| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักการพ้นทุกข์ที่ประเสริฐ ตอน 1
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1...ปัญญาเห็นชอบชื่อว่า วิชา
วาจาและการงานชอบชื่อว่า ศีล ชีวิตที่สูงสุด คือ ความเป็นอยู่ชอบ
อริยมรรคธรรม ๔ ที่เหลือ คือ สังกัปปะ วายามะ สติ และสมาธิ ชื่อว่า ธรรมะ
...อีกอย่างหนึ่งควรเข้าใจว่า การจัดเอาสัมมากัมมันตะ คือ การงานชอบว่าเป็น กรรม ...เพราะพระบาลีในมัชฌิมมูลปัญณาสก็ว่า ดูกรท่านวิสาขะ ...สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะอันใด... ธรรมะเหล่านี้ทรงสงเคราะห์เข้าไว้แล้วใน ปัญญาขันธ์... ควรเข้าใจว่าท่านจัดเอาสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะว่าเป็น วิชา
...สมาธิว่าเป็น ธรรมะ เหมือนในประโยคบาลีที่ว่า ... ธรรมะทั้งหลายได้เป็นส่วนแก่เธอด้วยอาการอย่างนี้เป็นต้น ...ด้วยศัพท์นั้นนั่นเอง จึงควรเข้าใจว่า ท่านจัดเอาสัมมาวายามะ และสติ เข้าไว้ด้วยเพราะพระบาลีว่า ดูกรท่านวิสาขะ ...สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ...อันใดมีอยู่ ก็ทรงสงเคราะห์เอาธรรมะเหล่านี้ไว้ใน สมาธิขันธ์
...ท่านจัดเอาความเป็นอยู่ชอบว่าเป็น ศีล สองบาทว่า
ชีวิตมุตฺตมํ คือ ชีวิตของพระอริยบุคคลผู้เห็นปานนี้จัดเป็นชีวิตที่สูงสุด ...จึงควรทราบว่าตรัสมุ่งเอาพระอริยมรรคที่ประกอบด้วยองค์แปดไว้ในพระคาถานี้ ด้วยประการตามที่ได้บรรยายมาด้วยประการฉะนี้...โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:44:18 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 2๒. การสร้างที่พึ่งแก่ชีวิต
เรื่องของความบริสุทธิ์ ...รู้สึกว่าจะมีอยู่ในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น และส่วนใหญ่ก็จะมุ่งหมายไปในเรื่องจิตใจมากกว่าเรื่องของร่างกาย
...เพราะร่างกายไม่มีใครสามารถจะทำให้บริสุทธิ์หมดจดได้... เพราะโดยธรรมชาติของร่างกายนั้นเป็นส่วนที่เต็มไปด้วยของปฏิกูลน่าเกลียด แทบจะพูดได้เต็มปากว่า... ไม่มีส่วนใดในร่างกายที่เป็นของที่น่าอภิรมย์ยินดีเลยแม้แต่น้อย
...มิหนำยังเป็นที่เกิดโรคร้ายนานาประการ รักษาก็ยาก ...ยิ่งกว่านั้นยังเป็นบ่อเกิดกิเลสตัณหาของผู้ที่เข้าใจผิดความจริงอีกมากมาย พรรณนาไม่จบไม่สิ้น... ต้องคอยแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของรูปร่างกายตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งวันตายก็ไม่รู้จักจบ
พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจโดยตรงและเป็นเรื่องของศรัทธาและปัญญาโดยเฉพาะ... ไม่ใช่เรื่องของคนที่ไม่มีศรัทธาหรือคนโง่ๆ... คนที่ไม่มีศรัทธาและไม่มีปัญญานั้น...ถึงจะเข้ามาหาพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากศาสนา ...เพราะเขาไม่มีศรัทธาที่จะเรียนและปฏิบัติ...
นอกจากจะเข้ามาก่อความยุ่งยากวุ่นวาย.. แย่งกิน แย่งใช้ แย่งผลประโยชน์ที่เกิดจากพระพุทธศาสนา ทำให้สังคมชาวพุทธที่แท้จริง ...ต้องเกิดความเดือดร้อนอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน กำจัดกันไม่หวาดไม่ไหว ...เพราะมีผู้อาศัยอยู่ อาศัยกิน ในพระพุทธศาสนา...ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ
...ไม่ทราบจะทำอย่างไร จนถึงกับปลงใจว่า เมื่อถึงคราวเมื่อไร ศาสนาก็หมดไปเอง อินเดียเองซึ่งเป็นต้นของพระพุทธศาสนาก็ยังตั้งอยู่ไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงประเทศของเราซึ่งอยู่สุดท้ายปลายแดน...
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:45:48 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 3เราหันมาพูดถึงเรื่องของการสร้างความบริสุทธิ์หมดจดตามแนวแห่งพระพุทธศาสนากัน... ก็การที่จะทำความบริสุทธิ์หมดจดนั้นพระพุทธศาสนาของเราสอนไว้อย่างไร...
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ก่อนอื่นเราควรตั้งเป็นประเด็นปัญหาขึ้นก่อนว่า... ที่ว่าความบริสุทธิ์หมดจดนั้น ถามว่า อะไรหมดจด อะไรบริสุทธิ์..และที่ไม่หมดจดไม่บริสุทธิ์นั้น เพราะอะไรเล่าที่ทำให้ไม่บริสุทธิ์ไม่หมดจด
ในประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ...เราจำเป็นต้องหาคำตอบที่คู่ควรกัน มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถหาความกระจ่างได้
...อันที่จริงคำที่ว่า...บริสุทธิ์หมดจด ... คำนี้จะต้องมีคำที่เป็นคู่ปรับตรงกันข้ามกันอยู่แน่นอน ...เมื่อเราค้นหาไปก็จะพบว่า ความไม่บริสุทธิ์ ความไม่หมดจด หรือความเศร้าหมอง นี่แหละที่เป็นข้าศึกของความบริสุทธิ์ ความหมดจดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:47:11 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 4ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่ามี ๑๐ อย่างที่เรียกตามศาสนโวหารว่า กิเลส ๑๐ คือ...
โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และ อุทธัจจะ
โลภะ ทิฏฐิ และมานะ
โทสะ
ถีนะและวิจิกิจฉา
กิเลสทั้ง ๑๐ ตัวนี้เป็นตัวเศร้าหมองเองและเป็นตัวที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ ทำให้จิตไม่หมดจด
ในทางพระพุทธศาสนาจัดไว้ ๓ อย่าง คือ
๑. กิเลสอย่างหยาบ
๒. กิเลสอย่างกลาง
๓. กิเลสอย่างละเอียด
...สำหรับกิเลสอย่างหยาบ นั้น สามารถล่วงออกมาทางกาย ๓ มีฆ่าสัตว์เป็นต้น ทางวาจา ๔ มีพูดเท็จ เป็นต้น รวมเป็น ๗ อย่าง
กิเลสอย่างกลาง ไม่ถึงกับล่วงออกมาทางกาย ทางวาจา แต่มีอำนาจรวบรัดใจกางกั้นใจไม่ให้บรรลุคุณงามความดีที่จะพึงได้พึงถึง...
ส่วนกิเลสอย่างละเอียด นั้นสามารถนอนเนื่องอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งจะละทิ้งได้ยากเข็ญเหลือเกิน เพราะเป็นเหมือนรากเหง้าของกิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบ
ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนานี้แล้ว ก็ไม่มีศาสนาใดที่จะสามารถสอนให้ละได้เลยเป็นอันขาด ตรงนี้เองที่ไม่เหมือนกับศาสนาอื่นๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:49:29 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 5พูดถึง ความบริสุทธิ์ ตามนัยของคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับ มจร. หน้า ๒ พระพุทธโฆษาจารย์ท่านได้ให้คำอธิบายไว้ว่า หมายถึง พระนิพพาน ที่ไม่มีมลทินทุกอย่าง เป็นธรรมที่บริสุทธิ์ ...
...ส่วนผู้ที่จะเข้าถึงความบริสุทธิ์ดังกล่าวนั้นไม่มีวิถีทางใดที่จะเข้าล่วงถึงได้นอกเสียจาก การปฏิบัติวิปัสสนา
เพราะการที่จะปฏิบัติวิปัสสนาได้นั้นไม่ใช่คนทุกคน หรือคนทั่วไปจะทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นต้น ท่านจึงได้ แสดงถึง คนที่มีสิทธิ์ที่จะบำเพ็ญวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้ จะต้องมีคุณสมบัติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแก้ปัญหาแก่เทพยดา ไว้ในสังยุตบาลีฉบับมจร. เล่ม ๑๕ หน้า ๒๓ เป็นต้นว่า
สีเล ปติฐาย นโร สปญฺโญ
จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ
โส อิมํ วิชฏเยชฏํ
ความว่า นรชาติชายหญิง ผู้มีปัญญาแต่กำเนิด มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีปัญญาบริหารจิต เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ตั้งมั่นในศีล อบรมสมาธิและวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น นรชนชาติชายหญิงนี้เท่านั้น จึงจะสามารถสางรกชัฏที่เป็นเสมือนข่ายคือ ตัณหาออกได้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:51:08 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 6จากพระพุทธภาษิตที่ยกมาแสดงนี้จะเห็นได้ว่าคนที่จะเจริญวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่คนสามัญทั่วไปจะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาที่มาพร้อมกับปฏิสนธิจิตขณะเกิดนั้น นับว่าเป็นมูลฐานสำคัญที่สุดที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาที่สองคือ ปาริหาริกปัญญา ที่จะปกครองตนในการเจริญวิปัสสนาปัญญา
เพราะขณะเจริญวิปัสสนาปัญญานั้น ปัญญาที่บริหารเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวโยนิโสมนสิการที่สังเกตสภาวธรรมที่จะเกิดขึ้นในขณะก้าวไปข้างหน้า หรือถอยกลับมาข้างหลัง ในสัมปชัญญบรรพมหาสติปัฏฐานสูตร
เมื่อโยนิโสมนสิการแก่กล้ามากขึ้นๆ ก็จะสามารถทำให้เกิดปฐมชวนะวิปัสสนากุศล พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับนามรูปได้ ก็เมื่อวิปัสสนามีกำลังมากขึ้นไปก็จะสามารถรอบรู้ถึงปัจจัยของนามรูปว่า เกิดมาจากปัจจัยอะไร
ต่อจากนั้นก็จะสามารถรู้ถึงสภาวลักษณะและสามัญญลักษณะเป็นลำดับๆ ไปจนถึงเห็นลักษณะไม่เที่ยงของนามรูป เป็นต้น ซึ่งสามารถทำลายวิปลาสธรรม มีสุขวิปลาสเป็นต้น ให้หมดไปเป็น ตทังคปหาน อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องไปตามอารมณ์มีรูปที่เห็นเป็นต้น ก็จะถูกตัดขาดทำให้สันตานุสัยที่นอนเนื่องในจิตสันดานน้อยลงๆ
การสังวรระวังซึ่งเป็นศีล ความหนักแน่นที่เป็นสมาธิ และการพิสูจน์ความจริงของนามรูปก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น ไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ และวิปัสสนาปัญญา ก็จะทำงานพร้อมกันในอารมณ์เดียวกันเป็นเอกสมังคีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:52:54 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 7ต่อไปวิปัสสนาปัญญาก็จะมีกำลังมากขึ้นๆ ศีลที่เกิดร่วมกับสมาธิและปัญญาก็จะสามารถทำลายกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิที่เกิดร่วมกับศีลและปัญญาก็จะทำลายกิเลสอย่างกลางที่เป็นนิวรณ์ และ
ปัญญาที่เกิดพร้อมกับศีลและสมาธิก็จะสามารถทำลายกิเลสอย่างละเอียด ให้หมดไปจากจิตสันดานทุกๆ ขณะที่เกิดขึ้น จิตก็จะโอนไป เงื้อมไป เทไป บ่ายหน้าไปยังที่สิ้นทุกข์ยิ่งขึ้นทุกทีๆ
อันนี้แหละที่ชื่อว่า หนทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีหนทางสายนี้สายเดียวเท่านั้น
และทางสายนี้ก็มีอยู่เฉพาะในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น มิได้มีอยู่ในศาสนาอื่นๆ เพราะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงค้นพบมิใช่เป็นวิสัยของศาสดาในศาสนาอื่นๆ จะรู้ได้
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา มีศรัทธาเป็นสมบัติ แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ศึกษา ไม่มีโอกาสทำวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้น เราก็ไม่มีโอกาสที่จะทำความบริสุทธิ์หมดจดให้เกิดขึ้นได้ ก็จำจะต้องพากันจมอยู่ในปลักแห่งความเศร้าหมองนี้ตลอดไป
พบแต่ความทุกข์คือ การเวียนว่ายตายเกิด ความโศก ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย ความเสียใจ คับแค้นใจ . ต้องประสพกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ต้องทุกข์ใจ เพราะต้องการสิ่งใดแล้วไม่ได้สมใจ จำต้องจมอยู่ในกองทุกข์ คือ ขันธ์ทั้ง ๕ ไม่สามารถที่จะพ้นจากกองทุกข์ไปได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:54:46 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 8ความจริงแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรที่นอกเหนือไปจาก ทุกข์ คือ ขันธ์ ๕ รูปนาม
รูปที่ได้เห็นก็เป็นทุกข์ . เสียงที่ได้ยินก็เป็นทุกข์ ทั้งเสียงและได้ยินก็เป็นทุกข์ กลิ่นและรู้กลิ่นก็เป็นทุกข์ทั้งสอง รสและรู้รสก็เป็นทุกข์ทั้งสองอย่าง สิ่งที่ถูกต้องเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว เคร่งตึง และตัวรู้ก็เป็นทุกข์ สภาพธรรมที่ถูกใจคิดนึก ตลอดถึงนามที่คิดนึกก็เป็นทุกข์
ความสุข ความทุกข์เท่าที่เราได้ประสพกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ ก็เป็นทุกข์ ...เพราะไม่มีส่วนใดที่จะคงทนถาวรอยู่กับสภาพเดิมได้ ...เมื่อมีเหตุปัจจัยก็ปรากฏขึ้น เมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ต้องแตกดับไป
เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมะ คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหวของร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลายเป็น...สักแต่ว่าเป็น รูปธรรม .ส่วนสภาพที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว เคร่งตึง และสภาพที่คิดนึกนั้นก็เป็นเพียง นามธรรม เกิดดับตามเหตุปัจจัย
ธรรมะเหล่านี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาปัญญาโดยเฉพาะ ผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญาแล้วเท่านั้นจึงจะรู้เห็นได้ว่าโลกเป็นทุกข์เป็นภัยที่น่ากลัว แต่พวกเราทั้งหลายยังเป็นผู้มืด ผู้บอด หลับใหลอยู่ในความมืด คือ โมหะ จึงได้พากันฝันไปว่าสิ่งของๆ เราหลงลงทุนรักใคร่พึงใจในสิ่งที่ตนเข้าใจว่าดี...มีความสุข เป็นของสวยงาม... เที่ยงแท้แน่นอน... สามารถบังคับบัญชาได้ ...จึงได้พากันติดข้องอยู่ในโลกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:56:14 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 9...ส่วนท่านผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญา ท่านไม่ได้ติดข้องอยู่ในสิ่งเหล่านี้เลย เพราะท่านตื่นขึ้นเห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้แล้วว่า มีแต่ทุกข์และโทษ มิได้มีประโยชน์โสตถิผลอะไรเลย
ด้วยเหตุนี้พระมหามุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสชักชวนหญิงชายทั้งหลายให้มาใช้ปัญญาดูโลก...ด้วยพระดำรัสว่าเอถ ปสฺสติมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโควิชานตํ
แปลว่า ชนทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตรตระการดุจราชรถ
อันพาลผู้เขลาพากันหมกอยู่ แต่บัณฑิตผู้รู้หาติดข้องอยู่ไม่
จากพุทธภาษิตในธรรมบทขุททกนิกายนี้ย่อมชี้ให้เห็นชัดอยู่ในมวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกโดยทั่วไปได้แล้วว่า ผู้ที่มิได้เกิดวิปัสสนาปัญญามองเห็นความจริงของขันธ์โลกย่อมพากันดิ้นรนขวนขวายแสวงหา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:57:45 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : )
สลักธรรม 10เมื่อได้แล้วก็ติดอยู่ในโลก ไม่สามารถหลุดพ้นออกจากโลกไปได้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่น่าใคร่น่าพอใจ ซึ่งเป็นเหมือนบ่วงมารที่มีกับดักอยู่ในที่ทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ อันเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจของหมู่มนุษย์ทั้งหลาย . ซึ่งกำลังติดบ่วงกันอยู่ ต้องถูกมารคือ ความโลภ ราคะ ความกำหนัดยินดี ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ ทำลายให้หมู่มนุษย์ต้องทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญอย่างน่าเวทนา ถูกพญามารคือ กิเลสดังกล่าวเข้าย่ำยีทำลายให้ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ ต้องโศกเศร้าร่ำไรรำพัน โทมนัสเสียใจ คับแค้นใจไปจนถึงวันตาย
เมื่อตายลงก็ต้องเกิดใหม่อีก .แล้วก็ติดบ่วงมาร ถูกหมู่มารคือ กิเลสเข้ามาทำลายอย่างนั้นไม่รู้จักจบสิ้น จนนับภพนับชาติไม่ได้ ตราบใดถ้าไม่พบท่านผู้รู้ทางวิปัสสนาคือ ศีล สมาธิ และวิปัสสนาปัญญา อันเป็นพระอริยมรรคแล้ว ขออย่าได้หวังเลยในเรื่องความหลุดพ้น เพราะนอกเสียจากทางสายนี้ซึ่งมีอยู่เฉพาะในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้นมิได้มีอยู่ในศาสนาอื่น
ประการสำคัญที่สุดก็คือ สัปปายะ ๔ อย่าง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้มีโอกาสได้พบกับทางสายนี้ได้
ยังมีต่อตอนต่อไปนะครับ
![]()
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [8 ม.ค. 2556 , 20:59:04 น.] ( IP = 171.97.15.194 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |