มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความไม่ประมาท








ความไม่ประมาท
ธรรมะบรรยายโดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕



เราจะต้องทำดี และตั้งใจทำดี ก็มีเรื่องจะเล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จไปที่กรุงราชคฤห์ ขณะนั้นก็มีพระภิกษุ ๘ รูปนั่งฉันอาหารกันอยู่ เมื่อฉันเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็เรียกพระภิกษุ ๘ รูป ให้เข้ามาหา

พระพุทธองค์ตั้งปุจฉาขึ้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านเจริญมรณานุสติกันบ้างหรือเปล่า

พระภิกษุก็ยกมือขึ้น พนมมือก็บอกว่า “เจริญพระพุทธเจ้าค่ะ”

พระพุทธเจ้าก็ถามทีละรูปว่า การเจริญมรณานุสติ ของท่านเจริญอย่างไร

ภิกษุรูปแรกกราบทูลว่า ข้าพเจ้าระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เพียงได้คิดอยู่เสมอว่า วันนี้ คืนนี้ เราอาจจะมีชีวิตอยู่แค่นี้ก็ได้ พรุ่งนี้เราอาจจะตายก็ได้

ภิกษุรูปที่ ๒ กราบทูลว่าว่า ข้าพระพุทธเจ้าเจริญมรณานุสติ เตือนตนเองอยู่เสมอๆว่า เราอาจจะมีชีวิต เพียงวันเดียววันนี้ก็ได้

ภิกษุรูปที่ ๓ กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเจริญมรณานุสติอยู่ว่าเหลืออีกหนึ่งมื้อเท่านั้น อาจจะต้องตายก็ได้ มื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายก็ได้

ภิกษุรูปที่ ๔ กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า เจริญมรณานุสติและคิดว่าอาจจะทานได้แค่ครึ่งมื้อข้าวอาจติดคอสำลักตายก็ได้

ภิกษุรูปที่ ๕ กราบทูลว่า ข้าพเจ้าเจริญมรณานุสติบอยู่ว่าอาจจะเพิ่งทานข้าวได้คำครึ่งคำก็ตาย ก็ได้

ภิกษุรูปที่ ๖ กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า ระลึกเพียงครึ่งคำอาจจะไม่ถึงคำก็ตายได้

ภิกษุรูปที่ ๗ กราบทูลว่า เจริญมรณานุสติว่า ยังไม่ได้ทันจะฉัน อาจจะตายก็ได้

ภิกษุรูปที่ ๘ กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเจริญมรณานุสติเพียงลมหายใจเข้า อาจจะหายใจไม่ออกแล้วตายก็ได้ หรือหายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายก็ได้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ธ.ค. 2555 , 10:38:36 น.] ( IP = 182.52.202.198 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




เมื่อพระภิกษุทั้ง ๘ รูป ได้กราบทูลแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า พระภิกษุรูปที่ ๑ รูปที่ ๒ รูปที่ ๓ รูปที่ ๔ รูปที่ ๕ รูปที่ ๖ ท่านเหล่านี้ล้วนตกอยู่ในความประมาท แล้วพระพุทธเจ้าก็แสดงเรื่องความตายว่าเหตุของความตาย ๔ ชนิด คือ

๑.หมดกรรม ตรงนี้พระพุทธเจ้าบอก หมดบุญที่จะอยู่ ฉะนั้น ท่านบอกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามิสามารถรู้ได้เลยว่าเราจะหมดบุญกันวินาทีไหน ฉะนั้น ภิกษุรูปที่ ๑ ถึง ๖ ไม่ได้คำนึงเป็นวินาที จึงตกอยู่ในความประมาท

๒. หมดอายุขัย

๓. หมดทั้งกรรมและทั้งอายุขัย

๔. มีกรรมตัดรอน

นี่กระไรเลยพระภิกษุที่อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ยังตกอยู่ในความประมาท แล้วเราล่ะ ผู้ที่ไม่ได้คิดถึงความตายเลย เราประมาทที่สุด

นำเรื่องตรงนี้มาเพื่อที่จะให้เห็นว่า เราต้องเร่งทำความ คำว่า มรณานุสสตินั้น มาจากคำว่า มรณะแปลว่า ตาย สติ ก็คือระลึก มรณานุสสติ คือ การระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ มรณานุสสติ แล้วเราล่ะ เราไม่เคยนึกถึงความตายเลย เราตกอยู่ในความชุ่มแช่แห่งตัณหา เมื่อได้มีโอกาสศึกษาหรือได้ยิน ก็ทำให้จิตใจของเรานี่ เบาลงจากความดิ้นรน ทำให้รู้สึกอยากทำอะไรด้วยความเคารพนบนอบ อย่างเมื่อเช้านี้ก็รู้สึกว่า ตั้งใจสวดมนต์ ไม่เร่ง ไม่รีบ จะได้มีความควรแก่การงาน การสวดมนต์ คือจะได้หายใจเข้า หายใจออก อยู่กับลมหายใจ อยู่กับคำคาถา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ธ.ค. 2555 , 10:39:20 น.] ( IP = 182.52.202.198 : : )


  สลักธรรม 2




ฉะนั้น ที่ยกให้เห็นว่า พระภิกษุทั้ง ๖ รูปนี้ พระพุทธเจ้ายังบอกว่า ท่านตกอยู่ในความประมาท แม้จะตอบว่า ยังไม่ทันจะฉันอาจจะตายก็ได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าแค่พอใช้ แต่เราไม่ได้นึกถึงความตายกันเลย ชีวิตจึงตกอยู่ในความประมาท แล้วชีวิตก็โลดแล่นอยู่ไปเรื่อยๆ คืออะไรก็ได้ โดยเฉพาะว่าเราคิดว่าเราทำดีแล้ว ซึ่งไม่ใช่ เราต้องบอกว่าเราไม่ดีพอ เพราะหลวงพ่อบอกว่ามนุษย์แต่ละคนถ้าเผื่อขาดสติระลึกเครื่องระลึกรู้ ขาดปัญญาไตร่ตรองในกรรมและวิบาก ต่างก็จะวิ่งหาภัยให้กับชีวิต

หลวงพ่อท่านถามว่า การเป็นสัตว์เดรัจฉานง่ายไหม? ง่ายมากๆ เลย เพราะสัตว์เดรัจฉานเกิดด้วยอำนาจของโมหะ แล้วถามว่า อย่างเราๆ มีโมหะไหม? ตอบว่า มี ยิ่งเราเรียนพระอภิธรรมแล้ว เราก็จะเห็นโมหะนี่ครอบคลุมชีวิตเราตลอดเวลา เมื่อใดโมหะไม่มี ก็คือ เมื่อเราระลึกรู้อยู่ว่าอาการนั้นคือรูป อาการนั้นคือนาม ขณะนั้นจึงเป็นอโมหะ นี่เรายอมรับ

เรียนแล้วเรายอมรับเลยว่า โห..ชีวิตเรานี่ เพราะเรามีความชอบ มีแต่โลภะๆ และโลภะก็เกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้ต้องมีโมหะมูลด้วย เราก็กลับมาดูตนเอง ยอมรับความจริง เป็นผู้ที่ว่าค่อนข้างว่าง่ายขึ้น ไม่ดื้อ และไม่ดันทุรัง ฉะนั้น การเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้นง่ายมาก

ท่านก็ตั้งคำถามว่า สัตว์เดรัจฉานมีกี่ชนิดในโลกนี้

ตอบท่านไปว่า ไม่ทราบ เพราะมันเยอะเหลือเกิน ที่ในประเทศไทยเรายังรู้ไม่หมดเลย

ท่านก็ตั้งคำถามต่อว่า งูมีกี่ชนิด

ตอนนั้นตอบเลยว่า งูกะปะ งูเห่า งูเขียว งูเหลือม งูจงอาง และงูต่างประเทศยังมีอีกเยอะ ที่อาจจะมีชื่อเพราะๆ ก็ได้

ท่านก็ถามต่อว่า งูอะไรดุที่สุด

ตอบเลยว่า งูจงอาง ท่านก็ถามว่าทำไมคิดว่าเป็นงูจงอาง ก็ตอบตามความเข้าใจเลยว่า เพราะว่ามัน ฉกได้สูง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ธ.ค. 2555 , 10:39:41 น.] ( IP = 182.52.202.198 : : )


  สลักธรรม 3




หลวงพ่อก็ไม่ตอบว่าถูกไม่ถูก แต่ยิ้ม และท่านก็ตั้งคำถามต่อว่า ระหว่างงูกับเสือ ตัวไหนดุกว่ากัน

ตอบทันทีเลยเหมือนกัน ไม่ทราบ เพราะไม่รู้ว่าใครมีพิษกว่ากัน ใครจะกัดเจ็บกว่ากัน ตัวไหนกัดแล้วตายเร็วกว่ากัน ก็ไม่รู้

หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ถ้าเผื่อในโลกนี้ อยากจะถามว่าสัตว์อะไรมีพิษแล้วน่ากลัวที่สุด

ตอบว่า ไม่ทราบ

หลวงพ่อท่านบอกว่า เมื่อไม่ทราบก็จะบอกให้ทราบ สัตว์ที่มีพิษนั้นสถานเสาวภาเขาก็จับไปรีดพิษ แต่สัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งน่ากลัวและมนุษย์กำลังเดินหากันโดยไม่หวาดกลัว นั้นก็คือ ศัตรู โดยเฉพาะศัตรูหัวใจ ท่านบอกว่าให้ระวัง อย่าไปหา สัตว์ (ศัต) ตัวนี้มาก เราต่างหาศัตรูกัน อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะศัตรูหัวใจ

อาจารย์ : ก็อยากจะถามบางท่านว่า ตั้งแต่รู้จักกันมานี่ มีความรู้สึกไม่ชอบอาจารย์บ้างหรือเปล่า?

ลูกศิษย์ : มีค่ะ

อาจารย์ : บ่อยมั๊ยคะ

ลูกศิษย์ : บ่อยค่ะ

อาจารย์ : นานมาหรือค่ะ

ลูกศิษย์ : นานแล้วค่ะ

อาจารย์: แต่จำได้ใช่ไหมว่าเรื่องอะไร

ลูกศิษย์ : จำได้

อาจารย์ : นานหรือยังคะ

ลูกศิษย์ : นานแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ธ.ค. 2555 , 10:40:12 น.] ( IP = 182.52.202.198 : : )


  สลักธรรม 4




เราก็ลองเอาคำถามนี้ไปถามตัวเอง ไปถามกับเพื่อนสนิท เราก็คิดว่าเราเป็นคน แต่เขาก็ยังไม่ชอบเราเลย มีเรื่องไม่ถูกใจเลย แล้วจำได้ด้วยเรื่องอะไร ที่ว่าจำได้ ที่ว่าไม่ถูกใจ ก็คือไม่พอใจ คือเสียงของเรานี่ ทำให้เขาเกิดความไม่พอใจโดยที่เราไม่รู้เลย เราอาจจะพูดไปในความคิดของเรา แต่เราก็ไม่รู้ว่า นั่นเรากำลังเริ่มสร้างศัตรูหัวใจ เข้าไปในใจเขา สร้างให้เขาเป็นศัตรูกับเราทางใจ

เพราะชีวิตเราดำเนินตรงข้ามกับคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า “พูดมาก ผิดมาก พูดน้อย ผิดน้อย ไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย” แล้วเราพูดกันทุกวัน เราเพ้อเจ้อกันบ่อยๆ ยิ่งเติมความไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ นี่ไม่ถูก มันก็เพิ่มอำนาจทางหัวใจก็คือ ศัตรูหัวใจเข้าไป ยิ่งเราเป็นฝ่ายค้านใครมากๆ ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ดี ขวางใครมากๆ เราเองกำลังสร้างศัตรูหัวใจเข้าไปในใจของเขา

ในบ้านของเราก็เหมือนกัน จะเป็นพ่อแม่พี่น้องเรานี่ เราก็สร้างศัตรูหัวใจ แต่มันกลืนไม่เข้า คายไม่ออก แค่นั้นเอง มันคลานตามกันมา เราเคยดุพี่ดุน้อง เคยดุแม่ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราคิดว่าใช่ แต่เขาไม่ใช่ และเขาไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราก็ค่อยๆ สร้างศัตรูหัวใจขึ้นมา สักวันหนึ่งความไม่ชอบมันก็พอกพูนๆ ถึงจุดระเบิด แล้วเมื่อตายไป เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดพอไปเจอกันปุ๊บ ก็ไม่ชอบกันเลย เพราะมันแบกไปไว้แล้ว แบกใจเข้าไปไว้ แบกความรู้สึกอันนี้เข้าไป

หลวงพ่อท่านถึงฝากบอกว่า อย่าสร้างศัตรูหัวใจ แต่ให้สร้างสติสัมปชัญญะยอมรับกรรม วิบาก ฉะนั้น ที่เราได้ยินนี้คือวิบากของเรา ทุกวันนี้อาจารย์ได้พยายามทำ และก็ทำได้บ้างทำได้กับคนไกลๆ อย่างเมื่อเช้านี้ไปต่อคิวเติมน้ำมันรถ ก็อยากรีบมามูลนิธิให้ทันสวดมนต์ แต่ก็มีรถของพวกวัยรุ่นคันหนึ่งจอดอยู่แล้วก็กำลังร้องรำเล่นกันอยู่อย่างนั้น เราก็รอคิวเติมน้ำมัน กลุ่มวัยรุ่นก็ยังคงรำกันต่อไป แต่หันมามองที่รถของอาจารย์ ตอนนั้นก็ นึกอยู่ในใจว่า ถ้าเราเห็นอยู่แต่ภาพอย่างนี้ รู้สึกเลยว่า ตอนนี้อกุศลเกิดที่เราเต็มเลย จากการเห็น ความมารยาทไม่มี และไม่สุภาพ ก็ดูใจเลยนะว่า อกุศลกำลังเกิดขึ้น ก็เลยคิดว่า ไปดีกว่า แก้ไขที่เขาไม่ได้ แก้ไขที่เรา เรายิ่งอยู่เรายิ่งบาป

ฉะนั้น หลวงพ่อให้คิดว่า อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อเราหลีกเลี่ยงได้ หลีกเลี่ยงไป ไม่ใช่ว่าเขาทำอะไรเรา เรายิ่งอยู่เรายิ่งบาป คุยก็เหมือนกันถ้าไม่ถูกใจ ไม่พอใจ อย่าไปเถียงกัน เพราะเถียงปุ๊บ สร้างศัตรูหัวใจ เงียบดีกว่า ปิดปากไปดีกว่า ไปจากบาปเสีย พยายามทำชีวิตให้ไปจากบาปให้อยู่ในบุญ เพราะการอยู่ในบุญ เป็นทุนชีวิต ดังพระภิกษุ ๘ รูปนี่

เราก็ได้ข้อคิดว่า จริงๆ แล้ว เราอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ บางเรื่องเราแก้ไม่ได้ ทุกอย่างนี่เป็นกรรมเฉพาะตน โลกนี้ไม่ได้อยู่ในกำมือเรา คนทั้งโลกไม่ได้อยู่ในกำมือเรา แต่เราคนเดียวอยู่ในกรรมที่เราทำ ฉะนั้น เราจึงเลือกทำกรรมดีเข้า

ก็ขอกุศลที่ตั้งใจทำมา จงมาถึงทุกคนด้วยนะ ขอให้ทุกคน มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความระลึกได้ ด้วยแรงกตัญญูที่ทุกคนมี ที่พร้อมพลันนี่ ขอความกตัญญูกตเวทิตาคุณที่มีในใจ จงหยั่งรากและผลิดอกเป็นเสมือนใบโพธิ์แก้วที่โบกสะบัด เสียงดังกังวาน ให้เหล่าเทวดารับรู้ ช่วยอุดหนุนส่งเสริมทุกท่าน ปลอดภัยแคล้วคลาด นอกจากนั้น ขอให้ใจที่เยือกเย็น สงบด้วยแรงกตัญญู เป็นเสมือนทางส่องดำเนินให้ท่านได้ราบรื่น และร่มเย็น แม้นจะไกลแค่ไหน ในหนทางที่ไปสุดทางพ้นทุกข์ ขอหนทางนั้น อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขจนถึงวินาทีสุดท้ายของจุติของพระอรหันต์ทุกคน อนุโมทนาค่ะ




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้ถอดเทป

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [14 ธ.ค. 2555 , 10:40:31 น.] ( IP = 182.52.202.198 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org