| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักการพ้นทุกข์ที่ประเสริฐ ตอน 2
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1๒. บุคคลเป็นที่สัปปายะ นับว่าสำคัญที่สุดในสัปปายะ ๔ อย่าง... เพราะเป็นเสมือนผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทาง...
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับ มจร. ภาค ๑ หน้า ๑๐๕ ได้อ้างถึงลักษณะของบุคคลเป็นที่สบาย ที่เรียกว่า กัลยาณมิตร ไว้ในสัตตกนิบาตอังคุตตรนิกายฉบับมจร. ๒๗/๓๗/๒๙ ว่ามีลักษณะ ๗ อย่าง คือ
๑. ปิโย ...เป็นที่รัก
๒. ครุ ...เป็นที่เคารพ
๓. ภาวนีโย ...เป็นที่น่ายกย่อง
๔. วตฺตา จ ...เข้าใจแนะ
๕. วจนกฺขโม ...อดทนต่อคำเสียดสี
๖. คมฺภีรัญจ กถํ กตฺตา ....สามารถทำคำพูดที่ลี้ลับให้ง่าย และในอรรถกถาท่านหมายถึงวิปัสสนา
๗. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ...ไม่แนะให้จิตเขวจากการปฏิบัติวิปัสสนา
ลักษณะทั้ง ๗ ประการจะเห็นได้ว่า... ปัจจุบันนี้บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวครบจะหาได้ยากมาก... เพราะส่วนใหญ่มักไม่ใคร่จะมีใครสนใจในเรื่องดังกล่าวนี้
...แม้จะมีอยู่บ้างตามสำนักปฏิบัติต่างๆ ก็มักจะแนะนำกันในเรื่องของสมาธิคือสมถะมากกว่า... และมีประชาชนสนใจกันมาก... เพราะการทำใจให้สงบนั้น เหมาะแก่กาลเวลาที่ชาวโลกกำลังวุ่นวายโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:37:23 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 2๓. อาหารเป็นที่สัปปายะ นั้น ...ท่านมิได้มุ่งเอาอาหารสมบูรณ์หรือขาดแคลน... แต่อาหารใดที่ใช้รับประทานหรือฉันแล้วไม่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพ เมื่อรับประทานแล้วทำให้ร่างกายปลอดโปร่งในการปฏิบัติ... ท่านก็จัดเป็นอาหารสัปปายะ
๔. ธรรมสัปปายะ เรื่องธรรมะเป็นที่สบายนั้น ในที่นี้หมายเฉพาะวิปัสสนากัมมัฏฐานเท่านั้น เพราะในสมถกัมมัฏฐานแม้จะมีกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตอยู่ก็ตาม ..แต่ในส่วนของสมถะนั้นท่านหมายเฉพาะในส่วนที่เป็นวิกขัมภนปหาน ...คือ ละกิเลสอย่างกลางเพียงกดข่มไว้เท่านั้น ...
การละกิเลสแบบนั้น เป็นเพียงละได้ชั่วคราว...ตลอดระยะเวลาที่ยังมีกำลังของฌานสมาบัติอยู่ มิใช่เป็นการละได้อย่างเด็ดขาดที่เรียกว่า... สมุจเฉทปหาน อันเป็นอำนาจของอริยมรรค...มีพระโสดาปัตติมรรค เป็นต้น
เพราะฉะนั้นในอภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกาไทย ฉบับมหามกุฏฯ หน้า ๒๓๑ - ๒๓๒ ...ท่านจึงได้แสดงกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่นิสัยของผู้ปฏิบัติไว้เป็น ๓ ประเภท คือ
ผู้ที่มีนิสัยชอบนามธรรม... พระพุทธองค์ก็ทรงแสดง...ขันธ์ ๕ เพราะในขันธ์ ๕ มีนามมากกว่ารูป
ผู้ที่ชอบรูปธรรม ก็ทรงแสดงอายตนะ ๑๒ ...เพราะในอายตนะ ๑๒ มีรูปมากกว่า คือมีรูปถึง ๑๑ กับทั้งกึ่ง แต่มีนามเพียงอย่างเดียว คือ มนายตนะ
ผู้ที่ชอบทั้งรูปและนาม ท่านก็แสดงในภูมิที่เหลืออีก ๔ ข้างท้าย...มีธาตุ ๑๘ เป็นต้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:38:51 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 3เพราะฉะนั้น สำหรับธรรมะเป็นที่สบายนั้น ก็จะต้องถือเอาภูมิที่เกิดวิปัสสนาเป็นเกณฑ์... เพราะในการละความเศร้าหมองในส่วนที่ติดเป็นอนุสัยนั้น... ถ้าเราไม่ได้อาศัยปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว วิธีละกิเลสอย่างอื่นๆ จะไม่มีทางเลย
เพราะอนุสัยมีทิฏฐานุสัยเป็นต้น เป็นความเศร้าหมองที่เป็นรากเหง้าของความเศร้าหมองทุกอย่าง...ที่นอนเนื่องอยู่ในส่วนลึกของขันธสันดานแห่งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย....ทุกขณะที่ได้เห็น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง หรือคิดนึกทางใจ จะเดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว แต่ละอิริยาบถในขณะที่เรากำลังตื่นอยู่
อนุสัยกิเลสเหล่านี้ก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ในความรู้สึกติดแน่นอยู่ในขันธสันดาน... มรรคญาณยังไม่มีโอกาสเกิดขึ้นตราบใด...กิเลสอย่างละเอียดดังกล่าวนี้ก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ตราบนั้น... ไม่มีความดีใดจะมาละ...หรือมาประหานให้หมดสิ้นไปได้
ความชั่วอย่างกลางที่บังคับจิตใจให้สัตว์ทั้งหลายต้องทุกข์ยากลำบากก็เกิดมาจาก...เหง้าคืออนุสัย ที่เป็นปัจจัยสำคัญเมื่อมีกิเลสอย่างกลางบังคับจิตใจมากขึ้น...ก็เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำความดีความชั่ว... เป็นเหตุให้ไปเกิดในอบาย มนุษย์ เทวดา และพรหม... ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:40:02 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 4สำหรับงานการปฏิบัติในวิธีแรกคือ วิปัสสนาล้วนๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรเป็น ๔ แนว โดยอนุวัติตามนิสัยของสัตว์ทั้งหลาย
แนวที่ ๑ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีทั้งหมด ๑๔ หมวด มีหมวดของลมหายใจเข้าออก เป็นต้น เฉพาะในที่นี้จะพูดถึงเรื่องของงานเกี่ยวกับวิปัสสนาล้วนๆ คือ
อิริยาบถ ๔ ซึ่งเป็นอิริยาบถใหญ่เท่านั้น เพราะอิริยาบถใหญ่ คือ การเดิน ยืน นั่ง และนอน เป็นงานหยาบและง่ายกว่าอิริยาบถย่อย..ที่มีก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลังเป็นต้น..อิริยาบถต่างๆ เหล่านี้เป็นธรรมะ คือเป็นงานที่มีอยู่แก่มนุษย์และสัตว์ก่อนแล้วโดยธรรมชาติ.. เป็นที่นอนเนื่องอยู่แห่งกิเลสตัณหาอย่างละเอียด.. โดยที่ใครๆ ไม่สามารถล่วงรู้ได้
และขณะเดียวกันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่ทรงสอนธรรมะ ก็ทรงยกเอาตรงนี้ที่ใครๆ คิดไม่ถึงนี่แหละขึ้นมาสอนว่า คือ ทุกข์ ก็ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถจะโยนิโสใส่ใจให้ตรงต่อความเป็นจริงแล้ว.. ก็สามารถจะเข้าถึงความเป็นจริงของพระธรรมได้
คำที่ว่า อิริยาบถปิดบังทุกข์นั้น หมายความว่า..ทุกข์เกิดขึ้นเพราะถูกบีบบังคับจากของเก่า.. คือ ของเก่าหมดอายุก็จะต้องผลักดันให้ของใหม่เกิดขึ้นเป็นกฏธรรมดา ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่มีปัจจัยปรุงแต่ง
พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า..
บรรดากิเลสทั้งหลายที่มีตัณหาเป็นตัวนำ..มันไม่ได้เกิดที่ไหน..ความจริงมันอาศัยเกิดที่ทุกข์นี่แหละ
แม้วิปัสสนาปัญญาก็ไม่ได้เกิดที่ไหน ..ความจริงก็เกิดที่ทุกข์นี่แหละ
ขณะใดไม่เข้าใจทุกข์..ว่าเป็นทุกข์ ตัณหาก็เกิดอยากจะได้ทุกข์..แต่ถ้าขณะใดมีปัญญารู้ทุกข์ ว่าเป็นทุกข์ ปัญญาก็เกิดขึ้นทำลายความอยากได้คือ ตัณหา..ต่างแต่ทว่าผลัดกันเกิดขึ้นคนละวาระเท่านั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:41:50 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 5ข้อสำคัญจึงอยู่ตรงที่ว่า เราจะศึกษางานได้เข้าใจแค่ไหนเท่านั้น ...ปัจจุบันนี้มีวิธีสอนกันแปลกๆ และที่ไหนสอนแปลกก็มักมีคนสนใจมาก เช่น สอนว่าเวลาเดินต้องเดินให้ได้เท่านั้นนาที เท่านี้ชั่วโมง แม้เวลานั่งนอนก็เช่นเดียวกัน ...ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นรวมทั้งอ้างบาลีมารับรองอีกว่า ...สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ...ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ เป็นต้น
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก เพราะพวกเราเป็นกันเสียเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้สอนความจริงที่ไกลตัวเราเลย แต่เราเองต่างหากที่พยายามจะตีตัวเองให้ห่างจากคำสอน ในโลกนี้ถ้านอกเสียจากนามรูปจะเป็นทุกข์แล้ว จะมีอะไรอีกเล่าที่เป็นทุกข์นอกเหนือไปจากรูปนาม
ในคำสอนทรงสอนให้กำหนดรู้ทุกข์ ก็ถ้าเราไม่กำหนดรู้ทุกข์ตามที่ทรงสอนแล้ว จะมีวิธีไหนบ้างเล่าที่จะสามารถละเหตุที่เกิดทุกข์ได้ ความมืดเกิดขึ้นที่ไหนก็จะต้องทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นที่นั้น หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ปัญหาเกิดขึ้นที่ไหนก็จะต้องแก้ปัญหากันที่นั้น
ทุกข์เกิดขึ้นจากอะไร? ถ้าเราไม่ทำลายเหตุที่ให้เกิดแล้ว ผลจะหมดไปได้อย่างไร? ไฟไหม้ได้ก็เพราะเชื้อ ถ้าไม่ทำลายเชื้อแล้ว ไฟจะดับได้อย่างไร?
ทำนองเดียวกันทุกข์เกิดจากตัณหา ถ้าเราไม่ทำลายเชื้อให้หมดไปเราก็จะต้องเสวยทุกข์กันอยู่ร่ำไป ไม่รู้จักจบสิ้น วิธีการแก้ทุกข์เท่าที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่วิธีแก้ทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ดังนั้นจึงไม่สามารถจะแก้ทุกข์ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:43:13 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 6วิธีแก้ทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น มิใช่หมายความว่า แก้ทุกข์ได้หมดในปัจจุบันทันที เพราะความทุกข์มีอยู่ถึง ๓ ชั้น คือ
๑. ขันธ์เป็นทุกข์
๒. ทุกข์เพราะต้องบริหารขันธ์
๓. ทุกข์เพราะยึดถือขันธ์ (เป็นเรื่องของตัณหาอุปาทาน)
ตราบใดถ้ายังมีขันธ์อยู่ ขออย่าได้พูดถึงเรื่องความพ้นทุกข์เลย เพราะขันธ์นั่นแหละเป็นทุกข์ ก็คนที่ยังมีขันธ์ ครองขันธ์อยู่แล้วอยากจะพ้นทุกข์จะเป็นได้อย่างไร?
ชาติความเกิดเป็นปฐมเหตุของทุกข์ทั้งหมด และจัดเป็นลักษณะของขันธ์ ผู้ที่จะรู้ถึงลักษณะของขันธ์ก็มีแต่ผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น ภูมิที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาก็คือสภาวะความจริงที่ปรากฏอยู่ตามอารมณ์ และอิริยาบถเท่าที่มนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นงานที่ใครๆ ไม่ใคร่จะมีความสนใจกัน เพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญอะไร แต่ที่ไหนได้ อารมณ์และอิริยาบถนี่แหละ เป็นที่อาศัยของกิเลสตัณหาที่ใกล้ตัวที่สุด ยิ่งกว่าอย่างอื่น เพราะเราต้องอาศัยแก้ทุกข์อยู่แทบทุกลมหายใจมิใช่หรือ?
การที่เรามีความอบอุ่นใจว่า เราสบายมีความสุขกายสุขใจอยู่ขณะนี้ ถ้าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว มีสุขที่ตรงไหนเพราะในเมื่อขันธ์ ๕ รูปนามซึ่งเป็นตัวทุกข์กำลังปรากฏอยู่แล้วจะเป็นสุขที่ตรงไหน
แต่ที่เราเข้าใจว่าเป็นสุขนั้นเป็นเรื่องของวิปลาส คือ การจำผิด คิดผิด และเห็นผิด มากกว่า เพราะวิปัสสนาปัญญายังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะเห็นความจริงคือทุกข์ได้ ความมืด คือ อวิชชา ก็ปกปิดความจริงทำให้สัตว์ทั้งหลายมีความจำผิด คิดผิด และเห็นผิดไปตามอำนาจของกิเลสที่เกิดขึ้น
รูปธรรม และนามธรรม อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องเจริญสติปัญญาให้เกิดขึ้นในขณะรูปหรือนามนั้นปรากฏโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:44:59 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 7เรื่องของความผิดปกติก็เป็นเรื่องสำคัญ ตามปกติเราเป็นอยู่อย่างไรในเวลาปฏิบัติก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่เวลาปฏิบัติจะต้องเดินท่านั้น นั่งท่านี้ อย่างนี้เรียกว่า ผิดปกติ..ไม่ควรทำ
ตามปกติของคนทุกวันนี้เวลาจะไปไหน ก็มีวัตถุประสงค์ในการไป เขาจึงไป หมายความว่าความต้องการเป็นเหตุให้เขาต้องไป การไปเป็นตัวทุกข์ เกิดขึ้นเพราะความต้องการอันเป็นตัวตัณหา ในทุกๆ อิริยาบถของสัตว์ทั้งหลายเท่าที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้จึงมีตัณหาเป็นปัจจัย ไม่ใช่มีสติปัญญาเป็นปัจจัย
ส่วนอิริยาบถที่จะมีสติปัญญาเป็นปัจจัยนั้น หมายความว่า..
ก่อนที่เราจะใช้อิริยาบถใด จำเป็นต้องรู้เหตุของการใช้ก่อนว่าจะเดินทำไม จะนั่งทำไม จะกินทำไม เป็นต้น ถ้าจะไม่เดินไม่นั่ง หรือไม่กินจะได้ไหม หรือมีความจำเป็นอย่างไร
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุในการปฏิบัติวิปัสสนาทั้งนั้น แต่ในการทำปัญญาให้เกิดนั้น ถ้าหากผู้ปฏิบัติมีเหตุผลไม่พอ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการปฏิบัติจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้มุ่งหวังจะปลูกวิปัสสนาปัญญาจำเป็นจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ความทุกข์ที่เป็นคำสอนจริงๆ นั้นเป็นของละเอียด มิใช่จะมารู้กันได้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่เรามีความเข้าใจกันเมื่อไร
ปัญญาที่จะมาอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเกิดขึ้นได้นั้น มิใช่เป็นเรื่องของคนสามัญธรรมดาจะทำได้ คำที่ว่า ปัญญา ในที่นี้ไม่ใช่ปัญญาธรรมดาทั่วไปอย่างที่เรามีความเข้าใจกันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:46:30 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 8ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะมีโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยนั้น จัดว่าเป็นปัญญาที่ได้รับปัจจัยที่มีศีลและสมาธิที่เกิดร่วมในอารมณ์เดียวกัน เป็นสหชาตปัจจัยและอัญญมัญญปัจจัยให้
ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สิ่งใดที่นอกเหนือไปจากทุกข์ ในตอนนี้แหละที่เรียกว่า เห็นโลกโดยความเป็นทุกข์ มีแต่ทุกข์มีแต่โทษ โดยหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
เป็นภัยที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ขาดความอบอุ่นใจ เพราะไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลยแม้แต่น้อยนิด เหมือนจมอยู่ในกองเพลิงที่แสนจะทุกข์ทรมาน ผู้ปฏิบัติแน่ใจตนเองว่า ตราบใดที่ยังมีนามรูปนี้อยู่จะไม่สามารถรอดพ้นจากความทุกข์ไปได้เลย จึงมีใจโอนไปเอนไปเทไปในธรรมอันเป็นที่สิ้นทุกข์
เมื่อปัญญาเกิดขึ้นเห็นแต่ทุกข์ ตัณหาไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่อาศัย ก็จะถูกวิปัสสนาทำลายไปทุกๆ ขณะ ..หมดเหตุปัจจัยลงเมื่อใดเมื่อนั้นทุกข์ก็จะดับไปเอง นี้แลจัดเป็นลู่ทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจดในพระธรรมวินัยนี้
พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลกก็เพื่อช่วยสังคมโลกเดินทางไปในจุดนี้ แต่จะมีใครสักกี่คนที่สามารถไปได้ เพราะสังคมโลกทุกวันนี้มุ่งให้ ความสุขมุ่งผลประโยชน์กันมากกว่าการเสาะแสวงหาความจริง ซึ่งมีอยู่ในพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาสอนให้ละ..ให้ทำลายต้นเหตุของทุกข์ แต่โลกทุกวันนี้เขาสอนให้สร้างเหตุของความสุข ซึ่งเป็นตัวอาหารของตัณหา เรื่องของเรื่องจึงไปกันไม่ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:48:03 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 9ก็เหตุของความสุขนั้นคืออะไรเล่า? เหตุของความสุขที่โลกต้องการก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ตลอดทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ความต้องการทุกๆ อย่างเท่าที่ชาวโลกต้องการ นี่แหละที่เป็นเหตุของความสุข
แม้ในศาสนาอื่นๆ ทั่วโลกเขาก็สอนกันเช่นนี้.. แต่ในพระพุทธศาสนาของเรามิได้สอนเช่นนั้น..แต่ทรงสอนให้รู้ทุกข์เพื่อความพ้นทุกข์ต่างหาก
ฉะนั้นจึงเป็นคนละทางไม่ใช่ทางสายเดียวกัน.. และในโลกนี้จะมีใครบ้างที่จะมาดูทุกข์ มีแต่เขาหนีทุกข์ทั้งนั้น มีทุกข์อยู่ที่ไหน เขาก็ไม่อยากไปที่นั้น ต่างพากันหลีกหนีให้ห่างไกลได้มากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการดี แต่ถ้าเราจะพูดกันตามความจริงแล้ว ถ้าเราจะหนีทุกข์อยู่ในโลกนี้หรือโลกไหนๆ ก็ตามเถิด
ถามว่า หนีพ้นไหม?
คำตอบ คือ หนีไม่พ้น
ถามว่า เพราะเหตุไรจึงจะหนีพ้นเล่า?
ตอบว่า ก็โลกนั้นเป็นตัวทุกข์ แล้วเราจะหนีทุกข์ไปในโลก มันจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ถ้าจะหนีทุกข์ให้พ้นทุกข์ มันจะต้องออกให้พ้นไปจากโลกนี้ จึงจะพ้นทุกข์ เรื่องของเรื่องก็มีอยู่แค่นั้น แต่วิธีที่จะออกให้พ้นไปจากโลกนี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องเรียนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:50:15 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : )
สลักธรรม 10แต่นั่นแหละท่านทั้งหลาย คนในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เขาจะมาเรียนเรื่องนี้ แม้พระเณรเองยังไม่อยากเรียน เพราะเรียนแล้วไม่ได้อะไรที่เป็นปัจจัยของกิเลส เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เช่นทุกวันนี้ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ถ้าเราจะเรียนรู้กันเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสอบวัดผลเพื่อเอาวุฒิแข่งกันแล้ว จะมีใครเรียนกันบ้าง และงานที่ให้ได้มาซึ่งเงิน..มีงานอะไรที่เขาไม่ต้องการคนมีคุณวุฒิ.. ไม่เห็นมีที่ไหน
แม้จะมีบ้างก็หาทำยายากเต็มที เพราะโลกเขาไม่ต้องการ โลกเจริญขึ้นเท่าไร..ธรรมะก็ยิ่งตามไม่ทัน ภัยที่น่ากลัวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะเรื่องของโลกเป็นเรื่องของการสร้างทุกข์ มีโลกมากเท่าไรก็ยิ่งมีทุกข์มากเท่านั้น
ทุกวันนี้ชาวโลกเขานิยมสร้างโลก เขาไม่นิยมสร้างธรรม ทางธรรมสอนธรรมะ ให้เข้าใจทุกข์ เพื่อหาความพ้นทุกข์..แต่ชาวโลกนิยมสร้างสุขเพื่อมุ่งไปหาทุกข์จึงไม่มีทางที่จะได้พบกัน
เหมือนเราเดินตามหากันในโลกที่มีความกลม.. แทนที่เราจะเดินสวนทางเข้าหากัน.. แต่เราไพล่ไปเดินตามหลังหากันอย่างนี้ แล้วอีกสักเมื่อไรเล่า จึงจะได้มีโอกาสพบกันได้
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราได้รู้ไปตามความจริง หมายความว่าความจริงของธรรมะมีอยู่อย่างไร พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้เราได้รู้อย่างนั้น คือ รูปธรรมนามธรรมไม่เที่ยง... ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ...จำเป็นจะเปลี่ยนไปแปรไป... บังคับบัญชาอะไรก็ไม่ได้ เพราะเราไม่มีอำนาจ
มิหนำซ้ำยังเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของเศร้าหมอง แปดเปื้อนไปด้วยของเศร้าหมองรอบด้าน.. ทั้งเศร้าหมองข้างในและข้างนอก ของที่มีอยู่ในตัวเองก็เศร้าหมอง ที่อยู่นอกตัวก็เศร้าหมองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 ม.ค. 2556 , 09:51:57 น.] ( IP = 58.11.171.116 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |