มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระโสณาเถรี ผู้ปรารภความเพียรเป็นเลิศ









พระโสณาเถรี ผู้ปรารภความเพียรเป็นเลิศ
โดย หลวงพ่อเสือ


ใน ๑๐๐,๐๐๐ กัปที่ผ่านมา นับถอยหลังไปจากภัทรกัปนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะหมู่มาร ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงผู้ทรงเป็นโลกนาถเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ย้อนไปกัปปที่ ๑๐๐,๐๐๐ ขณะนั้นพระโสณาเถรีได้เกิดอยู่ในตระกูลเศรษฐี เมืองหงสาวดี ชีวิตของนางมีความสุขมาก และชอบแต่งตัวจนเป็นที่รักของบิดามารดา

วันหนึ่งแม่นางก็เข้าเฝ้าพระปทุมุตตรพุทธเจ้า และได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพุทธดำรัสอันไพเราะทั้ง ๓ คือ ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระภิกษุณีรูปหนึ่งว่าเป็นผู้เลิศกว่าพระภิกษุณีรูปต่างๆ เป็นฝ่ายปรารภความเพียร

เมื่อนางได้ฟังพระพุทธพจน์แล้วก็เกิดความยินดี ได้กระทำสักการะยกมือขึ้นบูชาพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ถวายบังคมแล้วก็ปรารถนาฐานันดรนั้นเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงสรรเสริญ

พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษก็ตรัสอนุโมทนาว่า “การปรารถนาฐานันดรของเธอจะสำเร็จสมดังมโนรถในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไปจะมีพระบรมศาสดาพระนามว่า โคดม นางทรงสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอการราช แล้วจะเสด็จขึ้นในโลกและเป็นธรรมทายาท เป็นธิดาแห่งธรรมเนรมิต จะได้รับเป็นพระสาวิกาของพระสมณโคดมบรมศาสดา และมีชื่อในชาตินั้นว่า “โสณา”

ฉะนั้น การตั้งเจตนาอธิษฐานมรรคผลนิพพานนั้นให้ผลได้ จึงบอกอยู่เสมอว่าให้รีบตั้งเป้าหมาย การที่จะตั้งใจเป็นพระสารีบุตรหรือเป็นอะไร ก็ต้องใช้เวลาภัทรกัปหนึ่ง ต้องเข้มแข็งด้วยนะ อยากถึงมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่อยากตอนใกล้ตาย ตอนนี้เที่ยวก่อน ก็ไม่ได้ การที่เรากลับมาเรียนธรรมะกันได้นั้น ต้องเป็นผู้มีวาสนาบารมีทำมา โชคดีแล้ว

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:32:06 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เมื่อนางได้ฟังพระปทุมุตตรพุทธเจ้าอนุโมทนาก็เกิดความดีใจมีเมตตาจิต ก็ตั้งใจปฏิบัติบำรุงพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยปัจจัย ๔ ตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่นางเจตนาทำไว้อันงามแล้วนี้ เมื่อนางสิ้นชีวิตในชาตินี้ ก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางได้เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ตลอดกาล

ชีวประวัติในปัจจุบันชาติของพระโสณาเถรีมีกล่าวไว้ในอรรถกถาปรมัตถทีปนีความว่า ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมา ๑๐๐,๐๐๐ กัปในภัทรกัปนี้ ซึ่งตรงกับการทำนายทายทักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ นางได้เกิดในตระกูลเศรษฐีที่เจริญมั่นคง เพราะถวายปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นโภคทรัพย์ อยู่ในกรุงสาวัตถีมีชื่อว่า โสณา แปลว่า ทองคำ

เมื่อนางเติบโตเป็นสาว ก็ได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามี ครองเรือนจนปรากฏว่ามีบุตร-ธิดา ๑๐ คน นางโสณาจึงถูกเรียกว่า นางลูกมาก บุตรธิดาทั้ง ๑๐ คนของนางโสณาล้วนเป็นผู้ที่มีหน้าตางดงาม ทุกคนมีความสุขสบายดี เป็นที่ถูกใจของมารดาและบิดา และเป็นที่จูงตาจูงใจของคนที่พบเห็นให้เกิดความนิยมชมชอบ แม้กระทั่งผู้ที่เป็นศัตรูก็ยังชอบใจในบุตรธิดาของนางโสณา เหตุที่นางมีศัตรูเพราะความอิจฉาที่นางได้ดีและเป็นคนดี

ในกาลต่อมา สามีของนางโสณาก็มีความประสงค์ที่จะบวชในบวรพระพุทธศาสนา นางกับบรรดาลูกรวม ๑๑ คน ต่างก็ช่วยกันห้ามไว้ แต่สามีของนางก็มีจิตแน่วแน่ในการบวช แม้จะถูกขัดขวางอย่างไรก็ไม่ยอม ในที่สุดก็ออกบวชจนได้

ฝ่ายนางโสณาก็อยู่ครองเรือนต่อไป โดยบุตรธิดาทั้ง ๑๐ คนห้อมล้อมอยู่ นางก็คิดพิจารณาให้บุตรธิดาทั้งหลายได้มีคู่ครองเป็นฝั่งเป็นฝาเสีย แล้วนางก็จัดการตบแต่งบุตรธิดาให้มีสามีภรรยาอยู่ครองเรือนกันไปทีละคนสองคน

หลังจากที่นางโสณาได้ตบแต่งให้บุตรธิดาออกเรือนหมดแล้ว บุตรธิดาและเขยสะใภ้ของนางได้ปรนนิบัตินางอีกเป็น ๒๐ คน กระทำเช่นนี้ได้ไม่กี่วัน เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคะเนได้ก็เกิดขึ้นกับนางโสณาคือ โบราณเรียกว่า กลับตาลปัตร หรือหน้ามือเป็นหลังมือ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:32:30 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 2


จากที่นางเคยสบายมีลูกห้อมล้อม แต่เมื่อนางให้ลูกออกเรือน ชีวิตนางจากดีกลายเป็นไม่ดี โดยบรรดาบุตรธิดาเขยสะใภ้ของนางไม่ยอมบำรุงนางตามที่เคยกระทำมา ซ้ำยังพาลอีกด้วย โกรธง่าย กล่าวดูถูกดูหมิ่นนาง แม้จะทำประโยชน์อะไรให้แก่บุตรธิดาก็โดนตำหนิว่า “แก่แล้ว ไม่มีประโยชน์แล้ว” ไม่มีใครยอมรับรู้หรือดูแลเอาใจใส่เลย แล้วในที่สุดไม่เรียกแม้แต่คำว่า “แม่”

นางโสณารู้ว่าบุตรธิดาเหล่านั้นไม่มีความเคารพตนเองแล้ว จึงคิดรำพึงอยู่คนเดียวว่า การที่เราเป็นหม้ายไร้คู่ พลัดพรากจากสามีและบุตรธิดาเช่นนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะอยู่ในเรือนหลังนี้อีกต่อไปแล้ว จะอยู่ไปบุคคลก็ดูหมิ่นดูแคลนเรา นางจึงคิดถึงสามีผู้จากนางไปแล้วว่า สามีของเราไปในที่ใด เราควรไปในที่นั้น

ครั้นนางโสณาตัดสินใจได้เช่นนั้นแล้ว นางก็ไปสู่สำนักของภิกษุณี แล้วขอบรรพชาเป็นภิกษุณี แล้วนางก็ได้รับอนุญาตให้บรรพชาในพระธรรมวินัยสมเจตน์จำนง

เมื่อนางโสณาได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุณีแล้ว นางก็ได้บวชต่อตอนมีอายุมาก มีการประพฤติปฏิบัติที่ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง เพราะทางโลกก็รู้จักมาหมดแล้ว

จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระภิกษุณีทั้งหลายได้ทำทัณฑกรรมคือ การลงโทษแก่พระโสณาภิกษุณีว่า นางโสณาภิกษุณีไม่รู้จักข้อวัตรคือ กิจที่ควรกระทำ หรือเรียกว่ากระทำอะไรไปโดยไม่สมควรจึงเกิดการถูกลงโทษ

ฝ่ายบุตรธิดาทั้งหลายของนางได้เห็นพระโสณาภิกษุณีผู้เป็นมารดาของตนถูกทำโทษ ต่างก็พูดเยาะเย้ยว่า “สมน้ำหน้า ภิกษุณีรูปนี้บวชมาถึงวันนี้ ยังไม่รู้จักสิกขาบทข้อควรทำ สมควรที่เราตัดความเป็นแม่ลูกกันก่อนบวช”

(ตามคำที่เขากล่าวว่า คนอื่นว่าไม่เท่ากับคนในว่า คนอื่นนินทาร้อยคนไม่เท่ากับคนในบ้านดูถูกคนเดียว ฉะนั้น คนในบ้านอย่าดูถูกกัน อย่าชักความในออก ความนอกเข้าไม่ดีหรอก)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:32:52 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 3


พระโสณาภิกษุณีได้ฟังคำเยาะเย้ยของลูกๆ แล้ว ก็เกิดความรู้สึกสลดใจและพิจารณาตนเองว่า เราบรรพชาในเวลาแก่ชรา ควรเป็นผู้ไม่ประมาท เราควรกระทำคติคือ ทางดำเนินให้ถึงความบริสุทธิ์ผ่องใส แล้วนางก็เริ่มบริกรรมภาวนาอาการ ๓๒ ที่มีอยู่ในตัวเรา นึกอยู่ตลอดเวลาไม่ให้จิตนั้นวอกแวกไปที่อื่นเลย อาการ ๓๒ นั้นก็คือ

ธาตุดิน ๒๐ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ธาตุน้ำ ๑๒ น้ำดี เสมหะ น้ำเหลือง โลหิต เหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ ปัสสาวะ

นางตั้งใจเจริญอยู่ตลอดคืน จนจำเสาต้นหนึ่งของกุฏิชั้นล่างเดินเวียนไปเวียนมา เวลาทำกรรมฐานนางก็เดินจงกรมในที่มืด ก็คิดเกรงว่าศีรษะของเราอาจจะกระทบสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้มีต้นไม้เป็นต้น นางจึงจับต้นไม้แล้วเดินเวียนรอบ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานางจึงได้ชื่อว่า พระโสณาเถรีผู้มีความเพียรมาก ทำอยู่ตลอดไป

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งพระภิกษุณีทั้งหลายพากันไปที่วิหารเพื่อไปฟังโอวาทธรรม แต่ก่อนจะออกไปก็ได้สั่งพระโสณาเถรีว่า “เธอต้องต้มน้ำไว้ให้พระภิกษุณีทั้งหลายสรงก่อนแล้วค่อยไปนะ”

พระโสณาเถรีก็ถูกทอดทิ้งให้เฝ้ากุฏิของพระภิกษุณีไว้ แล้วถูกสั่งให้ต้มน้ำไว้ ท่านจึงเดินไปตักน้ำใส่ในหม้อ แล้วก็ยกขึ้นตั้งบนเตาทิ้งเอาไว้ โดยยังไม่ได้ผ่าฟืนเพื่อติดไฟ แล้วก็นั่งอยู่ขณะนั้นท่านมีจิตตั้งมั่น และเริ่มทำความเพียรทางจิต แล้วก็พิจารณาเห็นขันธ์แล้วว่าเป็นอนิจจังไม่เที่ยง จะหยิบอะไรก็บริกรรมตลอด เป็นทุกขังคือทนได้ยาก เป็นอนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน

โดยท่านเจริญวิปัสสนาปัญญาเห็นพระไตรลักษณ์มาปรากฏ ทำให้ถอนความหลงผิด ความรู้สึกผิดในสังขารออก ได้เจริญกรรมฐานโดยลำดับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:33:08 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 4


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระคันธกุฏีก็ทรงเปล่งพระรัศมีให้ปรากฏเหมือนพระองค์ไปประทับอยู่ใกล้ๆ ยืนอยู่เฉพาะหน้าของพระโสณาเถรี ขณะนั้นมีการประชุมสงฆ์ พระภิกษุณีไปกันหมด แต่นางมาบวชตอนแก่เป็นลูกน้องเขาด้วย ก็ถูกทิ้งไว้ตามลำพัง สมเด็จพระโลกนาถเจ้าทรงเต็มไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ทราบว่าบุตรของพระองค์เป็นอย่างไร ก็เปล่งฉัพพรรณรังษีดูเหมือนไปยืนอยู่เฉพาะหน้าพระนาง แล้วทรงเปล่งโอภาสรัศมีตรัสคาถาธรรมว่า

“บุคคลใดที่ไม่เห็นธรรมอันสูงสุด ถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ก็สู้บุคคลที่เห็นธรรมอันสูงสุด แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวยังประเสริฐกว่า”

เมื่อจบพระคาถาธรรมเทศนา พระโสณาเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตธรรม แล้วท่านก็คิดว่าเราได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เช่นนี้ พระภิกษุณีทั้งหลายกลับมาไม่ได้พิจารณา อาจจะกล่าวดูถูกดูหมิ่นเราได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านพิจารณาแล้วว่าจะเป็นการทำบาปหนักให้กับตนเอง เพราะฉะนั้นเราควรกระทำเหตุอย่างหนึ่งให้เห็นเป็นเครื่องสังเกตให้รู้สำหรับพระภิกษุณีเหล่านั้นเทอญ (นี่คือพระอรหันต์ซึ่งมีจิตอนุเคราะห์ทันที คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินแล้ว)

เมื่อท่านคิดดังนั้นแล้ว จึงอธิษฐานเตโชตธาตุ (ธาตุไฟ) ให้น้ำในหม้อที่ตั้งอยู่บนเตานั้นร้อนโดยฉับพลัน โดยไม่ต้องใช้ฟืน แต่มีไฟประทีปเกิดขึ้น

เมื่อนางภิกษุรีทั้งหลายกลับมาจากวิหารคันธกุฏิ ก็มองมาที่เตาไม่เห็นมีไฟติดอยู่ก็พากันกล่าวว่า “พวกเราบอกกับท่านแล้วว่า ให้เธอต้มน้ำไว้ให้พระภิกษุณีทั้งหลายสรงแล้วค่อยไป จนกระทั่งเวลานี้ไฟยังไม่ได้ติดเลยเหรอ”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:33:22 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 5


พระโสณาเถรีก็ได้กล่าวด้วยความไพเราะอ่อนโยนกับพระภิกษุเหล่านั้นว่า “ข้าแต่แม้เจ้าทั้งหลาย พวกท่านจะต้องการอะไรกับไฟ เมื่อพวกท่านประสงค์จะเอาน้ำร้อน ขอจงไปตักน้ำจากภาชนะนั้นไปอาบเถิดเจ้าค่ะ”

พระภิกษุรีเหล่านั้นก็ได้คิดขึ้นมาว่า คงจะมีเหตุการณ์อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ นางโสณาเถรีจึงได้พูดด้วยน้ำเสียงอันไพเราะเช่นนี้ พวกภิกษุณีเหล่านั้นจึงเอามือจุ่มลงไปในน้ำ ก็รู้สึกว่าน้ำร้อนเพราะอำนาจไฟแห่งกุศลจิต

ครั้นพระภิกษุณีเหล่านั้นรู้ว่าน้ำร้อนแล้ว ต่างก็พากันเอาภาชนะมาตักไปอาบ เหตุอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นที่ภาชนะต้มน้ำของพระโสณาเถรีคือ บรรดาภิกษุณีเหล่านั้นใช้ภาชนะตักน้ำไปเท่าไหร่ น้ำในหม้อนั้นก็ไม่พร่องไม่ลดลงแต่อย่างใด เมื่อมีผู้เอาน้ำมาเทลงในภาชนะของพระโสณาเถรี ซึ่งนางเอามือแตะไว้ที่ภาชนะตลอดเวลาเท่านั้นเอง น้ำเหล่านั้นก็กลายเป็นน้ำร้อนทันทีด้วยเตโชกสิณ แล้วน้ำที่ใส่เข้าไปก็ไม่มีการล้น อยู่เพียงพอดีๆ เช่นนั้น

พระภิกษุณีเหล่านั้นก็รู้แล้วว่า พระโสณาเถรีต้องมีอะไรอย่างหนึ่ง ก็มีพระภิกษุณีองค์หนึ่งตั้งคำถามว่า “ทำไมน้ำตักไม่หมดไม่พร่อง ทำไมน้ำเติมไม่รั่วล้น”

พระโสณาเถรีตอบว่า “เราผู้กระทำให้เต็มแล้ว ไม่พร่องและไม่เกินแล้ว เราเป็นผู้มีจิตอยู่ด้วยปริมาณคงที่แล้ว”

พระภิกษุณีเหล่านั้นจึงทราบทันทีว่านางบรรลุธรรมวิเศษสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว พวกภิกษุณีที่มีอายุอ่อนกว่าต่างพากันก้มกราบแทบเท้า แล้วกล่าวคำขอโทษว่า “ข้าแต่เจ้าแม่ ข้าพเจ้ามิได้ใคร่ครวญให้รู้เสียก่อน จึงพูดจาถากถางเบียดเบียนอยู่ตลอดเวลานานถึงปานนี้ ขอแม่เจ้าได้โปรดอดโทษให้กับพวกข้าพเจ้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ

ส่วนพวกพระภิกษุณีที่มีอายุแก่กว่าท่านก็นั่งลงแล้วกล่าวคำขอขมาว่า “ข้าแต่เจ้าแม่ พวกข้าพเจ้าไม่ได้พิจารณาให้รู้ก่อน ได้กล่าวถ้อยคำเบียดเบียนท่านมาตลอด ประมาณมิได้ ขอเจ้าแม่จงโปรดยกโทษอดโทษให้ข้าพเจ้าเสียเถิด”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:33:37 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 6


พระโสณาเถรีผู้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นผู้ไม่พร่องแล้วไม่ล้นแล้ว ปริมาณเท่าเดิม ผู้มีจิตผ่องใสบริสุทธิ์เหลือแต่ความปรารถนาดีอย่างเดียวต่อผู้อื่นทั้งโลก

(เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว มีจิตปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งโลกเหมือนกันหมดทุกรูปเป็นจิตที่เหมือนกัน แต่จิตของปุถุชนไม่เหมือนกัน) น้ำใจของท่านเปรียบเสมือนน้ำสะอาดที่ไม่มีเชื้อโรค ผู้ดื่มหรือผู้ใช้จะได้รับแต่ประโยชน์เท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงไม่โกรธตอบ แล้วกล่าวอดโทษให้แก่ทุกๆ ท่าน

นับตั้งแต่การที่พระโสณาเถรีมาบวชอยู่ในวัยชรา และสามารถปฏิบัติธรรมได้บรรลุพระอริยผลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา ใช้เวลาบำเพ็ญสมณธรรมไม่นาน ก็เพราะว่าท่านใช้ความเพียรพยายามเป็นที่ตั้ง และอาศัยเหตุแห่งความเพียร เกียรติคุณของความดีจึงได้ปรากฏทั่วไป ตามหลักฐานท่านออกบวชได้ ๓ เดือนก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

ต่อมาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ทรงตั้งพระภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งที่เป็นเลิศทั้งหลายตามลำดับ ทรงประกาศแต่งตั้งพระโสณาเถรีไว้ในตำแหน่งที่เป็นเลิศฝ่ายปรารภความเพียรว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โสณาเถรีเป็นเอตทัคคะคือ เป็นผู้มีความเป็นเลิศกว่าพระภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของตถาคตฝ่ายปรารภความเพียรอันเลิศ”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:33:52 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 7


ส่วนพระพุทธดำรัสที่สรรเสริญพระโสณาเถรีมีอยู่ในเถรีคาถา พระภิกษุณีทั้งหลายที่เคยกล่าวดูหมิ่นดูแคลนพระโสณาที่บวชเมื่อแก่ และไม่ค่อยรู้จักข้อวัตรต่างๆ และได้ลงโทษนั้น เมื่อทราบว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว ต่างก็พากันฉงนสนเท่ห์ จึงได้พากันไปเข้าเฝ้าทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทราบเรื่อง

เมื่อสมเด็จพระชินสีห์ทรงสดับเรื่องแล้วก็ทรงชื่นชม และตรัสขึ้นว่า “บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวยังประเสริฐกว่าบุคคลผู้เกียจคร้าน ละความเพียรแต่มีชีวิตอยู่ ๑๐๐ ปี เช่นพวกเธอ”

และพระองค์ก็ยังทรงโปรดพระโสณาเถรีเพราะเป็นผู้มีความประพฤติดี ปฏิบัติดี แล้วตรัสว่า “นางเป็นพระเถรีผู้เลิศฝ่ายความเพียร พระโสณาเถรีได้เผากิเลสหมดสิ้นไปแล้ว ได้ถอนภพทั้งปวงแล้ว ได้ตัดเครื่องผูกให้ขาดไปแล้ว(สังโยชน์) เหมือนนางช้างพังทำลายเครื่องผูกมัดให้ขาดไปฉะนั้น”

“นางหมดจากอาสวะแล้ว การเข้ามาสู่พุทธสำนักก็นับว่าเป็นการมาดีแล้ว ท่านมาแล้วสำเร็จวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ และได้กระทำตามคำสั่งสอนของเราตถาคตมาโดยตลอด”

หลังจากที่พระโสณาเถรีได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว วันหนึ่งท่านได้พิจารณาการปฏิบัติของตน และได้กล่าวคาถาขึ้น ๔ คาถาหมายความว่า

ข้าพเจ้าได้คลอดบุตร ๑๐ คนในอัตภาพนี้ เวลาของเราได้แก่ลงไปแล้ว จึงได้ไปหาพระภิกษุณีรูปหนึ่ง พระภิกษุณีรูปนั้นได้แสดงธรรมคือขันธ์ ขันธ์แปลว่า กองหรือหมวดหมู่ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อายตนะแปลว่า เครื่องเชื่อมหรือต่อ ได้แก่ อายตนะภายในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพารมณ์และธรรมารมณ์ ธาตุแปลว่า ทรงไว้ หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของมันไว้ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณหรือมโน

ครั้นเราได้ฟังธรรมของท่านแล้วจึงได้บรรพชา เมื่อเราได้ศึกษาอยู่ในสำนักของพระสมณโคดมแล้วนี้ เราได้สำเร็จทิพพจักขุ รู้จักปุพเพนิวาส (รู้จักอดีตชาติ) เราได้อบรมบ่มนิสัยมา ไม่มีกิเลสเป็นนิมิต เรามีจิตใจแน่วแน่เป็นอันดีงาม ได้หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ทำเครื่องเศร้าหมองให้หมดไปแล้ว ขันธ์ ๕ เราก็รอบรู้แล้ว รากก็ขาดแล้ว ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทแล้ว ท่านก็ตรัสเป็นคาถาไว้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:34:07 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )


  สลักธรรม 8


คติธรรมนี้คือ ชีวิตของพระโสณาเถรีเป็นชีวิตที่น่าสงสารมาก เพราะเมื่อนางอายุมาก ก็ไม่มีใครดูแล นางดูแลบุตรธิดาอย่างดีตามหน้าที่ที่ดีของพ่อแม่ แต่ภายหลังนางไม่สามารถจะพึ่งลูกคนไหนได้เลย ลูกของนางเป็นคนอกตัญญูหมดทุกคน

โบราณจึงกล่าวไว้ว่า ลูก ๑๐ คน พ่อแม่เพียงคนเดียวสามารถเลี้ยงดูได้ แต่พ่อแม่เพียงคนเดียว ลูก ๑๐ คนก็ไม่สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ คำนี้เกิดขึ้นในโลกจากเรื่องพระโสณาเถรีเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

คนอกตัญญูต่อพ่อแม่เป็นคนที่คบไม่ได้ เพราะพ่อแม่ของแต่ละบุคคลมีบุญคุณมากที่สุดในโลก เขายังไม่นับถือเลย เขายังไม่ตอบแทนบุญคุณเลย เขายังเป็นลูกอกตัญญูเลย แล้วเราเป็นใคร ฉะนั้น การคบคนต้องดูว่า คนนั้นกตัญญูไหม? เราไม่ต้องดูใครเขา ทำตัวเองเป็นคนที่น่าคบด้วยการเป็นคนกตัญญู ไปดูเขาเราเศร้าใจ ทำตัวเองเป็นคนกตัญญูเป็นคนน่าคบดีที่สุด ไปหาคนน่าคบยาก ทำตัวเองให้เป็นที่น่าคบของทุกคนง่ายกว่า

คนอกตัญญูมีแต่ผู้ติเตียนว่าเป็นคนไม่ดี หากไม่มีบุญเก่าคอยช่วยอุดหนุน ก็จะต้องเกิดความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอย่างน่าใจหาย ก็เป็นกรรมของสัตว์ จะเป็นคนมีปัญญาเก่งกล้าสามารถอย่างใดก็ตาม เมื่อหมดบุญในเวลาใดแล้ว เวลานั้นก็จะได้รับโทษทัณฑ์มาก ผลของการอกตัญญูเป็นตัวบั่นทอนความเจริญ และทำความฉิบหายได้อย่างเหลือเชื่อ ท่านบอกว่าเอาวาตภัย อุทกภัย อัคคีภัยมารวมกันแล้วหมุนเป็นแรงของความอกตัญญูทำลายคนนั้นทันที

ฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรอกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้มีอุปการคุณเป็นอันมาก เพราะถ้าอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณแล้ว จะต้องพบกับความพินาศแน่ ที่บางคนยังไม่พินาศเพราะบุญเก่ายังมีอยู่




โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2555 , 13:34:21 น.] ( IP = 125.27.179.60 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org