มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อริยมรรคมีองค์ ๘








อริยมรรคมีองค์ ๘
โดย หลวงพ่อเสือ


เมื่อเราเข้าสู่วัยชรา สมองจะเริ่มฝ่อ ให้หมั่นฝึกสมาธิไว้ และการเจริญวิปัสสนาก็เป็นการทำสมาธิโดยชอบธรรมอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก พระที่เคร่งพระวินัยก็ทำอย่างนี้ เช้าตื่นขึ้นมาล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ ตั้งใจหยิบบาตรออกบิณฑบาต แล้วไปสายเดิมนั่นแหละ

ก็มีการสงสัยว่าเป็นญาณวิปปยุตหรือเปล่า? ก็ช่างเขาเถอะ เรื่องของบุญจะเป็นญาณวิปปยุตหรือสัมปยุตก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นอกุศล ๑๒ ก็แล้วกัน เพราะเรามีหลักเกณฑ์ในเรื่องญาณสัมปยุตอยู่แล้ว ประกอบไปด้วยปัญญาเพิ่มขึ้น อย่าไปกลัวความดี ความที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การเวียนว่ายตายเกิด และกิเลสทั้งหลาย ฉะนั้นทุกอย่างต้องฝึกตน

ตามพุทธนิพนธ์ที่ท่านกล่าวว่า “บุคคลพึงสู่ทิศที่ไม่เคยไปด้วยยานพาหนะทั้งหลายเหมือนอย่างคนฝึกตน มีตนอันฝึกดีแล้ว ไปด้วยตนที่ฝึกแล้ว หาดีไม่ได้”

หมายความว่า การบรรลุมรรคผลนิพพานจะไปด้วยยานพาหนะทั้งหลายไม่ได้ จะไปได้ก็เฉพาะผู้ฝึกตน มีตนที่ฝึกอบรมดีแล้ว นอกจากนี้ไปไม่ได้ คือต้องอบรมด้วยตนเอง จะไปด้วยการพากันไป หรือหายานพาหนะอื่นไปไม่ได้ ถ้าไม่ฝึกตน พระนิพพานไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นเรื่องการฝึกตนจึงเป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธภาษิตนี้แสดงการไปทางใจคือ การบรรลุมรรคผลนิพพานได้นั้น จะไปด้วยยานพาหนะทั้งหลายเช่น รถยนต์ เรือยนต์ เรือจ้าง เรือแจว เครื่องบิน ไปไม่ได้ ไปได้ก็เฉพาะผู้ที่ฝึกตน

การฝึกตนนั้นฝึกขั้นไหน? คือให้อาศัย จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ฉะนั้น ความสำคัญอยู่ที่จิตทั้งสิ้น นอกจากการฝึกจิตแล้ว ไม่มีทางเลยด้วยการนำธรรมะมาอบรมที่ตน

คำว่า อบรมตน คือ การทำตนให้มีกาย วาจา ใจสงบระงับ จึงเรียกว่า การฝึกตนสงบจากนิวรณ์ ระงับจากกิเลสชั่วร้ายมีอุปาทานเป็นที่สุด หรืออีกอย่างหนึ่ง กายกับวาจาสงบระงับด้วยศีล มีใจสงบระงับด้วยสมาธิ และมีจิตสงบระงับด้วยสติและปัญญา (เป็นพรหมจรรย์)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:01:00 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ในอรรถกถามีเรื่องเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งพระภิกษุรูปหนึ่งก่อนบวชเป็นผู้ฝึกค่างเรียกกันว่าหัตถาจารย์ คือควาญช้าง เมื่อครั้นเข้ามาบวชในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว วันหนึ่งท่านก็ออกบิณฑบาต แล้วมองไปเห็นควาญช้างกำลังฝึกช้างเชือกหนึ่ง ฝึกอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะทำให้ช้างนั้นปฏิบัติตามได้ พระภิกษุรูปนั้นในฐานะที่ท่านเคยเป็นนายควาญช้างมาก่อน และเป็นผู้ชำนิชำนาญที่จะทำช้างให้เชื่อง และสามารถมีกลยุทธ์ต่างๆ ได้ พระภิกษุรูปนั้นจึงหยุดสนทนากับเพื่อนภิกษุที่ไปบิณฑบาตด้วยกันว่า นายควาญช้างคนนั้นไม่เป็นหรอก ถ้าเป็นเขาต้องเอาขอสับตรงนั้นๆ เกี่ยวตรงนั้นๆ ตรงนี้หน่อย ช้างก็จะเชื่อง ถ้าทำเป็นช้างก็จะอยู่ในอำนาจ คนฝึกค่างที่กำลังฝึกช้างอยู่ได้ยิน ก็ลองทำตามพระภิกษุรูปนั้น ช้างที่ฝึกจึงอยู่ในอำนาจเรียกว่า ทำสำเร็จ ความนี้ได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกพระภิกษุรูปนั้นมาไต่ถาม พระภิกษุรูปนั้นได้ทูลรับด้วยคำสัตย์ว่า ท่านได้คุยพูดอย่างนั้นจริง

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ (คนเปล่า) อาการที่ทำอย่างนั้นไม่ควรแก่เธอ” แล้วทรงแสดงปฏิปทาธรรมสาธยายธรรมทั้งหลาย โดยได้ยกไว้เป็นเบื้องต้นว่า

“การเดินทางย่อมมียานพาหนะฉันใด การเดินทางไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานก็ต้องมียานพาหนะฉันนั้น ยานพาหนะสำหรับไปสู่สถานที่ที่ไม่เคยคือ พระนิพพานนั้นเรียกว่า พรหมยานคือ ยานของพรหมคือ ยานอย่างประเสริฐ หรือจะเรียกว่า ธรรมยาน ยานในที่นี้คือธรรมคืออริยมรรคมีองค์ ๘ ประการได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

๒. สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ

๔. สัมมากัมมันโต การงานชอบ

๕. สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีพชอบ

๖. สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

๗. สัมมาสติ ความระลึกชอบ

๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:02:00 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 2


พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “การฝึกฝนให้เข้าหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เหมือนกับการฝึกสัตว์ไปตามที่เราต้องการ เหมือนการหัดขับรถให้เดินไปตามทางที่เราต้องการฉะนั้น”

การไปด้วยยานพาหนะไม่ใช่จะไปได้โดยสะดวก แต่เมื่อขึ้นรถแล้วจะไปก็หาไปไม่ ยังต้องมีองค์ประกอบเช่น มีคนขับ น้ำมัน เครื่องยนต์ ล้อ เพลา แหนบ ดุม เหล่านี้ประกอบกันไป ฉะนั้น รถคันหนึ่งที่จะพาไปได้ รถต้องมีองค์ประกอบ ๘ คือ ตัวถัง น้ำมัน คนขับ ล้อหน้า ล้อหลัง พวกมาลัย คลาซ เบรก เพราะฉะนั้นมรรค ๘ ก็ต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้ผู้นั้นไปถึงได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเช่นนั้นแล้ว ก็สอนต่อไปว่า “คุณลักษณะ ๘ ประการนี้ในการฝึกตนให้เข้ารูปอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นการฝึกตนปฏิรูปชีวิตให้เข้ารูปแบบ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ พรหมยานหรือธรรมยานนี้มีเครื่องประกอบเช่นเดียวกัน”

พระพุทธองค์ทรงแสดงพุทธภาษิตประพันธ์ว่า การฝึกตนให้เข้ารูปอยู่ในอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะหรือต้องอาศัยคุณธรรมคือ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:02:30 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 3


๑. มีศรัทธาเป็นแอก คือ เชื่อเรื่องกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน เชื่อในพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. ต้องละอายใจไม่ทำชั่วทุจริตทางกาย วาจา ใจ เป็นเสมือนงอนรถ

๓. มีใจเป็นเชือกชักคือ ชักบังเหียนม้าที่เทียมรถให้ไปซ้ายไปขวาตามปรารถนา

๔. มีสติคือความระลึกได้เป็นสารถีคนขับรถ

๕. มีศีลเป็นเสมือนเครื่องประดับรถยนต์

๖. มีความเพ่งคือฌานเป็นเพลา

๗. มีความเพียรเป็นเสมือนล้อ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:02:47 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 4


๘. มีอุเบกขาความวางเฉยเป็นความมั่นคงเปรียบเสมือนแอกรถ นอกจากนี้จะต้องมี

๘.๑ ความไม่ต้องการ ไม่อยากได้เป็นเครื่องแวดล้อม แล้วเป็นเสมือนเครื่องป้องกัน ถ้าเป็นศาลา เป็นบ้าน เป็นเรือนก็เรียกว่า ฝาประตูหน้าต่าง หมายความว่า ไม่โลภเป็นเครื่องล้อมนั่นเอง

(เพิ่มเติม : การทำงานของมรรค ๘ เช่น กำหนดรูปนั่ง นามรู้สึก นี่แหละมรรค ๘ ทำงาน และมรรคแต่ละมรรคไม่มีคำว่า เว้นโลภะเลย แต่ความไม่โลภเป็นเครื่องล้อม เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะอยากได้รูปนามไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีใจไม่อยากได้อะไร แต่ไปทำงานให้ถูกตามพระพุทธเจ้าสอน มีกิจอยากจะดูทุกข์ ต้องไม่มีตัณหา ไม่อยากได้รูปนาม ฉะนั้น หากปฏิบัติเพื่ออยากได้รูปนาม อยากเห็นอนิจจัง จัดว่ามีโลภะล้อมแล้ว)

๘.๒ มีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ

๘.๓ มีความอดกลั้นทนทานต่ออารมณ์เป็นเกราะธรรม

๘.๔ มีการประกอบชีวิตไว้ด้วยธรรมะที่นำไปสู่ความเจริญทั้งหลายเป็นที่ตั้งของความปลอดภัย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:03:07 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 5


ในพุทธภาษิตนี้พระพุทธเจ้าทรงมองโลกเป็นธรรมไปหมด อะไรทุกอย่างตรัสสอนให้นึกถึงธรรมทั้งหมด ไม่เฉพาะที่แห่งนี้แห่งเดียว แม้ที่อื่นๆ ที่พระองค์จาริกไปก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงพระนามว่า ธรรมสามี แปลว่า เจ้าแห่งธรรม เจ้าของแห่งธรรม (แต่พระสารีบุตรมีพระนามว่าพระธรรมเสนาบดี)

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่านายควาญช้างยังไม่เกิดปราโมทย์ เพราะยังมีความเห็นว่าตัวเองผิดเป็นโมฆบุรุษ พระองค์ทรงมองเห็นแม้กระทั่งจิตที่กำลังสลดนั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจึงทรงขยายคำสอนต่อไปว่า

๑. ศรัทธาเป็นแอกมั่นคงคืออย่างไร หากรถไม่มีแอกก็ไปไม่ได้ ผู้ปฏิบัติตามคำสอนในพระพุทธศาสนาคือ ปฏิบัติตามอริยมรรคนี้ ถ้าไม่มีศรัทธาคือไม่เชื่อ ก็ปฏิบัติไม่ได้ ไม่มีทางจะปฏิบัติได้ จึงต้องเชื่อว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าพิสูจน์ใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าปะทะมาหมดแล้ว ใครไม่เชื่อต้องอ่าน ต้องเรียน แล้วจะเกิดศรัทธาในพุทธโอวาท จึงมีศรัทธาเป็นเอกว่า (ให้จับหัวใจตัวเอง) เมื่อเราทำตามมรรคอันมีองค์ ๘ เรานิพพานแน่นอน ถ้าเรามั่นคงในทางมรรค ๘ เราเจริญสติปัฏฐาน ๔ เรานิพพานแน่นอน นี่แหละมีศรัทธาเป็นเอก และเป็นความอบอุ่นที่ไม่ต้องมีใครให้ด้วย เราให้ตัวเอง

๒. หิริคือ ความละอายใจซึ่งเป็นเสมือนงอนรถ คนที่มีหิริจะสง่าผ่าเผย หิริคือ กลัวความชั่วแล้ว ความชั่วไม่ทำ ลักทรัพย์หรือ? ไม่ จะเดินไปไหนก็สง่า จะหยิบอะไรก็สง่า ฉะนั้นอยากให้บุคลิกสง่าผ่าเผยให้ใช้หิริกลัวความชั่ว ใจซื่อมือสะอาด แม้ว่าของใครหาย ขอเชิญมาค้นเลย ไม่อาย เพราะเราอยู่ในที่นั้น แต่เราไม่ได้เอาเชิญค้น คนที่มีหิริจึงเป็นคนที่สง่าเหมือนงอนรถ ถ้าไม่มีงอน (รถโบราณ) ก็ไม่งาม เพราะฉะนั้นต้องมีงอนรถนำเชิดไปข้างหน้าเป็นสง่าราศี เป็นเครื่องหมายแห่งความสง่างาม ใครเห็นใครก็รัก ใครทักใครก็ชม ไม่เป็นภัยต่อผู้ใดทั้งสิ้น

๓. ใจที่เหมือนเชือกชัก เพราะรถโบราณต้องมีม้าเทียม ต้องมีเชือกสำหรับดึงให้ม้าเดินซ้ายเดินขวา หรือเดินตรงไป ท่านเปรียบเหมือนใจ จิตเป็นประธานทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต เช่น เราจะไปศาลาดุสิตาลัย จิตต้องสั่งจึงไป ใจของเราทำให้ตรง ให้แม่น ใครจะมาซักอย่างไรก็ไม่ยอมทั้งสิ้น เพราะมีศรัทธาเป็นเอกว่านี่เป็นรูป นี่เป็นนาม ขณะนั้นศรัทธามั่นคงแล้วหิริโอตตัปปะที่เป็นงอนสง่างามอยู่แล้ว ใจก็นำไป ตัดสินว่าเป็นรูปเป็นนาม

เมื่ออารมณ์มาข้างไหนก็รู้ มาแล้วก็ไปให้ตรงอารมณ์นั้น ใครจะมาชักชวนอย่างไร ก็ไม่ถอนศรัทธาแล้ว อย่างชนิดที่ว่ามาชักใบให้เรือเสีย ท่านบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีศรัทธาเป็นเครื่องประดับ ประคับประคองอยู่แล้ว มาชักใจเราไปไม่ได้ เพราะใจเราอยู่ในธรรมหรือเรียกว่า อยู่ในกรอบอันเป็นอริยมรรคคือ ศีล สมาธิ ปัญญา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:03:22 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 6


๔. สติเป็นสารถีคนขับรถ เป็นผู้บังคับรถ รถถ้าไม่มีสารถี ไม่มีคนขับก็ไปไม่ได้ ไม่มีคนบังคับม้า ก็อาจพาเข้ารกเข้าพงไป ไปไม่ตรงทาง หรือไม่ไปตามประสงค์ ผู้ปฏิบัติดีก็เหมือนกัน ถ้าขาดสติ ปฏิบัติอะไรสักอย่างก็ไม่สำเร็จ สวดมนต์ก็ไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าสติจำเป็นจะต้องมีอยู่ในทุกกรณีและในทุกงานทั้งปวง

๕. ศีลเป็นเครื่องประดับรถยนต์ ผู้ใดมีศีลแล้วงดงาม เพราะศีลเป็นเครื่องประดับ กาย วาจาที่ดีเยี่ยม มีคำโบราณท่านกล่าวว่า ศีลเยี่ยมในโลก กลิ่นของผู้มีศีลยอดเยี่ยม ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐ ศีลเป็นเครื่องประดับยานพาหนะคือพรหมยานและธรรมยาน ได้แก่ อริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ คนไม่มีศีลเดินเข้าทางอริยมรรคไม่ได้ ต้องเดินผิดเดินถูกอยู่ในวังวนของสังสารวัฏตราบนานเท่านาน

๖. มีความเพ่งคือฌานเป็นเพลา คือเพ่งมองตัวเอง ไม่ใช่เพ่งมองผู้อื่น เพ่งว่าบัดนี้เราเป็นอย่างไร บัดนี้เราปฏิบัติถูกไหม บัดนี้เราทำถูกตรงตามอาการที่เกิดไหม สมควรหรือไม่สมควร ถูกฐานะหรือไม่ถูกฐานะ เราเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ บัดนี้เราเป็นพระเป็นเณร เราเป็นโยคาวจร ทำอย่างนี้ถูกกินหรือไม่ เป็นพระควรหรือไม่ที่จะไปบอกเรื่องควาญช้าง เป็นนักปฏิบัติควรไหมที่จะเดินไปคุยฝั่งโน้นฝั่งนี้ บัดนี้เราเป็นอุบาสกอุบาสิกาเป็นพุทธศาสนิกชน ทำอย่างนี้สมควรหรือไม่ ถูกหรือผิด ให้เพ่งเข้าไป เห็นว่าผิดให้เลิกเสีย เห็นว่าถูกก็ดำเนินต่อไป เหมือนรถที่มีเพลาแล้ววิ่งไปได้ตามความปรารถนา

๗. มีความเพียรเป็นล้อ รถไม่มีล้อก็ไปไม่ได้ มีเครื่องอย่างอื่นพร้อมหมด แต่ขาดล้ออย่างเดียว ก็ต้องจอดอยู่กับที่ ให้สวยขนาดไหนก็แล้วแต่ ต้องมีล้อก่อนคือ การปฏิบัติตามอริยมรรคนั้น ล้อเปรียบเสมือนการมีวินัย จึงจะไปได้ตามความปรารถนา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:03:41 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 7


๘. มีความไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ ซึ่งหมายความว่า เมื่อครั้งพุทธกาลนั้น การรบก็ต้องติดอาวุธเหมือนกัน พระพุทธองค์จึงนำมาอุปมาไว้แทนที่จะใช้ปืนสั้นปืนยาว แต่การรบกับกิเลสก็ต้องมีอาวุธ โดยท่านนำมาเปรียบเหมือนลูกศรอาบยาพิษ ท่านตรัสว่าให้ติดอาวุธ ๕ กระบอกคือ

๑. ความไม่พยาบาทสำหรับประหารโทสะ

๒. ความไม่เบียดเบียนสำหรับปราบวิหิงสา

๓. กายวิเวกสำหรับบรรเทาฆนสังฆณิกาคือการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ด้วยการอันไม่สมควร

๔. จิตวิเวกสำหรับปราบกิเลส

๕. อุปธิวิเวกสำหรับปราบสังขารการปรุงแต่ง การคลุกคลีวุ่นวายด้วยสังขารคือ กิเลสที่หอบทุกข์ไว้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:07:49 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )


  สลักธรรม 8


อาวุธทั้ง ๕ คือ อพยาบาท อวิหิงสา กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวกให้ประกอบไว้ และมีความอดกลั้นทนทานเป็นเกราะธรรมคือ เป็นเกราะป้องกันอันตรายดังภาษิตที่ว่า ศีลเป็นเกราะป้องกันภัยอย่างน่าอัศจรรย์ คนไม่มีศีลเดินเข้าทางอริยมรรคไม่ได้ ต้องเดินผิดเดินถูกไปในสังสารวัฏ

ฉะนั้น การปฏิบัติให้มีความเจริญก้าวหน้าไป ก็จะต้องตั้งต้นด้วยการฝึกตน ทำจิตตนให้เข้าสู่อริยมรรคอันมีองค์ ๘ ซึ่งสงเคราะห์เป็นศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง และมีเครื่องประกอบอีก ๘ อย่างตามที่กล่าวมา

ต่อมาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสต่อว่า “ท่านโมฆบุรุษ บัดนี้เราตถาคตได้ชี้แนะการแก้ไขโมฆบุรุษให้แก่ท่านแล้ว ขอจงจำสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรสมบูรณ์แก่เพศแก่วัยในบันดล”

ต่อจากนั้นทรงหลับพระเนตรเข้าสมาบัติ พระภิกษุรูปนั้นก็ออกไป โดยมีพระโมคคัลลานะเป็นพี่เลี้ยงไป ไปปลงและอยู่ในป่า ในที่สุดก็บรรลุเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา เป็นการดัดนิสัยไปจากโมฆบุรุษกลายเป็นอริยบุรุษเพราะมรรค ๘ หรือเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา




ขออนุโมทนากับน้องนวล ผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2555 , 11:08:07 น.] ( IP = 182.52.204.46 : : 10.0.9.136 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org