว่าสมควรหรือไม่ ทำให้เรานั้นเป็นผู้ดี เป็นคนดีได้
๖. เป็นผู้รู้จักชุมชน
คือ การที่มีกิริยาควรแก่การประพฤติ วางตนเองให้ถูก วางตนเองให้น่าเลื่อมใส วางตนเองให้มีผู้เกรงใจ และ
๗. รู้จักเลือกคบบุคคลที่ควรหรือไม่ควร โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:15:38 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 8
ฉะนั้น การกระทำทุกอย่าง ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนทำให้เราครองชีวิตดีที่สุด อยู่อย่างไม่ประมาทได้ และปลอดภัยพิบัติได้ ทุกวันนี้ภัยพิบัติรอบตัว เพราะอะไร เพราะเราดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ที่ตั้งเป้ามาเรียนธรรมะเป็นการตั้งเป้าที่ถูกต้อง แต่ขอให้ทราบว่าธรรมะมีเยอะมากที่จะพูดออกมา ในพระไตรปิฎกมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จะฟังเรื่องอะไรเยอะแยะมาก แต่ขอให้เข้าใจ แล้วทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นคือสอนเรื่องตัวเองทั้งสิ้น ไม่ได้สอนเรื่องคนอื่นเลย อ่านเท่าไรก็คือเรื่องของตัวเท่านั้น รู้เท่าไรๆ เข้าใจเท่าไรๆ ก็คือรู้และเข้าใจเรื่องของตัวเองทั้งนั้น เพราะว่า
พระวินัย สอนให้คนเป็นคนดี มีระเบียบมีวินัยอันเป็นข้อวิรัติให้เว้นจากความชั่ว พาชีวิตไปในความดีได้ วินัยใครทำใครได้ สอนเรื่องใคร...ฉัน ฉันต้องทำ ถ้าไม่ทำฉันก็นอกวินัย ฉันก็มีความทุกข์
พระสูตร สอนถึงเรื่องความดีและความชั่วว่าให้ผลอย่างไร หรือผลของความดีความชั่วมาจากไหน โดยยกบุคคลขึ้นตั้งเป็นตัวอย่างทั้งทางดีและทางชั่ว เราอยากได้ดี ทำเหตุดีเช่นเขา อยากหมดชั่วไหม..อยาก ละ ใครทำใครได้
พระอภิธรรม สอนเรื่องชีวิต ชีวิตที่เรามีอยู่ นั่งอยู่ เดินอยู่ กินอยู่ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เครื่องจักรกลในชีวิตคืออะไร ทำไมเราถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มาจากไหน แล้วจะไปไหน นี่คือสอนเรื่องตัวเอง
สรุปได้ว่า พระไตรปิฎกนั้นสอนเรื่องตัวเอง
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:15:55 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 9
การเรียนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ มองตนให้มาก แล้วเรื่องยุ่งยากจะหมดไป นี่คือการเรียนธรรมะแล้วเป็นเป็นผู้รู้จริง พอรู้จริงแล้ว จะตื่น และเบิกบาน
การที่เรามีการประพฤติกายวาจาให้เรียบร้อยและสุจริต รักษาความปกติของกายและวาจาได้ ไม่มีใครมาปล้นไปได้ ศีลใครรักษาใครได้
หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต ละอายต่อการกระทำความชั่ว คนใดมีความอาย คนนั้นก็ไม่หน้าด้าน พอมีความอายเราก็ไม่กล้าทำบาป พอไม่กล้าทำบาปผลของบาปก็ไม่มีถึงเรา ใครทำใครได้ ไม่มีใครมาปล้นได้
โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อผลของบาป หิริเกรงความชั่ว โอตตัปปะกลัวผลบาป ทำให้เราไม่ทำบาป เมื่อไม่ทำบาป ผลของบาปวิบากอกุศลจะเป็นของเราไม่ได้
พาหุสัจจะ คือ ความเป็นคนได้ยินได้ฟังมาก รู้ความจริง รู้ธรรมมาก รู้มากก็เป็นของเรา เรียนมากเข้าใจมากก็อยู่ที่เรา ถึงเราจะสอนไปเท่าไร ยิ่งสอนยิ่งได้เกิดความแม่นยำ สอนไปพร่องไป ไม่มี
จาคะ คือ ความเสียสละให้ปันสิ่งที่เป็นประโยชน์ และความรอบรู้ในเหตุในผลที่ดีที่ชั่วให้แก่ผู้อื่น ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งอวดยิ่งอด ยิ่งลดยิ่งเพิ่ม ให้ไปเท่าไรกลับคืนสู่เราเท่านั้น ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ตีไปแรงเท่าไหร่ ความเจ็บก็เป็นของคนนั้น
ปัญญา ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเหตุในผล ดี-ชั่ว ถูก-ผิด คุณและโทษ ประโยชน์และที่ไม่ใช่ประโยชน์ ความจริงแท้-จริงเทียม
ฉะนั้น ที่กล่าวมานี้เป็นอริยทรัพย์ทั้งสิ้น
![]()
ขออนุโมทนากับพี่ดา ผู้ถอดเทปโดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 ธ.ค. 2555 , 15:16:10 น.] ( IP = 125.27.175.23 : : )
สลักธรรม 10ทอดดวงใจลงปฐพี...รอรับพระองค์
วันมหามงคลดลสมัย
เฉลิมชัยฉลองชนมพรรษา
ของพระเจ้าอยู่หัวมหาราชา
ผู้สร้างค่าเพื่อชาวไทยให้ร่มเย็น
ทรงเหนื่อยยากตรากตรำบำรุงสุข
ปัดเป่าทุกข์คลายร้อนเพื่อผ่อนเข็ญ
เย็นศิระพระบริบาลพ้นลำเค็ญ
พระทรงเป็นร่มโพธิ์ทองของคนไทย
นับเป็นบุญชาวสยามคามนิคม
อยู่ใต้ร่มพระบารมีที่ผ่องใส
ในวันนี้ขอถวายพระพรชัย
กายและใจเอนราบทาบปฐพี
มารอรับเสด็จด้วยเคารพ
ขอน้อมนบพระไตรรัตน์เป็นสักขี
ข้าแผ่นดินแห่งวงศ์พระจักรี
ตั้งสัจจา ณ เบื้องนี้เพื่อบูชา
แม้นชีวิตจักปลิดไปในวันหนึ่ง
ขอซาบซึ้งในชาติและศาสนา
และทูนเทิดองค์พระกษัตรา
เป็นธุลีใต้บาทาพระจอมไทย
กราบพระแก้วมรกตจรดจิต
อำนวยพรศักดิ์สิทธิ์เลิศสมัย
กราบพระเทพบิดรผู้เกรียงไกร
โปรดคุ้มภัยป้องพาลอย่าราญรัน
ณ แผ่นพื้นเวียงวังนั่งเรียงราย
ทูลถวายหัวใจรักภักดีมั่น
รองพระบาทยาตราทุกคืนวัน
ทอดดวงใจดวงนั้นรับพระองค์
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้านางสาวบุษกร เมธางกูร
![]()
![]()
โดย บุษกร เมธางกูร [4 ธ.ค. 2555 , 18:22:36 น.] ( IP = 58.9.157.154 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |