มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไม้ลอยน้ำดีกว่าคนอกตัญญู




ไม้ลอยน้ำดีกว่าคนอกตัญญู
(สัจจังกิรชาดก )


พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภความตะเกียกตะกายเพื่อปลงพระชนม์ของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนามีคำเริ่มต้นว่า "สจฺจํ กิเรวมาหํสุ" ดังนี้.

เมื่อภิกษุสงฆ์ประชุมกันในธรรมสภา สนทนากันถึงโทษมิใช่คุณของพระเทวทัตว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตมิได้รู้คุณของพระศาสดา ยังจะพยายามเพื่อจะปลงพระชนม์เสียอีก.

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ?

เมื่อภิกษุ ทั้งหลายพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตพยายามเพื่อจะฆ่าเรา แม้ในครั้งก่อน ก็พยายามแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:40:25 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อมีผู้ถามว่า พระราชกุมารไปไหน ? ก็พากันตอบว่า พวกเราไม่เห็นพระกุมาร ท้าวเธอคงเห็นเมฆตั้งเค้า จึงดำลงในน้ำ ชะรอยจักล่วงหน้าไปแล้ว

พวกอำมาตย์ก็พากันไปยังพระราชสำนัก พระราชาตรัสถามว่า โอรสของเราไปไหน ? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทราบเกล้า เมื่อเมฆตั้งเค้าขึ้น พวกข้าพระพุทธเจ้าก็สำคัญว่า พระราชกุมารคงเสด็จล่วงหน้ามาแล้ว จึงพากันกลับมาพระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เปิดประตู เสด็จไปถึงฝั่งน้ำ ตรัสว่า พวกเจ้าจงค้นดู แล้วรับสั่งให้ค้นหาในที่นั้น ๆ ไม่มีใครเห็นพระกุมาร

ฝ่ายพระกุมารนั้นเล่า ในเวลาที่เมฆมืดครึ้ม ฝนตกกระหน่ำ ลอยไปในแม่น้ำ เห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงเกาะท่อนไม้ อันมรณภัยคุกคามแล้ว ร้องคร่ำครวญลอยไป.

ก็ในกาลนั้น เศรษฐีชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง ฝังทรัพย์ ๔๐ โกฏิไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปจึง ไปเกิดเป็นงูอยู่เหนือขุมทรัพย์.

ยังมีอีกผู้หนึ่งฝังสมบัติไว้ตรงนั้น เหมือนกัน ๓๐ โกฏิ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปบังเกิด เป็นหนูอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน.

น้ำเซาะเข้า ไปถึงที่อยู่ของงูและ หนูทั้งสองนั้น.สัตว์ทั้งสองก็ออกมาตามทางที่น้ำเซาะเข้าไป นั้นแหละ ว่ายตัดกระแสน้ำไปถึงท่อนไม้ที่พระราชกุมารเกาะอยู่นั้น ต่างตัวต่างขึ้นสู่ปลายท่อนไม้คนละข้าง นอนอยู่เหนือท่อนไม้นั้นแล.

ก็ที่ริมฝั่งแม่นั้นเอง มีต้นงิ้วอยู่ต้นหนึ่ง ลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นงิ้วนั้น ถึงต้นงิ้วนั้นก็ถูกน้ำเซาะรากโค่นลงเหนือแม่น้ำ เมื่อฝนกำลังตก ลูกนกแขกเต้าไม่สามารถบินไปได้ ก็ลอยไปเกาะแอบอยู่ด้านหนึ่งของท่อนไม้นั้น. ด้วยประการดังกล่าวมานี้ จึงเป็นอันว่ารวมกันเป็น ๔ คน ล่องลอยไป.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:42:25 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อมีผู้ถามว่า พระราชกุมารไปไหน ? ก็พากันตอบว่า พวกเราไม่เห็นพระกุมาร ท้าวเธอคงเห็นเมฆตั้งเค้า จึงดำลงในน้ำ ชะรอยจักล่วงหน้าไปแล้ว

พวกอำมาตย์ก็พากันไปยังพระราชสำนัก พระราชาตรัสถามว่า โอรสของเราไปไหน ? พวกอำมาตย ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทราบเกล้า เมื่อเมฆตั้งเค้าขึ้น พวกข้าพระพุทธเจ้าก็สำคัญว่า พระราชกุมารคงเสด็จล่วงหน้ามาแล้ว จึงพากันกลับมาพระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เปิดประตู เสด็จไปถึงฝั่งน้ำ ตรัสว่า พวกเจ้าจงค้นดู แล้วรับสั่งให้ค้นหาในที่นั้น ๆ ไม่มีใครเห็นพระกุมาร

ฝ่ายพระกุมารนั้นเล่า ในเวลาที่เมฆมืดครึ้ม ฝนตกกระหน่ำ ลอยไปในแม่น้ำ เห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงเกาะท่อนไม้ อันมรณภัยคุกคามแล้ว ร้องคร่ำครวญลอยไป.

ก็ในกาลนั้น เศรษฐีชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง ฝังทรัพย์ ๔๐ โกฏิไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปจึง ไปเกิดเป็นงูอยู่เหนือขุมทรัพย์.

ยังมีอีกผู้หนึ่งฝังสมบัติไว้ตรงนั้น เหมือนกัน ๓๐ โกฏิ เพราะความเป็นห่วงทรัพย์ ตายไปบังเกิด เป็นหนูอยู่ในที่นั้นเหมือนกัน.

น้ำเซาะเข้า ไปถึงที่อยู่ของงูและ หนูทั้งสองนั้น.สัตว์ทั้งสองก็ออกมาตามทางที่น้ำเซาะเข้าไป นั้นแหละ ว่ายตัดกระแสน้ำไปถึงท่อนไม้ที่พระราชกุมารเกาะอยู่นั้น ต่างตัวต่างขึ้นสู่ปลายท่อนไม้คนละข้าง นอนอยู่เหนือท่อนไม้นั้นแล.

ก็ที่ริมฝั่งแม่นั้นเอง มีต้นงิ้วอยู่ต้นหนึ่ง ลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นงิ้วนั้น ถึงต้นงิ้วนั้นก็ถูกน้ำเซาะรากโค่นลงเหนือแม่น้ำ เมื่อฝนกำลังตก ลูกนกแขกเต้าไม่สามารถบินไปได้ ก็ลอยไปเกาะแอบอยู่ด้านหนึ่งของท่อนไม้นั้น. ด้วยประการดังกล่าวมานี้ จึงเป็นอันว่ารวมกันเป็น ๔ คน ล่องลอยไป.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:44:17 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 3

ในกาลนั้น แม้พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลอุทิจจพราหมณ์ในแคว้นกาสี เจริญวัยแล้วบวชเป็นฤๅษี สร้างศาลาอาศัยอยู่ที่คุ้งน้ำตอนหนึ่ง.

ท่านกำลังจงกรมอยู่ในเวลาเที่ยงคืน ได้ยินเสียงร่ำไห้ดังสนั่นของพระราชกุมาร ก็ดำริว่า ในเมื่อดาบสผู้สมบูรณ์ด้วยเมตตากรุณายังอยู่ จะปล่อยให้บุรุษนี้ตายไม่ควรเลย เราจักช่วยเขาให้ขึ้นจากน้ำ ให้เขารอดชีวิต แล้วก็ปลอบพระราชกุมารว่า อย่ากลัวเลย แล้วก็ว่ายตัดกระแสน้ำไปเกาะท่อนไม้ที่ปลายข้างหนึ่งฉุดมา ท่านมีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง พักเดียวก็ถึงฝั่ง อุ้มพระกุมารขึ้นไว้บนฝั่ง

ครั้นเห็นสัตว์ ทั้งหลายมีงูเป็นต้น ก็ช่วยนำขึ้นไปสู่อาศรมบท ก่อไฟแล้วคิดว่า สัตว์เหล่านี้อ่อนแอกว่า ก็ให้งูเป็นต้นผิงไฟก่อน ให้พระราชกุมารผิงไฟทีหลัง กระทำให้หายหนาว ถึงเมื่อจะให้อาหาร ก็ให้แก่งูเป็นต้นก่อน แล้วนำผลไม้ไปให้พระราชกุมารทีหลัง.

พระราชกุมารทรงพระดำริว่า ดาบสโกงผู้นี้ มิได้นับถือเรา ผู้เป็นพระราชกุมาร กลับยกย่องพวกสัตว์เดียรัจฉาน จึงผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์.

แต่ต่อจากนั้นล่วงไปได้สองสามวัน ครั้นพระกุมารและสัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด มีเรี่ยว แรงเป็นปกติ แล้ว กระแสน้ำในแม่น้ำก็แห้งแล้ว

งูไหว้พระดาบสแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณท่าน ผู้เจริญ พระคุณเจ้าได้กระทำอุปการะอย่างใหญ่หลวงแก่ข้าพเจ้า ก็แลข้าพเจ้ามิใช่ผู้ขัดสน ฝังเงินไว้ ๔๐ โกฏิ ในที่ชื่อโน้น เมื่อพระคุณเจ้าจะใช้สอยทรัพย์ ข้าพเจ้าสามารถถวายทรัพย์แม้ ทั้งหมดนั้นแด่พระคุณเจ้าได้ พระคุณเจ้า จงไปที่นั้น แล้วเรียกข้าพเจ้าว่า ทีฆะ เถิด แล้วก็ลาไป.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:46:26 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 4

ฝ่ายหนูก็ปวารณาพระดาบสไว้อย่างนั้นเหมือนกัน กล่าวว่า เมื่อพระคุณเจ้าต้องการจะใช้สอย จงไปยืนอยู่ในที่ชื่อโน้น เรียกข้าพเจ้า ว่าอุนทุระ เถิด ดังนี้แล้วก็ลาไป.

ส่วนนกแขกเต้า ไหว้พระดาบสแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่มีทรัพย์ แต่เมื่อ พระคุณเจ้าจะต้องการข้าวสาลีแดงละก็ โปรดไปที่อยู่ของข้าพเจ้า ในที่ชื่อโน้น เรียกข้าพเจ้าว่า สุวะ ข้าพเจ้าสามารถจะบอกแก่ฝูงญาติ ให้ช่วยขนข้าวสาลีแดงมาถวายได้หลายเล่มเกวียน แล้วลาไป.

ฝ่ายพระราชกุมาร เพราะฝังใจในธรรมของผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นสันดาน คิดได้ว่า การที่เราจะไม่พูดอะไร ๆ บ้าง ไปเสียเฉย ๆ ไม่เหมาะเลย เราจักฆ่าดาบสเสียเวลาที่ท่านมาหาเรา

จึงกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว นิมนต์มาเถิด กระผมจักบำรุงพระคุณเจ้าด้วยปัจจัย ๔ แล้วก็ลาไป.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:47:29 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 5

พระกุมารนั้นเสด็จไปได้ไม่นาน ก็ดำรงอยู่ในราชสมบัติ.

พระโพธิสัตว์ดำริว่า เราจักทดสอบคนเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงไปสู่สำนักงูก่อน ยืนอยู่ไม่ห่าง เรียกว่า "ทีฆะ" เพียงคำเดียวเท่านั้น งูก็เลื้อยออกมาไหว้พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ที่ตรงนี้มีทรัพย์อยู่ ๔๐ โกฏิ นิมนต์พระคุณเจ้าขุดค้นขนเอาไปให้หมดเถิด.

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เอาไว้อย่างนี้แหละ เมื่อมีกิจเกิดขึ้นจึงจะรู้กัน บอกให้งูกลับไป แล้วเลยไปสำนักของหนู เอ่ยเสียงเรียก. แม้หนูก็ปฏิบัติดังนั้นเหมือนกัน. พระโพธิสัตว์ก็บอกให้หนูกลับไป. เลยไปสำนักนกแขกเต้า เรียกว่า "สุวะ" เพียงคำเดียวเท่านั้นเหมือนกัน นกแขกเต้าก็โผลงจากยอดไม้ ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมจักต้องไปหาพวกญาติของกระผมให้ช่วยขนข้าวสาลี ที่เกิดเองจากหิมวันตประเทศ มาถวายพระคุณเจ้าหรือขอรับ ?

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เมื่อต้องการค่อยรู้กัน บอกให้นกแขกเต้ากลับไป แล้วคิดว่า คราวนี้เราจักทดสอบพระราชา จึงไปพักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นก็สำรวมมรรยาทเรียบร้อย เข้าไปสู่พระนครด้วยภิกขาจารวัตร.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:48:45 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 6

ในขณะนั้น พระราชาผู้ทำลายมิตรพระองค์นั้น ประทับเหนือคอพระคชาธารอันตกแต่งแล้ว กระทำปทักษิณพระนคร ด้วยข้าราชบริพารขบวนใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์แต่ไกลทีเดียว ทรงพระดำริว่า ดาบสผู้นี้คือดาบสโกงคนนั้น คงประสงค์จะอยู่ในสำนักของเราจึงได้มา ต้องให้ราชบุรุษตัดศีรษะเสียทันที มิทันให้แกประกาศคุณที่ทำไว้แก่เราในท่ามกลางฝูงคนได้


แล้วทรงมองดูราชบุรุษ ในเมื่อราชบุรุษกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต้องทำอะไร พระเจ้าข้า ? จึงรับสั่งว่า ดาบสโกงนั้น ชะรอย ะมามุ่งขออะไรเราสักอย่าง พวกเจ้าต้องไม่ให้ดาบสกาลกรรณีผู้นั้นเห็นเรา จับมันไปมัดมือไพร่หลัง เฆี่ยนทุก ๔ แยก นำออกจากพระนคร ตัดหัวมันเสียที่ตะแลงแกง แล้วเอาตัวเสียบหลาวไว้

ราชบุรุษเหล่านั้นรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว พากันไปมัดพระโพธิสัตว์ผู้ปราศจากความผิด เฆี่ยนไปทุก ๔ แยก แล้วเตรียมจะนำไปสู่ตะแลงแกง.

พระโพธิสัตว์มิได้คร่ำครวญเลยว่า พ่อแม่ทั้งหลายฯ ในสถานที่ถูกเฆี่ยนทุกแห่งปราศจากความสะทกสะท้าน กล่าวคาถานี้ ความว่า
"เป็นความจริง ดังที่ได้ยินมาว่า คนบาง จำพวกในโลกนี้ เคยกล่าวว่าไม้ลอยน้ำยัง ประเสริฐกว่า แต่คนบางคนไม่ประเสริฐเลย" ดังนี้.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:50:13 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 7

ฝูงชนต่างได้ยินคำเป็นคาถานั้น ท่านพวกที่เป็น บัณฑิตในหมู่นั้นพากันกล่าวว่า ข้าแต่ท่านนักพรตผู้เจริญ ท่านกระทำคุณอะไรไว้แก่พระราชาของพวกเราหรือ ?

พระโพธิสัตว์ จึงเล่าเรื่องนั้นแล้วกล่าวว่า เราเองเป็นผู้ช่วยพระราชานี้ให้ขึ้นจากห้วงน้ำใหญ่ กลับเป็นการทำทุกข์ให้แก่ตนอย่างนี้ เรามาหวลรำลึกได้ว่า เราไม่ได้กระทำตามคำของบัณฑิต แต่ครั้งก่อนสิหนอ จึงกล่าวอย่างนี้.

ชาวพระนครมีกษัตริย์และพราหมณ์ เป็นต้น ฟังคำนั้นแล้ว พากันกล่าวว่า เพราะอาศัยพระราชาผู้ทำลายมิตรมิได้รู้แม้มาตรว่าคุณของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยพระคุณผู้ให้ชีวิตแก่ตนอย่างนี้ พระองค์นี้ พวกเราจะมีความเจริญได้แต่ที่ไหน จับมันเถิด

ดังนี้แล้วต่างโกรธแค้น ลุกฮือขึ้นโดยรอบฆ่าพระราชานั้นเสีย ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่บนคอช้างนั่นเอง ด้วยเครื่องประหาร มีลูกศร หอกซัด ก้อนหิน และไม้ค้อนเป็นต้น แล้วจับเท้ากระชากลงมาโยนทิ้งไปเหนือสันคู แล้วอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้ดำรงราชย์สืบแทน.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:51:30 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 8

ส่วนพระโพธิสัตว์ดำรงราชย์โดยธรรม วันหนึ่งทรง ปรารภจะทดลองสัตว์มีงูเป็นต้น จึงเสด็จไปที่อยู่ของงู ตรัสเรียกว่า "ทีฆะ"

งูเลื้อยมาซบไหว้ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้มีพระคุณ เชิญมาขนทรัพย์ของท่านไปเสียเถิด. พระราชามีพระดำรัสให้อำมาตย์มารับมอบทรัพย์ ๔๐ โกฏิ

แล้วเสด็จไปสำนักของหนูตรัสเรียกว่า "อุนทุระ" หนูก็มาซบไหว้แล้วมอบถวายสมบัติ ๓๐ โกฏิ พระราชามีดำรัสให้อำมาตย์รับมอบทรัพย์แม้นั้นไว้.

เสด็จไปที่อยู่ของนกแขกเต้า รับสั่งเรียกว่า "สุวะ" แม้นกแขกเต้าก็บินมาซบไหว้พระบาทยุคลกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านเจ้าพระคุณ ข้าพเจ้าจะไปนำข้าวสาลีมาให้.

พระราชารับสั่งว่า เมื่อจะต้องการข้าวสาลีจึงค่อยนำมา มาเถิด เรามาพากันไป แล้วทรงพาสัตว์ทั้ง ๓ กับทรัพย์ ๗๐ โกฏิไปพระนคร รับสั่งให้ทำ ทะนานทอง พระราชทานเป็นที่อยู่ของงู ถ้ำแก้วผลึกเป็นที่อยู่ของหนู กรงทองเป็นที่อยู่ของนกแขกเต้า พระราชทานข้าวตอก คลุกน้ำผึ้งใส่จานทองให้งูและนกแขกเต้ากิน พระราชทาน ข้าวสารสาลีให้หนูกินทุกวัน ทรงกระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น.

คนทั้ง ๔ แม้นั้นต่างสมัครสมานกัน ร่าเริงบันเทิงอยู่ชั่วชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว ต่างก็ไปตามยถากรรม.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:52:56 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 9

พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามจะฆ่าเราเสีย แม้ในครั้งก่อนก็พยายามมาแล้วเหมือนกัน ดังนี้

ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
พระราชาผู้ร้ายกาจ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัตในครั้งนี้
งูได้มาเป็นพระสารีบุตร
หนูได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ
นกแขกเต้าได้มาเป็นอานนท์
ธรรมราชาผู้เถลิงราชย์ในภายหลังได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

โดย เทพธรรม ..นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2555 , 06:54:33 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณมากๆครับ
เรื่องที่นำมานี้เป็นประโยชน์มากครับ

เพื่อเป็นแนวชีวิตในการดำรงตนให้ถูกให้ดีได้

และชี้ชัดลงไปว่า

ความดีนั้นเป็นที่ตั้งแห่งคนดี
คนดีทั้งหลายล้วนประชุมกันได้เสมอ
ดังที่คุณเทพธรรมกล่าวเล่านั่นแหละครับว่า

งูได้มาเป็นพระสารีบุตร
หนูได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ
นกแขกเต้าได้มาเป็นอานนท์

โดย เณรจิ๋ว [11 ธ.ค. 2555 , 06:57:06 น.] ( IP = 61.90.110.86 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org